ไดอารี่ของฉันhui
โควิด-19ใกล้จะถึงตัวแล้ว
  • ฉันรู้สึกว่าโควิด-19 มันใกล้ตัวเข้ามาทุกวัน ในหมู่บ้านมีข่าวผู้ติดเชื้อมากขึ้นทุกวัน แม้ว่า กทม.จะเป็นพื้นที่สีแดง แต่เขตที่ฉันอยู่ ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่บริเวณที่มีการระบาด แต่การระบาด ก็ใกล้ตัวเข้ามาทุกที  มีข่าวว่าบ้านนั้นติดโควิด  บ้านนี้ติดโควิด โดนรถพยาบาลมารับตัวไปยกบ้าน 

    บ้านไหนที่มีคนติดโควิด แม้จะรายเดียว หรือว่า ทั้งครอบครัว ก็หายไปทั้งบ้าน ไม่เห็นครอบครัวนั้น หรือคนในบ้านหลังนั้นเลย เหมือนคนในหมู่บ้าน ค่อยๆหายตัวไป  ปริมาณคนที่หายไป ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น คนเดินถนนแทบจะไม่มี 

    บางคนหรือบางครอบครัว ก็จะกลัวการติดโควิด ก็จะไม่ออกจากบ้าน  ลูกหลานก็จะไม่ได้ออกมาวิ่งเล่นนอกบ้าน รวมถึงไม่ออกมาเดินซื้อของหรือแม้กระทั้งไป 7-11 คนที่กลัวกลุ่มนี้อยู่บ้าน แต่ก็เหมือนหายไปจากหมู่บ้าน เพราะไม่เห็นเดินออกมาข้างนอกเลย 

    การระบาดในระรอก3 ครั้งนี้ คนหายไปจำนวนมาก  อย่าว่าแต่ตามถนนไม่มีคนเลย คนเดินทางน้อยเลย แม้แต่ในหมู่บ้านที่เคยมีคนเดินไปมา เด็กๆออกมาวิ่งเล่น ก็ยังหาย  ฉันจะเจอเด็กค่อนข้างมาก เพราะเด็กเคยมาเล่นเกมส์ มาวิ่งเล่นบ่อยๆ  ช่วงนี้ก็เงียบหายไปหลายคน เหลือแค่เด็กข้างบ้านเท่านั้น ที่ยังออกมาเดินซื้อของบ้าง  แต่ก็ไม่ได้มานั่งเล่นทั้งวันเหมือนแต่ก่อน 

    แล้วคนอีกกลุ่มที่หายไป ที่ไม่ได้ติดโควิด ไม่ได้โดนกักตัว ไม่ได้ไปอยู่โรงพยาบาล  แต่หายไปเพราะ ส่วนหนึ่ง ไม่มีงานทำ ย้ายที่อยู่อาศัย ไปหาที่พักที่ถูกกว่า หรือไปหางานใหม่ที่อื่น  รวมถึงบางคนขาดรายได้ ก็กู้หนี้ยืมสินไว้เยอะ พวกนี้ก็หาย หนีหนี้ไปเลย ไม่รู้ไปอยู่ไหน   



    ผลกระทบ ระรอกนี้ฉันรู้สึกว่า มันหนักกว่าครั้่งแรก  เด็กไม่มาเล่นเกมส์ส่วนหนึ่งหายไปใช่ แต่ผู้ใหญ่ที่เคยออกมาซักผ้าที่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ  มากดน้ำที่ตู้น้ำหยอดเหรียญ เคยมาซื้อขนมให้ลูก ซื้อไอศกรีม พวกนี้ก็หาย  รายได้ลดลงทุกช่องทาง มากกว่าคราวก่อน  

    ฉันขายของไปก็กลัวติดโควิดนะ  ที่ไม่อยากติด จริงๆไม่ได้กลัวไวรัส ไม่ได้กลัวตาย แต่เห็นภาพโรงพยาบาลสนามแล้ว ไม่อยากไปอยู่ อนาถาไปหน่อย  รับสภาพโรงพยาบาลสนามไม่ได้ ไม่น่าอยู่เลย ไม่อยากไปอยู่ แต่จะไม่ขายของก็ไม่ได้นะ ขาดรายได้ จะอดตายก่อน ก็ยังต้องทำงาน ขายของต่อไป ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย


