ไดอารี่ของฉันatcha
ขอวีซ่าอังกฤษ
  • เช้านี้ฉันพริ้นหน้าสมุดบัญชีใหม่อีกรอบ เมื่อวานนี้ฉันพริ้นออกมาแล้ว 6 เดือน แต่เมื่อคืนพี่สาวช่วยเพิ่มเงินลงในบัญชีให้ ทำให้ต้องมาปรับรายการใหม่ พิมพ์อัพเดทรายการล่าสุดลงในสมุดบัญชีออมทรัพย์ที่จะไปยื่นวันนี้ด้วย ทำให้ออกจากบ้านสาย

    แล้วก็แวะไปธนาคาร เพื่อปรับบุคส์แบงค์ตัวจริง วันที่ล่าสุดในสมุดของฉันอยู่ที่ปี 2013  ไม่เคยไปปรับสมุดนานมาก ฉันเข้าเครื่องปรับสมุดอัตโนมัติ เครื่องพริ้นแค่ของเดือนนี้ให้ ก่อนหน้านี้ไม่พริ้นให้  ( แต่ฉันพริ้นรายการเองใน อินเตอร์เน็ต ย้อนหลังได้ถึง 6 เดือน แต่หน้าสมุดปรับให้แค่เดือนเดียว ) เพราะไกด์แจ้งว่าให้นำสมุดบัญชีตัวจริงไปเผื่อด้วย เผื่อเจ้าหน้าที่ต้องการดูตัวจริง จึงต้องมาอัพให้ตรงกับใบรายการที่พิมพ์ไป ให้เป็นตัวเลขเดียวกับสมุด

    พี่สาวฉันโทรตาม ฉันก็บอกว่ากำลังไป พอดูนาฬิกา ฉันออกจากบ้าน 9 โมง 5 นาที แวะธนาคารปรับสมุดแล้วก็นั่งวินมอไซด์ไปบ้านพี่สาวเลย ถึง 9.20 น. สายไป 20 นาที โดนบ่นน่าดู ผิดนัดไม่ตรงเวลา แสดงถึงความรับผิดชอบที่ยังไม่ดีพอ เหมือนสอบความสามารถไม่ผ่านยังไงอย่างนั้นเลย 


    พี่เขยขับรถไปแต่แวะจอดที่ดิวตี้ฟรี แล้วนั่งBTSไปลงสถานีนานา  ฉันมีโอกาสได้คุยกับพี่สาวถึงได้รู้ที่มาของตั๋วเที่ยว อังกฤษ ว่ามาจากยอดช๊อปปิ้ง ซื้อของที่ คิงพาว์เวอร์  2 ล้าน ถึงได้ ตั๋ว 1 ใบ คนที่ได้ตั๋ว 5 ใบ แสดงว่าเขาช๊อปทีี่คิงพาว์เวอร์ ยอด 10 ล้านนะ มีตั๋วเหลือมาขายคนอื่นได้

    แล้วบางคนยอมทิ้งตั๋วเที่ยวอังกฤษ ที่มึมูลค่าเหยียบแสน ราคา98,900 บาท เพียงเพราะว่า ทัวร์ขอพาสปอร์ตเก็บไว้ ประมาณ 1 เดือน  ทางสถานฑูตอังกฤษ ต้องเก็บพาสปอร์ตไว้ตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์ ทางทัวร์รวบรวมเอกสาร เพื่อส่งสถานฑูล ขอไว้อีัก1 สัปดาห์ และหลังจากได้พาสปอร์ตก็เก็บไว้ต่อ จนถึงเวลาเดินทาง

    บางคนเขาต้องเดินทางบ่อย และไม่สามารถจะให้ทางทัวร์เอาพาสปอร์ตไปดองไว้ร่วมเดือนได้ จึงขายตั๋วทิ้ง ก็เป็นที่มาของตั๋วราคาถูกที่ฉันได้มา  พี่เขยของฉัน ยอมจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 10,200 บาท ( ถ้าจำตัวเลขไม่ผิดนะ)  เพียงเพื่อให้ได้พาสปอร์ตคืนเร็วขึ้น จาก 15 วันเหลือ 3-5 วัน  ก็ไม่น่าเชื่อว่าพาสปอร์ตสำหรับบางคน มีค่ามากกว่าเงินหมื่นเงินแสน เพราะเขาคงเอาไปทำงานได้มากกว่านี้ 

