ไดอารี่ของฉันhui
น้ำตาของสำเพ็ง
  • อยากใช้ชื่อตอนว่า "น้ำตาของสำเพ็ง" จริงๆ หลังจากที่ไปเดินสำเพ็งมา ถนนเงินล้าน ซอยแคบๆที่มีร้านค้ามากมาย ทุกตารางนิ้วที่เคยเป็นเงินเป็นทอง สินค้ากองโตจำนวนมาก วางโชว์เต็มไปหมด มีทุกอย่างที่อยากได้ ขายในราคาส่ง  ราคาถูก ผู้คนเดินกันอย่างเบียดเสียด ชนกันไปมา  ทั้งคนซื้อ และรถเข็นส่งของ วุ่นวายมาก จอแจเต็มถนนซอยแคบๆ  แทบไม่มีที่ให้ยืนพักหลบรถเข็น หรือยืนรออะไรเลย  ต้องไหลไปตามกระแส ตามฝูงชนที่มากมายที่เดินกันไปมา

    มาวันนี้ถนนว่างเปล่า คนเดินน้อยมาก คนซื้อหายไปไหนกันหมด เดินกันโล่งๆเลย บรรยากาศเงียบเหงา  ร้านค้าหลายร้าน ปิดประตู ขึ้นป้าย "ให้เช่า"  บางร้านเอาเชือกมากั้นไม่ให้ลูกค้าเข้าร้าน คนซื้อต้องยืนรอรับสินค้านอกร้าน แต่หน้าร้านกลับไร้คนยืนสั่งของ มีแต่คนขายนั่งรอลูกค้า มันเกิดอะไรขึ้นกับตลาดค้าส่ง


    ฉันเดินสำเพ็งมาหลายปี  แม้ว่าบ่อยครั้งที่ฉันหลีกเลี่ยงคนเยอะๆ ก็เลยมาเดินวันจันทร์ ที่เขาห้ามรถเข็นขายของ เพื่อให้มีที่ทางเดินมากขึ้น แต่ถนนก็ไม่ได้โล่งมากขนาดนี้ แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่วันจันทร์ ที่ห้ามรถเข็น ห้ามวางของบนถนน แต่ถนนก็ว่างเปล่า คนขายหายไปบางส่วน ส่วนคนซื้อหายไปเยอะมากๆ


    สำเพ็งเป็นแหล่งค้าส่ง ใจกลางกรุงเทพฯนะ ร้านค้าปลีกหลายๆร้าน ก็ต้องมาซื้อของจากสำเพ็งไปขาย ตัวกลางระหว่างโรงงาน และผู้ค้าปลีก สภาพเป็นแบบนี้ มันสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบ ทั้งร้านค้า และ โรงงานเลย 

    ต้นทางอาจมาจากไม่มีคนซื้อ ทำให้คนขายเลิกมาซื้อของไปขาย ส่งผลให้ร้านค้าส่งขายไม่ออก และกระทบไปถึงโรงงาน ที่ไม่มีออร์เดอร์จากค้าส่ง ผลิตมาก็ขายไม่ออก มันสะเทือนทั้งวงการนะ




    คนที่จะมาเปิดร้านค้าส่งในสำเพ็งได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อก่อนแย่งกันจะตาย ค่าเช่าหลักแสน คนก็ยอมจ่าย ต้องมีทุนหลักล้าน หลักสิบล้าน ร้อยล้านนะ ถึงเข้ามาเป็นผู้ค้าส่งในสำเพ็งได้ แล้ววันนี้หลายห้องปิดประตู ขึ้นป้ายให้เช่า มันสะท้อนอะไร  ผู้ค้าส่งยังตาย  คนมีตังค์ขนาดนี้ ยังล้ม แล้วคนตัวเล็กต้วน้อย ทุนน้อย จะเป็นยังไง จะอยู่ได้หรอ มันเป็นเรื่องน่าเศร้ามากเลย ดูเศรษฐกิจมันซบเซามาก 

