ไดอารี่ของฉันhui
หน้ากากอนามัย2
  • รอบแรกไปเดินหาซื้อต้นเดือน ก.พ. กล่องละ 500 ก็ว่าน่าตกใจแล้ว ต้นเดือน มี.ค. ไปเดินหาซื้ออีกรอบ ตกใจยิ่งกว่า เพราะปาเข้าไปกล่องละ 900 บาทแล้ว ที่คลองถม


    ความแตกต่างระหว่าง รอบแรก กับ รอบสอง ก็คือ ไปเดินหาซื้อรอบแรก ได้อย่างบาง หนา 1 ชั้น มา ตกใบละ 7 บาท ,  หนา 2 ชั้น ใบละ 8-10 บาท  กล่องละ 400-500 บาท แต่คราวนี้ไปเดินหาซื้อ เจอหนา 4 ชั้น อย่างดีหน่อย เมดอินเวียดนาม ตกใบละ 18-20 บาท กล่องละ 900-1,000 บาท แต่ซื้อหลายกล่อง ก็ต่อรองราคาได้กล่องละ 850 บาท 


    เวลาสินค้าเข้าคลองถม ทุกเจ้าจะขายเหมือนๆกันหมด เหมือนคนส่งสินค้ารับมาจากทีเดียวกัน แล้วก็กระจายไปทั่วคลองถม ทำให้เดินไปดูเจ้าไหน ก็ขายยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ตอนนี้มา 4 ชั้น ทุกเจ้าก็หนา 4 ชั้นหมด จะหาแบบ หนา 2-3 ชั้น ก็หาไม่เจอ แล้วราคาก็ใกล้เคียงกัน ขึ้นอยู่กับการต่อรองราคา ว่าจะต่อเจ้าไหนได้ถูกลงมาบ้าง



    ส่วนหน้ากากผ้า เดือน ม.ค. ที่ไปเดินดู แต่ไม่เอา สีขาวพื้นๆ ยังอยู่ที่อันละ 5 บาท พอ ก.พ.ไปเดินดู แบบมีลวดลายหน่อย อยู่ที่ราคา 10-15 บาท สำเพ็งมีขายทุกเจ้าเลย ไม่ได้ขาดแคลนอะไร พอเดือน มี.ค. ไปเดินดูอีกที กลายเป็นว่า สีพื้นที่ไม่เคยสนใจ อัพราคากลายเป็น 20- 25 บาทแล้ว สีขาว-ดำ-เทา ยอดนิยม ราคา 25 บาท ส่วนสีเขียว แดง เหลือง ที่ไม่นิยม ราคา 20 บาท พวกลวดลายปรับราคาไปที่ 30 บาทเรียบร้อยแล้ว  ดังนั้น ถ้าไปตามร้านค้าปลีก ย่อมปรับราคาขึ้นไปอันละ 40-50 บาท ได้อย่างไม่น่าแปลกใจ

    เพียงเพราะหน้ากากอนามัยขาดแคลน รัฐออกมารณรงค์ให้ใช้หน้ากากผ้าแทนก็ได้ ทำให้หน้ากากผ้าที่สำเพ็ง ปรับราคาสูงขึ้นทันที ของก็ไม่ได้ขาดแคลนนะ มีขายทั่วสำเพ็งเลย แต่ราคาปรับขึ้นไปมาก 

    ฉันยังรู้สึกเสียดายเลย เดือนที่แล้ว ดันไม่เหลียวแล ใครจะไปคิดว่า เพียงแค่ข้ามเดือน ราคาจะถีบตัวสูงขึ้นได้ขนาดนี้ 

    แล้วที่น่าเจ็บใจกว่าคือ ฉันซื้อหน้ากากอนามัย เมคอิน เวียดนามมา แต่ว่ามีคนส่งรูปให้ฉันดูว่า มีหน้ากากอนามัย หนา 3 ชั้น เมดอินไทยแลนด์ ขายที่ฮ่องกง ในราคา 298 HKD (หรือ ราวๆ 1,200 บาทไทย) 