    เวลาเจอตัวเลขคนรวยคุยกัน ฉันมองไม่ขึ้นเลย ในสายตาคนจน ต่อให้ฉันไม่ใส่เครื่องประดับอะไรเลย แต่งตัวธรรมดา เขาก็ยังดูฉันมีตังค์  แต่ในสายตาคนรวยแล้ว ต่อให้ใส่ทอง แต่งตัวเต็มที่ ก็ยังดูจนอยู่ดี  พี่สาวฉันบอกว่า เขาแยกคนรวย คนจนออก โดยดูที่การตัดสินใจ และคำพูด ความฉลาดในการแก้ปัญหา ไม่ใช่การแต่งตัว

    บางคนถึงจะแต่งตัวเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง ทำตัวดูจนๆ แต่พูดจาที ก็รู้ว่าคนๆนี้ไม่จน  คนรวย กลบยังไงก็ไม่มิด คนจนอวดยังไงก็ไม่รวย ออร่า ลักษณะบุคลิคคนต่างกัน ความคิด ทัศนคติ การพูดจะเป็นตัวฟ้องที่ดี

    เรียกว่าในสายตาคนรวยแล้ว ฉันดูไม่ขึ้นเอาซะเลย ความคิดก็ไม่ผ่าน การแก้ปัญหาก็ยังไม่ผ่าน วิธีคิด ยิ่งไม่ผ่านใหญ่  ถึงแม้ใจก็อยากจะรวยนะ แต่เจอคนรวยแล้ว เขาก็อาจจะมองเรายังไม่ขึ้น ไม่สะดุดตามากพอจะ เชิญชวนให้ร่วมธุรกิจด้วย เป็นได้อย่างมากก็ลูกน้อง ลูกจ้างเขา 

    ทริปที่ฉันกำลังจะไปกับพี่สาวในครั้งนี้ เรียกได้ว่าเป็น ทริปVIP ระดับลูกค้ามีกะตังค์ทั้งนั้น (ซื้อกันเป็นล้านไม่มีกะตังค์ได้อย่างไร)   ยกเว้นบางคนที่อาจจะบุญหล่นทับ แบบฉัน หรือว่า เป็นลูกค้าที่เขาไปขายทัวร์ให้ในราคาถูกก็เป็นได้   ทัวร์นี้ กินหรูอยู่สบายแน่นอน 



    แล้วปัญหาของฉัน ที่ต้องใส่ตัวเลขอัพบุคส์ เพราะฉันก็ดันโง่ไม่รู้เรื่องจริงๆ  ว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ในสมุดบัญชีถึงจะไปเที่ยวอังกฤษได้  ที่ต้องมาเร่งใส่ตัวเลขลงไป ในเอกสารที่ต้องยื่น มีสมุดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ย้อนหลัง 6 เดือน เขาไม่ต้องการกระแสรายวัน  พี่สาวบอกฉันว่าไม่ต้องเอาเล่มที่หมุนเวียนมา เอาเล่มเงินฝากมา ฉันก็ไม่ค่อยมีเงินจะฝาก ก็เอาเล่มที่หมุนเวียนน้อยหน่อย สำหรับจ่ายค่าน้ำไฟพอแล้ว ตัวเลขที่อยู่ล่าสุดในบัญชีมีแค่ 5พัน ซึ่งทางไกด์แจ้งมาว่าไม่น่าผ่าน  พี่สาวฉันถึงได้ช่วยเติมเงินให้ผ่าน ขึ้นมา 4-5 แสน ให้สามารถส่งการเงินผ่าน 

