ดาบโบตั๋นdivevil
ดาบโบตั๋น — มงก๊ก
  • ลูคัส หมอนั่นเป็นคนประหลาด


    ต่อหน้าคนอื่นชอบทำหน้าบูดหน้าบึ้ง ตามคอนเซปต์หัวหน้าแก๊งมาเฟียใหญ่ในฮ่องกง แต่เมื่ออยู่กับครอบครัวและคนสนิท กลับยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดาย


    ง่ายไปหรือเปล่านะ


    หย่งชินดูออกว่าเขาเป็นคนปิด เด็กนั่นยิ้มให้คนที่บ้าน แต่ดวงตากลับไม่ยิ้มตามไปด้วย เขาคิดเอาเอง ว่าลูคัสคงกลัวน้องๆ จะเป็นห่วง ตัวเองแบกศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของเว่ยเฉินเอาไว้ ต้องรับผิดชอบมากมายทั้งที่อายุเพียง 23 ปี ทั้งยังเป็นการขึ้นรับตำแหน่งแบบไม่ทันตั้งตัว หนักหนาสาหัสนัก แต่ก็จะแสดงความอ่อนแอออกมาไม่ได้ ทำให้น้องๆ กังวลไม่ได้ จะต้องเป็นผู้นำที่เข้มแข็งและมั่นใจอยู่เสมอ หากเผยความอ่อนแอออกมาสักครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ช้าก็เร็ว เรื่องคงไปถึงหูศัตรูว่าไอ้เด็กกะโปโลที่ขึ้นมาเป็นหัวมังกรแทนบิดาผู้ด่วนจากไปมันไร้น้ำยาสิ้นดี


    ใครจะรู้เล่าว่าคนชั่วพวกนั้นจะทำอะไรบ้างหากสบโอกาส


    หย่งชินเข้าใจเด็กหนุ่มดี เขาเองเป็นลูกชายคนโตของหลี่ฮวา แม้จะมีภาพลักษณ์คนละอย่าง แต่เป้าหมายที่คนเป็นพ่อมอบให้คืออย่างเดียวกัน ความกดดันนี้เขารู้จักดี


    'จงเป็นหนึ่ง'


    หากไม่ได้อยู่ในจุดสูงสุด ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีใครจดจำลำดับสองบ้างเล่า ผู้คนต่างสรรเสริญเยินยอ 'ที่หนึ่ง' กันทั้งนั้น เก่งที่สุด ฉลาดที่สุด แข็งแกร่งที่สุด


    แต่เพราะเขาเองผ่านโลกที่โหดร้ายใบนี้มามากกว่าลูคัสสองปี หย่งชินจึงรู้ความจริงข้อหนึ่งที่อีกฝ่ายไม่รู้


    หากได้ร้องไห้กับมิตรแท้ เราก็จะแข็งแกร่งขึ้น


    อาจจะฟังดูไร้สาระ แต่หากเราสามารถแสดงความอ่อนแออย่างที่สุดต่อหน้าใครสักคนที่ไว้ใจได้ล่ะก็ หลังปาดน้ำตา ก็จะเป็นเวลาของรอยยิ้มที่จริงใจ


    ณ ตอนนี้ ลูคัสเหม่อมองคู่แม่ลูกที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ในหัวอาจจะคิดอะไรไปมากมาย ว่าร้ายโชคชะตาที่ทำให้ลูกชายคนที่สองอย่างเขาต้องมารับหน้าที่แทนพี่ใหญ่ที่ออกจากบ้านไปทำตามความฝันท่ามกลางประมวลกฎหมาย แล้วความฝันของเขาเล่า เขาไม่มีสิทธิ์ฝันหรือ


    นี่คงเป็นบาปของผู้เป็นบิดา ที่เขาจะต้องสะสาง ทำธุรกิจที่สร้างบนกองเลือดเช่นนี้ก็เหมือนขี่อยู่บนหลังเสือ ยากจะไปต่อ แต่จะลง ก็คงต้องแลกมาด้วยเลือดและชีวิตของคนทั้งตระกูล


    ถึงจะเพิ่งได้รู้จักกันไม่นาน แต่เขารู้ว่าลูคัสไม่มีวันทำเช่นนั้นกับน้องชายอีกสองคนของตัวเอง


