おはようございます #ficohayoxpdx101ohayogozaimasx
#1 Poolside
  • #ficohayoxpdx101
    #1 Poolside
    pairing : Kang Minhee x Hwang Yunseong




    เข้าฤดูร้อนแล้วสินะ


    สิ่งที่ทำให้ฮวังยุนซองคิดแบบนั้นขึ้นมาไม่ใช่เพราะอากาศที่ร้อนขึ้นหรือยูนิฟอร์มที่เปลี่ยนเป็นแขนสั้นแต่เป็นเพราะวิวริมหน้าต่างที่มองจากห้องเรียนชั้น 3 ของเขาต่างหาก


    ถึงฤดูที่สระว่ายน้ำเปิดใช้งานแล้วสินะ เขาคิดขึ้นมาแบบนั้น 


    "มองสาวๆปี 1 ใส่ชุดว่ายน้ำอยู่หรือไง?"


    "ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย"


    ผมรีบปฏิเสธเพื่อนในห้องที่นั่งอยู่ด้านข้างทักขึ้นมาขณะที่เหม่อมองเด็กนักเรียนชั้นปีที่ 1 กำลังเรียนคาบพละ ผิวน้ำที่สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่ายชวนเอาแสบตาเหลือเกินแต่ภาพนั้นก็ยังคงน่าสนใจกว่าคาบเรียนน่าเบื่อหน้าห้อง


    ในขณะที่มองเด็กมัธยมปลายปีที่ 1 กระโดดลงสระว่ายน้ำตามเสียงสัญญาณนกหวีดไปทีล่ะคนๆแบบไม่ได้คิดอะไรก็ต้องสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเสียงกรี๊ดของเด็กผู้หญิงในปี 1 จากด้านล่างดังขึ้นมาจนถึงชั้น 3 ทำเอาทั้งห้องเรียนหันไปมองที่สระว่ายน้ำทันที รวมถึงอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่ด้วย


    "ยังเป็นที่นิยมไม่เปลี่ยนนะ มินฮีน่ะ"


    ใครสักคนในห้องพูดชื่อของเด็กผู้ชายตัวค่อนข้างสูงที่กำลังยืนอยู่บนแท่นกระโดด เขาหันไปโบกมือให้เพื่อนในห้องอย่างสบายๆ ทันทีที่เสียงนกหวีดดังขึ้นเขาก็กระโดดลงไปในสระว่ายน้ำด้วยท่าทางที่ราวกับเป็นนักกีฬา ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็ถึงขอบสระอีกฝั่ง พอขึ้นมาจากฝั่งก็ยกมือขึ้นเสยผมสีดำสนิทที่ในตอนนี้เปียกปอนก่อนที่เพื่อนผู้ชายในห้องจะวิ่งมาแปะมือเขาทีล่ะคน


    และความเงียบในห้องเรียนเด็กปี 3 ก็สิ้นสุดลงเมื่อเขาเดินไปรวมตัวกับเพื่อนๆในห้อง เสียงอาจารย์เรียกให้กลับมาสนใจการเรียนหน้าห้องแต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะหันกลับไปหรอก


    "ยุนซอง มองอะไรอยู่ได้ เดี๋ยวอาจารย์ก็โกรธหรอก"


    เจ้าของชื่อที่โดนเรียกลอบถอนหายใจออกมาก่อนจะจำใจยอมหันกลับไปยังหน้าห้องเรียน


    เหมือนพระอาทิตย์เลยแหะ


    นั่นคือสิ่งที่ผมคิด


    #


    ถึงจะเป็นฤดูร้อนแล้วแต่ฝนก็ยังตกได้อยู่ดีสินะ


    โทษใครก็ไม่ได้นอกจากตัวเองที่ไม่ยอมเช็คพยากรณ์อากาศก่อนออกมาจนไม่ได้พกร่มติดกระเป๋านักเรียนเอาไว้ 


    "ขอหลบฝนด้วยนะครับ"


    เสียงทักทายร่าเริงที่ไม่คุ้นเคยดังขึ้นข้างๆตนเองอยู่หน้าล็อกเกอร์เพื่อรอฝนหยุด พอหันไปก็เจอกับคนที่เขาลอบมองจากห้องเรียนชั้น 3 ในทุกๆวันอังคารในคาบประวัติศาสตร์ที่แสนจะน่าเบื่อ เป็นครั้งแรกที่เพิ่งเคยเห็นเขาในยูนิฟอร์มนักเรียน มายืนข้างๆแล้วตัวสูงกว่าตัวเองเล็กน้อยด้วยแหะ


