ไดอารี่ของฉันhui
โลกร้อน
  • ขอบ่นเรื่องอากาศร้อนหน่อยเถอะ ช่วงนี้สภาพอากาศมันร้อนจริงๆ ร้อนยิ่งกว่าหน้าร้อน เดือน เม.ย. เสียอีก อุณหภูมิ 36 องศา แต่รู้สึกเหมือน 42 องศา มันไม่ใช่แค่รู้สึกนะ แต่มันร้อนจริง ร้อนจังมากมาย ร้อนแบบเหงื่อออกท่วมตัว เปียกจนขี้เกลือขึ้นเกาะตามเสื้อ ตามกางเกงเลย เหงื่อไหลได้ตลอดเวลา  

    ถ้าตามข่าว การที่อากาศมันร้อนผิดปรกติ ก็เพราะสภาวะโลกร้อน ทำให้ฟ้าฝนไม่เป็นไปตามฤดูกาล หน้าร้อนกลับมีฝน หน้าฝนกลับแล้ง แถมชั้นบรรยากาศสตารโตสเฟียร์กำลังบางลง ก๊าชโอโซนที่ช่วยปกป้องยูวี กำลังหายไปเพราะ ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยออกจากการใช้พลังงานที่มากเกินไป  กำลังทำลายชั้นบรรยากาศ จนทำให้แสงดวงอาทิตย์ส่องถึงพื้นโลกได้มากขึ้น 

    สมัยก่อนเดินตากแดด รู้สึกร้อนนิดๆหน่อยๆ แต่ทุกวันนี้เดินตากแดด รู้สึกเหมือนผิวโดนเผาไหม้  บางทีอยากจะให้ลดการกินไก่ย่าง หมูย่างจริงๆ เพราะการเผาไม้ทำถ่าน การปิ้งย่างต่างๆ ล้วนทำให้โลกร้อน จนเหมือนกรรมตามสนอง ผิวไหม้เหมือนโดนแดดย่างเข้าไปทุกวัน เกรียมมาก ไม่ดำให้มันรู้ไป



    ถ้าย้อนกลับไป สักประมาณ 30 ปีที่แล้ว ที่ฉันพึ่งรู้จัก คำว่า "ก๊าซเรือนกระจก"   ที่กำลังทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะมนุษย์ตัดไม้ทำลายป่ามากเกินไป มีวันเอิร์ทเดย์ ที่รณรงค์ให้คนเราร่วมมือกันปลูกต้นไม้ เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก  ถ้ามนุษย์ยังตัดไม้ทำลายป่าต่อไป ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป  น้ำแข็งที่ขั้วโลกจะลาย  น้ำจะท่วมโลก จนมีหนังเรื่อง "Water World" ที่สร้างเหตุการณ์สมมุติ ว่าโลกนี้น้ำท่วม เราจะอยู่กันอย่างไร ในโลกไร้แผ่นดิน

    กับอีกปัญหาหนึ่ง เรื่องจำนวนประชากรที่มากขึ้น  มีการรณรงค์ให้คนเรารู้จักสวมถุงยาง เพื่อป้องกันโรคเอดส์ และเป็นการคุมกำเนิด เพื่อลดการมีบุตร  ถ้าปล่อยให้มนุษย์มีจำนวนที่มากเกินไป มนุษย์จะใช้ทรัยากรหมดโลก ความขาดแคลนอาหารจะเกิดขึ้น  ที่อยู่อาศัยจะไม่เพียงพอ มนุษย์ อาจจะต้องไปอยู่ดาวอังคาร หรือดวงจันทร์ ทำให้การสำรวจอวกาศ ต้องพัฒนาไปดวงจันทร์ ไปดวงอังคารให้ได้  มีหนังเรื่อง Total Recall  ที่อาร์โนลด์แสดง มีฉากที่มนุษย์ในอนาคตมีการเดินทางไปอยู่ดวงจันทร์ และดาวอังคาร 