    ข้อนี้แหละที่ฉันโง่ ไม่รู้จริงๆ ไม่ศึกษาอะไรเลย ว่าการยื่นบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน สำหรับธนาคารในการขอบัตรเครดิต กับ สถานฑูต ต่างกัน  การขอบัตรเครดิต ต้องการเงินหมุนจำนวนมาก กระแสเงินหมุนเวียนคล่อง มีเงินเข้าออกบ่อยๆ ดังนั้น ตัวเลขเงินคงเหลือ ไม่จำเป็นต้องมากก็ได้ แต่ว่าเงินรวมในการหมุนเวียนต่อเดือน ต้องมาก ซึ่งตอนไปขอบัตรเครดิตฉันก็ผ่านนะ ทำวงเงินหมุนเวียนได้ 3-4 แสนต่อเดือน  แต่สมุดเงินฝาก ที่จะไปขอวีซ่า ต้องมีเงินเย็น เงินนอน ฝากแบบไม่หมุนเวียน เข้าอย่างเดียวไม่ต้องออก ประมาณ หลักแสนเช่นกัน ซึ่งฉันไม่มีเงินเย็นมากพอขนาดนั้น ( แค่เงินเที่ยวยังจะไม่มีเลย )
    พี่สาวเลยต้องมาช่วยไง ซึ่งฉันดันไม่รู้ตัวว่า ตนเองพลาดในจุดนี้  ซึ่งอาจจะทำให้อดเที่ยวเพราะขอวีซ่าไม่ผ่าน 



    การเดินทางไปขอวีซ่า เริ่มจากสถานีรถไฟฟ้านานา ลงทางฝั่งประตู 3 เพื่อไปยัง สุขุมวิท ซอย 13 เดินเข้าไปในซอย ไม่ลึกมาก จะเจออาคารตึก เทรนดี้ ซึ่งถ้ามองเข้าไปจะเห็น ร้านกาแฟ tom n toms อยู่ตรงกลาง ตรงกับประตูพอดี ซึ่งเป็นจุดนัดหมาย ที่ไกด์ส่งคนมารอรับเอกสาร ที่ส่งให้ไกด์ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งทางไกด์ได้ทำการจองคิวในการยื่นขอวีซ่าให้เรียบร้อยแล้ว 

    ฉันไปรับเอกสารจากเจ้าหน้าที่ที่นัดหมายเอาไว้ เขาส่งเอกสารที่เราจะต้องไปยื่นเอง คืนมา ซึ่งไกด์ได้ทำการกรอกข้อมูล เตรียมทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้ว ของฉันแค่เปลี่ยนเอกสารการเงินของเก่าที่ไม่น่าจะผ่านออก แล้วใส่ของใหม่ไปแทน แล้วก็เซ็นชื่อ ตามจุดที่เขาได้กากบาทไว้ให้ 

    ในการยื่ีนขอวีซ่าจะต้องเสียเงินค่าสแกนเอกสาร 460 บาท ซึ่งทางทัวร์ได้เตรียมเงินจำนวนนี้ให้เราทำการชำระเอง แล้วต้องเอาใบเสร็จรับเงินกลับไปคืนเจ้าหน้าที่ทัวร์ เพื่อที่เขาจะเอายื่นกับบริษัทเป็นหลักฐานทางการเงินอีกที 

    ทางทัวร์ไม่ได้ขึ้นไปด้านบนกับเรา คือ เราต้องไปยื่นด้วยตนเอง โดยถือเอกสารตนเอง ขึ้นไปชั้น 28 โดยเขาได้แจ้งเตือนให้เราปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนขึ้นไปด้วย เมื่อลิฟท์ไปถึงด้านบน ตั้งแต่ออกนอกลิฟท์ไป ก็เจอด้านรักษาความปลอดภัยก่อนเข้าไปยัง  ศูนย์รับเรื่องขอวีซ่าอังกฤษ ที่จะต้องวางกระเป๋าและโทรศัพท์ในตะกร้าให้ตรวจ แล้วคนเดินผ่านประตูป้องกันโลหะ  ผ่านเครื่องสแกนความปลอดภัยก่อนเข้าด้านใน

    เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะเจอเคาน์เตอร์ด้านแรก ส่งเอกสารทั้งหมดให้เขา เมื่อเขาเช็คแล้วก็จะให้เราไปเข้าคิวอีกมุมหนึ่ง เพื่อตรวจเช็คเอกสาร  ตรงจุดนี้ จะต้องเขียนชื่อ ที่อยู่ตนเอง เป็นภาษาอังกฤษอีกครั้ง ในใบอะไรจำชื่อไม่ได้แล้ว แล้วเจ้าหน้าที่ก๋็จะสอบถามเล็กน้อย ว่าขอวีซ่า 6 เดือนใช่ไหม คือ ฉันก็ไม่รู้ทัวร์ขอวีซ่าอะไรให้ ก็ตอบ ค่ะๆ อย่างเดียว ถามอะไรมา ตอบ ค่ะหมดเลย  เจ้าหน้าที่ก็จะถามไปเที่ยวหรอคะ ก็ตอบค่ะ บัญชีการเงินของตนเองใช่ไหม ก็ตอบ ค่ะ ถามอยู่หลายคำถาม ฉันตอบ ค่ะ หมด แต่ไม่มีการขอดูสมุดบัญชีตัวจริง จึงไม่ได้ยื่นให้ดู ที่เตรียมมาเผื่อไว้จึงไม่ได้ใช้ แสดงว่าการเงินของฉันน่าจะผ่านแล้วมั้ง 

    หลังจากตรวจเอกสาร เจ้าหน้าที่เขียนอะไรก็ไม่รู้แนบมาด้วย ประมาณว่าเช็คแล้วมั้ง  ให้กลับไปยื่นเคาน์เตอร์แรกอีกครั้ง ซึี่งเขาจะแจกบัตรคิวให้เข้าไปสแกนเอกสารข้างใน  ประตูทางเข้าจะมียามเฝ้าประตูอีกที แต่ก็ไม่ได้ตรวจอะไร แค่ยืนเฉยๆ แต่จะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อมีบัตรคิวแล้วเท่านั้น 

    เมื่อเข้าไปในห้อง ก็นั่งรอเรียกตามคิว เพื่อยื่นเอกสารที่จะทำการสแกน โดยเจ้าหน้าที่จะสอบถามว่า ต้องรีบใช้พาสปอร์ตไหม เพราะต้องเก็บไว้ตรวจประมาณ 15 วัน    ต้องการให้แจ้งsms ว่าพาสปอร์ตผ่านหรือเปล่า ให้มารับวีซ่าเมื่อไหร่ ถึงถ้าเราต้องการด่วน ตรงนี้ก็ต้องจ่ายเพิ่ม ( พี่เขยของฉันยอมจ่ายเพิ่มเพื่อให้ได้พาสปอร์ตคืนเร็วกว่า 15 วัน)  ถ้าต้องการให้แจ้ง sms ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 85 บาท ซึ่งฉันเอาแค่แจ้งเตือนทางsms แต่พาสปอร์ต ตัวแทนจะมารับให้ ไม่ได้มารับเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า ต้องเซ็นมอบอำนาจมาให้ทางตัวแทนด้วย พร้อมกับบัตรประชาชนตัวแทนที่จะมารับ   ฉันต้องจ่ายทั้งหมด 545 บาท มากกว่าเงินที่ทางไกด์ได้มอบให้ 460 ค่าสแกนเอกสาร จ่ายเองอีก 85 บาท ค่าsms ซึ่งไม่เอาก็ได้ แต่ฉันดันบอกว่าเอาไปแล้ว ก็ต้องจ่ายเพิ่มไป

    เสร็จแล้วก็นั่งรอเขาเรียกรับใบเสร็จ  และเอกสารทั้งหมด ที่มายื่น จะส่งคืนให้หมดเลย ซึ่งใบเสร็จตัวนี้ จะต้องเอาไปให้กับเจ้าหน้าที่บริษัททัวร์ ที่จะมารับวีซ่าแทน ส่วนเอกสารตนเอง เอากลับบ้านได้เลย  แต่ยังกลับบ้านไม่ได้    ต้องนั่งรอเรียกคิวอีกครั้ง เพื่อสแกนนิ้วมือและใบหน้า  โดยจะเป็นห้องเล็กๆที่อยู่ในห้องสแกนเอกสารอีกที เป็นห้องที่เข้าได้ทีละ1 คน โดยเมื่อถึงคิวเรียก ก็เข้าห้องไปตามเบอร์ที่ประกาศ boi1 boi2  ประมาณนี้