    ยุนซองที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเผลอจ้องเด็กปี 1 ข้างๆอย่างไม่วางตาค่อยๆขยับที่ให้เขาโดยไม่ตอบอะไรกลับไป เขาหันมาก้มหน้าขอบคุณทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องที่ควรขอบคุณเลยสักนิด เราทั้งคู่ยืนมองฝนที่ยังไม่มีทีท่าจะหยุดตก จ้องมองนักเรียนคนอื่นกางร่มแล้วเดินออกไป เสียงเม็ดฝนตกกระทบกับร่มดังขึ้นอยู่ตลอดเวลาราวกับเป็นเสียงดนตรีที่ทำให้ที่ตรงนี้ไม่เงียบจนเกินไป


    "ท่าทางจะไม่หยุดตกเลยนะครับ ไปนั่งรอที่ห้องสมุดกันไหม?"


    นั่นเป็นคำที่ควรพูดกับคนที่เคยเจอกันครั้งแรกเหรอ? แต่พอเห็นรอยยิ้มที่เป็นประกายจนไม่กล้ามองตรงๆก็ดันเผลอพยักหน้าเบาๆตอบรับกลับไปซะได้ ความจริงส่วนนึงก็เป็นเพราะฝนที่ไม่มีทีท่าที่จะหยุดตกด้วยนั่นแหละ 


    "พี่ยุนซองนี่เรียนเก่งสินะครับ?"


    เด็กปี 1 ที่นั่งอยู่ตรงข้ามถามขึ้นมาโดยจ้องมอย่างไม่วางตาจนผมต้องเป็นฝ่ายหลบตาหนีไปเองเพราะไม่กล้ามองตรงๆ


    มันเจิดจ้าเกินไปสำหรับเขา


    เขาคิดแบบนั้นล่ะ


    ว่าแต่คนเด็กกว่าตรงหน้ารู้ชื่อของเขาได้ไงกัน


    "เอ่อ...เราเคยคุยกันเหรอ..."


    "ขอโทษนะครับแต่พอดีเสียงฝนข้างนอกมันคงดัง พี่ช่วยพูดอีกรอบได้ไหม?"


    ไม่ใช่เพราะฝนหรอก ข้อนั้นยุนซองรู้ตัวเองดีกว่าตัวเองพูดเสียงเบาจนคนรอบข้างไม่ได้ยินตลอดนั่นแหละแต่เพื่อนในห้องก็เคยชินกับมันแล้วล่ะ ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ก่อนจะพูดใหม่อีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นมาเล็กน้อย


    "นายรู้จักชื่อฉันได้ยังไง"


    "ก็รุ่นพี่เคยรับเกียรติบัตรบนเวทีนี่ครับ ผมเองก็รับเหมือนกันนะ จำไม่ได้เหรอ?"


    ก็จำไม่ได้น่ะสิ ใครมันจะไปสนใจชั้นปีอื่นกัน สนใจแค่ตอนตัวเองโดนเรียกชื่อก็พอแล้ว ยุนซองเม้มปากขึ้นมาอย่างที่ทำจนติดเป็นนิสัยแล้วส่ายหน้าเบาๆเป็นคำตอบ รุ่นน้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแกล้งทำท่าทางเหมือนจะร้องไห้เพราะถูกบอกว่าจำไม่ได้ ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นแล้วคว้ามือผมที่วางอยู่บนหนังสือที่เพิ่งหยิบมาจากชั้นเมื่อครู่มาจับแล้วมองตรงมาอย่างแน่วแน่อีกครั้ง


    "คังมินฮี อย่าลืมชื่อผมอีกล่ะ"


    พอถูกสายตาแบบนั้นจ้องมาก็ทำเอาไปต่อไม่เป็นอีกแล้ว แต่ผมก็รีบสะบัดมือออกทันทีด้วยความตกใจและก้มหน้าหลบสายตานั้นไปทันที


    "ขอโทษครับ"


    มินฮีกล่าวขอโทษขึ้นมาแล้วกลับไปนั่งบนเก้าอี้ของตัวเอง หลังจากนั้นเราก็นั่งอยู่ในห้องสมุดกันจนฝนหยุดตกจริงๆ นั่งคุยกันเรื่องการเรียนบ้าง หนังสือที่อ่านบ้าง ความจริงควรเรียกว่าเป็นบทสนทนาฝ่ายเดียวของคังมินฮีมากกว่า