    ฉันเข้าสำเพ็ง เพื่อไปซื้อเครื่องเขียนมาขาย ร้านเก่าแก่ ที่เคยมีคนเดินเต็มร้าน ก็ยังโล่งๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ล้ม แต่ดูสภาพแล้ว ยอดขายน่าจะตกลงไปเยอะมากทีเดียว 

     


    ฉันเดินผ่านตามริมถนน เห็นกระแสแมสของเกาหลี กำลังมา หลายร้าน นำแมส 3D ของเกาหลีมาวางขายเต็มหน้าร้าน  แต่คนก็ไม่ได้แย่งกันซื้ออะไรมากมาย คนซื้อบางตา เรียกว่ายังพอขายได้  ราคาแมสเกาหลี พอๆกับ ของจีนนะ แต่จำนวนต่างกันมาก 

    ถ้าเป็นแมส 3 ชั้น ของจีน ห่อละ 50 ชิ้น ราคา 19-21 บาท  แต่แมส 3D ของเกาหลี ห่อละ 10 ชิ้น ราคา ประมาณ 15-30 บาท ของผู้ใหญ่ 15-20 บาท ส่วนของเด็ก 20-30 บาท 




    ขากลับ  ถ้าเป็นเมื่อก่อน ช่วงเย็นๆ ต้องแย่งกันเรียกแท็กซี่เลย เพราะถ้าไม่ได้ โดนคนอื่นแย่งรถไปหมด ส่วนสามล้อ ไม่กล้าเรียกเลย เพราะแพงมาก แถมเล่นตัวด้วย

    แต่มาวันนี้ สามล้อจอดรอ หลายคัน ฉันก็เลยลองเรียกดู ค่ารถไม่ได้โหดเท่ากับเมื่อก่อน แถมต่อราคาได้ด้วย ไม่เล่นตัวแพงเหมือนก่อน ยอมลดราคาให้

    ฉันคุยกับคนขับสามล้อ ถามว่าทำไมสำเพ็งเงียบจัง  เขาบอกว่า " มันเป็นตั้งแต่หลังสงกรานต์แล้ว โควิดรอบนี้ ทำให้คนซื้อหายหมด  ผมนั่งรอตั้งนาน กว่าจะได้ลูกค้าสักคน "

    ฉันคุยต่อว่า " ขนาดสำเพ็งยังไม่โดนปิด ไม่มีคัสเตอร์ใหญ่ ยังขนาดนี้เลยหรอ "
    คนขับสามล้อ บอกว่า " เขาจ่ายเงินปิดข่าว  ไม่งั้นหนักกว่านี้  ที่นี่(สำเพ็ง) คนติดกันเยอะ รถวิ่งเข้ามารับเกือบทุกวัน  พม่าที่เขาจ้างมาทำงาน(ช่วยขายอาหาร)กลางคืน จ้างมากี่ชุด ก็ติดทุกชุด เปลี่ยนลูกจ้างหลายรอบแล้ว"
    ฉันถามต่อ " ร้านอาหารกลางคืนเยาวราช ยังมีคนมากินอยู่หรือเปล่า "
    คนขับสามล้อ บอกว่า " เขาปิด 3 ทุ่ม นั่งตบยุงกันทั้งนั้น ไม่มีคนซื้อหรอก ถนนเงียบมาก ไม่มีคนมา "

    ไม่รู้จะบรรยายความเศร้าใจ ของสตรีทฟู้ด ไชน่าทาวน์ ยังไง กลางคืนขายไม่ได้ ใครจะมากิน ทั้งสำเพ็ง ทั้งเยาวราช ทำเลทอง ตอนนี้ดูเศร้าหมองน่าดู 

    แรงงานพม่าในย่านสำเพ็ง และเยาวราช ก็ติดโควิดกันเยอะ ข่าวพวกนี้ อาจจะทำให้หลายคนไม่กล้ามาเดินทั้งเยาวราชและสำเพ็ง 