    พอเข้าไปในห้องเล็ก จะมีเจ้าหน้าที่ ขอรับเอกสารที่ทางเจ้าหน้าที่สแกน บอกว่าให้ส่งให้กับเจ้าหน้าที่สแกนนิ้ว ในกระเป๋าใบเล็ก น่าจะเป็นพาสปอร์ตของเราเองที่เขาจะเอาไว้เช็คว่าตรงกับใบหน้าที่มาหรือเปล่า 

    เจ้าหน้าที่ให้ทำการวางนิ้วมือ 4 นิ้วติดกัน นิ้วชี้-กลาง-นาง-ก้อย บนเครื่องสแกน ที่ละข้าง วางมือขวา เสร็จแล้วก็ต้อง วางมือซ้าย เสร็จแล้วก็วาง หัวแป้งโป้ง ทั้ง 2 นิ้ว พร้อมกัน บนเครื่องสแกน เสร็จแล้วให้ถอดแว่นตา มองกล้องวงจรปิด 2 ตัว ด้านบนเพดาน เสร็จแล้วเขาก็จะเปิดไฟ เพื่อถ่ายรูปหน้า ตรงกล้องที่ตั้งว่างตรงกับตำแหน่งเก้าอี้ที่เรานั่ง โดยถอดแว่นตา และเอาผมทัดหู เพื่อให้เห็นใบหู และเสยผมเพื่อให้เห็นหน้าผากด้วย  แล้วก็เซ็นชื่อบนแทนเซ็นชื่ออีเล็คทรอนิกส์ ให้ตรงกับลายมือในพาสปอร์ต  เป็นอันเสร็จ เดินออกจากห้องได้ 

    ถือเป็นการเสร็จขั้นตอนในการขอวีซ่า ลงไปขั้นล่าง เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่กรุ๊ปทัวร์ได้ โดยเอกสารที่ให้ยื่นทั้งหมดเราเอากลับบ้านได้เลย  ให้แค่ใบเสร็จ ที่ทางทัวร์จะมารับวีซ่าแทนเราแค่นั้นเอง ซึ่งจะได้คืนทั้งวีซ่าและพาสปอร์ต พร้อมกัน 

    เป็นอันเดินทางกลับบ้านได้ ฉันได้แยกกับพี่สาวที่ร้านกาแฟ หลังจากยื่นใบเสร็จให้ทัวร์เรียบร้อย พี่สาวของฉันก็ไปทำงานต่อ ฉันก็กลับไปทำงานเช่นกัน  ไปถึงประมาณ 11 โมงกว่า เที่ยงกว่าเสร็จหมดแล้ว โดยรวมใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 1 ชั่วโมง แค่นั้นเอง  


    ฉันมาดูเอกสารที่รับกลับมาบ้าน ถึงพึ่งรู้ว่าที่ตนเองยื่นไป มีเอกสารของบริษัททัวร์มาด้วย แจ้งรายละเอียดการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์นี้ทั้งหมด 20 คน รวมฉันด้วย โรงแรมที่พัก ที่อยู่ในการเดินทาง หนังสือรับรองการเป็นสปอนเซอร์ ของคิงพาว์เวอร์ การท่องเที่ยวครั้งนี้มีเจ้าภาพจ่ายให้  มีบริษัททัวร์รับผิดชอบการเดินทาง 

    ดังนั้นถือว่าเอกสารของฉันเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย แค่แสดงตัวตนนักท่องเที่ยว ว่ามีใครไปบ้าง หลักฐานยืนยันตนเฉยๆ ไม่น่าเป็นห่วงเลยว่าวีซ่าจะไม่ผ่าน


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in