      
    หน้ากากอนามัยหนา 5 ชั้น อันละ 45 บาท ก็แพงเกิน  ถ้าราคาส่งเริ่มต้นที่ 45 บาท ราคาปลีกจะปาเข้าไปอันละ 60-70 บาท ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก 

    เดินหาซื้อว่าร้านไหนขายก็ว่ายากแล้วนะ เจอราคาขาย ต้องมาคิดทำใจว่าจะซื้อดีหรือเปล่าอีก ไม่ซื้อก็ไม่มีใช้ จะซื้อก็รู้สึกว่าแพงเกินรับได้  แต่จะให้ไปต่อคิวซื้อของรัฐอันละ 2.50 บาท  นั่งรถไปก็ไกล เสียเวลาต่อคิวนานก็นาน ได้มาแค่ 4 อัน มันพอใช้ทีไหน เสียเวลาเปล่าประโยชน์ แค่ 10 บาทกับเวลาเป็นชั่วโมงๆ ไม่คุ้มกันเลย 


    ตอนนี้ไวรัสโคโรน่า หรือ โรคโควิด19 ระบาดทั่วโลกแล้ว และ ระบาดทั่วประเทศด้วย โรคมันไม่ได้อยู่แค่ สนามบินในกรุงเทพ แต่กระจายไปตามต่างจังหวัดก็เยอะ ความจำเป็นใช้ จึงมีมาก หน้ากากผ้า กันเชื้อโรคไม่ได้ แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรกันเลย  หน้ากากอนามัย กันได้ดี แต่ว่าใช้แล้วก็ต้องทิ้ง สิ้นเปลืองมาก กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างไม่น่าเชื่อ

    อันที่จริงประเทศไทย เชื้อน่าจะระบาดหนักไปแล้ว เพราะรัฐได้แค่ตั้งรับ ตรวจเฉพาะคนที่เป็นไข้ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ไอ จาม และมาจากประเทศที่เสี่ยง  ถ้าเราปรกติดี แล้วอยากตรวจบ้าง ทางโรงพยาบาลจะปฎิเสธ ไม่ยอมตรวจให้ เพราะอ้างว่า อุปกรณ์และชุดน้ำยาในการตรวจมีน้อย มีจำกัด ไม่สามารถตรวจให้กับทุกคนได้ แม้เราจะยอมจ่ายตังค์ค่าตรวจเองก็ตาม  มันเป็นเรื่องน่าเศร้าของประเทศเสียจริง

    แต่ที่โชคดีก็คือ ประเทศไทย ตอนนี้ร้อนมาก แล้งมากด้วย เชื้อโคโรน่าตัวนี้ มีข้อเสียก็คือ ไม่ได้แพร่ หรือ ขยายพันธ์ได้ดีนัก ในเขตอากาศร้อน ทำให้โอกาสเสี่ยงที่จะติด จึงยากกว่าประเทศหนาว แต่ใช่ว่าจะไม่แพร่เลยนะ เพียงแต่โอกาสเสี่ยงน้อยกว่า แต่ก็ประมาทไม่ได้ 

    เราเพียงแค่ใช้ชีวิตประจำวันของเราตามเดิม เพิ่มเติมก็คือ ระวังตนเองอย่าให้ป่วย นอนให้เต็มอิ่ม ทานอาหารให้เพียงพอ และมีเวลาว่างก็ออกกำลังกายด้วย เพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกาย อย่าเอาตนเองไปที่เสี่ยงโรคเป็นพอ





    แต่ในวิกฤต มักจะมีโอกาสเสมอ  ในขณะที่หลายธุรกิจ กำลังประสบปัญหา จนตอนนี้แทบจะสงสัยว่า อะไรไม่กระทบบ้าง เพราะไม่ใช่แค่ธุรกิจท่องเที่ยวเท่านั้น ลามไปถึงวงการกีฬา บันเทิง แฟชั่น เหมือนโดนกันหมด  อะไรที่เกี่ยวข้องกับคน กระทบไปหมด