    บ้านของยุนซองอยู่ไม่ไกลมากจากโรงเรียนจนเดินมาได้ก็จริงแต่นั่นไม่ใช่ในเวลากลางคืน นับว่าเป็นโชคดีหรือโชคไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกันที่รุ่นน้องที่ติดแหงกอยู่ด้วยกันอาสาจะปั่นจักรยานไปส่ง 


    "หนาวชะมัด"


    รุ่นน้องที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับรับลมหลังฝนตกตะโกนฝ่าลมหลังฝนตกที่ปะทะเข้าหน้าเสียงดังแต่ผมที่นั่งซ้อนท้ายอยู่กลับคิดว่าลมเย็นสบายดี เขาชื่นชอบอากาศหลังฝนตกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เย็นขึ้นจากเดิมหรือกลิ่นหลังฝนตกก็ตาม ไม่นานนักเขาก็มาถึงบ้านของตน 


    "ขอบคุณนะ บ๊ายบาย..."


    คนที่นั่งอยู่บนจักรยานทำท่าไม่ให้เขาโบกมือบ๊ายบาย แน่นอนว่าผมคงเผลอทำหน้างุนงงกลับไปกับท่าทีของคนตรงหน้า


    "ไม่ต้องบอกลาหรอก เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันอีกอยู่ดี"


    มินฮียิ้มและพูดออกมาแล้วรีบปั่นจักรยานออกไปก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรกลับออกไป เป็นรุ่นน้องที่ดูเจิดจ้าซะจนมองตรงๆไม่ได้จริงๆนั่นแหละ ผมคิดขึ้นมาแบบนั้นก่อนจะเดินเข้าบ้านไป


    หลังจากนั้นทุกครั้งที่ฝนตกเราจะไปเจอกันที่ห้องสมุดตลอดโดยไม่ได้นัดกันเพราะไม่ได้ขอช่องทางการติดต่อของกันและกันไว้เลย ไม่รู้จะขอไปทำไม นั่นคือสิ่งที่ผมคิด เขาเองก็อาจจะคิดแบบนั้นเหมือนกัน


    ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ตัวผมไม่ได้เกลียดช่วงเวลาหลังเลิกเรียนที่ฝนตก 


    "ไว้ฝนหยุดตกแล้วแอบไปสระว่ายน้ำตอนกลางคืนกันไหมพี่"


    มินฮีที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ฝั่งตรงข้ามชะโงกหน้ามากระซิบถามผมเพราะกลัวอาจารย์ในห้องสมุดจะได้ยิน 


    "เพื่อ?"


    "ก็น่าสนุกดี แค่นั้นแหละ"


    เขายิ้มตอบกลับมาอย่างไม่รู้สึกรู้สาว่าถ้าเราโดนพบตัวจะต้องโดนตำหนิหนักอย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นยุนซองก็ไม่ได้ปฏิเสธกลับไป ทำเพียงแค่พยักหน้าตอบรับก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ


    เราสองคนปีนประตูรั้วเตี้ยๆที่เป็นทางเข้าสระว่ายน้ำเข้ามา ทันทีที่ข้ามมาได้เขาก็วิ่งไปรอบๆราวกับเด็กๆ ก็เป็นเด็กจริงๆนั่นแหละ ถึงจะห่างกันแค่ 2 ปีก็เถอะ ผมทำแค่ถอดรองเท้าและถุงเท้าเอาไว้ริมสระและพับขากางเกงขึ้นก่อนจะหย่อนขาลงไป เขาที่อย่างนั้นก็ทำตามบ้างแล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ


    "อากาศหลังฝนตกนี่ดีจังเนอะ"


    "อืม"


    ผมรับคำเขาเบาๆ แล้วก้มหน้ามองผิวน้ำที่ในเวลากลางวันพอมองลงมาจากชั้น 3 มันสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนแสบตาไปหมด ในตอนนี้ภาพที่สะท้อนบนผิวน้ำมีเพียงใบหน้าของผมกับเขาเท่านั้น ผมแอบมองใบหน้าของเขาผ่านทางผิวน้ำก็เห็นว่ามินฮีที่นั่งอยู่ข้างๆยังคงมองมาที่ผมอย่างไม่วางตา


    "พี่อยากเข้ามหาลัยที่ไหนเหรอ?"


