ไดอารี่ของฉันhui
ล็อคดาวน์นะจ๊ะ
  • รอบนี้น่าจะเรียกว่าเคอร์ฟิวมากกว่า เพราะเน้นไปที่ห้ามออกนอกเคหะสถานหลัง 3 ทุ่มถึงตี 4 ส่วนล็อคดาวน์ใช้บ่อยจนรู้สึิกชินแล้ว แถมรายละเอียดรอบนี้น้อยมาก บอกแค่คราวๆว่า ให้ปิด ห้าง ร้านสะดวกซื้อ และ ร้านนวด สถานเสริมความงาม แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดอื่นๆ  เช่น สนามกีฬา วัด ฟิสเนส ร้านสัก ร้านโชว์ห่วย   พิิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สถานที่อื่นๆ ที่อยู่นอกห้าง ต้องปิดด้วยไหม ห้ามรวมตัวเกิน 5 คน แต่ถ้าคนเข้าร้านไม่ถึง 5 คนล่ะ เปิดได้ไหม เช่น ตีแบดกัน2คน ได้ป่าว ว่ายน้ำในสระ 3 คนได้ป่าว ไปวัดทำบุญ ห้ามไหม คือไม่รู้ว่า บางสถานที่ต้องปิดหรือเปิดได้  ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่บอกระเอีดยยิบเลย ว่าห้ามทำกิจการใดบ้าง แต่รอบนี้รายละเอียดน้อยมาก


    ฉันก็พยายามหารายละเอียดแต่ก็ไม่มีข่าวไหนบอกมากไปกว่านี้ ทุกที่ก็บอกเหมือนกันหมด เหมือนลอกข้อสอบกันมาก ลงข่าวเหมือนกันเปะ ไม่ได้หารายละเอียดเพิ่มเติมมาเลย 

    แล้วฉันก็พึ่งรู้ว่า ร้านเกมส์ ทางกทม. เขาคลายล็อคตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.แล้ว ทำไมฉันไม่เห็นข่าวเลย ไม่รู้ว่ากลับมาดำเนินกิจการได้แล้ว  แล้วฉันก็สงสัยว่า วันที่ 1 ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ 5,533 ราย กทม.กล้าคลายล็อคด้วยหรอ


    ส่วนรอบนี้ ฉันไม่เห็นว่าประกาศจะมีรายละเอียดสั่งปิดร้านเกมส์ ดังนั้นฉันถือว่า สามารถดำเนินกิจการได้ละกัน แต่ทำตามกฎนะ กำจัดคนเข้าร้านไม่เกิน 5 คน และ ปิด 2 ทุ่ม ตามระเบียบ แต่เปิดไปก็ไม่รู้ว่ามีลูกค้าหรือเปล่านะ  เพราะวันนี้ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ 9,539 ราย ซึ่งสูงมาก จนคนแทบไม่ออกจากบ้านแล้ว

    เดี๋ยวนี้ลูกค้าน้อยจนชินแล้วละ พออยู่กับล็อคดาวน์นานๆ และหลายรอบเหลือเกิน ก็ชักเริ่มชิน และ มีความเบื่อหน่ายมาก คิดถึงการไปเที่ยวแล้ว  แต่ก็ไม่กล้าไป ยิ่งยอดผู้ติดเชื้อเยอะๆ ยิ่งไม่กล้าไปไหน วัคซีนก็ยังไม่ได้ฉีด แล้วจะเอาอะไรป้องกันตนเอง

    แต่มาคิดๆนะ บางทีการฉีดวัคซีนช้า ก็มีผลดีนะ เพราะตอนนี้ก็ได้เห็นแล้วว่า คนที่ฉีดไปต้นปี ตอนนี้ป้องกันอะไรไม่ได้แล้ว ต้องฉีดใหม่ หมอจะฉีดเข็ม 3 แล้ว และไม่รู้ว่า ต้องมีเข็ม 4 หรือเปล่า กว่าฉันจะได้ฉีด พอดีชาวบ้านเขาไป วัคฉีดเวอร์ชั่น2 กันแล้ว เวอร์ชั่นแรกฉันยังไม่ได้ฉีดเลย 