    ผ่านมา 30 ปี โรคเอดส์ สามารถรักษาได้ ถึงจะไม่หายแต่ก็ลดอัตราการตายและเจ็บป่วยได้ลงเยอะมาก การคุมกำเนิดได้ผลดีเกินคาด มนุษย์ไม่ได้กำลังล้นโลก แต่กำลังลดจำนวนลงมากขึ้น อัตราการเกิดต่ำลง การรณรงค์ได้ผลเกินคาด  ไม่ใช่แค่นิยมมีลูกน้อยได้ผล แต่การมีลูก1 คนใช้ทรัพยากรมาก ใช้เงินจำนวนมาก จนคนไม่อยากจะมีลูกกัน เพราะมันเปลืองค่าใชจ่าย จนกลายเป็นว่า ทุกวันนี้ บางประเทศกลับมารณรงค์ให้มีบุตรกันมากขึ้น อย่างสิงคโปร์ หรือแม้แต่จีน ที่ตอนนี้อนุญาตให้มีบุตรได้ 3 คน เพราะคนจีนรุ่นใหม่ไม่นิยมมีบุตรเหมือนดังสมัยก่อนแล้ว 


    แต่ปัญหาสภาวะโลกร้อน 30 ปีผ่านไป กลับหนักขึ้นเรื่อยๆ การรณรงค์ไม่ได้ผลอะไรเลย  โลกยังคงร้อนขึ้นทุกวัน แถมอนาคตก็ยังไม่เห็นแววว่าความร้อนจะลดลงง่ายๆ  สิ่งที่นักวิยทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ในอดีต ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ผลในปัจจุบันยังไม่เห็นเปลี่ยนไปเลย น้ำแข็งขั้วโลกก็ยังละลายมากขึ้นทุกวัน ปริมาณน้ำทะเลก็สูงขึ้นทุกวัน แถมน้ำทะเลร้อนด้วยนะ อีกหน่อยก็ทะเลน้ำอุ่น ไม่ได้เย็นชื่นใจเหมือนสมัยก่อนเลย  สิ่งทีี่เห็นได้ชัดคือ ประการังตายก่อน เกิดการฟอกขาว และสิ่งที่จะตามมาก็คือ สัตว์ทะเล ทุกวันนี้เรายังกินอาหารทะเลได้ แต่ถ้าอุณหภูมิน้ำเปลี่ยน ไม่ใช่แค่ปลาตาย แต่อีกหน่อย ปลาอาจจะกินไม่ได้ เป็นพิษต่อร่างกาย 


    ในอดีตฉันเคยสงสัยว่า อนาคตจะอยู่กันอย่างไร ถ้าโลกร้อน ทุกวันนี้ก็เห็นแล้ว ว่าคนสมัยนี้ปรับตัวกันได้ ทนกับความร้อนของอากาศได้ แม้จะไม่อยากทนก็ตาม แต่ก็ต้องทน  แต่การแก้ปัญหาความร้อน กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาให้โลกร้อนขึ้น หนีร้อนไปพึ่งแอร์ ยิ่งเปิดแอร์ ก็ยิ่งปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้โลกร้อนขึ้น อาจจะร้อนจนไม่อาจทนอยู่กับสภาพอากาศจริงได้  ทุกวันนี้ อุณหภูมิ 40กว่าองศา ก็ร้อนแทบจะบ้าตายแล้วนะ  แต่ถ้าสภาวะโลกร้อนไม่ลดลง ก็อาจจะได้เห็นอุณหภูมิสูงได้เกือบ 50 องศา ก็ไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรเช่นกัน  การโดดแสงแดดอาจเป็นอันตรายถึงตาย 


