ไดอารี่ของฉันhui
ล็อคดาวน์ต่อไม่รอแล้วนะ
  • เห็นตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันแล้ว มีความรู้สึกว่า เราแค่มีชีวิตอยู่เพื่อรอวันติดเชื้อไม่วันใดก็วันหนึ่ง ยังไงเชื้อก็ต้องมาถึงเราแน่นอน เพียงแต่จะช้าหรือเร็วแค่นั้นเอง  

    เมื่อช่วงก่อน เวลามีคนติดเชื้อแถวบ้าน จะโดนยกไปทั้งบ้าน เอาไปหมดบ้านเลย ไปแยกคนไม่ติดก็ไปกักตัว คนติดก็ไปรักษา  แต่ตอนนี้ คนไม่ติดให้อยู่บ้านต่อ จะรับไปเฉพาะคนที่ติดเชื้อเท่านั้น  เท่ากับคนที่ไม่ติดเชื้อให้อยู่บ้าน ต้องกักตัวในบ้านตนเอง 14 วันแทนที่จะไปกักที่อื่น  แล้วผลที่ตามมาก็คือ ข้างบ้านติดเชื้อไปด้วย กว่ารถจะมารับคนติดเชื้อไป 3-4 วัน นอนรอการรักษาในบ้าน  แล้วคนไม่ติดก็อยู่บ้านต่อ ซึ่งคนที่อยู่บ้าน ก็ต้องตะเกียดตะกายไปหาที่ตรวจเชื้อเพิ่ม กังวลว่าตนเองจะติดหรือเปล่า ซึ่งการหาที่ตรวจเชื้อก็ไม่ได้หาง่ายๆ โรงพยาบาลเอกชนก็จำกัดจำนวนต่อวัน จะไปลงทะเบียนตามที่ต่างๆก็ไม่ทันเขา เต็มหมด การหาที่ตรวจเชื้อก็ไม่ง่ายนัก  

    แล้วคนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่ต้องอยู่บ้าน แต่ฉันกลับเจอพวกเขายังออกมาซื้อของกิน มาถ่ายเอกสาร ทำธุระนอกบ้าน ซึ่งก็เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวฉันเช่นกัน  เขาไม่ติดเชื้อแต่ไม่รู้ว่ามีเชื้อในตัวหรือเปล่า คำว่าห้ามออกจากบ้าน มันใช้ไม่ค่อยได้ผลนะ เพราะเขายังต้องมีสิ่งที่ต้องทำนอกบ้านใน ระหว่างต้องกักตัวอยู่บ้านอยู่เลย  เหมือนกับฉันก็ต้องเสี่ยงตายอยู่ทุกวัน แม้จะอยู่บ้านตนเองก็ตาม




    ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่รายวันที่ช่วงนี้สูง วันละ 17,000-18,000 ต่อวัน ยังไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดที่ผู้เชียวชาญได้ประเมินเอาไว้ เพราะผู้เชียวชาญได้คาดการณ์เอาไว้ว่า ถ้าไม่ล็อคดาวน์ ตัวเลขจะสูงถึง วันละ 30,000-40,000 รายต่อวัน การจะลดผู้ติดเชื้อใหม่ลงได้ ก็คือ มาตราการณ์ล็อคดาวน์ 


    และถ้าดูตามที่คาดการณ์เอาไว้ สถานการณ์ก็จะยาวถึงสิ้นปี เท่ากับ ที่ล็อคดาวน์ 14 วัน ก็จะต่อไปเรื่อยๆไม่ใช่แค่ถึงสิ้นเดือน ส.ค. แต่จะยาวไปถึงสิ้นปี 



