ไดอารี่ของฉันhui
พฤติกรรมใหม่ (New Normal)
  • " โลกเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป " ต่อจากนี้ไป

    ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้อยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ชีวิตหลังโรคระบาด ที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอ  

    เมื่อก่อนโรคระบาดมีอยู่แค่ในหนังสือ และต่างประเทศ มันไม่เคยใกล้ตัวเราขนาดนี้มาก่อน และไม่เคยคิดว่ามันจะต้องมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเราไปตลอดชีวิต 

    สิ่งแรกที่จะเห็นได้ชัด ก็คือ 
    1.การสวมหน้ากากอนามัย หรือ หน้ากากผ้าก็ตาม  การที่เราเริ่มถูกบังคับให้ใส่ ไม่ใช่การใส่ด้วยความสมัครใจ  ในช่วงแรกๆที่มีการติดเชื้อ การใส่หน้ากากอนามัย เป็นคำแนะนำของหมอ ให้ป้องกันตนเอง จากไวรัส ดังนั้นเราจะใส่ก็ได้ ไม่ใส่ก็ได้ จะใส่แค่ช่วงเวลาที่เราต้องเดินทางหรือในเขตพื้นที่คนเยอะๆเท่านั้น   แต่ระยะหลังมานี้ แทบจะกลายเป็นการบังคับให้ใส่แล้ว เช่น ถ้าจะเข้า 7-11 ต้องใส่หน้ากาก ถ้าไม่ใส่ ห้ามเข้า รถไฟฟ้าก็เช่นกัน ถ้าไม่สวมหน้ากาก ก็ขึ้นรถไฟฟ้าไม่ได้  ร้านค้าหลายแหล่ง เริ่มติดป้าย ถ้าลูกค้าไม่ใส่หน้ากาก ห้ามเข้าร้าน  เท่ากับเป็นการบังคับให้เราใส่ มากกว่าตามความสมัครใจ



    และการบังคับนี้ แทบจะลามเป็นกฎหมู่ กฎหมายในบางเขต บางพื้นที่ ที่ต้องสวมใส่หน้ากากตลอดเวลา แม้แต่จะอยู่คนเดียวในรถก็ตาม การบังคับนี้  ถึงแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ( ซึ่งยังไม่รู้ว่ายาวนานเท่าไหร่ ) อาจจะนานถึง 1-2 ปีก็เป็นได้  

    มันจะทำให้หลายๆคนชิน และติดเป็นนิสัย ว่าออกจากบ้าน ต้องใส่หน้ากาก ถ้าไม่ใส่ เหมือนเราเดินออกจากบ้าน ลืมใส่รองเท้า มันจะเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่จำเป็นต้องมี เพราะบางสถานที่ก็จะบังคับกันยาวเลย เหมือนกับการใส่รองเท้า ถ้าไม่สวมรองเท้า ห้ามเข้า 

    ชีวิตนับจากนี้ไป หน้ากากจะเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายออกจากบ้านตลอดกาล  เราจะไม่สามารถใช้ชีวิต แบบไร้หน้ากากได้ในบางพื้นที่ เพราะความกลัวมันได้ฝังเข้าไปตัวคนเราแล้ว ว่าการไม่สวมหน้ากาก แปลว่าเราไม่ปลอดภัย หรือ คนไม่สวมหน้ากาก คนนั้นอันตราย เขาอาจจะมีเชื้อโรคที่แพร่สู่เราได้  มันจะกลายเป็นความเคยชินของหลายๆคน ที่จะมีหน้ากากติดตัวเสมอ


    2. ความสะอาด ปรกติคนเราทุกวันนี้ก็รักสะอาดพอสมควรอยู่แล้วนะ  แต่ทุกวันนี้ กลายเป็นว่า ที่เคยเพียงพอ กลับไม่เพียงพอ เราต้องทำมากกว่าเดิม  เราต้องคอยฆ่าเชื้อตลอดเวลา มือต้องสะอาด หน้าต้องสะอาด เสื้อผ้าต้องสะอาด  สถานที่ต่างๆที่ให้บริการคนหมู่มาก ต้องสะอาด  ความอนามัยที่เคยมี ต้องมีมากกว่าเดิม  ที่ใดสกปรก ที่เคยคิดว่าไม่เป็นไร  เราจะรู้สึกว่ามันอันตรายขึ้นมาทันที 

