ไดอารี่ของฉันhui
ติดโควิด4 (ชีวิตในศูนย์พักคอย)
  • ตอนแรกฉันคิดว่าในศูนย์พักคอยจะมีแม่บ้านหรือพนักงานทำความสะอาด แต่เปล่าเลย ไม่มีส่วนกลางเข้ามาดูแลอะไรเลย ทุกคนในศูนย์ต้องดูแลกันเอง ทำความสะอาดกันเอง ช่วยเก็บขยะ ล้างห้องน้ำ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีจิตอาสา ก็โชคดีที่คนในนี้ หลายคนมีน้ำใจ และรักสะอาด บางคนก็ช่วยล้างห้องน้ำ บางคนก็ช่วยเอาถุงขยะที่เต็มไปด้วย กล่องข้าวที่กินแล้ว ไปวางไว้ที่ประตูในตอนเช้า เพราะพยาบาลจะมาเปิดประตูตอนเช้าเอาถุงขยะออกจากห้อง 

    ขยะในห้องส่วนใหญ่จะเป็นเศษผมที่ร่วง เนื่องจากผู้หญิงเยอะ และผมก็ยาว ทำให้เศษผมร่วงเป็นขยะตามพื้น ฉันก็ต้องเอาไม้กวาดมากวาดบริเวณที่พักตนเอง เก็บเศษผมที่ร่วงของตนเอง และกวาดทางเดินส่วนกลาง 

    บางคนมาเป็นครอบครัวเลย ทั้งย่า ยาย แม่ ลูก หลาน จับกลุ่มอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตครอบครัวเหมือนเดิม ยายหลาน นอนด้วยกัน แม่ก็นั่งเลี้ยงลูก ป้อนข้าวลูก เด็กก็วิ่งเล่นไปมา  นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่มีในชีวิต เพราะฉันอยู่คนเดียวมาหลายปีแล้ว  บางคนเอาเสื้อผ้ามาไม่เยอะ กลางวันก็ซักตาก เอาผงซักฟอกมาด้วย แต่อุปกรณ์การกินอยู่ขนมาเพียบ ทั้งหม้อต้มมาม่า ซิอี๋ว น้ำปลา แก้วเยติ  ที่ศูนย์ไม่รับฝากของ ห้ามญาตินำของมาฝาก แต่คนที่เข้ามาอยู่ที่นี่ บางคนรู้จักกัน ญาติกัน ชวนกันมาอยู่ เพื่อนบ้างกัน ทำให้มีการฝากซื้อของจากคนที่กำลังจะเข้ามาอยู่ใหม่ ฝากซื้อมาม่า โจ๊ก น้ำแดง ขนม เข้ามากินในศูนย์ 

    ไม่ใช่ในศูนย์ไม่มีของกินนะ ข้าวเช้า 8 โมง ข้าวเที่ยง 11 โมง ข้าวเย็น บ่าย 3 โมง มีรอบดึก 1 ทุ่มด้วย ฉันอยู่มา 14 วัน มีเพียงแค่ 2 มื้อที่กินข้าวหมดกล่อง นอกนั้นไม่เคยหมดเลย  ตอนแรกไม่รู้รสชาติ เบื่ออาหาร ก็ว่ากินไม่ลง ไม่อร่อย พอตอนหลัง ลิ้นเริ่มกลับมา รู้รสชาติแล้ว ถึงได้รู้ว่า ข้าวจาก รพ.ไม่อร่อย มันจืดมาก ก็กินไม่หมด เพราะไม่อร่อย 



    วันอังคารที่ 17 ส.ค. 64
    อาการของฉันเริ่มดีขึ้น ไม่มีไข้แล้ว อุณหภูมิร่างกายลดลงมาเป็นปรกติ 36.4 องศา หายปวดหัวแล้ว นานๆไอที เริ่มมีเสลดติดคอ ไอมีเสมหะ  มีแรงนิดหน่อย แต่ก็ยังรู้สึกเหนื่อยอยู่ วัดออกซิเจนยังคงได้ 99 หัวใจเต้นประมาณ 100 ลดลงมาหน่อย  ยังคงทานข้าวได้น้อย 