    หย่งชินมองเขาผ่านวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ที่คุยกันเรื่องนักร้องไอดอลที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้อย่างออกรส คนเบียดเสียดมากพอเป็นที่กำบังให้เขา หากอีกฝ่ายไม่ตั้งใจมองมา ก็คงไม่มีวันรู้ว่าโดนเขาสะกดรอยตาม


    เขาผู้เป็นคู่หมั้นของชายหนุ่มที่ตัวเองกำลังแอบตามมาถึงในรถไฟใต้ดิน


    อันที่จริงลูคัสอาจจะไม่ได้คิดอะไรอย่างที่เขาโม้มาเสียยาวยืดเลยก็ได้ แต่การได้มองอีกฝ่ายแล้วจินตนาการว่าเจ้าตัวคิดอะไรอยู่มันสนุกกว่า มีอะไรมากมายเกี่ยวกับลูคัสที่เขาอยากรู้แต่หาคำตอบไม่ได้ ขืนจะไปถามตรงๆ ก็เกรงว่าจะจบลงด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัวขึ้นกว่าทีแรก ขัดกับจุดประสงค์ดั้งเดิมของเขาไปเสีย


    ยากเหลือเกินที่หย่งชินกับลูคัสจะคุยกันดีๆ แบบผู้นำรุ่นต่อไปของสองตระกูลที่คิดจะรวมเป็นหนึ่ง


    ส่วนหนึ่งอาจจะผิดที่เขาเอง ที่ชอบแกล้งอีกฝ่ายมากเกินไป คิดแล้วก็เผลอถอนหายใจแรง เสียงดังเสียจนเด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นหยุดพูดแล้วเหลือบตามาทางเขา คงคิดว่าหย่งชินถอนหายใจใส่พวกตน เขาจึงส่งยิ้มหวานให้ ทำเอาพ่อหนุ่มคนนั้นรีบหันหน้ากลับไปทันควัน


    หย่งชินไม่ได้สนใจเด็กพวกนั้นต่อ เพราะมีเสียงประกาศดังขึ้นในรถไฟ อันเป็นสัญญาณบอกว่าใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางของเขา


    "มงก๊ก"


    เขาสาวเท้าตามคนตัวสูงไปตามตัวสถานี ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ความสูงและการแต่งตัวที่บ่งบอกถึงฐานะร่ำรวยอย่างชัดเจนนี้ยากจะทำให้เขาคลาดสายตาไปได้


    เขาไม่รู้ว่าวันนี้ลูคัสจะไปไหนบ้าง แต่การได้ออกมาเที่ยวกึ่งๆ สะกดรอยตามอย่างนี้ก็สนุกดี บางครั้งชายหนุ่มก็แวะมาที่นี่เพื่อทานอาหารในร้านที่อยู่ในพื้นที่ของตระกูลเพื่อตรวจความเรียบร้อย หลายๆ ครั้งที่เถ้าแก่เจ้าของร้านจำหน้าเขาได้ แต่ก็มีบางครั้งที่ไม่มีใครรู้จักเขาเลย ซึ่งลูคัสก็มักจะกลับไปทานอาหารที่นั่นบ่อยกว่าร้านอื่น


    การขึ้นรถลงเรือมากมายหลายต่อจากเดอะพีคมาถึงมงก๊กจึงอาจเป็นการเดินทางเพื่อตามหาความไร้ตัวตนของลูคัสเอง


    หย่งชินหยุดเดินเมื่อร่างสูงที่อยู่ห่างเขาไปห้าเมตรไม่ก้าวต่อ -- เขาเดินเข้ามาใกล้ลูคัสมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่นะ -- พวกเขาเดินมาถึงซอยตันซอยหนึ่งในย่านการค้าที่กลับไม่พลุกพล่านอย่างที่ควรจะเป็น


    อา ครั้งนี้เขาพลาดแล้ว


    "คุณตามผมมาทำไม" ลูคัสหันมาหาเขา


    "นายออกมาจากบ้านใหญ่โดยไม่มีใครติดตาม ฉันอยากรู้ว่านายออกมาทำอะไร" หย่งชินตอบเขาไปตามตรง แต่ก็ไม่ใช่ความจริงเสียทั้งหมด


    "คุณตามผมมาหลายครั้งแล้ว" ลูคัสว่า "อย่างน้อยก็สาม อย่าคิดว่าผมจะไม่รู้"


