Once Upon a Fairy Tale in SwedenMaya Jett
Session 01 - Travelogue
  • ใครจะไปรู้ว่าวันๆ นึงจะได้มาพบกับใครสักคนที่อยู่ไกลแสนไกล และได้ผูกพันกัน แม้ในระยะสั้นๆ แต่เป็นความทรงจำที่ยาวนาน...

    เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมาฉันได้มีโอกาสพาตัวเองแบกกระเป๋าออกเดินทางคนเดียวที่ยุโรป ใช่.. คนเดียว ด้วยเงินเก็บที่เก็บมาตลอดปีสองปีที่ผ่านมา ส่วนเรื่องงานน่ะเหรอ? ก็พักมันไว้ก่อนสิ คนเรามีฝัน ต้องใช้มัน ทำตามความฝันให้สุดๆ 

    ที่หมายที่แรกของเราคือประเทศสวีเดน โปรดอย่าถามว่าทำไม แต่บางครั้งมันก็มีมโนภาพอะไรบางอย่างลอยเข้ามาในหัวและบอกกับเราว่า เฮ้ยมึง ต้องไปที่นี่ ยังไงก็ต้องไป.. เราเลยเลือกสวีเดนเป็นจุดหมายแรก และยาวนานที่สุด 

    เราใช้เวลาเกือบสองอาทิตย์เพื่อทำงานในฟาร์มแลกกับการอยู่ฟรี กินฟรี ถึงแม้จะไม่ได้ตังค์ แต่จุดประสงค์หลักที่เรามาไม่ใช่เพราะเงินนี่ มันเป็นประสบการณ์อันหาค่าไม่ได้จากที่ไหนๆ ก็ตาม คนสวีเดนเฟรนด์ลี่และเทคแคร์ดีมาก อาหารการกินทุกอย่างดีมากๆ ขึ้นชื่อว่าเป็นฟาร์ม ย่อมมีสัตว์เยอะ และในบางมื้อนั้น... เราก็อาจจะเผลอกินสัตว์ที่เราเลี้ยงไปโดยไม่รู้ตัว (เฮ้ย เป็นไปได้ไง) ใช่... เรื่องช็อคที่สุดคือมีวันนึง เราเดินเล่นในฟาร์มหลังทำงานเสร็จ เห็นเจ้ากระต่ายปีเตอร์แรบบิทตัวน้อยกระโดดวิ่งเล่นไปมาในพงหญ้า นึกครึ้มใจอัดวีดีโอลงอินสตาแกรม น่ารักจังเลย อวดเพื่อนๆ ดีกว่า ปรากฏว่าเพื่อนไลค์ได้ไม่เท่าไหร่ อีกวันโฮสท์ที่บ้านบอกว่าเราต้องฆ่ามันซะแล้ว ทีแรกคิดว่าล้อเล่น แต่ไม่ใช่ละ เค้าเอาจริง เค้าบอกว่าเราจะกินเนื้อกระต่ายกัน... และแล้วเราก็ต้องรีบวิ่งกลับเข้าห้องไปทำใจเพราะตกใจกับสิ่งที่เกิดมาก เราไม่ได้เห็นหรอกว่าเค้าฆ่ามันยังไง แต่ก็พอรู้จากการเล่าจากปากเพื่อนชาวสเปนที่แอบไปดูมา ภาพที่เราเห็นและติดตาได้จนวันนี้คือ เจ้ากระต่ายตัวนั้นที่เราอัพรูปลงอินสตาแกรม มันกลายเป็นกระต่ายที่ถูกถลกหนังออกและโดนขึงไว้สี่ทิศบนขื่อของบ้าน ...เดินไปดูใกล้ๆ ก็พบว่าเค้าเอาตับใตใส้พุงมันออกมาหมดละ สักพักโฮสท์บอกให้รอแป๊บนึง เข้าไปรับโทรศัพท์ แต่ทันใดนั้น เจ้าหมาและแมวสี่ห้าตัวที่มารุมดู ก็ลากใส้พุงออกมากินสดๆ ต่อหน้าต่อตา... โอย... ชีวิตฟาร์ม!