    ความเปลี่ยนแปลงของอากาศไม่ได้มีผลต่อแค่มนุษย์ ยังมีผลต่อสัตว์ และ เชื้อโรคด้วย อย่างไวรัสที่เราเจอกันอยู่ทุกวันนี้ เชื้อไวรัสโคโรน่า มันปรับตัวเก่งมาก เมื่อก่อนเคยคิดว่า มันเป็นไวรัสเมืองหนาว ชอบอากาศเย็น ทนร้อนไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ อากาศร้อนก็แพร่เชื้อได้ ไม่ได้ชอบอากาศหนาวแล้ว ร้อนก็ทนไหว โครตร้อนก็แพร่เชื้อได้   มันปรับตัวเก่ง และปรับตัวเร็วมาก  จนทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวเช่นกัน รวมถึงอาจจะปรับเปลี่ยนสายพันธ์เพื่อความอยู่รอด  คนที่อ่อนแอก็พ่ายแพ้ไป คนที่แข็งแรงเท่านั้นที่จะอยู่รอดต่อไป  ต้องเป็นมนุษย์ที่ทนต่อเชื้อไวรัส และ เชื้อโรคอื่นๆได้มากขึ้น อนาคตก็ไม่รู้จะมีโรคอะไรระบาดอีก หรือ มีโรคใหม่อะไรเกิดขึ้นอีก มนุษย์ที่แข็งแรงเท่านั้น คือผู้อยู่รอด 

    แล้วเชื้อโรคก็ไม่ได้มีผลต่อมนุษย์อย่างเดียว สัตว์ก็เจอโรคระบาดเช่นกัน ไม่ว่า วัว โรคลัมปี สกิน หรือโรคระบาดหมู PRRS  อากาศที่เปลี่ยนแปลงก็มีผลต่อการดำรงชีพของสัตว์เช่นกัน เรายังต้องกินอาหารจากเนื้อสัตว์ที่เกิดในสภาพภูมิอากาศที่เลวร้าย พืชที่เติบโตในสภาพอากาศที่ย่ำแย่ ไม่น้ำท่วมก็แล้ง ความร้อนอาจจะทำให้พืชและสัตว์เกิดความเครียด นอกจากให้ผลผลิตที่น้อยลงแล้ว อัตราการตายก็จะสูงขึ้น แถมอาจจะติดโรคได้ง่ายขึ้น เมื่อเราบริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าไป อาหารคือสารพิษ ก็อาจจะทำให้เราเป็นโรคได้ง่ายขึ้นเช่นกัน  ยิ่งกินยิ่งอ่อนแอ


    สภาพอากาศมีผลต่อจิตใจคนเราเช่นกัน มันก็ไม่น่าแปลกใจที่คนสมัยนี้จะมีจิตใจที่แปรปรวนง่าย และใจร้อนมากขึ้น  ถ้าดูข่าวต่างประเทศจะเห็นว่า ทุกประเทศที่ห้ามการเดินทาง LockDown ป้องกันการแพร่กระจายของโควิด ล้วนเกิดการประท้วงทั้งสิ้น ไม่ประท้วงก็สงครามกลางเมือง  คนเรารบกับเชื้อโรคไม่พอ ยังต้องมารบกันเองอีก ไม่ตายจากเชื้อไวรัส ก็ตายจากสงครามกลางเมือง  การล้างเผาพันธ์มีทุกที่  หมดยุคนี้ ไม่รู้ว่า นับจำนวนประชากรแล้วจะลดลงไปเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ มากกว่าสงครามโลกที่ผ่านมาหรือเปล่า 

    ความใจร้อนของคนเรา มันมีผลตั้งแต่ระดับการเมือง ไปจนถึงระดับอาชญากรรมชาวบ้าน ที่เห็นได้ชัดมากขึ้น นอกจากการประท้วงที่มีมากขึ้นแทบจะทุกที่แล้ว  อาชญากรรมก็จะรุนแรงมากขึ้น คนเราฆ่ากันตายง่ายมากขึ้น เพราะความอดทนต่ำลง ไม่พอใจกันก็ฆ่ากัน รูปแบบอาชญากรรม อาจจะไม่ได้มีแค่คนร้ายฆ่าชิงทรัพย์ แต่มันมีตั้งแต่ความรุนแรงในครอบครัว ที่พ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าแม่ ไปจนถึงการฆ่าระดับสังคมที่เป็นการสังหารหมู่ เพราะจิตใจคนเราแปรปรวนไปตามสภาพอากาศ


    และจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ปัญหาการเมืองที่ย่ำแย่  สงครามกลางเมือง สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัญหาการเงิน จะนำไปสู่การย้ายถิ่นฐานของผู้คน คนเราย่อมต้องการปัจจัยพื้นฐานที่ดี อาหารที่ดี อากาศที่ดี สังคมที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี ประเทศที่จัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ดี มลพิษน้อย ผู้คนใจเย็น คนก็อยากไปอยู่  ส่วนประเทศที่จัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ไม่ดี มลพิษเยอะ คนก็อยากหนีออก แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ 

