ไดอารี่ของฉันhui
ติดโควิด3 (ชีวิตในศูนย์พักคอย)
  • การเข้าไปอยู่ในศูนย์พักคอย เหมือนไปติดคุกแบบสบายๆ กินๆนอนๆ แต่ไม่มีความสุขเลย 

    วันอาทิตย์ที่ 15 ส.ค. 64
    ชีวิตในศูนย์พักคอย ประมาณ 6 โมงเช้า เริ่มมีเสียงคนเดินไปมาแล้ว และ มีเสียง "ติ๊ด" เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย เหมือนกับที่ 7-11 เริ่มดังขึ้น เป็นระยะๆ  ถ้าอยู่บ้าน ฉันยังไม่ตื่นหรอกนะ 6 โมง แต่เสียงรบกวนที่นี่ก็ทำให้หลับต่อไม่ลง เพราะนอกจากเสียงเครื่องวัดอุณหภูมิจะเริ่มดังแล้ว เสียงคนเดินไปมา และเสียงโทรศัพท์ก็ดัง เสียงดูคลิป ดูละครเริ่มมา จนทำให้ไม่สามารถนอนต่อได้ 

    ทุกๆเช้าก่อน 8 โมง คนไข้จะต้องส่งผลการตรวจร่างกายตนเองเข้าไลน์กลุ่ม เพื่อให้พยาบาลตรวจสอบ จะต้องวัดอุณหภูมิร่างกาย วัดออกซิเจนในเลือด และ วัดความดัน พร้อมส่งชื่อเตียงมาด้วย 

    แต่เครื่องวัดที่นี่ ฉันว่ามันไม่ตรงสักอัน เพราะวัดอุณหภูมิร่างกาย มันจะเพี้ยนไปประมาณ 1 องศา เพราะฉันลองเปรียบเทียบมาแล้ว อมปรอทใต้ลิ้น อุณหภูมิร่างกายจะอยู่ประมาณ 37-37.4 องศา แต่ถ้าไปยื่นมือแตะเครื่องเครื่องวัดอุณภูมิร่างกาย ได้ 36.1-36.3 ประมาณนี้ทุกวัน ไม่เคยตัวร้อนเลย 


    วัดเวลาใกล้เคียงกัน ผลที่ได้ออกมาต่างกัน ถ้าเครื่องวัด 36.3 แต่ถ้าอมปรอท 37.2 บอกพยาบาลให้ทราบว่าเครื่องวัดไม่ตรงกัน หายไป 1 องศา พยาบาลบอกว่า เขาก็ใช้เครื่องนี้วัดกันทั้งนั้น ทุกที ถ้าคุณคิดว่าไม่ตรงก็ใช้ปรอทของตนเองวัดก็ได้นะคะ 



    แล้วเครื่องวัดความดัน ฉันก็ว่าไม่ตรง ฉันรู้ตัวว่าเป็นคนความดันปรกติในเกณฑ์ต่ำ 97/58 ประมาณนี้  แต่บางวัน เครื่องวัดความดันที่นี่ ก็แสดงผลที่ต่ำเกินไป ฉันจะต้องวัด 2-3 ครั้ง เพื่อหาตัวเลขที่ดีที่สุด ซึ่งแต่ละครั้ง ความดันไม่เคยตรงกันเลยสักครั้ง  บางวัน ความดันตก 61/42  ฉันเหมือนคนใกล้ช๊อตตายแล้ว มันต่ำเกินจริง ต้องวัดใหม่ ขึ้นมา 79/49  บางวันความดันก็ห่างกันเกินไป  89/34 เลขตัวล่างต่ำกว่า 40 อีก มันอันตรายแล้วนะ ต้องวัดใหม่ ได้ 108/43 จึงไม่รู้ว่า ความดันจริงๆ มันประมาณเท่าไหร่กันแน่




    ในขณะที่ความดันต่ำติดดิน แต่หัวใจกลับเต้นแรงมาก ไม่ต่ำกว่าร้อย ประมาณ 100-130  ถ้าถามว่าทำไมถึงเหนื่อย มันก็เหนื่อยมาจากหัวใจที่ทำงานหนัก นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรก็เต้น 110 เดินไปมา 120-130 ทำไมจะไม่เหนื่อย ใจเต้นแรงมาก กินข้าวยังเหนื่อยเลย  เวลากินข้าวกินไปคำหนึ่งก็ต้องพักเหนื่อยแป๊บนึง ถึงกินคำที่สองต่อได้ กินข้าว 3 คำ เหมือนไปวิ่งมา 1 กิโล โครตเหนื่อยเลย

    ส่วนออกซิเจน วัดยังไงก็ได้ประมาณ 99 ทุกครั้ง ระดับออกซิเจนในเลือด ดีตลอด แม้ว่าจะเหนื่อยมากก็ตาม 