    เขาถามขึ้นมา ผมก็ตอบชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนั้นกลับไป คังมินฮีก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ชวนคุยต่อไปได้เรื่อยๆ ไปถึงวันสอบ ถามนู่นถามนี่แต่ผมเองก็ไม่ได้รำคาญหรอกนะ ถึงจะตอบกลับไปแบบไม่หันไปมองหน้าตรงๆก็เถอะแต่ก็มองหน้าเขาผ่านทางผิวน้ำในสระว่ายน้ำอยู่นะ


    บทสนทนาที่ดูเหมือนจะไร้สาระของเราสองคนทำให้เวลาผ่านไปไวเหลือเกิน ใบหน้าของผมกับเขาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำบิดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะขาที่กวัดแกว่งไปมาของเราทั้งคู่ แต่เราสองคนก็หยุดพูดทันทีหลังจากรู้สึกว่าได้ยินเสียงคนกำลังเดินมา คงเป็นยามที่เดินตรวจตราตอนกลางคืนตามหน้าที่ เราค่อยๆยกขาขึ้นจากสระว่ายน้ำอย่างเบาเสียงที่สุด


    "มาทางนี้เร็ว"


    มินฮีพูดเสียงเบาราวกับกระซิบก่อนจะคว้ามือของผมให้ไปหลบอยู่ใต้เก้าอี้ยาวข้างสระว่ายน้ำ มุมที่ถ้าหากยามเดินมาตรวจแค่ตรงประตูทางเข้าแล้วส่องไฟมาก็จะไม่เห็นเราสองคน เขาเอานิ้วชี้มาทาบที่ริมฝีปากผมเป็นการบอกให้เงียบไว้ ตอนนี้สิ่งที่ได้ยินมีเพียงเสียงลมหายใจของตัวเองกับคนตรงหน้าเท่านั้น 


    รู้สึกแปลกๆชะมัด


    มีแสงจากไฟฉายส่องมายังสระว่ายน้ำผ่านๆ ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเดินห่างออกไป เราทั้งคู่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันทันทีหลังจากรู้สึกว่ารอดแล้ว


    "ค่อยยังชั่ว นึกว่าจะโดนเจอซะแล้ว"


    "ถ้าโดนเจอมีหวังโดนด่าพรุ่งนี้เช้าแน่เลย"


    ผมหัวเราะออกมาเมื่อคิดว่าตัวเองโชคดีแค่ไหนเมื่อกี้ที่ยอมหลบตามที่เขาบอก พอเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นมินฮีที่ยืนจ้องเขม็งมาทางผมแล้วไม่พูดอะไรออกมา


    "มองอะไรเหรอ..."


    "เปล่า แค่คิดว่าพี่ยุนซองหัวเราะเป็นด้วยแหะ"


    "ก็ต้องเป็นสิ"


    เขายิ้มออกมากับคำตอบที่ตอบกลับไปเบาๆ ก่อนที่เราสองคนจะกลับบ้านกันไป แน่นอนว่าเขาก็ยังปั่นจักรยานไปส่งผมอย่างเช่นทุกครั้งแต่ในวันนี้ภาพแผ่นหลังของเขาที่ผมมองเป็นประจำกลับต่างออกไปเล็กน้อยเพราะใบหูที่เปลี่ยนเป็นสีแดงของเขามันเห็นได้อย่างชัดเจนถึงจะเป็นในตอนกลางคืนก็ตาม


    #


    "ไปดูดอกไม้ไฟกันเถอะ"


    มินฮีชะโงกหน้ามากระซิบบอกในห้องสมุดอย่างเช่นทุกครั้งในวันที่ฝนตก ดอกไม้ไฟมันมีตอนปิดเทอมไม่ใช่เหรอ นี่เพิ่งจะเริ่มสอบเอง ทำไมเขาถึงรีบชวนกันนะ


    "อีกตั้งนานไม่ใช่หรือไง"


    "ไม่นานหรอก สอบวันสุดท้ายไปดูด้วยกันเถอะ"


    "สอบวันสุดท้ายมันมีด้วยเหรอ ที่ไหนกันล่ะ?"


