Introduction to Italian Operaกีอัลลาร์
【Week 1】Le Nozze di Figaro - วิวาห์ฟิกาโร (2) เจาะลึกบทร้อง
  • เอาละค่ะ เราได้ไปดู Le Nozze di Figaro Act 1 และ 2 มาเรียบร้อย ความรู้สึกหลังดูจบรอบแรกคือ...ฉันจะเรียนคอร์สนี้รอดมั้ยวะ *ทรุด* รู้สึกว่าตัวเองรับสารได้แบบผิวเผินมากจริงๆ ถึงจะพอเข้าใจว่าตัวละครรู้สึกยังไงอยู่ในฟีลไหน สถานการณ์เป็นประมาณไหน แต่ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้เลยว่าดนตรีแต่ละท่อนจะสื่ออะไรหรือมีความหมายยังไง

    จริงๆ แล้วโจทย์คือให้ไป close listening แต่เราก็แบลงก์มากเพราะไม่รู้ว่าต้อง close แค่ไหน พอดูจนจบแล้วมาดูคลิปวิเคราะห์แต่ละ moment คือแบบ OMG!!! ละเอียดมากกกจนต้องกลับไปดูใหม่อีกรอบ คือต้องฟังทั้งวิธีการร้อง ทำนอง เครื่องดนตรีที่เล่นในแต่ละช่วงว่าเล่นอะไรยังไง แล้วจะพบว่าดนตรีมันเล่าเรื่องได้โดยที่เราแทบไม่ต้องเข้าใจความหมายของคำจริงๆ อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในเอนทรีแรก

    (จะว่าไปสมัยเด็กๆ ตอนเรียนเปียโนก็เหมือนจะเคยเรียนอะไรอย่างนี้มาแต่ตอนนั้นไม่ค่อยเก็ท...)

    ต่อไปจะขอเล่าถึงบทร้องบางช่วงในโอเปร่าเรื่องนี้ที่อาจารย์สตีฟได้วิเคราะห์ให้เราฟังค่ะ (อาจมีข้อมูลหรือจุดสังเกตที่เราเพิ่มเติมเข้าไปเองในบางส่วน)


    1. Cinque, dieci, venti


    บทร้องนี้เป็น duet ที่เล่นในฉากแรกของเรื่อง เปิดเรื่องมาเราจะพบฟิกาโรกำลังวัดขนาดห้องที่จะใช้เป็นเรือนหอของเขากับซูซานนาอยู่ ดนตรีในช่วงประมาณ 20 วินาทีแรกมีจุดที่น่าสนใจคือ

    • เราจะได้ยินไวโอลินเล่นโน้ทเดิมวนไปวนมา เปรียบได้กับมาตรวัดที่มีค่าคงที่
    • ท่อนที่ฟิกาโรร้องว่า "Cinque, dieci, venti, trenta" โน้ทตัวแรกของแต่ละคำค่อยๆ สูงขึ้นจาก A3 B3 C4 จนถึง D4 การที่เรนจ์เสียงสูงขึ้นเรื่อยๆ สื่อถึงจำนวนที่มากขึ้น (cinque=5, dieci=10, venti=20, trenta=30)
    • ดนตรีในช่วงนี้บอกเราว่าฟิกาโรกำลังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เป็นรูปธรรมอย่างตัวเลขและการวัดห้อง

    ต่อมา ซูซานนาจะเริ่มร้อง ท่อนของซูซานนามีเนื้อหาเกี่ยวกับหมวกแต่งงานที่เธอเย็บเองและงานแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน (เวอร์ชั่นเต็มที่เราดูมันเป็นหมวกจริงๆ นะ ไม่ใช่ผ้าคลุมเจ้าสาวอย่างในคลิปที่เอามาแปะ) จุดที่น่าสนใจของดนตรีช่วงนี้คือ

    • ซูซานนาเริ่มร้องพร้อมกับโอโบเริ่มเล่น ดนตรีมีความ melodious ขึ้น ฟังดูหวานขึ้นกว่าช่วงแรก แสดงให้เห็นว่าซูซานนากำลังพูดถึงสิ่งที่เป็นอารมณ์ความรู้สึก