    ความสะอาดนี้ ลุกลามไปทั้งหมดของเครื่องใช้ ชีวิตประจำวัน  ทุกวันนี้เราแทบจะใช้ ช้อน ตะเกียบ จาน ชาม แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งอยู่แล้ว  การรียูส หรือใช้ซ้ำ ได้มีการนำมาพูดถึง เพื่อลดโลกร้อน ลดขยะ แต่ขณะที่ไวรัสมา การจะรียูส หรือใช้ซ้ำ ก็จะกลายเป็นปัญหา เพราะคนจะกลัวไวรัสที่ต้องใช้ต่อจากคนอื่นมากขึ้น การลดขยะ ทำได้ยากขึ้น ต้องเพิ่มความสะอาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่เช็ด ล้าง แต่ต้องเข้าตู้อบเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วย ก่อนจะมีการนำอุปกรณ์นั้นมาใช้ซ้ำ เพื่อลดขยะ 

    ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับความสะอาด จะต้องเพิ่มการฆ่าเชื้อไวรัส ปรกติสินค้าบางตัว ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้ว แต่ต่อไป ต้องเพิ่มการฆ่าเชื้อไวรัสด้วย รวมถึงเชื้ออื่นๆ ที่ทำให้คนเรารู้สึกกลัว หรือใช้แล้ว รู้สึกว่าตนเองปลอดภัยขึ้น  

    สินค้าบางตัว ที่ถูกลูกค้าจับต้อง หรือสัมผัส ในขณะที่ลองสินค้า จะต้องมีการนำมาฆ่าเชื้อ ก่อนที่จะให้ลูกค้าคนใหม่ได้สัมผัส หรือ ลองสินค้า ต่อจากคนก่อน 



    3. สังคมเสมือน กำลังมีบทบาทมากขึ้น  คนเรายังเป็นสัตว์สังคม ชอบอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่ม ชอบการมีเพื่อน ชอบการสัมผัส ชอบเฮฮาปาร์ตี้ ชอบสังสรรค์ ชอบพูดคุย ชอบที่จะได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน รวมรวมตัวกันเป็นหมู่มาก 

    เชื้อไวรัสโคโรน่า มาเพื่อทำลายสังคมของมนุษย์จริงๆ เพราะยิ่งรวมตัวกันมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งแพร่เชื้อได้มากเท่านั้น  มาเพื่อฆ่าคนหมู่มาก มาเพื่อหยุดการเดินทางของมนุษย์ไม่ให้ไปมาหาสู่กัน มาเพื่อไม่ให้คนรวมตัวกัน มาเพื่อให้คนหยุดพูดคุย หัวเราะ สนุกสนานร่วมกัน 

    เราแทบจะอ้าปาก พูดคุย หรือ หัวเราะไม่ได้เลย เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจาย หรือ รับเชื้อได้ง่ายขึ้น จากละอองฝอย น้ำลายของมนุษย์ ที่ออกมาขณะพูด หรือ อ้าปาก  ไม่ต้องรอให้ไอหรือจาม แค่หายใจ เข้าออก เชื้อมันก็ออกมาได้แล้ว รวมถึง แค่หายใจเข้าออก ก็รับเชื้อเข้าไปได้แล้ว โดยที่ไม่รู้ที่มาด้วยซ้ำ ว่ามาจากไหน  มันติดกันได้ง่ายมาก 

    การหยุดการแพร่เชื้อ จึงเป็นการหยุดพฤติกรรมเข้าสังคมของมนุษย์ ไม่ต้องมาอยู่รวมตัวกัน ให้แยกกันอยู่ห่างๆ ยืนห่างๆ เว้นระยะช่องว่าง หรือที่ศัพท์สมัยนี้เรียกว่า โซเชียล ดิสแทนซิ่ง "Social Distancing"  การเว้นระยะห่างทางสังคม ยืนห่างๆกัน กินข้าวห่างๆกัน ห้ามทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน ห้ามรวมตัวกัน หยุดความบันเทิงร่วมกันทุกชนิด " อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ " ตามคำขวัญรัฐบาลเลย 




    แต่อย่าลืมว่า มนุษย์ก็ยังเป็นสัตว์สังคม การจะให้แยกตัวอยู่โดดเดียว มันเหงาหงอย ว้าเหว่ เศร้าสร้อย มันรู้สึกขาดคนพูดคุย ไม่มีเพื่อน  ถ้าเป็นคนรักสันโดด ก็อาจจะชอบ แต่ถ้าเป็นคนรักสังคม คงรู้สึกอยากจะบ้าตาย 