    คุยกับพยาบาลตอนเช้า ฉันขอเกลือแร่ เนื่องจากไม่ค่อยมีแรง  พยาบบอกให้ฉันกินข้าวเยอะ ให้ได้สัก 10 คำ จะได้มีแรง ฉันก็รับคำสั่งสอนจากพยาบาล แต่นึกในใจ ถ้ากินข้าวลงจะขอเกลือแร่ทำไม กินได้ 5 คำก็เก่งแล้ว  ตอนเย็นฉันได้โจ๊กมา 1 ถ้วยกับเกลือแร่ 

    โจ๊กถ้วย จำได้ว่ารสชาติเค็มๆนะ แต่กินไปจืดมาก ไร้กลิ่นโจ๊ก และรสชาติ เหมือนกินอะไรเละๆไม่มีรสชาติ กินได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยก็ทิ้งแล้ว  ได้เกลือแร่มากินก็ยังดี เพราะเตียงข้างๆทักว่าฉันมือสั่นแล้ว 



    วันพุธที่ 18 ส.ค. 64
    ก็ว่าตนเองตัวหายไข้ หายตัวร้อนแล้วนะ แต่วัดอุณหภูมิก็ยังมีขึ้นไป 37 องศา และที่แขน ที่ตัว มีรอยแดงขึ้นมา เหมือนเป็นส่าไข้ เป็นผื่นแดงขึ้นเป็นวงๆ แต่ไม่เยอะเท่าไหร่ แค่ไม่กี่ที่  ไม่ปวดหัว ไม่ตัวร้อนแล้ว เหมือนดีขึ้น เริ่มมีแรงขึ้นมา ยังเหนื่อยอยู่ แต่เหมือนเหนื่อยน้อยลง ไม่มากเท่าก่อนหน้านี้ กินข้าวก็ยังคงกินได้น้อย และไม่รู้รสชาติ



    วันพฤหัสที่ 19 ส.ค. 64
    ฉันสอบถามพยาบาล เรื่องผลการตรวจปอดเมื่อวาน พยาบาลแจ้งว่า มีรอยฝ้าที่ปอดขวานะ มันจะกลายเป็นรอยแผลเป็น อาจจะทำให้มีอาการเหนื่อยต่อไปอีก 2-3 เดือน 

    หลังจากที่กินยาฟาวิฯมาครบแล้ว ฉันรู้สึกว่าตนเองดีขึ้นมาก ความเหนื่อยน้อยลง มีแรงมากขึ้น แล้วไม่เบื่ออาหารแล้ว เริ่มทานได้ แต่ยังไม่รู้รสชาติ และ ไม่ได้กลิ่น 

    อย่างแกงส้ม กินไปเหมือนกินน้ำเปล่าเผ็ดๆมีผัก กลิ่นและรสชาติแกงส้ม ไม่มีเลย เป็นแกงส้มที่ไม่อร่อยเลย รู้แค่ว่าเผ็ดอย่างเดียว


    ทำให้ฉันมาคิดๆได้ว่า ยาไทยแผนโบราณที่ฉันทานไป มันช่วยลดอาการของโรค ไม่ว่าปวดหัว ตัวร้อน ไอ แต่มันไม่ได้ฆ่าเชื้อโควิดเลย ต้องยาฟาวิฯ เท่านั้น ที่ฆ่าเชื้อโควิดได้  ฉันพึ่งได้รับมาทานตอนที่ศูนย์พักคอยฯเนี่ยแหะ ที่ฆ่าเชื้อโควิดในปอด ช่วยลดอาการเหนื่อยหอบลงได้  ตอนที่อยู่บ้าน อนามัยไม่ส่งมาให้ บอกว่าคุณยังไม่เหนื่อย เชื้อยังไม่ลงปอด จึงไม่ได้ส่งยามาให้ การคุยกันทางโทรศัพท์แล้วประเมินอาการ มันผิดพลาด เพราะไม่ได้มาเอ็กเรย์จริง จึงไม่เห็นว่าเชื้อลงปอดหรือเปล่า คุยน้ำเสียงดีหน่อย ก็ว่าอาการไม่หนัก ทั้่งที่จริงๆมันหนักไปแล้ว แต่เพราะแข็งแรงทำให้น้ำเสียงไม่เหนื่อยหอบ พยาบาลจึงเข้าผิด ปอดเสียหายแล้ว เรียกคืนกลับมาไม่ได้ด้วย เป็นรอยโรคไปแล้ว ไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม



    วันศูกร์ที่ 20 ส.ค.64
    ตอนเช้าอาบน้ำ ฉันเริ่มได้กลิ่นสบู่ที่ถูกตัวแล้ว เหมือนจมูกจะเริ่มคืนกลับมา แต่กลิ่นมันไกลมาก กลิ่นจางๆ บางๆ ฉันดีใจมาก ที่เริ่มได้กลิ่นอีกครั้ง

    แต่การทานข้าว กลับไม่มีกลิ่น ไม่มีกลิ่นอาหารที่ทาน ยังไม่รู้รสชาติอาหาร แต่กินข้าวได้ ไม่เหนื่อยมาก และไม่เบื่ออาหารแล้ว เริ่มกลับมาทานได้ตามปรกติ 

    การหายใจ ยังรู้สึกหายใจไม่เต็มปอด ต้องยืดตัวเพื่อสูดลมหายใจลึกๆ ให้อากาศเข้าไปในปอด บางทีก็รู้สึกหายใจไม่อิ่ม ต้องสูดลมแรงๆเข้าหายใจ 

    การเต้นของหัวใจเริ่มลดลงมา 95 ต่ำกว่า 100 แล้ว แต่ถ้าเดินไปมา ก็ขึ้นไป 110  ความดันเริ่มกลับมาปรกติ 90/56 ไม่ต่ำมาก ออกซิเจนปรกติ 99 ร่างกาย เริ่มกลับสู่สภาวะปรกติ ไม่มีอาการอะไรแล้ว



    วันเสาร์ที่ 21 ส.ค. 64
    การกินอาหารเริ่มรับรู้รสชาติแล้ว ลิ้นเริ่มกลับมาแล้ว พอรู้ว่ากินอะไร  บางทีกินไปก็ได้กลิ่น บางทีก็ไม่ได้กลิ่น อาหารจึงอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง 

    เหมือนร่างกายกลับมาปรกติแล้ว เหนื่อยน้อยลง กินข้าวได้  มีแรงมากขึ้น แต่การรับรู้รสชาติและกลิ่นยังไม่ปรกติ การหายใจ ยังต้องยืดตัวเพื่อให้อกขยายรับอากาศมากขึ้น 

    มีคนไข้ที่เข้ามาใหม่ เธอแหกกฎ แอบเปิดหน้าต่าง ฉันก็ถามเธอ ว่าเปิดได้หรอ เธอก็ตอบว่า มันร้อน นอนไม่ได้เลย เธอเปิดกลางคืน แล้วปิดกลางวัน ก็ไม่เห็นพยาบาลจะว่าอะไร  ฉันก็ลองแอบทำบ้าง เปิดหน้าต่างนิดหน่อย  เป็นวันที่ฝนตกด้วย ทำให้อากาศเย็นจากด้านนอกเข้ามาข้างใน  และเป็นคืนแรกตั้งแต่นอนมา ที่เหงื่อไม่แตกท่วมหลัง รู้สึกนอนสบายขึ้น เพราะได้ไอเย็นจากฝนด้านนอก 