    ต้องมาถามใจตนเองว่า รอได้ไหม ถึงสิ้นปี ค่อยมาเปิดร้านใหม่อีกครั้ง ที่ผ่านมา ก็ปิดมาตั้่งแต่ เม.ย.แล้วนะ ฉันมีความรู้สึกว่า ปิดกิจการไปเถอะ ถ้าคนเราถูกเปลี่ยนพฤติกรรมยาวนานถึง 6 เดือนได้ โอกาสจะกลับมาทำแบบเดิมๆไม่มีแล้ว  ตอนแรกปิดร้านเกมส์เพราะรัฐบาลสั่ง ต่อมา เด็กไม่กล้ามาร้านเกมส์เพราะกลัวติดโควิด และถ้าเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นติดเล่นเกมส์โทรศัพท์ไปแล้ว หรือซื้อคอมมาเล่นที่บ้านแทนแล้ว โอกาสจะกลับมาใช้บริการร้านเกมส์อีกคงไม่กลับมาแล้ว เพราะพฤติกรรมได้เปลี่ยนไปแล้ว 

    ปิด 3 เดือนยังพอทนนะ แต่ถ้าต้องปิดต่อยาวนานถึง 6-8 เดือน ฉันว่าไม่ต้องกลับมาเปิดแล้วล่ะ ปิดถาวรไปได้เลย เลิกกิจการ พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมแล้ว เปิดไปก็เจ๊งไม่มีคน ไม่ต้องเปิดมันแล้ว  ฉันถือว่าตนเองยื้อมาจนถึงที่สุดแล้วนะ คงจะยื้อต่อไปไม่ไหวแล้ว พอแล้ว




    แม้ตัวฉันจะผ่านมาหลายวิกฤต แต่ชั่วชีวิตของฉัน ยังไม่เคยผ่านช่วงเวลาสงคราม หรือโรคระบาด ฉันเกิดในยุค 70 และเติบโตมาเป็นวัยรุ่นยุค 90 โตมากับอินเตอร์เน็ต ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ตั้งแต่โทรศัพท์ 2G จนมาถึง 5G เห็นการเปลี่ยนแปลง และความก้าวหน้ามากมาย ไม่เคยมีช่วงเวลาที่จะเลวร้ายได้เท่ากับตอนนี้ 

    ก่อนหน้านี้จะล็อคดาวน์ หรือว่า เคอร์ฟิว เพราะรัฐประหารบ่อย มันก็แค่ชั่วคราวครั้งเดียวจบ หรือวิกฤตต่างๆ ก็แค่ครั้งเดียวแล้วก็ผ่านไป มันไม่ได้ยืดเยื้อยาวนานขนาดนี้ ไม่ได้ปิดแล้วปิดอีก ล็อคแล้วล็อคอีก บังคับให้ต้องหยุดทุกอย่างยาวนานขนาดนี้ 

    การเผชิญกับโรคระบาดอย่างโควิด-19 มันเหมือนเรากำลังอยู่ในช่วงสงครามโลก สงครามเชื้อโรคจริงๆ เพราะไม่ได้มีแค่ประเทศเราที่เดียวหรือแค่ทวีปเดียว แต่โควิดระบาดไปทั่วโลก ซึ่งในช่วงแรกเหมือนจะคุมกันได้ จีนเฮ ยุโรปเฮ อเมริกาเฮ ฉลองกันใหญ่ น่าอิจฉาที่ควบคุมโรคระบาดได้แล้ว ถอดแมสได้แล้ว  แต่เมื่อเจอสายพันธ์เดลต้าระบาดไปถึง ที่ไหนๆก็เหมือนจะคุมกันไม่อยู่ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป หรืออเมริกา รวมถึงตอนนี้กลับไปสู่จีนแล้ว และดูเหมือนกำลังจะระบาดหนักทั่วโลกอีกครั้ง