    เจ้าเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด19 มันกลายพันธ์ุเก่งมาก และพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ จนวัคซีนของมนุษย์ตามแทบไม่ทัน  วัคซีนที่วันนี้บอกว่าดีนักดีหนา ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะใช้ไม่ได้กับสายพันธ์ุใหม่อีก   เดลต้า ที่น่ากลัววันนี้ อาจจะน่ากลัวน้อยกว่า แลมบ์ดา  ฉันก็เวียนหัวกับชื่อสายพันธ์ุโควิดที่มันมากมายเหลือเกิน จำแทบไม่หมด และไม่รู้ว่าจะมีชื่อใหม่ๆมาอีกหรือเปล่า  เหมือนเจอหมอขู่ทุกวัน ถึงความน่ากลัวของสายพันธ์ุต่างๆ

    เหมือนชีวิตต้องอยู่กับมันไปอีกนาน ก็ต้องทำใจยอมรับ แม้ไม่คิดว่าชีวิตนี้ จะได้อยู่ท่ามกลางความน่ากลัวของเชื้อโรค 


    มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุด คนที่จะเป็นหมอได้ ต้องเป็นคนเก่งที่สุด เรียนดีที่สุดถึงจะสอบติดหมอได้  เจ้าเชื้อโรคตัวเล็กๆที่มองไม่เห็นอยู่ในอากาศ ที่เรียกว่า เชื้อไวรัส กำลังทำให้มนุษย์ตาย และมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดก็ต้องทำการต่อสู้กับมัน  ความฉลาดของคนจะเอาชนะสิ่งที่มองไม่เห็นนี้ได้หรือเปล่า  จะทวงคืนเสรีภาพของตนกลับมาได้หรือเปล่า  ประเทศไหนมีคนฉลาดมาก ผู้นำฉลาด ประเทศนั้นก็เอาตัวรอดได้ง่าย ส่วนประเทศไหน มีคนโง่มาก คนที่ฉลาดที่สุดของประเทศยังเอาชนะไม่ได้ ประเทศนั้นก็ฉิบหาย  และผู้นำประเทศของเราก็กำลังพยายามโชว์ความฉลาด ที่หลายคนด่าว่าโง่อยู่ เพราะกำลังทำให้ประเทศฉิบหาย


    เห็นการแก้ปัญหาของผู้นำแล้วก็ต้องถอนใจแรงๆ เพลียใจ เหมือนแก้ปัญหารายวันเฉพาะหน้าไปวันๆจริงๆ ต้องรอให้เกิดปัญหาก่อนนะ ถึงจะตัดสินใจ ถึงจะลงมือสั่งให้ทำงาน มันเหนื่อนใจไหม ทำไมถึงไม่มีวิสัยทัศน์นะ ไม่คิดการณ์ล่วงหน้า  รอให้ประชาชนถามหาวัคซีน บ่นเรื่องวัคซีน ก็ค่อยมาทำเรื่องจัดซื้่อเร่งด่วน  รอให้มีข่าวคนรอคิวตรวจ ยืนรอคิวเป็นแถวยาวเป็นกิโล ไปรอคิวตั้งแต่ 6 โมงเย็น นอนริมถนน ตากฝน  เพื่อจะรอรับบัตรคิว 6 โมงเช้า แล้ว ตรวจ 8 โมง เห็นข่าวแล้วก็เศร้า  บางคนไปรอตั้งแต่บ่าย 3 โมง เพื่อรับบัตรคิวเที่ยงคืน  คือ การตรวจ มันยากลำบาก ต้องแย่งคิวกันขนาดนี้เลยหรอ  พอข่าวออกมาประชาชนด่า ค่อยมาอนุญาตให้ใช้ แรปบิทเทสได้  คือเห็นรัฐบาลทำงานแล้ว อยากเอาตีนก่ายหน้าผาก


    คือตอนนี้ต้องคิดแล้วว่า ถ้าประเทศไทยเหมือนอินเดียจะทำยังไง จะเตรียมการรับมือยังไง ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล ล้นโรงพยาบาลสนามแล้ว จะทำยังไง  เรามาถึงจุดที่ ชาวบ้านต้องตั้งโรงพยาบาลสนามกันเองแล้วหรอ มันน่าเศร้าใจมาก อีกหน่อย เราต้องมีจุดพักคอยผู้ป่วยในชุมชน ต้องมีโรงพยาลบาลสนามของชุมชนกันแล้ว จะมารอแต่เข้าโรงพยาบาลใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ คนมันล้นแล้ว  สส. นายอำเภอ ต้องลงมาช่วยสร้างโรงพยาบาลสนามเล็กๆ ในเขต ของตนเองได้แล้ว 