    วันอาทิตย์ที่ 22 ส.ค. 64 
    ฉันสมัคร Disney+ นอนดูหนังแล้ว เหมือนร่างกายกลับมาปรกติแล้ว ไม่มีอาการอะไรเลย จึงนอนเล่นดูหนังทั้งวัน  ไม่เบื่ออาหาร ข้าวมากินได้ตามปรกติ ไม่เหนื่อยหอบแล้ว แต่พอรู้รสชาติ จึงทำให้รู้ว่า ข้าวจาก รพ.ไม่อร่อยจืดๆ แล้วเมนูก็เริ่มซ้ำๆเดิมๆ  พอมีเด็กเข้ามาเยอะ อาหารจากเผ็ดๆ ก็เริ่มเป็นอาหารเด็ก จากกระเพราหมูสับ ปลาราดพริก กลายเป็นไข่ต้มบ้าง ไข่เจียวบ้าง แกงจืดเหมือนน้ำเปล่า  รู้รสชาติแล้วนะ แต่ต้มจืด จืดจริงๆ 

    ชีวิตเหมือนเริ่ม กินๆนอนๆ ไม่ป่วยอะไรแล้ว รอแค่ครบกำหนด กลับบ้าน 



    วันจันทร์ที่ 23 ส.ค.64 
    เมื่อวานมีการเอ็กเรย์ปอด ฉันถึงถามพยาบาลตอนเช้า ว่าผลเป็นอย่างไร พยาบาลแจ้งว่า ไม่มีเชื้อใหม่เพิ่ม มีแต่รอยแผลเดิม คุณหมอก็จะไม่มีการจ่ายยาเพิ่ม รอยแผลเดิม มันก็จะเป็นแผลเป็นรอยโรคต่อไป ใช้เวลา 2-3 เดือนในการฟื้นตัวนะ

    ฉันเริ่มรู้สึกตนเองกลับมาปรกติเหมือนเดิมแล้ว มีแรงมากขึ้น เหนื่อยน้อยลง กินข้าวได้ปรกติ ไม่เหนื่อย ไม่เบื่ออาหาร กลิ่นและรสชาติ ยังรับรู้ได้ไม่ดีนัก หัวใจเริ่มกลับสู่สภาวะปรกติ 68 ถ้านั่งเฉยๆนะ แต่ถ้าเดินก็สูงขึ้นมาหน่อย 117 ความดันก็ปรกติ 94/50 

    การแอบเปิดหน้าต่าง ทำให้อากาศถ่ายเทดี ไม่ร้อนมาก ลดเหงื่อลงเยอะ 

    ฉันเตรียมเสื้อผ้าไปเยอะมาก ใส่ได้เกิน 14 วัน แต่หลายตัวใช้ไม่ได้ เพราะเป็นกางเกงขายาว เสื้อยืดเนื้อหนา มันทำให้ยิ่งใส่ยิ่งร้อน กางเกงขาสั้นของฉันมีน้อย เอาไปไม่กี่ตัว ทำให้ต้องใส่ซ้ำ ในขณะที่บางตัวไม่หยิบออกมาใส่เลย  ฉันไม่กล้าซักผ้าเลย เพราะคนอื่นที่เขาเอาเสื้อผ้ามาน้อย เขาขยันซํกขยันตากจนราวตากผ้าเต็มทุกวัน แถมสภาพราวตากผ้า ก็คือ เอาเชือกฟาง มาขึงพาดไปมาระหว่ากำแพงกั้น สภาพราวตากผ้า ฉันเห็นก็รับไม่ได้ ไม่อยากใช้  บางคนขยันถอดผ้าปูเตียงออกมาซักด้วย กะละมังก็ขนมากันเอง เตรียมอุปกรณ์การซักของตนเองมาด้วย 

     
     
    วันอังคารที่ 24 ส.ค.64 
    ฉันนอนดูหนังไปมา ทับแว่นตนเองขาหักไปเรียบร้อย แต่อีกไม่กี่วันฉันก็ได้ออกจากศูนย์พักคอยแล้ว ทำให้ต้องทนใช้แว่นตาสภาพขาหักไปก่อน 

