Introduction to Italian Operaกีอัลลาร์
【Week 1】Weekly Reflection
  • ในที่สุดเราก็เรียนจบสัปดาห์แรก (แบบหืดขึ้นคอเล็กๆ) สำหรับเซคชันนี้จะเป็นพื้นที่ให้เราทบทวนตัวเองว่าได้เรียนรู้อะไรมาบ้างในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งที่จริงแล้วมันก็เป็น assignment หนึ่งในคอร์ส แต่เนื่องจากเราเรียนแบบ audit ดังนั้นจึงขอเขียนไว้ตรงนี้ค่ะ


    สรุปสิ่งที่ได้

    อย่างแรกเลยคือ ในที่สุดเราก็ได้ดูโอเปร่าจบทั้งเรื่องเป็นครั้งแรกค่ะ! *ปรบมือ*

    อย่างที่ได้บอกไปตั้งแต่ต้นว่าเราไม่เคยดูโอเปร่าทั้งเรื่อง ฟังแค่ excerpt แล้วเราก็ไม่ได้รู้ภาษาอิตาเลียน เยอรมัน หรือฝรั่งเศสดีพอที่จะทำความเข้าใจความหมายของเนื้อร้องด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่เราสงสัยมาตลอดเลยว่าเวลาดูโอเปร่าเนี่ยต้องดูยังไงถึงจะรู้เรื่อง

    พอได้มาฝึก close listening ก็รู้สึกว่าเริ่มจะจับแนวทางการดูโอเปร่าให้เข้าใจขึ้นมาได้บ้างแล้วนิดหน่อย (ให้สัก 30%) เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฝึกฝนเลยต้องอาศัยการเทียบความหมายบทร้องกับลักษณะดนตรี แอบรู้สึกว่าถ้ามีความรู้เกี่ยวกับดนตรีคลาสสิกมากกว่านี้ก็น่าจะทำความเข้าใจได้ดีขึ้น สงสัยต้องไปหาคอร์สดนตรีคลาสสิคเรียนเพิ่มอีกคอร์สแล้ว 5555

    สำหรับ Le Nozze di Figaro ที่อาจารย์เอามาให้เรียนเป็นเรื่องแรก สำหรับเราแล้วก็ถือว่าดีมาก เพราะเราไม่รู้เรื่องย่อ ไม่เคยฟัง aria ใดๆ จากเรื่องนี้มาก่อนเลย (เคยฟังแค่ overture ซึ่งน่าจะอยู่ในอัลบัมรวมเพลงโมสาร์ททุกอัลบัม) เป็นการเริ่มต้นจากศูนย์โดยแท้ คือต้องไปอ่านเรื่องย่อ อ่านเนื้อเพลง อ่านสกอร์ ฝึกฟังใหม่หมดเลย

    ถึงจะเป็นคอร์สที่เหนื่อยกว่าที่คิด แต่ก็ทำให้เราได้พัฒนาวิธีการเรียนรู้และทักษะการฟังจากที่ไม่รู้อะไรเลย รู้สึกสนุกมากๆ เพราะนี่แหละคือสิ่งที่อยากเรียนจากคอร์สนี้!


    เทคนิคการฟัง

    ขอสรุปขั้นตอนการฝึก close listening ส่วนตัวที่น่าจะได้เอาไปใช้ทั้งในคอร์สนี้และหลังจากนั้นไว้ดังนี้


    1. ทำความรู้จักผู้แต่งและภูมิหลังอื่นๆ

    ขั้นตอนแรกเป็นเทคนิคเดียวกับที่เราใช้เวลาต้องอ่านหนังสือแบบวิเคราะห์หรือต้องทำ discourse analysis คือจะเริ่มจากการศึกษาข้อมูลทั่วไปของเรื่อง เช่น ผู้แต่งเป็นใคร (ถ้าไม่รู้จักก็ไปหาอ่านประวัติด้วย) ปีที่แต่ง จุดประสงค์ที่แต่ง อิทธิพลจากคีตกวีคนอื่นๆ ฯลฯ

    เราคิดว่า context ตรงนี้ช่วยให้ทำความเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดีขึ้นมากๆ ถ้าเรารู้จักผู้แต่งก็น่าจะพอเดาทางออกว่าเขามีแนวคิดยังไง แต่งเพลงประมาณไหน ถ้าเขาไม่แต่งแนวเดิมมันเกิดจากอะไร การรู้ปีที่แต่งก็ทำให้เรารู้ถึงสภาพแวดล้อม ความนิยมในยุคนั้นๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลงานที่ออกมา หรือบางครั้งอาจจะมีเหตุการณ์สำคัญของตัวผู้แต่งเองหรือสถานการณ์ภายนอกที่ส่งผลต่อผลงานด้วย

    ตัวอย่างชัดๆ ที่นึกออกตอนนี้ก็เช่น Étude Op. 10, No. 12 ของโชแปง แต่งในปี 1831 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเหตุการณ์ชาวโปแลนด์ตั้งกองกำลังต่อต้านรัสเซียที่ตอนนั้นปกครองส่วนหนึ่งของโปแลนด์อยู่ (หาอ่านเพิ่มเติมได้ด้วยคีย์เวิร์ด November Uprising) โชแปงแต่งเพลงนี้เมื่อรู้ข่าวว่าโปแลนด์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพลงนี้จึงเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Revolutionary Étude