    แล้วการนอนรอโรงพยาบาลสนามที่บ้าน ต้องส่งทีมอาสาเข้าไปช่วยดูแล ต้องมีถังออกซิเจนเตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก ที่ไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้ เนื่องจากโรงพยาบาลเต็ม อย่าให้รอเตียงจนตายคาบ้าน  การรอคอยควรมีความหวัง ควรมีออกซิเจนช่วยต่อลมหายใจ 


    ตอนนี้พม่าเริ่มมีข่าวขาดแคลนถังออกซิเจนแล้ว ก็อย่าให้ไทยต้องไปถึงวันที่ต้องแย่งถังออกซิเจนกันเลย ไม่ใช่ว่า ถังออกซิเจนไม่เพียงพอ  แต่คนป่วยไม่มีปัญญาซื้อถังออกซิเจนมาไว้ใช้เอง มีแต่คนรวยที่มีัเงินซื้อได้  เช่นเดียวกับการตรวจโควิด ที่คนรวย เดินไปโรงพยาบาลก็ได้ตรวจ ยอมจ่าย 3-4 พันบาทได้ตรวจ ได้ห้องพักเร็วมาก  แต่คนจน ยอมยืนตากแดด ตากฝน นอนข้างถนน ข้ามวันข้ามคืน เพื่อจะได้ตรวจฟรี  ถังออกซิเจนก็เช่นกัน คนจนก็คงไม่มีปัญญาซื้อถังออกซิเจนมาไว้ใช้เอง  จะรอเข้าโรงพยาบาล รอหมอมาดูแลอย่างเดียว ก็คงได้นอนตายคาบ้าน  แค่เงินซื้ออากาศหายใจยังไม่มีเลย แล้วจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร 

    เห็นข่าว มูลนิธิกระจกเงา ประกาศให้ยืมถังออกซิเจนฟรี  วันนี้คนขอยืมยังน้อย เพราะคนป่วย รวมถึงญาติบางคนไม่รู้ว่าต้องใช้ หรือใช้ยังไง รอแต่หมอ รอแต่รถพยาบาลอย่างเดียว แต่อีกหน่อย ถ้าการรักษา ต้องพึ่งพาตนเอง ถังออกซิเจน จะเป็นสิ่งที่ขาดแคลน ในวันที่ราคายังไม่สูง ยังไม่ขาดแคลน  บางทีก็ควรจะมีการเตรียมการรอเอาไว้บ้าง  อย่ารอให้เป็นข่าวเช่นเดียวกับ อินเดีย หรือ พม่า แล้วรัฐค่อยออกมาจัดการ มันช้าเกินไปแล้ว  

    เช่นเดียวกับโลงศพ อย่าให้เหมือนอินเดีย ที่ญาติไม่มีเงินซื้อแม้กระทั้่งโลงศพให้กับผู้ตาย ต้องห่อผ้าแล้วเผาเลย เพราะโลงศพมีราคาแพง และหายาก เนื่องจากคนตายจำนวนมาก โลงอาจจะผลิตไม่ทัน  โลงกระดาษคงได้ผลิตออกมาใช้แทนโลงไม้ ถ้าคนตายจำนวนมากขึ้น เราอาจจต้องใช้โลงกระดาษแทน ก็เป็นสิ่งที่ต้องคิดและเตรียมการไว้เช่นกัน 

     

    การจะคาดหวังให้นายกลาออก เหมือนเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยังไงก็ไม่ออก ในเมื่อเราเปลี่ยนผู้นำไม่ได้ ใจก็อยากให้เปลี่ยน กุนซือ บรรดา ที่ปรึกษา ศบค. ทั้งหลาย น่าจะเปลี่ยนทีมได้แล้ว ให้คำแนะนำที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ หรือช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย  หมอห่วงโรค แต่ไม่ห่วงปากท้อง แนะนำให้ล็อคดาวน์บ่อยเหลือเกิน  แต่ล็อคไปแล้ว ยังไง วัคซีนมีไหม เก็บผู้ติดเชื้อหมดหรือเปล่า ก็ทำไม่ได้  ทีมเศรษฐกิจก็แย่ ลอกแผนงานของคนเก่าอย่างเดียว  เรื่องการเยียวยา ตั้งแต่ ดร.สมคิด แจกเงิน 5,000 หลังจากนั้นก็แจกมาเรื่อย คนละนิดละหน่อย  เหมือนแจกปลาให้ชาวบ้าน แต่ไม่สอนชาวบ้านหาปลากินเอง  งานให้ทำไม่มี  มีแต่อยู่บ้าน ปลาตัวเดียว ให้กิน 3 เดือน มันจะไหวไหม มันไม่พอหรอก เศร้าใจกับประเทศ