    การที่ต้องมาล็อคดาวน์กันบ่อยๆเพื่อแก้ปัญหาโรคระบาด  ไม่ใช่แค่ตัวเราเสียหาย ได้รับผลกระทบนะ แต่ทุกคน ทุกที่ที่มีการระบาดไปถึง มันเกิดความเสียหายหมด ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเงิน และสุขภาพ มันแย่ไปหมด ไม่มีอะไรดีเลย  เราก็ไม่อยากเห็นภาพที่เขากำลังบอกว่า คนจะตายเป็นใบไม้ร่วง หรือ ตายกันเยอะเหมือนที่เคยข่าวในอินเดีย ไม่มีที่จะเผาศพ เราคงไม่อยากให้แม้กระดูกที่เผาแล้ว จะไปลอยอังคารกันจนเต็มแม่น้ำและทะเล มีแต่ขี้เถาผงคนตาย 

    ช่วงระยะเวลาสงครามมักจะกินเวลายาวนานเป็นปีและหลายปี    ตั้งแต่ปลายปี 2019 และดูท่าจะยาวถึงสิ้นปีนี้ ก็คือประมาณ 2 ปีกว่า  ซึ่งหลายคนอยากให้มันจบไวๆ จะได้กลับมาฟื้นเศรษฐกิจกันซะที แต่ดูท่าจะไม่จบลงง่ายๆ เชื้อโรคมันร้าย ไม่อาจคาดการณ์อนาคตที่แน่นอนได้ แม้ตอนนี้บรรดาผู้เชียวชาญต่างๆกำลังพยายามจะพยากรณ์อนาคตเอาไว้ก็ตาม ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตามคาดหรือเปล่า ยิ่งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเสียหายหนัก ประเทศจะล่มจม และยากจน ปัญหาจะเยอะมาก แต่จะจบลงเร็วๆก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย 



    ถ้ามองดูอดีต หลังสงครามโลกครั้งที่2  ได้เกิดการปฎิวัติอุตสาหกรรมขึ้นมา เกิดความเจริญมากขึ้น หลังโควิดก็คงเช่นกัน เกิดการปฎิวัติเทคโนโลยีแบบก้าวกระโดดขึ้นมา คนรุ่นใหม่ก็ไหลตามเทคโนโลยีไป ส่วนฉันก็จะเป็นคนแก่ที่หลงยุค เคยชินกับอะไรเก่าๆโบราณ และไล่ตามเทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่ทัน ธุรกิจที่เคยทำก็เป็นธุรกิจที่ล้าหลัง ตกยุคสมัย ไม่นิยมอีกต่อไป ตายไปกับอดีต 

    สถานการณ์มันบังคับให้หลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนงาน เพราะงานที่เคยทำ มันเป็นสิ่งต้องห้ามในช่วงสงคราม ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเปลี่ยนได้ หรือ ปรับตัวกับงานใหม่ๆได้ ความเคยชิน ความสามารถของคนเรา มันมีขีดจำกัด และความชอบเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจให้อยากเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ทำได้หรือไม่ได้ จึงมีแค่บางคนเท่านั้นที่เปลี่ยนแล้วรอด หรือเปลี่ยนแล้วรุ่ง นอกนั้นร่วง



    ตัวแปรหนึ่งที่สำคัญสำหรับอนาคต ก็คือ สภาวะโลกร้อน ในอดีต ยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม โลกเราเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีไม้ให้ตัด มีป่าให้ถาง มีที่ให้ตั้งโรงงาน มีประชากรจำนวนมากรอบริโภค โลกมันอุดมสมบูรณ์กว่าทุกวันนี้ ทุกอย่างมันเอื้อให้เจริญ     แต่โลกใหม่วันข้างหน้า ความแปรปรวนของอากาศทำให้เดี๋ยวแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วม ความเสียหายของทรัพยากรมันเกิดขึ้นกว้างขว้าง และประชากรโลกก็ลดลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งตายเพราะโควิด ส่วนหนึ่งไม่ได้เกิด เพราะคนมีลูกน้อยลง  คนเราไม่ได้อดยากเพราะแย่งกันกิน แต่อดยากเพราะสิ่งแวดล้อมมันกินไม่ได้ต่างหาก มลพิษมันเยอะ ความแห้งแล้งมันกินพื้นที่มากเกินไป และพื้นที่ทำกินก็ลดน้อยลงเพราะน้ำท่วมหมด เหมือนโลกอนาคตมันอยู่ยาก จนทรัพยากรทุกอย่างมันมีค่ามากเกินกว่าจะใช้ทิ้งใช้ขว้างเหมือนอดีต

