ไดอารี่ของฉันhui
ชนชั้นจนๆกลางๆ
  • วันนี้ไปงานศพของป้า พี่สาวพ่อ ทำให้ได้เจอญาติทางฝั่งพ่อ ที่ไม่ได้เจอกันนานมาก เรียกว่าตั้งแต่พ่อเสีย ก็แทบจะขาดการติดต่อ ไม่ค่อยได้เจอกัน แม่พาเอนเอียงกลับมาหาญาติทางฝั่งตนมากกว่า หลังๆฉันเลยรู้จักญาติทางฝั่งแม่มากกว่า 

    ป้านอนติดเตียง หลังจากหกล้มกระดูกสะโพกแตก ทำให้เดินไม่ได้ นอนอยู่ ร.พ.เซ็นหลุยย์ เกือบ 10 ปีได้ กว่าจะเสีย รวมอายุ 85 ปี ถ้าพ่อของฉันยังอยู่ ปีนี้ก็น่าจะอายุ 83 ปี น่าเสียดายที่ตายตั้งแต่อายุ 57 ปี อยู่ไม่ถึงแก่ตาย

    งานศพจัดที่วัดเทพศิรินทร์ สำหรับฉันเรียกว่า วัดคนมีตังค์นะ ญาติทางฝั่งพ่อ ค่อนข้างมีฐานะทุกคน ถ้าย้อนอดีตไป พ่อเป็นเด็กหัวลำโพง ปู่เป็นเถ้าแก่เปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า สมัยก่อนเรียกว่า รวยซิ เพราะแม่เป็นแค่ลูกคนขายกาแฟ หรือลูกคนขายโอเลี้ยง แถววรจักร ตรงนั้นแทบจะเรียกว่า อยู่ในตรอกสลัมเลย ถิ่นคนจน ตามีลูก 11 คน แม่เป็นคนโต ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้หนังสือภาษาไทย  ปู่กับตาเป็นเพื่อนกัน ปู่ชอบไปกินกาแฟร้านของตา เห็นลูกสาวสวยก็เลยแนะนำให้รู้จักกับลูกชายตนเอง พ่อเป็นเด็กเกเร ไม่ค่อยชอบเรียนหนังสือ จบแต่ ป.3 ในขณะที่ น้องชาย จบ ป.ตรี วิศวะ จุฬา

    ในบรรดาญาติพี่น้อง ถ้าไปดูตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนมาถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน ในตอนนี้ ทางฝั่งโน้นเขาได้ดีกันทุกคน ฐานะดี การศึกษาดี ลูกหลานเรียนเป็นหมอ เรียน ม.รํฐชื่อดัง เรียนเมืองนอก จบจากอเมริกา อังกฤษ  ทำงานดีๆกันทั้งนั้น เรียกว่า ครอบครัวเรา เหมือนจะฐานะ ยากจนสุดในบรรดาพี่น้องตระกูลนี้เลย  

    ด้านน้าสาว ก็แต่งงานไปอยู่กับสามี ครอบครัวก็มีกิจการดีๆกันทั้งนั้น  มีร้านค้าขายอยู่ในหลังวัดเทพศิรินทร์บ้าง ตลาดน้อยบ้าง ป้าก็อยู่เวิ้ง นครเกษม ก่อนที่จะถูกสั่งย้ายออกมา เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในตัวกรุงเทพชั้นใน ย่ายค้าขายคนจีนทั้งนั้น


    ในขณะที่แม่ของฉัน ญาติพี่น้อง ย้ายบ้านมาอยู่ฝั่งธน แม่ของฉันก็ตามมาอยู่ฝั่งธนฯ  พี่น้องของแม่ จนทุกคน ไม่มีใครได้เรียนหนังสือ  พ่อของฉันเปิดบริษัท แม่ก็เอาญาติตนเอง มาทำงานเป็นลูกน้องบริษัทของพ่อ  เรียกว่า ญาติของแม่เป็นลูกจ้างบริษัทของพ่อเกือบทุกคน แม่ช่วยญาติตนเองให้มีงานบริษัททำ ดีกว่าขายโอเลีั้ยงต่อไป  มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น   ในขณะที่ญาติของพ่อ เป็นเจ้าของกิจการกันแทบทุกคน  เวลาอยู่กับญาติพ่อ เราดูกระจอกมากๆ แต่ถ้าอยู่กับญาติแม่ เราจะดูรวยมาก ดูดีมาก 