    ทางออกของมนุษย์ จึงต้องเข้าหาสังคมเสมือน หรือ โลกอินเตอร์เน็ต  ซึ่งเดิมที เราก็ใช้กันอยู่แล้ว แต่มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน  ชีวิตจริงเราก็ยังอยู่ เรายังเจอคนบนโลกอยู่ ยังไปเที่ยวได้ กินข้าวด้วยกันได้  โลกอินเตอร์เน็ตจึงเป็นแค่ช่องทางสื่อสาร ให้เรานัดเจอเพื่อน แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต 

    แต่เชื้อไวรัสโคโรน่า เป็นตัวเร่งให้เราอยู่กับอินเตอร์เน็ตมากขึ้น อยู่บนโลกเสมือนมากขึ้น และทำทุกอย่างบนโลกเสมือนมากขึ้น  ไม่ว่าจะทำงาน ซื้อของ พบเจอเพื่อนๆ พูดคุย เราต้องทำบนเน็ตทุกอย่าง เราแทบจะกลายเป็น เดอะ เมทริกซ์ ( The Matrix ) เข้าไปทุกวันแล้ว ใช้ชีวิตเสมือน มากกว่าชีวิตจริง เพราะชีวิตจริง ถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเจอกัน ทำกิจกรรมร่วมกันก็ไม่ได้ เราจึงต้องพึ่งจิตนาการมากกว่าสัมผัสจริง 

    และโลกของการสื่อสาร 5G ก็มีส่วนทำให้การสื่อสารทำได้เร็วขึ้น เราจะพูดคุย เห็นหน้า ทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้น และเร็วขึ้น โรคกำลังเร่งให้โลกก้าวไปข้างหน้าเร็วขึ้นกว่าเดิมที่  ถ้าเพียงแค่เราหันหลังให้อินเตอร์เน็ตแป๊บเดียว เลิกสนใจสิ่งใหม่แป๊บเดียว เราจะตามคนอื่นไม่ทัน เราจะล้าหลังทันที เพราะการพัฒนาของเทคโนโลยีรุ่นใหม่ๆ ไปเร็วมาก

    และอย่าลืมว่าตลาดบนโลกอินเตอร์เน็ตใหญ่มาก แม้ว่าทุกวันนี้จะมีแอปพิเคชั่นมากมาย แต่พื้นที่ตรงนี้ก็ยังกว้างพอจะรอบรับแอปพิเคชั่นใหม่ๆอยู่เสมอ เพราะบางทีคนเราก็เบื่อแอปเดิมๆ ที่ใช้กันจนชิน 



    4. เครื่ีองแต่งกาย   ในข้อ1 ได้พูดถึงเรื่องหน้ากาก ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย ที่จำเป็นต้องมีแล้ว  ในส่วนของเครื่องแต่งกายอื่นๆ มันก็จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน ชุด PPE ของหมอ ที่ใส่ป้องกันไวรัส อันนี้เก็บไว้ให้แพทย์ใส่  แต่อย่าลืมว่า คนเราก็ต้องการเสื้อผ้าที่จะป้องกันไวรัสด้วยเช่นกัน ไม่จำเป็นว่า ต้องเป็นแบบหมอ แต่ต้องป้องกันได้แบบเดียวกับหมอ  

    เหมือนหน้ากากไม่จำเป็นต้องใส่ หน้ากากอนามัย เป็นหน้ากากผ้าก็ได้ สำหรับคนที่ไม่ได้ป่วย เสื้อผ้าก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องใส่ชุดที่ใช้แล้วทิ้งเหมือนหมอ แต่เราต้องการเสื้อผ้าที่มีนวตกรรม ป้องกันเชื้อโรคได้เช่นเดียวกับหมอ ถึงจะไม่ได้ 100% แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันเลย

    อย่างที่โรงพยาบาลต่างจังหวัด หาชุดป้องกันเชื้อโรคไม่ได้ ก็ประยุกต์เอาเสื้อกันฝน มาใส่แทน เราก็ต้องการแบบนั้นเช่นกัน อะไรที่ทดแทนได้ ไม่จำเป็นต้องใช้แล้วทิ้ง แบบหมอ แต่เป็นแบบใช้ซ้ำได้ ซักได้ ป้องกันได้ไม่ 100% แต่ดีกว่าไม่มีเลย ที่สำคัญต้องประหยัดด้วยนะ คนทั่วไปถึงจะเอื้อมถึง ซื้อได้