    พอรู้ที่มาแบบนี้ก็ทำให้เราเข้าใจอารมณ์ของเพลงมากขึ้นว่ามันเป็นเพลงที่แสดงถึงความหดหู่เศร้าสลดที่ประเทศบ้านเกิดตัวเองพยายามขับไล่ผู้รุกรานแต่ทำไม่สำเร็จค่ะ


    2. อ่านเรื่องย่อ/libretto

    ข้อนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก 5555 มันเหมือนการอ่านนิยายก่อนไปดูละคร บางคนอาจจะไม่ชอบ แต่สำหรับโอเปร่าเราว่ามันจำเป็นถ้าคุณไม่ได้รู้ภาษาที่ใช้ในโอเปร่าเรื่องนั้นๆ ดีพอที่จะฟังปุ๊บรู้เรื่องปั๊บ

    ถ้ามีเวลามากพอจะอ่าน libretto (บทละคร) ทั้งเล่มเลยก็ได้ แต่เรายังไม่บ้าพลังขนาดนั้น ถ้าไม่คิดว่าจะอ่าน libretto ทั้งเล่ม เรื่องย่อที่แนะนำให้อ่านคือเรื่องย่อแบบละเอียด เล่าว่าในแต่ละ Act ใครทำอะไรอย่างไรบ้าง (อ่านจาก wikipedia ก็ได้) เพื่อที่ว่าเวลาไปดูจริงๆ จะได้ไม่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเนื้อเรื่องมาก ซึ่งจะทำให้เราโฟกัสรายละเอียดและเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านดนตรีได้ดีขึ้น


    3. ดู

    ข้อนี้ก็ตรงไปตรงมา ไปดูซะ สำหรับเราซึ่งยังอยู่ในช่วงฝึกฝนก็ต้องดูหลายรอบหน่อย รอบแรกคือดูให้จบ ดูภาพรวมของเรื่อง สังเกตวิธีการใช้ดนตรีสื่อสารแบบคร่าวๆ เช่น จังหวะ (จังหวะแต่ละชนิดจะมี character ต่างกัน) เทมโป (ช้า-เร็ว) ไดนามิกส์ (ดัง-เบา) ลักษณะพวกนี้มีความแตกต่างกันอย่างไรในแต่ละฉาก แต่ละตัวละคร แล้วลองคิดดูว่าความแตกต่างนี้พยายามบอกอะไรเรา


    4. เปิดสกอร์ตาม

    หลังจากที่ดูรอบแรกจบแล้วเราจะมาเจาะลึกส่วนที่น่าสนใจ อาจจะเป็นบทร้องที่เราชอบ หรือบทร้องที่เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสื่ออะไร ในขั้นตอนนี้เราจะเปิดดูท่อนนั้นๆ อีกรอบพร้อมเปิดสกอร์ตามเพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ

    คนที่อ่านสกอร์ดนตรีไม่เป็นอาจจะเปิดตามยากหน่อย แต่ถ้าฝึกเปิดตามได้ก็อยากแนะนำให้เปิดนะ เพราะเราคิดว่าต่อให้อ่านไม่เป็น การเปิดสกอร์ก็ช่วยให้เราเห็นภาพบางอย่างได้ดีกว่าการฟังอย่างเดียว

    ถ้าได้อ่านเอนทรีก่อนๆ จะเห็นว่าเราชอบเอาสกอร์มาแปะประกอบคำอธิบายด้วย เพราะมองทีเดียวก็เข้าใจเลยว่าท่อนนี้ต่างจากท่อนนั้นยังไง เช่นออร์เคสตราเล่นเต็มวงอยู่ดีๆ พอตัวละครตัวนี้โผล่เข้ามาเหลือแค่เครื่องสายเล่น หรือรูปแบบของตัวโน้ท ตรงนี้โน้ทนิ่งเป็นระเบียบมาก จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นโน้ทที่ซับซ้อนขึ้น เกิดอะไรขึ้นตรงนี้นะ? เป็นต้น


    5. หา reference

    ถ้าทำตามขั้นตอน 1-4 แล้วยังไม่เข้าใจ ง่ายๆ เลยก็คือถามผู้รู้ หรือไม่ก็ลองกูเกิลหาบทวิเคราะห์ที่มีคนทำไว้แล้วมาอ่านดู (เราลองเสิร์ชดูก็พอมีอยู่นะ แต่จะใช้ภาษาดนตรีเยอะหน่อย)


    ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากสัปดาห์แรกของการเรียนค่ะ ไม่รู้ว่าสัปดาห์ต่อๆ ไปจะสบายขึ้นหรือจะเหนื่อยกว่าเดิม แต่ก็อยากจะใช้โอกาสที่ได้อยู่บ้านนานๆ แบบนี้เรียนรู้สิ่งที่อยากเรียนให้ได้มากที่สุด แล้วพบกันใหม่ในเอนทรีถัดไปนะคะ~!

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in