    เขาคลี่ยิ้มออกมาอย่างทุกครั้ง ถึงจะเป็นรอยยิ้มที่เห็นเป็นประจำแต่ก็ยังไม่กล้ามองมันตรงๆอยู่ดี


    "สระว่ายน้ำ"


    ถ้าหูไม่ได้เพี้ยนก็ได้ยินคำว่า สระว่ายน้ำ ออกมาจากปากเขาอย่างชัดเจนเลยล่ะ


    ในวันสอบวันสุดท้ายพอออกจากห้องสอบ นักเรียนทุกคนก็รีบกลับบ้านกัน บางคนก็ไปฉลองกับเพื่อนต่อ ทุกคนอยากออกจากโรงเรียนให้ไวที่สุดแต่ทุกคนที่ว่านั่นคงไม่ได้รวมฮวังยุนซองกับคังมินฮีเอาไว้ ถึงจะเป็นวันสอบวันสุดท้ายแต่พวกเราก็ยังคงมานั่งในห้องสมุดที่ตอนนี้ไม่มีนักเรียนเลยสักคนเพื่อรอเวลา


    จะว่าไปนี่เป็นวันแรกที่ฝนไม่ตกแต่เราสองคนอยู่ด้วยกันในห้องสมุดตอนเย็น


    พอถึงเวลาที่ห้องสมุดปิด เราสองคนก็ปีนรั้วประตูสระว่ายน้ำเหมือนอย่างวันนั้น สระว่ายน้ำตอนกลางคืนที่มีเพียงเราสองคนที่เป็นเจ้าของ ภาพที่สะท้อนบนผิวน้ำมีแค่พระจันทร์บนท้องฟ้ากับเงาสะท้อนของเราสองคนที่เดินอยู่ริมสระ


    "ถึงจะบอกว่าเป็นดอกไม้ไฟก็เถอะ..."


    มินฮีวางกระเป๋านักเรียนที่ดูหนักอึ้งกว่าปกติ ก่อนจะหยิบของในนั้นออกมาทีล่ะชิ้น ตาของผมเห็นอะไรบางอย่างในกระเป๋านักเรียนของเขาทำให้แอบยิ้มออกมาคนเดียว


    แต่ไม่บอกเขาดีกว่า


    "ความจริงก็แค่ไฟเย็นธรรมดาๆนั่นแหละ"


    เขาหยิบไฟแช็คในกระเป๋ากางเกงมาจุดไฟ ผมมองไปยังเปลวไฟนั้นอย่างไม่วางตาเพราะอยากเห็นตอนที่ไฟเย็นจุดไฟเสร็จ


    "อย่ามองผมแบบนั้นสิ ปกติผมไม่ได้สูบบุหรี่หรอกนะ เพิ่งจะพกมาวันนี้นั่นแหละ"


    "ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย"


    ผมแค่นหัวเราะออกมากับคนตรงหน้าที่ดูลุกลี้ลุกลนแก้ตัว ทันทีที่ไฟจุดติดในมือของเขาก็ราวกับมีดอกไม้ไฟเล็กๆอยู่ 


    "สวยจัง..."


    เผลอหลุดพูดออกไปเสียงเบาๆแต่เขาก็เหมือนจะได้ยิน มินฮียิ้มให้แล้วยื่นแท่งไฟเย็นมาให้ผมแล้วให้ผมยื่นมันออกไปต่อไฟกับเขา ไม่นานนักไฟเย็นในมือก็สว่างขึ้นเหมือนในมือของเขา 


    ผมวาดประกายไฟจากปลายแท่งของไฟเย็นไปในอากาศ ไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้มาตั้งแต่พ้นช่วงประถมแล้ว น่าคิดถึงเหมือนกันนะ พอหันไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาเองก็ยืนมองมันไม่ต่างจากผม ประกายไฟที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาดูเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก เจ้าตัวเองก็คงรู้ว่าถูกมองเขาละสายตาจากประกายไฟนั้นมายิ้มให้ผม แน่นอนว่าตัวผมเองก็หลบตาไปเช่นทุกครั้ง


    หลังจากเราสองคนวิ่งไปรอบๆจนเหนื่อย เล่นไฟเย็นกันจนเหลือเพียงสองแท่งสุดท้าย เราก็นั่งหย่อนขาอยู่ตรงริมสระแบบวันนั้นและเลือกที่จะนั่งมองไฟเย็นสองแท่งสุดท้ายค่อยๆมอดดับไป 


    "ดีใจนะที่พี่ชอบ วันนี้พี่หัวเราะเหมือนเป็นเด็กๆเลย"


    มินฮีที่นั่งอยู่ข้างๆผมที่กำลังแกว่งเท้าไปมาในสระว่ายน้ำพร้อมกับมองไฟเย็นในมือพูดขึ้นแล้วหัวเราะตามออกมา การที่ผมสนุกกับอะไรแบบนี้มันเป็นเรื่องแปลกหรือไง ผมหันไปมองใบหน้าของเขาตอนหัวเราะอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเตะน้ำจากสระว่ายน้ำขึ้นไปใส่เขาที่นั่งหัวเราะอยู่ 


    "ไฟดับเลยเนี่ย พี่เตะน้ำใส่ผมทำไม!"