    เหมือนเด็กรุ่นก่อนโตมากับ พลังงานน้ำมัน ส่วนเด็กรุ่นใหม่กำลังโตไปกับ พลังงานไฟฟ้า โลกอนาคตใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมัน ฉันจะอยู่ถึงวันที่ประเทศไทยอนุญาตให้ใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ หรือเปล่าไม่รู้  เด็กรุ่นก่อนเมื่อโตเป็นหนุ่มต้องหัดขับรถ ต้องมีใบขับขี่ ต้องรู้จักปั้มเติมน้ำมัน อนาคตใบขับขี่ยังจำเป็นอยู่หรือเปล่าไม่รู้ ถ้าเราเป็นเจ้าของรถอัตโนมัติที่ขับเองได้ หรือมีแค่ใบอนุญาตทะเบียนรถก็เพียงพอแล้ว หรืออีก 20 ปีข้างหน้า วัยรุ่นไม่จำเป็นต้องหัดขับรถอีกต่อไป หัดแค่ใช้ปุ่มคำสั่งให้เป็นก็พอ 

    คำถามคือ เราจะเอาตัวเองไปอยู่ส่วนไหนของโลกอนาคตได้บ้าง เพราะความรู้ที่มีอยู่ มันเป็นความรู้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มันล้าหลังมาก ความรู้ที่มีอยู่ในตอนนี้ ก็ยังไม่เพียงพอต่อโลกอนาคตเลย ยังอยู่ในกลุ่มผู้ตกงานอยู่เลย การเปลี่ยนงานสำหรับคนแก่ไม่ใช่เรื่องง่าย



    ฉันโตมากับการขายยุคก่อนที่ต้องเจอหน้าลูกค้า แต่คนรุ่นใหม่เติบโตมากับการค้าออนไลน์ ตอนนี้การค้าซึ่งหน้าได้รับผลกระทบมาก แต่การค้าออนไลน์ก็กำลังเติบโตมาก เทรนการซื้อของได้เปลี่ยนไป แต่ฉันค้าขายมา 20กว่าปีแล้ว เบื่อมาก ฉันไม่คิดจะไปขายของในโลกออนไลน์ต่อหรอกนะ ไม่ได้รักการขายขนาดนั้น ที่จะต้องขายให้ได้ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ถ้าการค้าขายต้องปิดประตูไป ฉันก็คงเลิกไปกับมันด้วย ไม่ไปสานต่อบนโลกออนไลน์ เพราะมันไม่ใช่สไตล์ของฉัน และฉันก็ไม่คิดก้าวไปกับมัน 

    แต่ชีวิตยังจำเป็นต้องใช้ตังค์ ยังต้องหาเงินต่อไป ส่วนอาชีพไหน ที่จะเหมาะกับคนแก่ หรือคนที่เบื่ออาชีพเดิมๆ ก็ต้องแล้วแต่โอกาสที่จะไขว่คว้าได้ในอนาคต  ส่วนตอนนี้ พยายามไม่ตายไปกับโควิดก็พอ เอาตัวเองให้รอดพ้นช่วงวิกฤตสงครามเชื้อโรคไปให้ได้  มันไม่ใช่ช่วงเวลาสั้นๆเหมือนวิกฤตอื่นที่ผ่านมา แต่มันยาวนานพอจะเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่างในชีวิตได้เลย โลกมันอยู่ยากขั้นทุกวัน 


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in