    ต่อมาเป็นท่อนที่ฟิกาโรกับซูซานนาร้องคู่กัน ตรงนี้ก็มีจุดน่าสังเกตอีกแล้วคือ

    • ในช่วงแรก ฟิกาโรกับซูซานนาต่างก็ร้องเพลงในทำนองของตัวเอง คือถึงจะร้องคู่กันแต่กำลังสื่อสารคนละเรื่อง ฟิกาโรยังคงง่วนอยู่กับการวัดห้อง ส่วนซูซานนาก็พูดถึงแต่เรื่องการแต่งงาน
    • ในช่วงท้าย ซูซานนาดึงดูดความสนใจให้ฟิกาโรมาคุยเรื่องการแต่งงานได้สำเร็จ เห็นได้จากการที่ฟิกาโรเปลี่ยนวิธีการร้องให้ melodious เข้ากับซูซานนา

    จากตอนจบของ duet แรกนี้ก็พอบอกเราเป็นนัยๆ ได้ว่าซูซานนาคือคนที่มีอิทธิพลต่อฟิกาโรมาก และอาจจะเป็นคนที่คอยควบคุมฟิกาโรไปตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง


    2. Se a caso madama la notte ti chiama


    duet ที่ 2 ของเรื่องนี้ ยังคงเป็นการคุยกันระหว่างฟิกาโรและซูซานนาต่อจาก duet แรก ฟิกาโรพยายามบอกว่าห้องนี้ดีตรงที่อยู่ใกล้ห้องของเคานท์และเคาน์เทสอัลมาวิวา ถ้าเจ้านายสั่นกระดิ่งเรียกใช้ก็ไปหาได้ทันที แต่ซูซานนากลับไม่เห็นด้วยเพราะรู้ว่าท่านเคานท์มีแผนจะทำตามธรรมเนียมโบราณที่ว่าเจ้านายจะได้นอนกับสาวใช้ก่อนที่เธอจะแต่งงาน

    • ฟิกาโรใช้เสียงสูง (ding-ding) เลียนเสียงกระดิ่งของเคาน์เทส และใช้เสียงต่ำ (dong-dong) เลียนเสียงกระดิ่งของเคานท์
    • ดนตรีในช่วงที่ซูซานนาเริ่มร้องฟังดูอึมครึมกว่าช่วงที่ฟิกาโรร้องและเดาทางได้ยากกว่า (พยายามดูจากสกอร์ว่าเปลี่ยนคีย์ยังไง แต่ทฤษฎีดนตรีคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว เรียกชื่อคีย์ไม่ถูก ขออนุญาตข้าม 5555)
    • ซูซานนาใช้ทั้งเสียงสูงและเสียงต่ำเลียนเสียงกระดิ่งของเคานท์ โดยเสียงสูงฟังดูไร้เดียงสา แต่พอเปลี่ยนมาเป็นเสียงต่ำกลับฟังดูอันตราย
    • นอกจากนี้ยังมีจุดน่าสังเกตคือ ฟิกาโรเลียนเสียงกระดิ่งโดยร้องตามที่ออร์เคสตราเล่น แต่ซูซานนาเลียนเสียงกระดิ่งก่อน ออร์เคสตราเล่นตามทีหลัง
    • ซูซานนาเปลี่ยนจังหวะการร้องตอนที่จะเปิดเผยแผนการของเคานท์อัลมาวิวา และฟิกาโรก็เลียนแบบด้วยการเปลี่ยนจังหวะตาม

    ทั้งหมดนี้ยิ่งตอกย้ำสมมุติฐานที่เราได้จาก duet แรกว่าฟิกาโรเป็นผู้ตามซูซานนาอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ ฟิกาโรมักเป็นฝ่ายตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ขณะที่ซูซานนาพยายามเปลี่ยนสิ่งรอบตัวให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ

    แต่! ที่ว่ามาทั้งหมดเนี่ยมันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ เลยนะ โมสาร์ทต้องการให้เราเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ หรือเปล่า?