    เขายิ้มให้คนอายุน้อยกว่าที่บัดนี้ขมวดคิ้วมุ่น จริงๆ แล้วเขาเคยตามอีกฝ่ายมามากกว่าสามครั้ง แต่เรื่องนี้อีกฝ่ายคงไม่จำเป็นต้องรู้ "ฉันก็แค่อยากออกมาเดทกับคู่หมั้นบ้าง"


    หัวคิ้วหนาผูกเข้าด้วยกันมากขึ้นกว่าเดิม "ถ้าจะเรียกว่าเดท ทั้งสองฝ่ายต้องรับรู้"


    "นี่นายรับรู้แล้ว จะเรียกว่าเดทได้หรือยัง" เขาก้าวเท้าเข้าหาคนสูงกว่า ใกล้ในระยะที่ทำให้ต้องเงยหน้าถึงจะมองสันจมูกคมนั่นได้ถนัด


    ลูคัสพ่นลมหายใจเสียงดัง "คุณอาหลี่ให้คุณมาตามสืบเรื่องผมใช่ไหม"


    หย่งชินถอนใจให้กับความดื้อดึงและอคติของอีกฝ่าย แต่ก็ช่วยไม่ได้ "ฉันมาเพราะฉันอยากมา" ไม่ว่าใครก็บังคับเขาไม่ได้ ถ้าเขาไม่เต็มใจทำจริงๆ


    นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มพินิจเขา คล้ายไม่เชื่อสิ่งที่เขาพูด "แล้วที่หมั้นนี่เพราะอยากหมั้นด้วยหรือไง"


    เขาเอียงคอเล็กน้อย ประสานสายตากับคนตรงหน้า ที่ตอนนี้อยู่ห่างกันเพียงคืบ ก่อนจะโน้มตัวเข้าหาอีกฝ่าย ขยับริมฝีปากข้างใบหู "ใจคอจะเอาแต่ถามอย่างเดียวเลยเหรอ"


    คนตัวใหญ่กว่าผงะออก ก่อนจะผ่อนลมหายใจพรืดแล้วเบือนหน้าไปอีกทาง


    "ออกมาถึงนี่แล้ว อย่ามาชวนทะเลาะกันเลย" หย่งชินบอกเขา "ไปหาอะไรกินกันดีกว่า ฉันหิวแล้ว"


    "กินตอนนี้ก็ผิดเวลา" ลูคัสเอ่ย สายตาหยุดอยู่ที่หน้าผากเขา


    หย่งชินอมยิ้ม "จะพาคู่หมั้นไปกินอะไรบ้างไม่ได้เลยหรือ แค่มื้อสองมื้อมันจะไประคายกระเป๋าเงินเว่ยเฉินสักเท่าไหร่"


    อีกฝ่ายเม้มปากแล้วเดินเลยเขาไปทางต้นซอย ก่อนจะพูดเสียงเบาจนหย่งชินเกือบจะคิดว่าหูแว่วว่า "ตามมา"


    "ขี้เก๊กเหลือเกิน" เขาพูดลอยๆ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายต้องหันหน้ามามองค้อนใส่เขาได้ "จะพาไปไหนล่ะ ต้องอร่อยนะ"


    ลูคัสรอให้เขาเดินตามมาทันจึงก้าวเท้าต่อ "อร่อยสิ ร้านนี้ผมมาบ่อย เสี่ยวหลงเปาอร่อยรองจากที่บ้านก็คือที่นี่"


    "แล้วทำไมไม่กินที่บ้าน" หย่งชินถาม หันหน้าไปหาคนตัวสูงข้างๆ ที่ขมวดคิ้วเข้มแม้ขณะเดินหาร้านอาหาร


    ลูคัสเหลือบมองเขา "ก็ตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้านนี่"


    หย่งชินอดไม่ได้จึงหัวเราะออกมา "กวนโอ๊ยนัก" เขาขำ แต่เดินๆ ไปก็รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายไม่ได้เดินตามมาด้วย จึงหันหน้ากลับไปหาลูคัสที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ "เรามาผิดทางเหรอ"


    "เปล่า" ลูคัสว่า "ผมแค่... ช่างเถอะ" ไม่ทันรู้เรื่องเจ้าตัวก็หลบตาเขาแล้วสาวเท้ารวดเร็วจนเขาเกือบต้องวิ่งตาม