    ช่วงก่อนหน้านี้ ที่กินข้าวไม่ลง ฉันว่า น้ำหนักของฉัน ต้องมีหายไป 5 กิโลแน่นอน แต่การกลับมากินข้าวได้อีกครั้ง แบบไม่เหนื่อย ถ้ากินๆนอนๆ ดูแต่โทรศัพท์ทั้งวัน มันอาจจะทำให้อ้วนได้ พุงที่ยุบไป ก็อาจจะตีกลับ น้ำหนักขึ้นมาได้ ถ้าฉันกินเยอะเกินไป 

    ใจของฉันเริ่มคิดถึงอาหารแล้ว อยากกินน้ำหวาน ไมโล โอวัลติน โออิชิ โค้ก แต่ที่นี่ไม่มีน้ำหวานอะไรให้กินเลย มีแต่นมจืด ยิ่งมีเด็กเข้ามา พยาบาลแจกแต่เด็ก ทำให้ผู้ใหญ่ไม่ได้ขนมหรือนมเลย ครอบครัวที่เอาลูกมา เหมือนได้ของกินเพิ่ม มีมาม่า มีโจ๊ก มีขนม และนมกล่อง 

    ทำให้ฉันคิดว่า ถ้าออกจากศูนย์พักคอยได้ ฉันจะซื้อไมโล โอวัลติน มาบริจาคเลย เพราะวันที่ไม่มีแรง อยากได้น้ำหวาน ไม่มีน้ำหวานให้กินเลย ขอเกลือแร่ พยาบาลก็บ่นให้กินข้าว ตอนที่หายป่วยแล้ว อยากกินอะไรหวานๆ ก็มีแต่น้ำเปล่า ชีวิตไม่มีความหวานเลย ไม่ชื่นใจเลย



    วันที่ 25-26 ส.ค.64 
    ร่างกายปรกติทุกอย่าง เฝ้ารออย่างเดียว เมื่อไหร่จะได้กลับบ้าน ภาวนาขอให้ตนเองอย่าเป็นอะไร เพราะมีเตียงคนแก่ คนหนึ่ง ที่เข้ามา ไม่มีอาการอะไร กินข้าวได้ปรกติ ทั้งที่เชื้อลงปอด ไม่มีอาการอะไร แต่พอครบ 14 วัน จะกลับบ้าน ดันไข้ขึ้น ตัวร้อน ไม่มีแรง กินข้าวไม่ลง แถมท้องเสียด้วย โชคดีที่ฉันไม่ท้องเสียเลย   เธอต้องเข้าห้องน้ำหลายรอบ และไม่เคยทันเลย ขี้ราดใส่กางเกงในทุกครั้ง  จึงไม่ใช่ทุกคนที่ 14 วันแล้วหายกลับบ้านได้ แต่บางคนอาการเริ่มมาหลังจาก 14 วันไปแล้วก็มี ทำให้ต้องอยู่ถึง 20 วัน 

    คนแก่อีก 2 คน อายุประมาณ 60+ ที่ตอนแรกมาก็ดีๆอยู่ แต่อยู่ไปอยู่มา ตัวร้อน ไข้ขึ้น ออกซิเจนต่ำกว่า90 จนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และ นำตัวไป รพ.ราชพิพัฒน์ เพื่อรักษาต่ออีกที 

    ส่วนเด็กและวัยรุ่นแทบไม่มีอาการอะไร บางคนได้กลิ่น กินรู้รส บางคนก็เหนื่อย เบื่ออาหาร แต่อาการไม่หนักเหมือนคนแก่ คนที่อาการน้อยมาก เหมือนไม่เป็นอะไรเลยก็มี คนที่อยู่ๆไป หนักขึ้นก็มี 



    หลังจากผ่านมาได้ ฉันก็ไม่อยากให้ใครเป็น เพราะตอนที่อาการหนัก มันเหนื่อยจริงๆ แล้วกินข้าวไม่อร่อย มันทำให้ความสุขในชีวิตหายไป ความสุขจากการกินไม่มีแล้ว ความอร่อยไม่รู้อยู่ไหน มันเศร้าใจนะ 

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in