    อย่าลืมว่า ตราบใดที่ยังไม่มียารักษาโรคนี้ได้ คนก็ยังมีความกลัวโรคนี้อยู่  อย่างเอดส์ กว่าจะมียาต้านเอดส์ ใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะคิดค้นสำเร็จ ทำให้คนเป็นสมัยนี้ อยู่ได้เหมือนคนปรกติไม่ตาย ไม่แสดงอาการ แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ คนก็ตายด้วยเอดส์ไปแล้วมากมาย  ข่าวออกมานักวิจัยมากมายพยายามค้นหายาต้านไวรัส แต่อย่าลืมว่า มันต้องใช้เวลา อย่างเร็วสุดก็ 1 ปี ซึ่งยาในชุดแรกๆ มักจะยังมีข้อเสียเสมอ ต้องการผ่านพัฒนา อีกหลายรอบ กว่าจะใช้ไดจริง หรือกำจัดเชื้อได้จริง ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 5 ปี ถึงจะสมบูรณ์  

    คนเราไม่สามารถโดนกดดันให้อยู่แต่บ้านได้ตลอดเวลาหรอกนะ  เราไม่สามารถจะหลบไวรัสได้ตลอดไป คนเรายังอยากใช้ชีวิตนอกบ้านเหมือนเดิม ยังอยากเจอหน้ากันเหมือนเดิม ยังอยากทักทาย สัมผัสกันเหมือนเดิม แต่ชีวิตที่เหมือนเดิม จะไม่เหมือนเดิม เพราะเราต้องป้องกันตัวมากขึ้น มีอุปกรณ์ป้องกันตัวที่มากขึ้น

    หลายคนฝันอยากจะออกไปเที่ยวแล้ว อยากเดินทางแล้ว ทนอยู่บ้านนานๆก็ไม่ไหวแล้ว แต่จะออกไปยังไง ถ้าออกไปแล้วติดเชื้อขึ้นมา ไม่ตายก็แพร่เชื้อไปทั่ว ทำให้คนอื่นตาย มันก็ไม่ได้อีกเช่นกัน  

    ดังนั้นระหว่างที่ยังไม่มียารักษา ขอชุดที่จะป้องกันหน่อยเถอะ ไม่ทำให้คนอื่นติดโรค และไม่ทำให้ตนเองติดโรค ถ้าเราไม่แพร่เชื้อให้ใคร และ ไม่รับเชื้อจากใคร ปลอดภัยเวลาอยู่นอกบ้านได้  การอยู่บ้านต่อไปก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป  ออกไปทำงานได้ ไปเที่ยวได้ ใช้ชีวิตได้ 




    ชุดของแอร์เอเชีย อาจจะเป็นชุดต้นแบบ ที่ต่อไป เราอาจจะได้เห็นอีกหลายๆที่ใส่กัน  รวมถึงตัวเราในอนาคตด้วย ( ขอดีไซน์สวยๆหน่อยนะ เป็นแฟชั่น มีแบรนด์ก็ได้หมด ขอให้ใส่แล้วปลอดภัย เดินทางได้ก็พอ )


    5. ธุรกิจต่างๆเปลี่ยนไป    ธุรกิจเหมือนคนประสบอุบัติเหตุโดนรถชนขาหัก ปางตาย จริงๆ อยู่ดีๆก็โดนสั่งปิด สั่งห้าม แบบทันที ไม่ทันตั้งตัว ทุกอย่างหยุดชะงัก แบบขาดรายได้ทันที  บางธุรกิจไปรอด บางธุรกิจปางตาย หรือบางคน ล้มหายตายจากไปเลย เพราะอุบัติิเหตุครั้งนี้ มันสาหัสรุนแรงและยาวนาน 

    เชื้อไวรัสโคโรนา ไม่ได้ทำลายแค่สุขภาพแต่มาทำลายล้างเศรษฐกิจ และธุรกิจของมนุษย์เราด้วย ยิ่งธุรกิจที่บริการคนหมู่มาก ธุรกิจยิ่งใหญ่ ยิ่งเสียหายหนักมาก 

    การที่รัฐจะให้กลับมาเปิด หรือค่อยๆเปิดกิจการ หรือดำเนินการได้ใหม่อีกครั้ง มันก็เหมือนคนป่วยที่ต้องเข้าเฝือก ต้องมาหัดเดินใหม่ ต้องมาทำกายภาพบำบัด  มันไม่ใช่ว่า เปิดมาปุ๊บ จะค้าขาย หรือทำธุรกิจได้เหมือนเดิมทันที จะขายดีเหมือนเดิมทันที มันไม่ใช่ เหมือนต้องมาเริ่มใหม่อีกครั้ง นับหนึ่งอีกครั้ง ค่อยๆเป็นค่อยไป ค่อยๆฟื้น ไม่เหมือนเดิมทันที 