    เวลาประมาณ 8-9 โมง ทุกเช้า พยาบาลจะโทร skype เปิดกล้องคุยกับคนไข้ ไล่ถามทีละเตียง ว่าอาการเป็นอย่างไรบ้างวันนี้ แต่ละคนก็ตอบไป ปวดหัว ตัวร้อน กินข้าวไม่ลง เหนื่อย หรือ ไม่มีอาการอะไรเลย แล้วแต่คน 

    ในศูนย์พักคอย แบ่งโซนหญิงชาย  ฝั่งผู้หญิงมีประมาณ 40 เตียง แต่ไม่ได้เต็มทุกเตียง ผู้หญิงในศูนย์ประมาณ 20-30 คน และมีเด็กเล็กวิ่งไปมาด้วย บางคนมาทั้งครอบครัว ทั่้งแม่ ยาย ลูก หลาน มาหมด มาจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน คุยกัน ใช้ชีวิตครอบครัวเหมือนเดิม 

    ถ้าเราบอกอาการช่วงเช้าว่าเป็นอะไร พยาบาลจะไปรายงานหมอ แล้วหมอจะจ่ายยาให้  ยาจะมาตอนหัวค่ำของวันนั้น ถ้าบอกปวดหัว ตัวร้อน ก็จะได้ยาลดไข้มา บอกว่าไอ ก็ได้ยาน้ำหรือยาเม็ดแก้ไอ


    อาหารมีให้กินวันละ 3-4 มื้อ บางวันก็มีขนมด้วย บางวันก็ไม่มี แล้วแต่คนมาบริจาค แต่ข้าวส่วนใหญ่จะส่งมาจากทางโรงพยาบาลต้นสังกัด ก็คือ รพ.ราชพิพัฒน์  ซึ่งฉันกินข้าวไม่รู้รสชาติ คือ รสชาติไม่ได้บอดไปเลยทีเดียวนะ  เพราะยังรู้รสหวานกับเผ็ด แต่ไม่รู้เค็ม ไม่รู้เปรี้ยว และไม่ได้กลิ่นอะไรเลย จึงกินอะไรก็ไม่อร่อย ทานไม่ลง และ กินข้าวก็ยังเหนื่อยมาก ทำให้ไม่อยากกิน กินได้ไม่กี่คำ

    ฉันยังคงทานยาฟาวิฯ ตอนเช้า 9 เม็ด เป็นครั้งที่ 2 และ ตอนเย็น 4 เม็ด ระหว่างวัน ฉันทานยาเขียวหอม กับ จันทน์ลีลา เพื่อลดไข้ ไม่ได้ทานพาราฯเลย


    พยาบาลเรียกไปเอ็กซเรย์ปอด ในตอนสายๆ ซึ่งผลจะออกพรุ่งนี้ ซึ่งต้องออกจากอาคารที่พักศูนย์พักคอย ข้ามถนนที่เป็นซอยเล็กๆ ไปยังฝั่งโรงเรียนที่เป็น รพ.สนาม ของ รพ.ราชพิพัฒน์ ที่ใช้อาคารเรียนเป็นห้องพักคนไข้ ที่ใต้ตึก มีการกั้นห้อง ตั้งเครื่องให้เข้าไปเอ็กเรย์ได้ เมื่อเอ็กเรย์เสร็จ ก็ต้องเดินกลับเข้ามาอยู่ในห้องศูนย์พักคอยตามเดิม 


    มีโทรศัพท์จาก ศูนย์เอราวัณ โทรเข้ามาในตอนบ่าย พยาบาลโทรมาสอบถามอาการ จะรับไป รพ.สนาม ฉันก็ถามไปว่า รพ.สนามที่ไหน ตอนแรกพยาบาลยังตอบไม่ได้ ฉันก็รับปากไปก่อน แต่พอมีสายโทรเข้ามาอีกรอบ รถจะมารับไป รพ.สนาม บางบ่อน ฉันรีบเข้าเน็ตค้นหารูป รพ.สนามบางบ่อน เห็นสภาพใหญ่โตแล้ว เปลี่ยนใจไม่ไป เพราะขนาดที่นี่ คน 20-30 คนยังวุ่นวาย ไปโน้น คนเป็นร้อย ยิ่งไม่ชอบใหญ่ คนเยอะเกินไป  ฉันขอยกเลิกการเข้ารับการรักษา คนขับรถที่จะมารับ เขาบอกว่า ยกเลิกที่เขาไม่ได้ ต้องไปยกเลิกที่พยาบาล ฉันก็โทรไลน์กลับไปหาพยาบาล เพื่อแจ้งขอยกเลิกการเข้ารับการรักษา เนื่องจากสถานที่ไกลไป ขอเลือกรักษาที่ใกล้บ้านดีกว่า ทางนั้นก็ยินดีตามใจ  ฉันจึงต้องจำใจอยู่ที่เดิมต่อไป ใจอยากได้ โรงแรม เพราะห้องหนึ่งแค่ 2 คน มันมีความเป็นส่วนตัวกว่า แต่โรงแรมดันไม่โทรกลับมา 