    แต่เหมือนว่ามันจะบังเอิญไปโดนไฟเย็นด้วยแหะ


    คนข้างๆผมก็เอาคืนโดนการเอามือวักน้ำในสระใส่ผมจนไฟเย็นในมือก็ดับตามๆกันไป หลังจากนั้นเราสองคนก็สาดน้ำใส่กันไปจนเปียกไปหมดเหมือนลงไปว่ายน้ำทั้งชุดนักเรียน 


    "เหนื่อยแล้ว พอแล้ว"


    ผมพูดขึ้นมาเบาๆแล้วทิ้งตัวนอนลงริมสระว่ายน้ำโดยที่ขายังคงจุ่มอยู่ในสระ มินฮีเองก็คงเหนื่อยเหมือนกันเขาก็ทิ้งตัวลงนอนข้างๆผม สภาพของเราสองคนตอนนี้ดูไม่จืดเลย กลับบ้านไปสภาพนี้จะโดนดุไหมนะแต่ถ้านั่งอยู่บนจักรยานตัวอาจจะแห้งก่อนถึงบ้านก็ได้


    "ดูไม่จืดเลยเนอะ"


    พอพูดออกไปแล้วก็หัวเราะขึ้นมากับสภาพของตัวเองที่เกิดจากการละเล่นเป็นเด็กๆ แต่นานๆทีก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ผมยังคงนอนหัวเราะออกมาอยู่อย่างนั้นโดยที่คนข้างๆไม่ได้ตอบอะไรกลับมา พอหันกลับไปมองก็เห็นเขาจ้องมาเหมือนในวันนั้น


    "อะไรเล่า ก็บอกแล้วไงว่าหัวเราะเป็น"


    "ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่"


    เขาแค่นหัวเราะออกมาแล้วหันกลับไปมองท้องฟ้าดั่งเดิม ถ้าหากเป็นในตัวเมืองคงไม่เห็นดาวบนท้องฟ้าแบบนี้แหงๆ ทำเอาอดลอบยิ้มกับภาพตรงหน้าไม่ได้ ทั้งๆที่ดาวก็อยู่บนท้องฟ้าแบบนี้ทุกวันแต่ในวันนี้มันกลับดูต่างออกไป 


    "นี่ ฟ้าวันนี้เห็นดาวชัดดีเนอะ..."


    เสียงของผมขาดหายไปก่อนจะพูดจบประโยคเพราะเพิ่งสังเกตเห็นว่ามินฮีลุกขึ้นนั่งแล้วขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เข้ามาใกล้จนในตอนนี้ภาพตรงหน้าเป็นเขาแทนที่จะเป็นดาวบนท้องฟ้า เป็นครั้งแรกที่ผมไม่ได้หลบตาเขาและเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นภาพของตัวเองสะท้อนอยู่ในดวงตาของเขาอย่างชัดเจน


    ไม่สิ เรียกว่าหลบไม่ได้ดีกว่า


    "มินฮี..."


    ผมเรียกชื่อเขาออกไปเพราะอยากทำลายบรรยากาศเงียบๆที่ชวนทำให้รู้สึกแปลกๆนี่แต่เสียงพูดนั้นกลับถูกกลืนหายไปทันทีที่เขาโน้มใบหน้าแล้วทาบริมฝีปากเบาๆลงมา 


    ภาพตรงหน้าและภาพในหัวเหมือนกลายเป็นสีขาวโพลนไปหมด เสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆจนหนวกหู ใบหน้าที่รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาจนแทบบ้า ทันทีที่รวบรวมสติได้ผมก็ลุกขึ้นมาแล้วผลักเขาออกไปและขยับถอยหนีทันที


    ระหว่างเราในตอนนี้มีเพียงเสียงหายใจราวกับตอนที่แอบอยู่ใต้เก้าอี้ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าเขาด้วยซ้ำแม้ว่าในตอนนี้ในหัวจะมีคำถามอยู่หลายข้อก็ตาม


    "พี่ยุนซอง ผม..."