    บนถนนเยาวราช คนขายอาหารข้างทาง ถูกแบ่งเป็นสามกะ คนขายรอบเช้า ต้องเก็บก่อน 8 โมง คนขายรอบกลางวัน 4โมงก็หมดเวลาแล้ว คนขายรอบดึกจะเริ่มมาตั้งแผงแล้ว 5-6 โมง แล้วก็ต้องเก็บ ตี 3 เผื่อให้คนขายรอบเช้ามาเตรียมขาย ตั้่งแต่ช่วง ตี 4-5  ถนนเส้นนี้ไม่เคยว่าง ทั้งคนขายและคนซื้อ 

    การจำกัดเวลาขาย  การห้ามนั่งทาน ต่อให้ได้ มิชลินสตาร์ เจอมาตราการป้องกันโควิดเข้าไป ก็มีเจ๊งได้เช่นกัน ร้านอร่อยแค่ไหน ก็ไร้ความหมาย 



    ช่วงนั่งรถกลับฉันมองเห็นร้านเกมส์ แถวโรงเรียนมัธยม ต้องตั้งโต๊ะ ขายข้าวขาหมู หน้าร้านเกมส์ เห็นแล้ว แทบอยากจะร้องไห้แทนเลย มันเป็นภาพที่หดหูมาก  นอกจากร้านเกมส์โดนสั่งปิดตั้งแต่ 26 เมษามา ยังเปิดไม่ได้ โรงเรียนก็เปิดไม่ได้  ร้านอาหารก็นั่งกินไม่ได้  ถามหน่อย เปิดขาย ข้าวขาหมู ให้ใครซื้อ นักเรียนไม่มา คนซื้อไม่มี จะอยู่ยังไง 

    ฉันเองเปิดร้านในหมู่บ้าน อยู่ข้างบ้านลูกค้าเลย เด็กบ้านตรงข้าม 2 เดือน ฉันเห็นออกจากบ้านมาแค่ครั้่งเดียว เด็กไม่ได้ออกจากบ้านเลย  ขนาดอยู่บ้านตรงข้ามยังไม่เจอเลย เด็กยังไม่ได้ออกมาซื้อของเลย แล้วเด็กจะไปถึงโรงเรียนได้ยังไง ใครขายของข้างโรงเรียน จะเศร้าใจขนาดไหน 


    ตัวฉันเองก็ได้รับผลกระทบนะ  ถึงแม้จะปิดร้านเกมส์ แต่ฉันยังมีรายได้ จากการรับพริ้นการบ้านเด็ก เด็กหลายคนเรียนออนไลน์  ครูสั่งงานมา เด็กก็ส่งไฟล์งานมาทางไลน์ ฉันก็พริ้นให้ ก็ยังทำให้มีรายได้เล็กๆน้อยๆ จากการพริ้นงาน และ การบ้านเด็ก  แต่ร้านอื่น ฉันไม่รู้ว่าเขาหารายได้จากไหน

    และเพราะเด็กยังต้องทำการบ้าน บางคนไม่มาพริ้นงาน ก็มาถามหา สมุด เพื่อไปเขียนการบ้านส่งครูแทน นั่นเป็นเหตุผล ที่ทำให้ฉันเข้าสำเพ็ง ไปหาซื้อสมุดมาขาย และเห็นสภาพสำเพ็งวันนี้แย่แค่ไหน


    ตัวฉันเองก็เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการโดนสั่งให้หยุดดำเนินกิจการ โดนสั่งปิดร้านเกมส์ แต่ฉันก็พยามยามดิ้นรน หาอย่างอื่นทำ หารายได้ทางอื่น  อย่างน้อยฉันก็มีเงินจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เอาตัวรอดได้ เพียงแต่รายได้ช่วงนี้หดหายไปเยอะ ก็ต้องทำใจ ถอนหายใจมากหน่อย   

    แต่คนอื่นๆเขาเอาตัวรอดกันยังไง ฉันไม่รู้  นานๆฉันจะออกจากบ้านที แต่พอออกไปเห็นสภาพภายนอก เห็นตลาดคนเดินแล้ว แค่คิด ฉันก็หดหู่ใจแทนคนอื่นแล้ว แทบอยากร้องไห้แทนเลย

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in