    อาจารย์สตีฟได้ให้คำตอบว่า รายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้แหละคือสิ่งที่พวกเราน่าจะค้นพบในงานของคีตกวีผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย โมสาร์ทจะแต่งให้ซูซานนาร้องเหมือนฟิกาโรทุกประการก็ย่อมได้ แต่เขากลับเลือกที่จะสร้างความแตกต่างเล็กๆ เหล่านี้ขึ้นมาในบทร้องของซูซานนา

    แต่คำถามนี้ในอีกแง่หนึ่งก็ไม่มีคำตอบ (อ้าว...) เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับคนฟังว่าจะรับสารที่ดนตรีสื่อออกไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่อาจใช้เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าดนตรีจากโอเปร่าสามารถสื่อสารเรื่องราวให้ผู้ฟังเข้าใจได้ ก็คือการที่โอเปร่าซึ่งออกอากาศทางวิทยุได้รับความนิยมจากผู้ฟังไม่น้อย


    3. Se vuol ballare, signor contino

    3. Se vuol ballare, signor contino


    solo แรกของเรื่อง เป็นช่วงหลังจากที่ซูซานนาเปิดเผยแผนการของเคานท์อัลมาวิวาใน duet ที่ 2 แล้วออกจากฉากไป ฟิกาโรซึ่งเข้าใจเรื่องราวแล้วก็มานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์นี้ดี
    เนื้อเพลงเป็นการเปรียบเทียบแผนการของเคานท์ (ที่หวังเคลมซูซานนา) กับการเต้นรำ ประมาณว่าพวกผู้ลากมากดีอย่างท่านเคานท์อยากจะมาเต้นรำกับน้องซูซานนาของพี่ใช่ไหม ได้! เดี๋ยวเจอพี่ พี่สอนเองว่าต้องเต้นยังไง

    • solo นี้ประกอบด้วยดนตรี 2 รูปแบบสลับกัน ได้แก่ minuet เทมโป allegretto และ contredanse เทมโป presto
    • ฟิกาโรใช้ minuet สื่อถึงตัวเคานท์ และประกาศกับตัวเองว่าจะเอาชนะเคานท์โดยทำให้อีกฝ่ายมาเล่นในเกมที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดกติกา อุปมาว่าให้ท่านเคานท์เต้น contredanse ซึ่งเป็นดนตรีแบบคนบ้านๆ แทนที่จะเต้น minuet อย่างชนชั้นสูงนั่นเอง

    (อธิบายเพิ่มเติม minuet เป็นเพลงเต้นรำในจังหวะ 3/4 นิยมในหมู่ชนชั้นสูง มักมีเทมโปปานกลาง ส่วน contredanse เป็นเพลงเต้นรำจังหวะ 2/4 เทมโปค่อนข้างเร็ว เป็นที่นิยมของคนเดินดินทั่วไป)

    ตัวอย่าง minuet จากภาพยนตร์เรื่อง Marie-Antoinette
    ตัวอย่าง contredanse จากภาพยนตร์เรื่อง Becoming Jane
    • ระหว่างการร้อง minuet จะพบว่าบางช่วงมี deviation ไปจากปกติ ตรงนี้ถ้าไปดูในสกอร์จะเห็นชัดว่าช่วงแรกๆ โน้ทออร์เคสตราเป็นระเบียบมาก คือ 1 บาร์ประกอบด้วย crotchet 3 ตัว (หรือ dotted crotchet+quaver ในบางบาร์) ซึ่งเป็นการแสดงจังหวะของ minuet อย่างชัดเจน แต่ช่วงนาทีที่ 0:34-0.50 ในคลิปที่แปะมา ออร์เคสตราจะบรรเลงดนตรีที่มีความซับซ้อนขึ้นกว่าช่วงแรก (ดูสกอร์ด้านล่าง) แต่ก็เล่นแบบนี้แค่ 10 บาร์ก่อนจะกลับมาเล่นสไตล์เดิม จุดนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ฟิกาโรจะกำลังร้องเพลงของชนชั้นสูงล้อเลียนเคานท์ แต่ความคิดจากตัวตนจริงๆ ของเขาก็ปรากฏออกมาให้เห็นในบางช่วงของบทร้อง

    เปรียบเทียบโน้ทในช่วงแรกของท่อน minuet กับโน้ทช่วงที่มี deviation
    • รูปแบบของ solo นี้เป็น minuet→contredanse→minuet→contredanse การเลือกจบด้วย contredanse เป็นการบอกใบ้เล็กๆ ว่าความพยายามเอาชนะท่านเคานท์ของฟิกาโรจะประสบความสำเร็จหรือไม่


    music moment ที่อาจารย์วิเคราะห์ให้เราฟังก็มีอยู่ประมาณนี้ค่ะ ต่อไปเราต้องเริ่มฝึกฟังและวิเคราะห์ด้วยตัวเองแล้ว จะรอดมั้ยต้องรอดูในเอนทรีถัดไปนะคะ 5555

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in