    ทันทีที่เขาเอ่ยปากเรียกชื่อผมออกมาแล้วเหมือนจะพูดอะไรต่อ ผมก็รีบลุกขึ้นใส่รองเท้า คว้ากระเป๋านักเรียนแล้ววิ่งหนีออกไปทันที ราวกับกลัวคำพูดถัดไปที่กำลังจะออกมาจากปากเขา กลัวความรู้สึกที่ตัวเองกำลังรู้สึกในตอนนี้ 


    สุดท้ายแล้วก็ตัดสินใจวิ่งหนีทุกอย่างออกมา


    เพิ่งรู้ว่าบ้านกับโรงเรียนใช้เวลาไม่นานในการเดินทางก็วันนี้ ผมใช้เวลาไม่กี่นาทีวิ่งออกมาจากโรงเรียนจนมาถึงบ้าน วิ่งออกมาทั้งที่ตัวเปียกปอนไปเพราะน้ำจากสระว่ายน้ำ ทันทีที่ถึงบ้านก็รีบวิ่งเข้าห้องนอนทันที หัวใจที่เต้นแรงจนหนวกหูในตอนนี้เป็นเพราะเพิ่งวิ่งมารึเปล่านะ


    หรือจะเป็นเพราะอย่างอื่น


    ไว้เจอหน้ากันครั้งหน้า ค่อยถามเขาก็แล้วกัน นั่นเป็นสิ่งที่ยุนซองคิด


    แต่ในวันเปิดเทอมเขากลับไม่เห็นร่างของคังมินฮีอีกเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม


    #


    "ดูเหมือนว่าจะย้ายเพราะทางบ้านย้ายที่ทำงานล่ะมั้ง ว่าแต่ถามทำไมเหรอ?"


    เพื่อนผู้หญิงในห้องสักคนพูดขึ้นมา ผมเลี่ยงที่จะตอบคำถามข้อหลังไป โชคดีที่เธอไม่ได้ถามอะไรต่อ ในวันนั้นคงเป็นวันสุดท้ายที่เขามาโรงเรียนสินะ 


    แต่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี เขาก็เป็นแค่รุ่นน้องคนนึงที่ผมไม่มีช่องทางการติดต่อด้วยซ้ำและไม่รู้ว่าจะไปขอจากใคร ถึงขอไปแล้วจะพูดอะไรดีล่ะ พอสับสนแบบนี้แล้วก็กลายเป็นว่าไม่ได้แม้แต่ตามหาช่องทางการติดต่อเขาเลยด้วยซ้ำ


    ในวันอังคารของภาคเรียนที่ 2 คาบบ่ายเปลี่ยนจากวิชาประวัติศาสตร์มาเป็นคณิตศาสตร์ซึ่งยังไงก็น่าเบื่อพอกัน ผมนั่งเหม่อมองออกไปยังสระว่ายน้ำที่ไม่มีคนใช้งานแล้วเพราะอากาศที่เย็นขึ้น ฤดูร้อนสิ้นสุดลงไปพร้อมกับปิดเทอมแต่แดดตอนบ่ายก็ยังคงสะท้อนกับผิวน้ำจนแสบตาอยู่ดี


    แสบตาเสียจนทนมองไม่ได้


    ในสระว่ายน้ำที่ไม่มีใครแต่มองลงไปผมยังคงเห็นภาพเราสองคนนั่งคุยกัน ภาพที่เราวิ่งหนีไปแอบกันที่ใต้เก้าอี้ยาวตัวนั้น ภาพที่เราวาดประกายไฟเย็นไปบนอากาศและภาพตอนที่เขาโน้มใบหน้าลงมา...


    "ยุนซอง นายจะทำอะไรน่ะ..."


    "แค่ปิดม่านน่ะ"


    เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆถามเพราะผมลุกขึ้นพรวดขึ้นมากลางคาบเรียนแล้วปิดม่านก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม อาจารย์ที่สอนอยู่ไม่ได้ว่าอะไรแค่หยุดชะงักไปครู่หนึ่งแล้วทำการสอนต่อตามปกติ 


    ทำไมถึงปิดม่านแล้วยังเห็นอยู่ดีนะ


    'พี่ยุนซอง ผม...'