    อย่าลืมว่า โรคยังหมดไป การเว้นระยะห่างยังต้องมี คนกลัวโรคก็ยังไม่มา ประเทศก็ไม่ได้เปิดเสรี  บินไปบินมาได้อย่างอิสระดังเก่า ทุกอย่างยังถูกจำกัด และลดปริมาณความหนาแน่นของคนอยู่ รวมถึง คนถังแตก ไม่มีตังค์ เพราะขาดรายได้ไปนาน  แค่จะกินยังไม่มี แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเที่ยว มาซื้อของฟุ่มเฟือย ดังเก่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว ระหว่างที่อยู่บ้าน 

    ต่อให้กลับมาค้าขายเหมือนเดิม เปิดรับนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม ดำเนินกิจการตามเดิม  ลูกค้าก็ไม่เหมือนเดิม  ดังนั้นคนทำธุรกิจ ไม่ใช่แค่ปรับตัวนะ แต่ทำใจเลย บางอย่างต้องเปลี่ยนไปเลย รวมถึงรอคอยเวลา ให้คนกลับมาทำงาน เก็บเงิน สักระยะ ถึงจะมีตังค์เที่ยวได้อีกครั้ง รอไปเถอะ 1-2 ปีเช่นกัน


    ธุรกิจที่อาศัยคนหมู่มาก หรือบริการคนหมู่มาก   ต่อไป จะต้องบริการคนน้อยลง ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคม  "
    Social Distancing"  ต้องลดปริมาณลูกค้าลง  เครื่องบิน จะนั่งเก้าอี้ติดกัน 3 คนไม่ได้แล้ว ตรงกลางต้องเว้นระยะห่าง นั่งได้แค่ 2 คน 

    หรือถ้าโรงหนังจะกลับมาเปิดให้บริการ จะไปนั่งสวิทติดกันกับแฟนก็ไม่ได้แล้ว จะต้องนั่งห่างเก้าอี้ 2 ตัว มีช่องว่าง เว้นระยะห่าง Social Distancing ทำให้เก้าอี้นั่งในโรงหนัง นั่งเต็มไม่ได้ ต้องลดลูกค้าลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง รายได้ก็หายไปเกินครึ่ง



    โรงงานที่เคยมีสาวโรงงานเต็มไปหมด ก็ต้องลดปริมาณคนทำงานลง และเอาเครื่องจักรเข้ามาทำงานแทน เพื่อลดความหนาแน่นของโรงงาน 

    ทุกอย่างต้นทุนสูงขึ้นหรือเท่าเดิม แต่รายได้ลดลงกว่าเดิม  ดังนั้นธุรกิจหลายตัว จำเป็นต้องหาทางรอดอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ หรือเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ หรือ ปรับอัตราค่าบริการ เพื่อความอยู่รอด เมื่อรูปแบบเปลี่ยนไป การบริการหรือ การใช้บริการก็ต้องเปลี่ยนตามเช่นกัน 

    จะไปดูหนังก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย จะขึ้นเครื่องบินก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย จะทำกิจกรรมสาธารณะอะไร ก็ต้องสวมหน้ากากอนามัย  ทุกอย่างบังคับให้เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองหมดเลย 



    เราอาจจะได้เห็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้น ที่ไม่เคยมีมาก่อน  ธุรกิจต้องถูกเปลี่ยนรูปแบบไปทันที  ให้ทันสมัยขึ้น  โลกธุรกิจเก่าๆ บางอย่าง จะถูกทำลาย ( distortion ) เพราะไวรัสโคโรนา

    เพราะการต้องเว้นระยะห่างทางสังคมที่ถูกบังคับให้ทำด้วยความไม่เต็มใจ ทำให้เราอยากใช้ชีวิตในรูปแบบมีสัมพันธภาพใกล้ชิดกันเหมือนเดิม การให้บริการแบบส่วนตัว ( Private service ) น่าจะมีมากขึ้น

    อนาคต เราอาจจะได้เห็นโรงหนังที่มีความส่วนตัวมากขึ้น เป็นห้องดูหนังเล็กๆ 2 คน แบ่งโซนไม่ยุ่งกับใคร ขนาดไม่ได้ใหญ่มากนัก หรือนั่งเป็นกลุ่มคนหนึ่ง แต่ว่ามีความเป็นส่วนตัวขึ้น ไม่ต้องไปชมหนังร่วมกับใครหรือคนหมู่มาก ที่ต้องเว้นระยะห่างกัน 2 เก้าอี้ นั่งกันไกลๆ  เราอยากจะสามารถนั่งใกล้ชิดกันเหมือนเดิม เป็นคู่รัก หรือ ครอบครัว ที่สามารถดูหนังได้แบบไม่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา สามารถทานขนม เครื่องดื่มได้ โดยที่ไม่กลัวไวรัสจากคนอื่น 