    คนที่มีฐานะดี มีความสามารถ คนเก่ง ประเทศที่กำลังขาดแคลนแรงงาน หรือประชากรลดลง ก็จะต้อนรับและอยากได้คนเก่งเข้ามาร่วมพัฒนาประเทศ ส่วนคนที่ไม่เก่ง ไร้ความสามารถ เขาก็อาจจะไม่ต้อนรับเท่าไหร่ ก็ทำให้เกิดปัญหาลักลอบเข้าเมือง เข้าเมืองแบบผิดกฎหมาย  และเมื่อเกิดการไหล่ของแรงงาน และคนย้ายถิ่น ก็จะเกิดหมู่บ้านร้าง ที่ไหนแล้ง คนหนีหมด ที่ไหนขาดแคลนอาหารคนย้ายออกหมด ที่ไหนไม่มีงานทำ คนก็จะย้ายออก   และจะเกิดการแย่งชิงดินแดนที่อุดมสมบูรณ์กว่า หรือแหล่งที่มีอาหารมากกว่า มีงานทำมากกว่า มีรายได้ที่ดีกว่า  อัตราการแข่งขันและแย่งชิงก็จะสูงขึ้นในดินแดนที่สมบูรณ์ หรือมีความเจริญทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า



    แค่อากาศร้อน ก็พาเรื่องไปไกลเหลือเกิน ถ้าเราทำให้โลกเย็นขึ้น ผู้คนใจเย็นขึ้น สภาพอากาศรุนแรงน้อยลง อยู่แล้วสบายใจขึ้น จะลดปัญหาได้มากเลย อย่างน้อยก็เลิกบ่นว่า ร้อน และรู้สึกดีใจที่เห็นแสงแดดในยามเช้า ไม่ใช่แค่พระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น ความชิบหายก็มาเยือน ร้อนโครตๆแล้ว 

    การที่ต้องทนอยู่กับสภาพอากาศที่มันร้อนเกินทน ก็ทำให้คิดเรื่อง "การแก้ปัญหาโลกร้อน" ขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องที่แค่ช่วยกัน รณรงค์ แล้วนะ เพราะการรณรงค์ ทำมาเป็นสิบปีก็ไม่ดีขึ้นเลย รณรงค์ตั้งแต่สภาพอากาศยังไม่แย่ จนมันแย่มากๆแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรดีขึ้นเลย   มันเป็นเรื่องที่คนสมัยนี้ ต้องแก้กันจริงจังแล้ว จริงจังมากๆด้วย ซีเรียสเลยแหละ ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ต้องลงมือทำทันที

    การลดขยะสักชิ้นก็ยังดี ลดการใช้ถุงพลาสติกลง ลดการใช้ทิชชูลง ลดการใช้หน้ากากอนามัยลง ลดการใช้วัสดุใช้ครั้งเดียวทิ้ง กลับมาใช้วัสดุที่สามารถ รียูส ใช้ซ้ำ หรือ สามารถรีไซเคิลได้  ทำอะไรเล็กๆน้อยๆได้ก็ทำเถอะ เพื่อลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการเกิดก๊าซเรือนกระจก ลดเพื่อให้ตนเองสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้ แบบทรมานน้อยลง และใช้ชีวิตง่ายขึ้น 

    สิ่งแวดล้อมดีๆ มันจะได้ไม่มีแค่ในอดีต ไม่ใช่เป็นแค่ภาพในอดีตที่เคยมี  แต่มันจะต้องเป็นอนาคตที่เราทำให้มันกลับมาได้ เป็นความสุขพื้นฐานในชีวิตที่เราควรได้รับ  





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
zane. (@zane.)
ในขณะที่ผมกำลังอ่านงานเขียนนี้
ผมเปิดแอร์และดื่มน้ำใส่น้ำแข็งเย็นจัดๆ
พลางคิดไปด้วยว่า อ่า~อากาศร้อนชะมัด