    แต่ธุรกิจสื่อสาร อินเตอร์เน็ต สื่อมวลชน กลับรุ่งเรือง คนติดตามข่าวสารกันมาก นิเทศก็เหมือนจะบูมอีกครั้ง วงการข่าว ก็ทำงานหนักไม่แพ้หมอ  คนที่พร้อมจะเสี่ยงตายในทุกสถานการณ์ คงจะเป็นนักข่าว  มีสงครามนักข่าวก็ไปทำข่าวที่สนามรบกับทหาร   มีไวรัสนักข่าวก็ต้องไปทำข่าวในโรงพยาบาล พร้อมเสี่ยงตายไปพร้อมกับหมอ  รวมถึงอาชีพช่างภาพ ที่ต้องถ่ายภาพควบคู่กับการทำข่าวด้วย   

    รูปแบบการสื่อสารยุคนี้ คนไม่ได้ติดตามเนื้อหาในหนังสือพิมพ์ หรือทีวี เหมือนแต่ก่อน แต่คนก็ยังเสพเนื้อหาข่าว เหมือนเดิม แค่เพิ่มเติมคือเปลี่ยนช่องทางเท่านั้นเอง  รูปแบบเปลี่ยนไป แต่เนื้อหาไม่เคยเปลี่ยน  ยิ่งเหตุการณ์หนักเท่าไหร่ คนยิ่งติดตามข่าวมากเท่านั้น  สื่อมวลชนก็ตามติดแทบทุกข่าว  สำนักข่าวน่าจะทำกำไรได้ดีในช่วงนี้ 

    แล้วก็ช่องทางในการเสพข่าว ก็คือ อินเตอร์เน็ต ดังนั้น ช่วงนี้ก็ใช้เน็ตกันกระจาย โทรศัพท์มือถือ ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้  ไม่มีเน็ตเล่นก็เหมือนปิดประตูข่าวสาร ไม่รับรู้โลกอะไรเลย 


    อนาคต สิ่งที่คนรอคอย ก็คือ การได้กลับมาใช้ชีวิตในโลกกว้างอีกครั้ง  โอลิมปิค เป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ ที่ญี่ปุ่น กำลังคิดหนักว่าจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง  เพราะถ้าโควิด19 หายหมดทันในฤดูร้อน ในช่วงโอลิมปิค ถ้าประกาศว่าควบคุมได้หมด สามารถออกมารวมตัวกันได้  จะเป็นการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ เพราะหลายคนไม่ได้ออกจากบ้านเลย ไม่ได้เดินทาง (ใจจะขาดอยู่แล้ว) พร้อมที่จะก้าวสู่โอลิมปิคแน่นอน  เงินสะพัด ชีวิตสดใส ได้ร่าเริงอีกครั้ง  

    แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมโควิด19ได้  หายนะครั้งยิ่งใหญ่ก็คงเป็นโอลิมปิกเนี่ยแหละ เพราะลงทุนกันไปมาก และรอคอยกันมานาน ถ้ามันเหงาหงอย ชีวิตก็คงไม่เหลืออะไรแล้ว 


    การกลับมาของนักท่องเที่ยว จะเหมือนคลื่นสินามิ กันเลยทีเดียว เพราะหลายๆคนได้ออกจากบ้านพร้อมกัน ก็จะกลับมาเดินทางอีกครั้ง เหมือนไม่เคยเดินทางมาก่อน  ร้านค้าที่ทนรอ การกลับมาไม่ไหว จะตายก่อน จะเหลือแค่ร้านค้าที่อยู่รอด รอนักท่องเที่ยว งานนี้ก็จะรับเงินกันไม่หวาดไม่ไหว ทำงานกันไม่ทันเลย  แต่ว่า วันนั้นยังมาไม่ถึง  วันนี้ก็เหมือนน้ำแล้ง ใจจะขาดอยู่แล้ว  ทำได้แค่รอให้ทุกอย่างดีขึ้น ดิ้นมากไปก็เหมือน ปลาที่แล้งน้ำ ดิ้นจนเหนื่อยตาย  หรือไม่ก็ต้องหาน้ำบ่อใหม่ให้เจอก่อนตาย 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in