    นอกจากชีวิตฟาร์มแล้ว เรานั่งรถไฟกลับมาที่สต็อกโฮล์มเพื่อไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนชาวสวีเดนที่เพิ่งเจอได้ไม่นาน และได้พักอยู่กับเค้าประมาณหนึ่งคืน ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเมืองถัดไป เราต้องไปช่วยเลี้ยงลูกสาวของบ้านนี้ ที่อยู่ไกลแสนไกลในเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า มอลค่อม 

    พอมาถึงมอลค่อม สิ่งแรกที่เราต้องปรับตัวให้ได้มากที่สุดคือการเข้ากันกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ อายุ 5 ขวบ ที่มีดีกรีความดื้อระดับเทพ เพราะด้วยความที่แม่กับพ่อหย่ากันตั้งแต่เด็กเลยทำให้เธอติดแม่มาก เธอชื่อ ฟาวน่า แม่ของฟาวน่ามีลูกเล็กอีกคนชื่อลอเรนซ์ เป็นเด็กผู้ชายเบบี๋วัยสิบเอ็ดเดือน หัวกลม ตาสีฟ้าแป๋ว และหัวเราะตลอดเวลา ผิดกับฟาวน่าที่ไม่ค่อยยิ้มและมีความก้าวร้าวเล็กน้อย ฟาวน่าไม่ค่อยก้าวร้าวกับเรามาก แต่เธอจะไปทำกับแม่ พ่อเลี้ยง และน้องชายเบบี๋ที่ชอบตามเธอไปทุกที่ ตลอดเวลาสิบวันที่บ้านเล็กๆ หลังนี้เรารู้สึกเหงามาก อาจเพราะไม่มีเพื่อนๆ วัยเดียวกันให้คุย ไม่มีสัตว์เลี้ยง มีแต่เด็กๆ ที่พูดจาภาษาสเปน สิ่งที่เราทำได้ก็แค่อ่านนิทานให้ฟาวน่าฟัง พาไปเดินเล่น ทำนู่นนี่ และติดตามครอบครัวไปยังคอมมูนิตี้สไตล์สปิริช่วลที่ดังที่สุดแถวนั้น นี่เป็นอีกเรื่องที่เราต้องทำใจเพื่อยอมรับและเรียนรู้กับสังคมฮิปปี้นี้ให้ได้ แรกเริ่มเราไม่เข้าใจกับการแสดงออกแปลกๆ ของเค้า ไม่ว่าจะเป็นยืนกอดกันนานสิบนาที หรือจะเต้นรำใต้พระอาทิตย์ เราไม่ค่อยเก็ท ไหนจะเรื่องกินมังที่ไม่ค่อยคุ้นชินอีก แต่อยู่ไปสักพัก ความแตกต่างก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ.....

    (ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ หรือไม่ก็ http://mayajett.blogspot.com) 

    นอกจากสวีเดนแล้ว เรายังบินไปเที่ยวเล่นที่บูดาเปสต์ อิตาลี และฝรั่งเศสมาด้วย ขอบอกว่ามีเรื่องเล่าเยอะมาก อยากเล่าให้ใครต่อใครฟังมากๆๆๆ จนทนแทบไม่ค่อยไหว พอเห็นอีเวนท์นี้ก็รีบสมัครอย่างไม่รีรอเลย สิ่งที่เราอยากพูดถึงอาจไม่ใช่แนวแนะนำเที่ยวว่าอันนี้ต้องไปไหนๆๆๆ ไปยังไง (คือคงต้องมีแหละ) แต่อีกอย่างที่อยากเล่ามาก คือมิตรภาพและความสัมพันธ์ของผู้คนที่เราได้เจอระหว่างทาง เราไปทริปนี้คนเดียว ไม่มีใครอื่น แต่เราไปพบเจอคนดีๆ เพื่อนที่น่ารักมากมาย ทุกประเทศ และได้ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเค้า มีกิ๊กบ้าง มีแฟนบ้าง เพื่อนใหม่บ้าง ตามประสา.. ทุกอย่างมีค่าและคู่ควรกับการบอกเล่าต่อไปมาก 

    ขอบคุณที่อ่านค่ะ :)
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in