    ในสังคมที่ฉันโตมา สมัยเด็กๆ อยู่ร.ร.หญิงล้วน รู้จักแต่เรียนกับเรียนพิเศษ  วันธรรมดาก็เรียน วันหยุดก็เรียนพิเศษ  เวลาว่างเด็กๆต้องมีงานอดิเรกทำ ไปเรียนว่ายน้ำ โตมาก็ไปเรียน ศิลปะ วาดรูป คอมพิวเตอร์ คือ มันต้องเรียนอะไรสักอย่างในวันหยุด ไม่ปล่อยเวลาว่างไปเฉยๆ

    แต่สังคมที่ฉันอยู่ทุกวันนี้ เด็กลอยไปลอยมา ว่างไม่มีอะไรทำ ว่างทุกวันเลย ไม่รู้จะทำอะไร ก็เที่ยวเล่นแถวบ้าน ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยมากๆ  ความคิดเรื่องเรียนพิเศษ หรือ หางานอดิเรกทำไม่มี ทั้งที่ปิดเทอมนี้ ยาวนานมาก นานจนสามารถเรียนจบครอสอะไรสักอย่างได้เลย  แต่ก็ไม่เห็นเด็กแถวนี้จะไปเรียนอะไรเลย   ถ้าใครก้าวผ่าน ม.3 ต่อ ม.4 ได้ ถือว่าเก่งมาก เพราะที่เห็นบางคน จบแค่ ม.3 ก็เยอะ เรียนไม่จบ ม.3 ก็มี คือ เด็กแถวนี้ไม่เห็นอนาคตตนเองเลย คิดไม่ออก พ่อแม่ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ปล่อยไปวันๆ  บางคนเรียนต่อ ม.4 ไม่ไหว ก็ย้ายไปสาย ปวช. ก็เยอะ ไปไม่ค่อยถึง ป.ตรีเท่าไหร่   มีน้อยคนมากๆ ที่ทำสำเร็จ


    มันต่างกับสังคมที่ฉันโตมาอย่างสิ้นเชิง  สมัยเรียนอย่าพูดถึงท้องในวัยเรียนเลย แค่แฟนในวันเรียนยังไม่มีเลย แล้วจะไปท้องกับผู้ชายได้ยังไง มันไม่เคยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้่นในสังคม ที่ตนเองอยู่เลย มันแทบจะเป็นสิ่งต้องห้าม  แต่เด็กแถวบ้าน  ท้องตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ มีให้เห็นเยอะแยะ ดูเป็นเรื่องปรกติ  เป็นยายตั้งแต่อายุ 35 ก็มี ลูกสาว 17 ก็ท้องแล้ว  อายุ 35 เป็นยาย มีหลานอุ้มแล้วนะ  อายุ 52 ก็เป็นทวดแล้วจ้า

    นี่คือ สังคมที่ฉันอยู่ สังคมที่แม่มาซื้อบ้านให้อยู่ มันช่างต่างกับสังคมที่พ่ออยู่จริงๆ  ถ้าพ่อฉันไม่ตายเร็ว ฉันคิดว่า ชีวิตฉันมันต้องต่างไปจากวันนี้แน่นอน เพราะฉันคงต้องอยู่ในสังคมของพ่อ  ซึ่งฉันจะดูโง่มาก เป็นคนไม่เก่ง ไม่ฉลาด ต้องขยันกว่านี้ไม่รู้กี่เท่า  แต่สังคมของแม่ ฉันกลายเป็นคนเก่ง เพราะคนอื่นๆเขาด้อยกว่า

    แค่ลำพังพี่น้องตนเอง ฉันยังดูแย่ที่สุดเลย ฐานะการเงินก็ไม่ดี หาเงินไม่เก่ง ยังต้องให้พี่ๆช่วยเหลืออยู่เลย ยังเป็นน้องที่เอาตัวไม่รอด ทึ่มๆ ไม่ฉลาด ต้องมาแก้ปัญหาให้ตลอด    แต่ในสังคมที่ฉันอยู่ คนอื่ีนๆเขาลำบากกว่าฉันเยอะเลย  เงินเยียวยา 5,000  มันสำคัญมาก ต้องเอาให้ได้ พยายามเดินเรื่องให้ถึงที่สุด  ในขณะที่ พี่น้องคนอื่นๆ ไม่เหลียวแล  ไม่สนใจเงินรัฐบาลเลย  แม้ว่าจะได้รับกระทบหนักเช่นกัน แต่พวกเขาเฉยๆ  เพราะเขาหาได้มากกว่านี้ ความเสียหายเขาเดือนเป็นแสนเป็นล้าน  เงิน 5,000 มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย 


    ครึ่งชีวิต ฉันอยู่ในกลุ่มคนชั้นกลาง แต่อีกครึ่งชีวิต ฉันอยู่ในท่ามกลางกลุ่มคนจน  มองบน ฉันก็แย่กว่าเขา มองล่าง ฉันก็เหนือกว่าเขา 