    เราไม่อยากจะนั่งทานข้าวแบบโต๊ะคนละ 1 คน ต่างคนต่างกิน คุยกันก็ไม่ได้ ไม่ได้อยากนั่งทานข้าวในที่สาธารณะร่วมกับใคร ที่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม  เราอาจจะต้องการห้องทานอาหารที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น สามารถนั่งทานด้วยกันได้ พูดคุยได้เหมือนเดิม โดยที่ไม่ต้องเว้นระยะห่างทางสังคมกับคนอื่น แบบโต๊ะคู่รักหรือโต๊ะครอบครัว ที่มีความเป็นส่วนตัวขึ้น 

    ร้านอาหารที่เคยจัดโซนนั่งทานร่วมกัน มีหลายๆโต๊ะ ก็ต้องเว้นโต๊ะห่างๆกัน1-2 เมตร ตามรูปแบบโซเชียล ดิสแทนซิ่ง แต่จะมีโซนส่วนตัว ที่อาจจะกั้นห้องกลายเป็นห้องเล็กๆที่ทานกันเป็นส่วนตัวมากขึ้น สามารถนั่งโต๊ะร่วมกันได้ เป็นคู่รัก เป็นครอบครัว โดยที่ไม่รวมกับคนทั่วไป 


    รถสาธารณะ เมื่อถูกบังคับให้ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคมมากขึ้น แปลว่าบริการลูกค้าได้น้อยลง จะรับคนปริมาณมากๆเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว ดังนั้นรูปแบบบริการที่เป็นส่วนตัว จะถูกใช้บริการมากขึ้น ไม่ว่าแท็กซี่ หรือ วินมอเตอร์ไซด์ เดิมทีก็ให้บริการอยู่แล้ว แต่ด้วยค่าบริการที่แพงกว่ารถสาธารณะ ทำให้บางคนเลือกที่จะบริการสาธารณะมากกว่า  

    แต่สถานการณ์ที่ถูกบังคับ ถ้าเรายอมเสียเวลามากขึ้น เพื่อรอใช้บริการรถสาธารณะที่ต้องใช้เวลานานขึ้น เนื่องจากรับบริการลูกค้าได้น้อยลง  เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนเวลาในการขึ้นรถสาธารณะ เพราะเสียเวลารอนานขึ้น หรือยอมที่จะจ่ายแพงขึ้น เพื่อให้ไปเร็วขึ้น กับรถสาธารณะที่ให้บริการส่วนตัว เช่นแท็กซี่ เพื่อให้ทันเวลา 


     

    อาชีพใหม่ๆ ก็จะต้องเกิดขึ้น หลังโรคระบาด ไม่ใช่แค่บริการส่งอาหารจะหรือขนส่งจะเติบโตอย่างเดียว แต่เราจะได้เห็นอาชีพที่ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย ที่จะเกิดขึ้น หรือเติบโตขึ้น หลังเหตุการณ์โรคระบาด

    - อาชีพสร้างนวตกรรมใหม่ๆ  มีมานานแล้ว แต่มีคนทำน้อยมาก หาคนเก่งๆได้ยาก แต่จะเป็นอาชีพ
    อนาคตที่หลายๆแห่งต้องการ  เพราะเมื่อโลกมันเปลี่ยน ลูกค้าย่อมต้องการอะไรใหม่ๆ ที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น   สินค้ารูปแบบใหม่ๆ ก็ต้องออกมาเพื่อรอบรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น


    - อาชีพเกษตร เป็นอาชีพดั่งเดิม ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด  คนเรากินเหมือนเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม ต้องการข้าวเหมือนเดิม แต่คุณค่ามากกว่าเดิม มีวิตามิน มีสารอาหารที่มากขึ้น  คนเราต้องการไข่ เหมือนเดิมรสชาติเหมือนเดิม แต่คุณค่ามากกว่าเดิม ให้พลังงานมากขึ้น และ ลดคอเรสเตอรอลให้น้อยลง   และในขณะเดียวกัน ปริมาณการผลิตสูงขึ้น ต้นทุนต่ำลง แข่งขันทางการตลาดได้ 