    บ่นรัฐบาลเยอะๆ ทำให้ชีวิตหดหู่ สิ้นหวัง ไปคิดเรื่องอื่นดีกว่า ยังไงก็ต้องทนกับโควิดกับรัฐล้มเหลวต่อไป  แล้วก็อดคิดถึง ร.9 ไม่ได้ เด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่ชอบท่าน แต่คนแก่ ที่เคยเห็นภาพ หลายครั้งหลายครา ที่ประเทศเจอปัญหา น้ำท่วม การเมือง หลายๆอย่าง เมื่อรัฐบาลแก้ไม่ได้ เราจะได้เห็นในหลวงออกมาให้คำแนะนำนายก และครม. ต้องไปนั่งฟังท่านแนะนำ ทีวีบังคับให้ดูถ่ายทอดสด  จำได้การแก้ปัญหาน้ำท่วม หลายครั้่ง ท่านก็ช่วยแก้ปัญหา โครงการแก้มลิง โด่งดังมาก เพราะเป็นเรื่องใหม่ ในวันนั้น  

    แล้ววันนี้กษัตริย์ไทยเราหายไปไหน ไม่ใช่น้ำท่วมทีก็แจกถุงยังชีพที ประชาชนเดือดร้อนแจกแต่ถุงยังชีพ  ทำไมไม่มีภาพท่านให้คำแนะนำนายกและครม.เลย ไม่มีผู้ชี้นำทางให้แสงสว่างประเทศเลย จะมาทำอาหารแจก รพ.สนาม ข่าวสร้างภาพ มันใช่ที่ไหน มันไม่ได้ช่วยประเทศให้พ้นภัยเลย จะมาสร้างภาพ รถพระราชทานตรวจโควิดไม่กี่คัน  บริจาคโน้นนี่ให้โรงพยาบาล หรือสั่งวัคซีนมาขายถูกๆ   มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ ประชาชนต้องการมากกว่านี้  ประชาชนต้องการฟังคำพระราชดำรัส  คำแนะนำ วิสัยทัศน์ ทางออก  ที่ช่วยทำให้นายกหายโง่ที  ต้องการการทำงานที่เร็วกว่านี้ และดีกว่านี้ หนทางที่นำประเทศสู่ความปลอดภัย ผู้นำประเทศ เจ้าของประเทศอยู่ไหน ไม่ออกมาปกป้องราษฎร ประชาชนของตนเองเลยหรือ ไม่ออกมารบเคียงบาเคียงไหล่กับนักรบเสื้อกราวน์เลยหรอ   ไม่มาสร้างขวัญกำลังใจให้นักรบของประเทศเลย  ประชาชนกำลังล้มตายกลาดเกลื่อน  ทำไมถึงยังนิ่งดูดาย    มันเป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ประเทศในยากวิกฤต  ไร้ผู้นำที่เมตตาและชาญฉลาด




    มันอดที่จะบ่นไม่ได้จริงๆ นอกจากปัญหาโควิด ที่น่าเบื่อ และน่ากลัวแล้ว รวมถึงล็อคแล้วล็อคอีก ซึ่งรอบนี้ก็คาดการณ์ว่า ล็อคไปก็เอาไม่อยู่  ไม่รู้เลย 14 วันแล้วจะล็อคต่อหรือเปล่า  


    ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจ ก็คือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฉันไม่ได้กลัวแค่เชื้่อไวรัสโคโรน่าแล้วนะ  ตอนนี้ ทั้ง อากาศ ดิน น้ำ ฉันก็รู้สึกกังวลไปหมด   ควันสารพิษจากโรงงานไฟไหม้ที่ลอยไปในอากาศ ทำให้ฝนเป็นพิษ ตกลมาสู่ดิน พืชก็ดูดซับไป เราก็กินอาหารที่มีสารปนเปื้อนไปด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ใจ  ช่วงนี้มีความรู้สึกไม่ไว้ใจอาหารสดเลยสักอย่าง ขอให้สุกและผ่านความร้อนมาแล้วเท่านั้น ถึงกล้ากิน ผักสด ผลไม้สด ช่วงนี้งดไม่ทาน ปลาสดไม่กิน อะไรที่ไม่ผ่านความร้อนไม่กิน ฉันไม่ไว้ใจสิ่งแวดล้อมที่อาจจะปนเปื้อนสารเคมีเลย  