    แต่ด้วยพื้นฐานชีวิตที่มาจากชนชั้นกลาง ฉันกล้าพูดเลยว่า ทั้งในครอบครัว และ ที่โรงเรียน ตั้งแต่เล็กจนโต ฉันไม่เคยพูดหยาบคาย ไม่ด่ากันหยาบคาย ไม่สถบคำหยาบ พูดกับเพื่อนก็ไม่เคยมีคำหยาบ แต่ในชีวิตการทำงาน ตั้งแต่เปิดร้านเกมส์ ฉันได้ยินเด็ก พูดกัน กู มึง ด่ากัน เหี้ย สัตว์ สารพัด คำหยาบ 

    ฉันนั่งฟังทุกวัน จนเกิดคำถามกับตนเอง ว่าสิ่งเหล่านี้มันจะซึมซับ ทำให้ฉันกลายเป็นคนหยาบคายตอนแก่หรือเปล่า ฟังเด็กมันพูดกรอกหูทุกวัน ฉันจะกลายเป็นคนหยาบคายไหม  

    แล้วฉันก็ได้คำตอบกับตนเอง ว่ามันเปลี่ยนพื้นฐานที่มีมาครึ่งชีวิตไม่ได้ ฉันไม่ใช่คนที่พูดหยาบตั้งแต่เด็ก จะมาหยาบคายกันตอนแก่ ก็กะไรอยู่ มันด่าไม่เป็น   แล้วการที่ฉันไม่เคยพูดหยาบกับเด็กเลย นั่นทำให้เวลาเด็กพูดกับฉัน ก็ไม่พูดหยาบ แต่เวลาคุยกันเอง ก็หยาบกันไป 

    ฉันว่าเด็กรู้จักปรับตัว เวลาคุยกับคนที่พูดหยาบ เขาก็หยาบกลับ ในครอบครัวพูดหยาบ ด่ากัน ลูกก็ด่ากลับไม่เกรงใจเช่นกัน  แต่กับคนที่พูดเพราะ เขาก็จะปรับตัวพูดเพราะด้วย ไม่ใช่หยาบกับทุกคน เรียกว่าเด็กมีการเรียนรู้ว่า ควรจะพูดแบบไหนกับใคร   แต่ตัวฉันเอง แก่แล้ว ปรับไม่ได้ ไม้แก่ดัดยาก



    กลุ่มเพื่อนของฉัน ที่มีฐานะหลายคนก็ยังอยู่ในกลุ่มคนขึ้นคาน หรือคนโสด ไม่แต่งงาน ทั้งที่มีฐานะการเงินที่ดีมากๆ  ทั้งหญิงและชาย ก็หลายคน ส่วนคนที่แต่งงานมีลูกน้อยมาก มีแค่ 1-2 คน  จะ50 กันแล้ว ลูกยังอยู่ชั้น ประถมกันเลยก็มี มีลูกกันช้ามากๆ  แต่ลูกเรียน เปียโน เรียน รร.อินเตอร์ นะ โพสต์รูปลงเฟส เที่ยวต่างประเทศยกครอบครัว 

    ในขณะที่กลุ่มคนที่ฉันเจอทุกวัน เปลี่ยนสามีที ก็มีลูกที  แม่อายุ 35 ปี ลูกชายคนโต 18ปี  ทำเด็ก ม.3 ท้อง มีลูกเรียบร้อยแล้ว  ล่าสุดแม่ก็ท้องอีกคน ลูกคนเล็กพึ่งเกิด อายุน้อยกว่าหลานชายอีกนะ  งงจนนับญาติไม่ถูกจริงๆ เป็นสังคมที่เวียนหัวมาก  ลูกเธอ ลูกฉัน ลูกเรา ลูกแม่ ลูกพ่อ   

    ล่าสุดฉันก็พึ่งได้ยินข่าวว่า พ่อวัย 60+ ที่มีลูกชายวัยใกล้ 30 ที่มีลูกแล้ว อายุ8-9 ขวบ พึ่งจะมีน้องคนล่าสุด อายุ 2-3 ขวบ กับใครไม่รู้  รู้แต่พ่ออุ้มลูกสาวมาเที่ยวบ้าน แต่ไม่นำแม่ของเด็กมาด้วย  เอามาให้เมียกับลูกๆเลี้ยงดูเล่นด้วยนะ เอาซิ นับญาติกันยังไง น้า 2 ขวบ ในขณะที่หลาน 8 ขวบหรอ