    "เขินอะไร" หย่งชินหยอดคำถาม


    "ไม่ได้เขิน"


    "แล้วหน้าแดงทำไม"


    "อากาศมันร้อน" ลูคัสยกมือขึ้นพัดใบหน้าเพื่อความสมจริง


    "ร้อนอะไรกัน นี่เพิ่งเดือนมีนา"


    "ก็ผมร้อนนี่ คุณไม่ร้อนก็เรื่องของคุณ" นั่น ถามมากเข้าก็เริ่มงอแงเสียแล้ว


    "ก็ได้ ร้อนก็ร้อน อากาศ 16 องศา"


    "คุณนี่..." เขาเริ่ม แล้วก็ไม่พูดต่อ ก่อนจะหยุดเดินที่หน้าห้องแถวที่เปิดเป็นร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง "เอ้า ถึงแล้ว"


    หน้าร้านติ่มซำแห่งนี้เปิดเป็นเคาน์เตอร์เล็กๆ ให้ลูกค้าสั่งกลับไปทานที่บ้านได้แบบไม่ต้องเดินเข้าไปยืนเกะกะในร้าน กลิ่นหอมของน้ำซุปทำให้หย่งชินเริ่มหิวขึ้นมาจริงๆ ท่าทางจะอร่อยจริงอย่างที่ลูคัสโม้เอาไว้เสียแล้ว


    เจ้าของไหล่กว้างเอื้อมมือมาเปิดประตูร้านให้เขา เสียงกระดิ่งกรุ้งกริ้งดังขึ้นเป็นสัญญาณว่ามีลูกค้า หย่งชินเดินเข้าไปในร้าน ตกแต่งผนังสีขาวสะอาดตาพร้อมชุดโต๊ะเก้าอี้สแตนเลสเงาวับ คุณป้าเจ้าของร้านกล่าวต้อนรับพวกเขาเสียงดัง ก่อนจะชี้ให้ไปนั่งที่โต๊ะว่างด้านในสุด


    "คุณอยากกินอะไร" คนอายุน้อยกว่าถาม


    "เสี่ยวหลงเปาสิ โฆษณาไว้ตั้งมาก" หย่งชินตอบ แล้วจึงหันไปหาพนักงานจดอาหาร "เสี่ยวหลงเปาสองเข่งครับ"


    "แค่นั้นเหรอ" ลูคัสถามตาโต


    "ก็มีคนดุว่าผิดเวลา" หย่งชินทวนคำพูดอีกฝ่าย


    ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ก่อนจะหันไปพูดกับพี่สาวที่รอพวกเขาสั่งอาหาร "เสี่ยวหลงเปาเป็นสามเข่งเลยครับ แล้วก็ขอขนมจีบกุ้งสอง ฮะเก๋าสอง ก๋วยเตี๋ยวหลอดกุ้งสอง หมูแดงสอง ซี่โครงหมูสอง เท่านี้ก่อนครับ" พูดเสร็จก็หันมาหาเขา "จะผิดเวลาทั้งทีก็ต้องกินให้คุ้ม"


    "ตรรกะอะไร"


    "ตรรกะคนหิว"


    หย่งชินยิ้มแล้วมองหน้าอีกฝ่ายที่สั่งอาหารไม่บันยะบันยัง "ตลกดี"


    ลูคัสเลิกคิ้ว "อะไรตลก"


    "นายหิว ตลกดี"


    "คนเราก็ต้องหิวกันทั้งนั้น คุณก็หิว"


    "ใช่ ฉันก็หิว" เขาขำ "แต่ฉันหิวแล้วไม่หงุดหงิดนะ"


    "คุณหิวแล้วชอบเดินไปขโมยของกินในตู้เย็น" ลูคัสรินน้ำชาให้เขา "แล้วก็เลยชอบตีสนิทกับป้าจู เพราะป้าจะได้ทำขนมอร่อยๆ ให้กินบ่อยๆ"


    หย่งชินรับแก้วน้ำชามาแล้วยกขึ้นจิบ "ไม่ได้ตีสนิท ป้าจูแกคุยสนุก ฉันเลยชอบไปหาเขาบ่อยๆ"


    ลูคัสทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็โดนขัดจังหวะเมื่อพี่สาวคนเดิมยกอาหารที่พวกเขาสั่งไปมาเสิร์ฟที่โต๊ะ กลิ่นหอมๆ ของกกุ้งลอยขึ้นมาเตะจมูกหย่งชินเป็นอย่างแรก คลอด้วยไอน้ำซุปภายในเสี่ยวหลงเปาและกลิ่นหอมหวานของซี่โครงหมูมันวาว แค่มองอาหารที่วางเต็มโต๊ะจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้วางแก้วน้ำแล้วเขาก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมคนที่มาด้วยกันถึงสั่งเสียมากมายขนาดนี้


    น่ากินไปหมดทุกอย่างเลย


    "ทานเลยนะคุณ" ลูคัสดึงลิ้นชักใต้โต๊ะออกแล้วหยิบตะเกียบกับช้อนเซรามิกส่งให้เขา ก่อนจะหยิบอีกคู่ให้ตัวเอง "ถ้ามัวแต่มอง กินไม่ทันผมไม่รู้ด้วยนะ"


    "ให้มันน้อยๆ หน่อย" เขารับอาวุธมาแล้วพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณ "หิวมากหรือไง"


    ลูคัสพ่นลมหายใจออกทางจมูกแล้วโคลงหัวน้อยๆ ก่อนจะสลับจานเสี่ยวหลงเปามาไว้ตรงหน้าเขา หย่งชินสังเกตว่ามุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อยแสดงอารมณ์ขัน "กินอันนี้ก่อนนะ ตอนที่ซุปยังร้อนๆ อยู่" คนอายุน้อยกว่าแนะนำแล้วมองหน้าเขาอย่างคาดหวัง


    หย่งชินค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบเสี่ยวหลงเปาก้อนโตขึ้นมาวางบนช้อนของตนเองแล้วกัดคำเล็กๆ เข้าปาก ความหวานของน้ำซุปในอุณหภูมิที่ไม่ร้อนจนเกินไปแตะลิ้นเขาอย่างอุกอาจ ผสานกับรสชาติเข้มข้นของหมูสับด้านในที่คลุกเคล้าเครื่องเทศมาแบบกำลังดี ทำเอาเขาลืมตัวแล้วส่งเสียงแห่งความประทับใจออกมาแบบไม่ทันคิด


    "อือ..." หย่งชินคราง "อร่อยมากๆ"


    เขาลืมตา -- ตัวเองหลับตาไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน -- มาพบกับดวงตากลมโตสีดำสนิทที่กำลังจ้องเขาอยู่ ในแสงไฟฟลูออเรสเซนต์สีขาวของร้านแบบนี้ ตาของลูคัสเข้มลงจนเขามองไม่เห็นสีน้ำตาลข้างในนั้นเลย


    "มีอะไร" เขาถาม "ฉันกินเลอะเทอะเหรอ"


    "เปล่า" ลูคัสเสมองไปทางอื่น ก่อนจะคีบเสี่ยวหลงเปาเข้าปากอย่างรวดเร็ว


    "ร้อน!" เขาเตือน แต่ก็ช้าเกินไป เสี่ยวหลงเปาลูกนั้นโดนอีกฝ่ายเคี้ยวเข้าให้เต็มเปา ลูคัสถลึงตามองหน้าผู้ร่วมโต๊ะอย่างคาดโทษ "ฉันเตือนแล้วนะ"


    "อ๊าไอ!" เจ้าตัวประท้วงทั้งที่ยังมีเสี่ยวหลงเปามรณะอยู่เต็มปาก


    "อย่าพูดตอนกำลังกินสิ" หย่งชินคีบฮะเก๋าเข้าปากก่อนจะเคี้ยวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน "อร่อยอย่างที่โฆษณาไว้จริงๆ แฮะ"


    "คุณ" ลูคัสเริ่ม หลังจากกลืนลูกระเบิดลงท้องไปแล้วเรียบร้อย แต่ก็ทำท่าอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อแต่พูดไม่ออก


    "อะไรเล่า" หย่งชินถามเขา "กินเข้าสิ เดี๋ยวก็เย็นหมด ของอร่อยทั้งนั้น อือ..."