    และสภาพอากาศสมัยนี้ก็ผิดเพี้ยน ตอนนี้เป็นฤดูฝน ช่วงนี้ฝนตกบ่อย แต่หลังฝนตกไม่มีความเย็นของอากาศเลย ความชื้นหายไปไหนหมด  ถึงจะไม่รู้สึกร้อนเหมือนช่วงที่ฝนไม่มา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเย็นเหมือนหน้าฝนเท่าไหร่ ความฉ่ำเย็นของอากาศที่มีไอน้ำ มันหายไป มีแต่ไอร้อนจากพื้นดินที่ขึ้นมา ไม่มีกลิ่นไอดินหอมๆ กลิ่นต้นไม้เขียวๆหลังฝนตกเลย  ความสดชื่นของฤดูฝนไม่รู้อยู่ไหน  

    หันไปดูต่างประเทศบ้าง ช่วงนี้เป็นฤดูร้อนของทางฝั่งอเมริกา ที่มีข่าวความร้อนมันสูงมาก ประเทศแคนนาดา ที่หน้าร้อนอุณหภูมิควรจะอยู่ที่ 15-20 องศา กลายเป็นเกือบ 50 องศา  แคลิฟอร์เนียในสหรัฐอเมริก ก็เจอสภาพอากาศที่ร้อนไปถึง 54 องศา   ประเทศรัสเซีย หน้าร้อนก็ประมาณ 15 -20 องศา แต่วันนี้ปาไป 32 องศา  เมื่อขั้วโลกเหนือแทนที่จะหนาว กลายเป็นร้อน  ฉันก็กังวลว่า แล้วหน้าร้อนปีหน้าของไทยล่ะ จะปาไปเท่าไหร่ 40+เท่าไหร่ดี   หน้าหนาวของเราจะมีความเย็นเหลือไหม หรือจะเจอคลื่นความเย็น ที่ตรงข้ามกับฝรั่งที่เจอคลื่นความร้อน  สิ่งที่เขาไม่เคยเจอ อุณหภูมิ 50 องศา ก็เจอมาแล้ว ส่วนไทยเรา ความเย็นที่ไม่เคยเจอ ต่ำกว่า 0 องศา เราจะได้เจอหิมะไหม  มันจะเป็นภัยหนาวที่น่ากลัวมากสำหรับคนไทยเลย เพราะบ้านเราไม่ได้ออกแบบสร้างมาเพื่อทนหนาว แต่เรื่องความร้อน คนไทยก็ทนสุดทนมาแล้ว เราชินกับอากาศร้อนมากกว่าหนาว 

    ก็ได้แค่คิดเดาไปเรื่อย ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มารองรับเท่าไหร่  ปีที่แล้วยังคาดการณ์ผิดเลย  เห็นจีนน้ำท่วม ก็กลัวบ้านเราจะน้ำท่วม ที่ไหนได้ ฝนไม่ตกลงแม่น้ำเจ้าพระยา กทม.ไม่ท่วม  แต่ดันไปท่วมที่โคราช ที่ซึ่งไม่เคยท่วมมาก่อน ไหลลงกัมพูชาแทน     ถ้าปีนี้กังวลเรื่องความหนาวเย็น มันก็อาจจะลงมาไม่ถึง กทม. เพราะเป็นเขตโครตร้อน เหมือนอยู่ในเผาปิ้งย่าง ที่ช่วงนี้ความร้อนเบาลงหน่อย หมดฝนก็กลับไปร้อนใหม่  แต่ภัยหนาวจะไปโดนที่ไหนไม่รู้  อุณหภูมิที่เราไม่เคยเจอ อาจจะได้เจอความแปรปรวนของอากาศ ก็เป็นเรื่องน่ากังวลใจ 


    พรุ่งนี้ ล็อคดาวน์ไม่มีอะไรทำ กลับไปบ่นด่านายกต่อแก้เซ็งดีกว่า 




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in