    บางทีการพูดเรื่องการศึกษา หรือ พยายามบอกให้เด็กเรียนต่อ มันเป็นเรื่องที่เด็กบางคนก็บอกว่า น่าเบื่อ ไม่อยากฟัง เป็นเรื่องกดดัน ทำไมต้องทำด้วย 

    แม้แต่การเลือกเรียนต่อ ม.ต้น ฉันเคยพูดบอกกับเด็กที่หัวดีนะ บอกว่า เธอสามารถเข้า ร.ร.เด็กเก่งได้ ความสามารถถึง แต่คำพูดฉัน ก็สู้ความคิดพ่อแม่เขาไม่ได้  ที่จะให้เรียน ร.ร.ที่ตนเองรู้จักและใกล้บ้าน มากกว่า  สำหรับฉันมองว่า มันกดความสามารถเด็กลง ทำให้เด็กเรียนง่ายขึ้น แต่สังคมไม่ได้นำพาให้เด็ก ขวนขวายมากนัก จบมาก็ไป ราชภัฎ มากกว่าจะไป ม.รัฐบาล  ฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้ 



    การยืนอยู่ท่ามกลาง ครอบครัว และ เพื่อนฝูง  ฉันไม่เด่นอะไรเลย และกลืนหายไปกับอากาศด้วยซ้ำ 
    รวมทั้งตัวฉันเอง ก็เป็นคนที่เงียบๆ ไม่ได้ทำตัวเด่นอะไร  ความสามารถน้อยกว่าเขา อย่าเอาออกมาโชว์ดีกว่า  

    แต่การอยู่ท่ามกลางคนไม่รู้ ฉันเหมือนจะเก่งกว่าเขามาก ทั้งที่ฉันแค่พึ่งทำเป็นเอง  แต่พวกเขาทำอะไรไม่เป็นเลย  ไม่รู้อะไรเลย ต้องการความช่วยเหลือทุกอย่าง  ไม่สามารถใส่ความรู้อะไรเข้าไปในหัวเลย ต้องทำให้เขาแทน


    มันเป็นเรื่องยาก ที่จะให้คนจน ก้าวข้ามขึ้นไปเป็นชนชั้นกลางได้  เพราะเริ่มต้นพื้นฐานความคิด มันก็ผิดตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าครอบครัวไหน ที่พ่อแม่ การศึกษาต่ำ แล้วส่งเสริมลูกให้เรียนสูงๆได้สำเร็จ จงรู้ไว้เลยว่า พ่อแม่ตนเองนั้นฉลาดในการเลี้ยงลูกมาก  เพราะมีอีกหลายครอบครัว ที่ไม่ได้จนแค่ความรู้ ไม่ได้จนแค่ฐานะ แต่จนปัญญาในการเลี้ยงดูส่งเสริมให้ลูกเรียนสูงๆด้วย  ไม่ใช่ทุกคนจะยกระดับลูกตนเองได้สำเร็จ มันเป็นเรื่องยากของพ่อแม่ 

    แม้แต่ชนชั้นกลางด้วยกัน ยังมี C+ B- และ  B+ เลย จะก้าวไปแต่ละขั้นได้ ก็ยากเช่นกัน ไม่เก่ง ไม่ฉลาด ก็ไปได้ไม่ไกล หลายปัจจัยนะ ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงตัวส่งเสริมเลย  ถ้าให้ฉัน ให้เกรดตนเองก็แค่ C+ เอง ยังไม่ถึงระดับ B เลย ดังนั้น A ไกลเกินฝันไปหน่อย  ความสามารถยังไม่ถึง



    ชีวิตยังต้องดิ้นรนต่อไป  คนเราต้องก้มหน้าทำงาน และ เดินเงยหน้ามองฟ้า  ดังนั้น ทำงานกับคนระดับล่างง่ายกว่า ทำงานกับคนระดับบน แต่ต้องเงยหน้ามองฟ้า เพื่อก้าวไปสู่คนระดับบนให้ได้ ไม่ควรจะทำตัวให้ต่ำลง แค่รู้ว่า ต่ำลงไปเป็นอย่างไรพอ  แต่เดินหน้าเงยให้สูงขึ้น เพื่อก้าวต่อไป ดีกว่า




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ZeldaS (@fb1664748014173)
+1 การศึกษาสำคัญมากๆ ที่บ้าน ผลักดันตลอด ว่าต้องจบป โทให้ได้ เราก็อยู่กลางๆเหมือนกันค่ะ ญาติฝั่งพ่อฝั่งแม่คนละแบบเลย แต่ฝั่งแม่เรา เป็นเหมือนฝั่งพ่อคุณ ฝั่งพ่อเรา เป็นเหมือนฝั่งแม่คุณ