    เกษตรกรของเราจะไร้การศึกษาหรือการศึกษาต่ำ ใช้แต่แรงงานทำเกษตร  จะไม่ใช่ตัวเลือกทางการเกษตรในอนาคต เพราะผลผลิตก็จะได้แบบเดิมๆ ที่ไม่ได้เพิ่มเติมอะไรไปแข่งกับคนอื่นได้เลย  เป็นผลผลิตที่คุณภาพต่ำ ที่โดนกดราคา ทำแทบตายก็ไม่รวยขึ้นเลย  และเทคโนโลยีทางการเกษตร ก็เป็นอาชีพ ที่ยังต้องพัฒนาอีกมาก เพราะเราต้องเข้าสู่สังคมเกษตร ที่ไร้แรงงาน ในอนาคต เทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยเราก้าวไปได้ไกล  เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อแข่งขันทางการตลอดได้มากขึ้น  ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตร ที่อุดมสมบูรณ์ มีทรัพยากรที่ดี ขาดแต่นวตกรรมที่ดี เพื่อให้เราแข่งกันญี่ปุ่น, จีน  หรือประเทศอื่นๆได้มากขึ้น 


    - อาชีพที่เป็นบริการส่วนตัว จะมีมากขึ้น ไม่ใช่แค่บริการส่งอาหารถึงบ้าน หรือส่งพัสดุจาก ประตูสู่ประตู หรือบริการรถรับส่งส่วนตัว อะไรที่ลดการเข้าสังคมหรือ บริการสาธารณะ จะมาใช้บริการที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น  คนจำนวนหนึ่งจะไม่ต้องการกลับเข้าสู่สังคม หรือที่สาธารณะ ที่เสี่ยงต่อการติดโรค หรือ ต้องทำการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งตนเองรู้สึกไม่สะดวกใจ  จะมาใช้บริการส่วนนี้แทน  

    เช่น การไปนวดที่เคยไปต้องไปนวดที่ร้านนวด หรือสปา จากเดิมก็มีความเป็นส่วนตัวระดับหนึ่ง แต่การต้องใกล้ชิดกันมาก จะทำให้บริการส่วนนี้มีความเป็นส่วนตัวยิ่งมากขึ้น รู้สึกว่าของทุกอย่างไม่มีการใช้ร่วมกับคนอื่น   รวมถึงบริการตัดผม ไม่ใช่แค่ลดลูกค้าเข้าร้าน หรือ ห้ามลูกค้ามานั่งรอเป็นกลุ่มกันนานๆ แต่จะมีการจัดโซนที่เป็นส่วนตัวขึ้น เพื่อลดความรู้สึกกังวลของลูกค้าว่า มาเจอคนเยอะๆแล้วจะติดเชื้อจากคนอื่นไหม  ขอความเป็นส่วนตัวดีกว่า จะได้สบายใจ  รวมถึงการให้บริการตัดผม ทำผมถึงบ้าน ก็อาจจะมีคนสนใจมากขึ้น


    - อาชีพใหม่อีกอย่างก็คือ ที่ทุกวันนี้เริ่มเห็นมากขึ้นคือ บริการฆ่าเชื้อโรค หรือ ทำความสะอาด เพราะคนเราต้องการความสะอาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่ กวาดถูกธรรมดา แต่ต้องฆ่าเชื้อโรคด้วย ธุรกิจที่เห็นมาแรงในช่วงนี้คือ การรับพ่นยาฆ่าเชื้อโรค  

    ตอนนี้คนอยู่บ้าน ก็ใช้บริการฆ่าเชื้อโรคตามบ้าน ถือว่ายังเป็นลูกค้ารายย่อย แต่ต่อไป บริษัท ห้าง ร้านกลับมาเปิดกันมากขึ้น องค์กรใหญ่ๆกลับมาเปิดมากขึ้น ก็จะต้องการบริการส่วนนี้กันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ไปพ้นยาฆ่าเชื้ออย่างเดียว แต่ต้องไปทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ เช็ดประตู เก้าอี้ ฆ่าเชื้อโรคทั้งออฟฟิต สำนักงาน ร้านค้า อาคาร ตึกสูง   อบหรือฉายแสงยูวี ฆ่าเชื้อโรคสิ่งของต่างๆให้ด้วย  ต้องทำให้คนที่กลับมาทำงานรวมกัน สบายใจว่า ปลอดเชื้อโรคแล้ว 