    ฉันแจ้ง สปสช. ลงทะเบียนไปวันจันทร์ กว่าทาง สปสช.จะติดต่อกลับ วันพฤ. กว่าเรื่องจะส่งถึง กทม. เพื่อรับเข้า รพ.สนาม วันอาทิตย์ ทำไมรัฐดำเนินการช้ามาก จากไข้ขึ้นสูง จนจะหายไข้อยู่แล้ว พึ่งจะมารับตัว มันช้ามากนะ คือเลยช่วงเวลาที่วิกฤตไปแล้ว  แต่ก็ต้องถือว่า ท้องถิ่นยังทำงานเร็วกว่าส่วนกลาง




    วันจันทร์ที่ 16 ส.ค. 64
    ฉันถามพยาบาลตอนเช้า ที่เปิดกล้องคุย ว่าผลตรวจเอ็กเรย์เป็นยังไงบ้าง  พยาบาลแจ้งว่า เชื้อลงปอดเป็นฝ้าทั้งสองข้าง แต่ข้างขวาจะมากหน่อย  นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก เพราะเชื้อลงปอด แม้ว่าฉันจะฉีดวัคซีนเมื่อวันที่ 25 ก.ค. แล้วก็ตาม ก็ไม่ได้กันเชื้อลงปอดเลย 

    ทำให้ฉันมาคิดๆอีกที แปลว่าเชื้อลงปอดตั้่งแต่วันที่ 2-3 ที่ฉันติดโควิดแล้ว เพราะฉันเหนื่อยมาก เดินเหนื่อย ยืนนานก็เหนื่อย กินข้าวยังเหนื่อยเลย ฉันได้รับยาฟาวิฯ ช้าเกินไป   พยาบาลที่อนามัยที่คุยกับฉัน บอกว่า จากน้ำเสียงฉันยังไม่เหนื่อยมาก ยังคุยได้เกิน 5 นาที ให้ฉันกินฟ้าทะลายโจรไปก่อน ยังไม่แจกยาฟาวิฯ ให้เพราะเชื้อไม่ลงปอด  

    ถ้าฉันยังรักษาตัวอยู่ที่บ้านต่อไป ฉันจะไม่รู้เลยว่า เชื้อลงปอดแล้ว เพราะไม่ได้เอ็กเรย์ และไม่ได้รับยาฟาวิฯด้วย การที่ได้ทานยาฟาวิฯ ในวันที่ 5 ของการติดเชื้อ มันสายเกินไป เชื้อลงปอดไปแล้ว พึ่งได้ยามาทาน มันช้าเกินไป ปอดเสียหายไปแล้ว แก้ไม่ได้ด้วย จะเป็นรอยแผลเป็นรอยโรคไปตลอด เรียกปอดกลับคืนมาสมบูรณ์อีกไม่ได้  เป็นความผิดพลาดที่ตัดสินใจเลือกรักษาตัวที่บ้านในตอนแรก


    อาการโดยรวมเหมือนจะดีขึ้น เพราะเป็นมาครบสัปดาห์แล้ว อาการตัวร้อน และ ปวดหัว ลดลง แต่ยังเหนื่อยมากอยู่ กินข้าวก็เหนื่อย ยืนเหนื่อย เดินเหนื่อย ทานข้าวไม่ลง เบื่ออาหาร และต้องใช้ยาดม ช่วยในการหายใจ เหมือนหายใจไม่อิ่ม

    และด้วยความที่จมูกแห้งมาก ฉันตัดสินใจไม่ทานยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก เพราะฉันต้องการให้จมูกมันมีความชุ่มชื้นบ้าง แต่ฉันก็ไม่มีน้ำมูกเลย ตั้งแต่เป็นโควิด เหมือนภูมิแพ้หยุดกำเริบ 



    แล้วอากาศในห้องก็ร้อนมาก ต้องเป่าพัดลมตลอดเวลา ทำให้ตาแห้ง จมูกแห้ง ปากแห้ง คอแห้ง แต่หลังเปียก ผมเปียก นอนอาบเหงื่อเลย แม้จะเปิดพัดลมก็ไม่ได้มีความเย็นอะไรเลย 

    คนในห้อง ปิดไฟนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม แต่เสียงโทรศัพท์ ดูหนัง ดูคลิป เล่นเกมส์ ยังดับตลอด  กว่าจะเงียบ เที่ยงคืนกว่า  การนอนกับคนหมู่มาก มันไม่สามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้เลย 

    ตอนแรกฉันไม่สามารถนอนได้ เพราะแสงไฟนีออนแยงตา ก็มีเตียงตรงข้าม เอาผ้าห่มเตียงข้างๆ ที่ไม่มีคนนอน มาคลุมมุ้งให้ฉัน เพื่อบังแสงนีออน หลายๆเตียงในนี้เขาก็ทำกัน เอาผ้าห่มมาปิดมุ้งเพื่อบังแสงนีออน 




     
     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in