    ในตอนนั้นประโยคถัดไปของเขาคืออะไรกันและตัวผมเองในตอนนั้นควรจะพูดอะไรออกไป ควรบอกไปว่าผมรู้นะว่าเขาพกร่มเอาไว้ในกระเป๋านักเรียนตลอดหรือควรบอกไปว่าผมเองก็อยากให้ฝนตกไปนานๆเหมือนกัน ตัวผมที่วิ่งหนีออกมาก็ยังไม่อาจหาคำตอบให้มันได้เลย


    "ยุนซอง นายโอเคไหม ไม่สบายรึเปล่า ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?"


    ผมเอามือแตะบนใบหน้าของตัวเองแล้วพบว่ามีน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวจริงๆ การสอนหยุดชะงักลงเพราะเพื่อนทั้งห้องหันมามองยังตัวผมที่ก้มหน้าหลบไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าออก


    "แดดข้างนอกเมื่อกี้มันแยงตาเฉยๆน่ะ"


    เป็นข้อแก้ตัวที่โง่ที่สุดเลย โชคดีอีกครั้งที่ทุกคนไม่ตัดสินใจถามอะไรต่อ


    หลังจากวันนั้นม่านริมหน้าต่างก็ถูกปิดมาโดยตลอด รู้สึกตัวอีกทียูนิฟอร์มก็เปลี่ยนกลับมาใส่เป็นยูนิฟอร์มของฤดูหนาวอีกครั้ง ช่วงชีวิตมัธยมปลายปี 3 จบลงไปอย่างรวดเร็ว การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วเช่นกัน


    ถึงแม้จะเป็นตอนใกล้จบการศึกษาแล้วแต่ตัวผมก็ยังคงทนมองลงไปยังสระว่ายน้ำไม่ได้อยู่เหมือนเคย ม่านที่ถูกปิดไว้ก็ยังคงไม่ได้เปิดออกไปจนวันสุดท้ายที่จบออกมา


    หลังจากสอบเสร็จก็ขึ้นรถบัสกลับบ้านทันทีโดยไม่แวะที่ไหนต่อเพราะอยากนอนพักผ่อนและรอฟังผลอย่างเดียวเท่านั้น ตัวผมที่ค่อยๆเดินกลับบ้านอย่างไม่รีบร้อนพลางคิดในหัวว่าวันหยุดที่มีจะนั่งทำอะไรดีก็ต้องหยุดชะงักเพราะเห็นเงาของคนที่ยืนโบกมือให้ผมอยู่กับจักรยานคันเดิมที่ไม่ได้เห็นมานาน


    เขาดูสูงขึ้นนิดหน่อยรึเปล่านะ ผมเองก็ยาวขึ้นมาเล็กน้อยจากตอนเจอกันครั้งสุดท้าย ชุดไปรเวทแขนยาวที่ไม่คุ้นตานั่นเหมาะกับเขาเหมือนชุดยูนิฟอร์มฤดูร้อน ผมหยุดนิ่งอยู่กับที่แล้วมองคนตรงหน้าที่ปกติผมทำแค่แอบลอบมองเขาจากเงาสะท้อนบนผิวน้ำหรือมองเขาจากด้านหลังตอนซ้อนท้ายจักรยานเท่านั้น


    "พี่ยุนซอง ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พอดีผมบังเอิญจำได้ว่าที่เราเคยคุยกันตอนนั้นพี่มีสอบวันนี้น่ะ..."


    "นี่ มินฮี ในตอนนั้นน่ะ..."


    ผมตะโกนขัดขึ้นมาในตอนที่เขายังพูดไม่ทันจบประโยคจนเขาตกใจเล็กน้อยกับเสียงตะโกนของผม


    วันนี้ได้ตะโกนมันออกไปแล้ว สิ่งที่ต้องพูดในคืนฤดูร้อนคืนนั้น รอยยิ้มของเขาที่ตอบรับคำพูดของผมนั้นยังคงเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบกับผิวน้ำยามบ่าย แต่ในวันนี้ผมมองมันได้อย่างไม่ต้องหลบสายตาแล้ว


    ราวกับผ้าม่านในห้องเรียนชั้น 3 นั้นได้ถูกเปิดออกเสียที



    //


    อยากเขียนต้องได้เขียน ความจริงมีอะไรที่อยากใส่อีกเยอะแยะเลยแต่นี่ก็ยาวแล้ว แอะ ฝากฟิค #มินฮวัง เรื่องแรกของเราเอาไว้ด้วยนะคะ สามารถไปหวีด ไปให้กำลังใจได้ที่ #ficohayoxpdx101







เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in