    นอกจากข่าวการติดโควิดแล้ว ข่าวคนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็มี แต่จำนวนคนที่ได้ฉีด น้อยมาก น้อยกว่าจำนวนคนที่ติดโควิดอีก  ฉันถามคนแก่หลายคน ไม่มีใครอยากไปฉีดวัคซีน หลายคนเฉยเมยต่อการลงทะเบียน ไม่สนใจ กลัวตายจากวัคซีนมากกว่าติดโควิด   เพราะคนแก่คิดว่า อยู่บ้านเฉยๆปลอดภัยกว่าไปฉีดวัคซีนอีก  และอีกหลายคนที่ลงทะเบียนไม่เป็น  โทรศัพท์มือถือมีนะ แต่ใช้ไม่เป็น ให้ลงทะเบียนอะไรไม่รู้หรอก ไม่กล้าทำเอง คือพอทำไม่เป็น ก็ไม่ลงทะเบียนมันเลย   และอีกส่วนหนึ่งคือ ไม่ยอมไปไหน ต่อให้ลงทะเบียนได้ หรือมีคนลงให้ ก็ไม่อยากไปไหน   ดังนั้นถ้าอยากฉีดวัคซีนให้คนแก่ ต้องมาฉีดให้ถึงที่ เข้ามาในหมู่บ้าน ก็อาจจะได้บางคน แต่ถ้าไปถึงบ้าน ได้ฉีดทุกคนแน่  เพราะบางคนขาไม่ดี เดินไม่ค่อยได้ แค่ให้เดินออกมาฉีดวัคซีนข้างนอกบ้านยังไม่อยากมาเลย จะให้ไปฉีดที่ห้าง จึงไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่คนแก่เหล่านั้น จะยอมไป  ถ้ารัฐบาลเข้าใจคนแก่ จะรู้ว่า การฉีดเชิงรุกดีกว่า มาตั้งรับ รอคนแก่มาฉีด

    ส่วนฉันก็อยากฉีด เพราะทำงานเจอคนเยอะ เจอลูกค้าทุกวัน แต่ลงทะเบียนไปก็ไม่ผ่าน เพราะยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่รัฐต้องการตอนนี้ เรียกว่าคนอยากฉีดไม่ได้ฉีด คนไม่อยากฉีดกลับอยากให้ฉีด

    และฉันคิดว่ายังมีคนอีกหลายอาชีพที่ต้องทำงานพบเจอผู้คนมากมาย ไม่ว่าแม่ค้าตลาด หรือคนขับรถสาธารณะต่างๆ รวมถึงคนส่งของที่ต้องไปส่งของตามที่ต่างๆ  ครูอาจารย์ที่ต้องเจอนักเรียนเจอผู้คนมากมาย  คนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่ต้องเจอนักท่องเที่ยวมากหน้าหลายตา รวมถึงคนที่ทำงานตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือที่สาธารณะต่างๆ ร้านค้าต่างๆ ร้านอาหาร ร้านนวด ร้านสปา ทุกที่ล้วนต้องการวัคซีน เพื่อความมั่นใจในการพบเจอกับผู้คนมากมาย  แต่..ยังไม่ถึงคิว จึงยังฉีดไม่ได้ รอคิวต่อไป  ถึงแม้รัฐปากจะพูดว่าอยากจะฉีดไวๆ อยากจะฉีดให้ทุกคน แต่ดูขั้นตอนซิ กว่าจะมาถึงมันช้ามากเลยนะ ต้องรอลงทะเบียน ต้องรอคิว กว่าจะได้ฉีด ลากยาวไปถึงปลายปีแน่นอน  ใครได้ฉีดปีนี้ถือว่าเร็วแล้วล่ะ เพราะคิวคงยาวไปถึงปีหน้า

    ระหว่างรอคิวว่าจะได้ฉีดวัคซีนเมื่อไหร่  ก็ต้องลุ้นไปว่า จะติดโควิดก่อนถึงคิวหรือเปล่า หรือจะอดตายก่อน เพราะยิ่งฉีดช้า โอกาสติดเชื้อไวรัสก็มีมาก  เพราะเชื้อมันใกล้ตัวเข้ามาทุกวัน คนรอบตัวค่อยๆติดไปทีละคนสองคน หายไปทั้งบ้านทีละหลังสองหลัง ปริมาณคนติดเชื้อใกล้ตัวมากขึ้นทุกวัน คนยิ่งหายไป รายได้ยิ่งตก  


    บางทีคนที่อยู่รอด ผ่านพ้นช่วงวิกฤตโควิดไปได้ อาจจะไม่ใช่คนที่แข็งแรงที่สุด หรือคนที่เก่งที่สุด แต่เป็นคนที่รับมือกับสถานการณ์เลวร้ายได้มากกว่าที่สุด สำคัญกว่าปัญหาคือ สติและอารมณ์ ไม่ไปก่อนสถานการณ์ ต้องรับมือได้ทั้งเหตุกาณ์ภายนอก และ สภาวะจิตใจภายใน เอาอยู่ก็ชนะ


     
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in