    6. การเว้นช่องว่างทางสังคม  หรือ โซเชียล ดิสแทนซิ่ง "Social Distancing"  พฤติกรรมนี้ เราจะถูกบังคับให้ทำต่อไป จนกว่าจะมียารักษาโรคโควิด-19 ได้ 


    การไปนั่งกินข้าวร่วมกัน บนโต๊ะเดียวกันเป็นกลุ่มจะโดนห้าม ร้านอาหารเปิดได้ แต่ต้องต่างคนต่างนั่ง แล้วนั่งได้โต๊ะละ 1 คนเท่านั้น จะลากเก้าอี้ มานั่งด้วยกัน กินข้าวร่วมกัน คุยกัน ทำไม่ได้ ( กลับไปทำที่บ้าน )  

    การจะชวนเพื่อนไปเป็นกลุ่มนั่งเล่น นั่งทำกิจกรรต่างๆ จะโดนห้าม หรือ บางคนก็กลัวไวรัส ก็จะไม่ไปร่วม  การตั้งวงกินเหล้า สังสรรค์เฮฮา สนุกสนาน ในที่สาธารณะ จะยังโดนห้ามไปอีกสักระยะ ( อาจจะถึงสิ้นปี ) 

    การเรียนหนังสือ ห้องที่เคยเต็มไปด้วยนักเรียน เกิน 50 คน จะดูแออัดเกินไป จะต้องลดปริมาณนักเรียนลง ให้นั่งโต๊ะห่างกัน ( นั่งเรียนเหมือนนั่งทำข้อสอบ ) จะหันไปยืมยางลบ ดินสอเพื่อนโต๊ะข้างๆ ทำไม่ได้ มันไกลไป การเชียร์กีฬา จะไม่ถูกจัดขึ้นในปีนี้ กีฬาสี ปีนี้โรงเรียนต้องคิดหนัก จะจัดหรือไม่จัด จะจัดยังไงให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม


    การขึ้นรถสาธารณะ จะต้องมีการเว้นที่นั่ง เพื่อเว้นระยะห่าง ปริมาณคนบนรถเมล์จะแน่นเต็มรถเหมือนดังเก่าไม่ได้  นั่นเป็นผลทำให้เหมือนเรานั่งรถสบายขึ้น คนไม่แออัด  แต่ถ้าเราเป็นคนรอรถเมล์ เราจะไปทำงานสายขึ้น เพราะรถที่ผ่านมาเต็มแล้ว จะไม่สามารถรับคนเพิ่มขึ้นได้อีก ทำให้ต้องรอรถเมล์นานขึ้นกว่าเดิม กว่าจะได้เดินทาง ใช้เวลามากขึ้น เสียเวลากับการเว้นระยะห่าง นานขึ้น


    ถ้าเราโดนการเว้นระยะห่างทางสังคม บีบบังคับให้ห่างบ่อยๆ เช่นการขึ้นลิฟต์ที่จะรวมกันเต็มลิฟต์ ก็ทำไม่ได้ดังเก่า ขึ้นได้แค่ครั้งละ 4-5 คนเท่านั้น ทั้งที่เคยขึ้นได้ 10 คน การเคลื่อนที่ของเราก็จะช้าลง การใช้ขนส่ง หรือบริการสาธารณะต่างๆจะช้าลง เพราะมัวแต่เสียเวลากับการเว้นระยะห่าง  จะทำให้เราเหมือนถูกบังคับให้เปลี่ยนพฤติกรรม มากขึ้น 

    ถ้าไม่อยากเสียวเวลากับการรอลิฟต์ที่นานขึ้น เราอาจจะยอมเดินขึ้นลง หรือเปลี่ยนเวลาไปทำงาน หรือ ทำงานที่บ้านเลยดีกว่า ไม่อยากเสียเวลากับการเดินทาง 


    พฤิตกรรมหลายๆอย่าง เมื่อมีการบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเราสามารถปรับตัวได้ เราก็อยู่กับสังคมรูปแบบใหม่ได้  แต่ถ้าเรารับไม่ได้  เราก็จะสร้างวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้เราสามารถหาวิธีไปใช้ชีวิตในแบบที่เราคุ้นเคยได้ เราคงได้เห็นอะไรแปลกๆในอนาคต ที่เราไม่เคยคิดว่าตนเองจะทำได้ หรือ ไม่คิดว่าคนอืื่นเขาจะทำกัน  นวตกรรมใหม่ๆอาจจะเกิดขึ้น  คงมีอะไรแปลกใหม่เกิดขึ้น จากการที่เราต้องอยู่ในสังคมที่ต้องเว้นระยะห่างนี้แน่นอน  

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in