    ลูคัสมองหน้าเขาแล้วขมวดคิ้ว คนอายุมากกว่าเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปจิ้มเข้าที่ตรงกลางระหว่างหัวคิ้วหนาของอีกฝ่าย


    เขากลืนกุ้งชิ้นโตลงคอ ก่อนจะบอกคนตรงหน้าว่า "อย่าขมวดคิ้วสิ อุตส่าห์อารมณ์ดีได้แล้วแท้ๆ" ว่าจบก็ใช้นิ้วชี้นวดเบาๆ ตรงจุดที่ตัวเองกำลังจิ้มอยู่


    มือหนาคว้าข้อมือหย่งชินไว้ ไม่ได้แน่นจนอึดอัด แต่ก็แข็งแรงจนดึงมือของตัวเองกลับมาไม่ได้


    เขาเอนตัวมาข้างๆ เพื่อให้มองหน้าลูคัสได้ถนัด คนแรงเยอะไม่ได้ดึงนิ้วเขาออกจากหน้าผากตนเอง แต่กลับกำมันไว้อย่างนั้นก่อนจะหลับตาลง หย่งชินไม่ได้รั้งแขนผอมๆ ของตัวเองกลับมา ปกติแล้ว เขากล้าพูดว่าเขาค่อนข้างจะมองลูคัสออก ชายหนุ่มเป็นคนตาโต อีกทั้งยังคิ้วหนาชัดเจน รู้สึกอย่างไรก็จะแสดงออกด้วยสายตาเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าเจ้าตัวจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสีหน้าและแววตา หย่งชินจึงบอกได้ว่าอารมณ์ความรู้สึกในระดับพื้นผิวของคนคนนี้ในตอนนั้นเป็นอย่างไร ดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังถูกดูดให้จมลึกมากขึ้นทุกทีๆ


    แต่ครั้งนี้ เขากลับไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่


    ในจังหวะที่เขากำลังจะเรียกชื่อของอีกฝ่ายนั้น ลูคัสก็ลืมตาขึ้น พร้อมทั้งค่อยๆ ดึงมือของหย่งชินมากุมเอาไว้แล้วพักข้อศอกลงบนโต๊ะ เขาเป็นคนมือเย็น จึงรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือใหญ่อย่างชัดเจน


    "ไม่ทานต่อล่ะ" ลูคัสถามเขา ก่อนจะใช้มือซ้ายจับตะเกียบคีบขนมจีบกุ้งเข้าปากด้วยความชำนาญ


    หย่งชินไม่อยากยอมรับว่าคราวนี้ เป็นทีของตัวเองที่จะรู้สึกเก้อเขินขึ้นมากับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาเองก็ไม่อยากจะดึงมือออกมาจากอีกฝ่าย เขาหลุบตาลง ก่อนจะหันมาใช้มือขวาที่ว่างอยู่ของตัวเองคีบก๋วยเตี๋ยวหลอดชิ้นโตเข้าปากอย่างว่าง่าย


    "อร่อยอย่างที่โม้ไว้ไหม"


    "อือ" หย่งชินค่อยๆ ละเลียดรสชาติภายในปากอย่างเพลิดเพลิน "ที่บ้านนายทำอร่อยกว่านี้อีกเหรอ"


    ลูคัสหัวเราะเสียงเบา รอยยิ้มบางๆ ประดับที่ริมฝีปากอิ่ม "ไว้ผมจะให้เขาทำให้คุณกิน"


    "จริงๆ นะ" หย่งชินถามย้ำ รู้สึกว่าอากาศร้อนขึ้นแปลกๆ


    "สัญญาด้วยเกียรติของเว่ยเฉิน" ดวงตากลมโตมองเขา พร้อมๆ กับที่นิ้วโป้งของคนตรงหน้าขยับไล้ข้อมือเขาอย่างอ่อนโยน สายตามั่นคงและจริงจังจนลูกชายของหลี่ฮวาอย่างเขาคิดไม่ออกว่าควรทำตัวอย่างไร


    อวัยวะชิ้นสำคัญในอกก็ดันเต้นแรงขึ้นจนหย่งชินกลัวว่าคนใกล้ๆ จนได้ยินเสียง


    ลูคัส... หมอนั่นเป็นคนประหลาดจริงๆ


    เขาพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะคีบเสี่ยวหลงเปาเข้าปากอีกหนึ่งลูก


    รสชาติน้ำซุปหอมหวานนัก






Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in