ไดอารี่ของฉันhui
งานอดิเรก
  • ฉันเห็นเด็กผู้หญิง ม.ต้น แถวบ้านเอาแผ่นเฟรมพลาสติกมานั่งถักไหมพรหม ทำให้ฉันคิดถึงอดีต สมัยเด็กๆ ฉันก็ชอบทำงานฝีมือพวกนี้นะ แต่พอแก่ๆเดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้ว 

    ตอนประถม เคยมีญาติให้ของขวัญวันเกิด พ่อหรือแม่ของฉัน จำไม่ได้แล้ว เป็นกล่องทิชชูที่ทำจากแผ่นเฟรม มันสวยมากสำหรับฉัน ฉันขอกล่องทิชชูอันนั้นมา แล้วแกะแบบ แผ่นเฟรมที่เขาถักต่อเป็นกล่องทิชชู เรียกว่าก๊อปปี้จนสำเร็จออกมาหน้าตาเหมือนกันเป๊ะเลย ใช้เวลาเป็นปี กว่าจะทำเสร็จ  ทุกวันนี้กล่องทิชชูไหมพรหม ทั้งของต้นฉบับ และก็อปปี้ ก็ยังอยู่ อายุของมันก็คงราวๆ 40 ปีได้มั้ง สภาพสมบูรณ์ ฉันก็ยังใช้อยูทุกวัน


    ถ้าย้อนเวลากลับไปสมัย ม.ต้น ฉันต้องเรียนวิชา งานฝีมือ ต้องหัดถักไหมพรหม นิตติ้ง โคเช เย็บผ้า สารพัด เรียนก็หนัก งานฝีมือก็ต้องส่ง ถัดผ้าพันคอ ทั้งวันทั้งคืนเลย เพื่อให้เสร็จทันเวลา มันก็ทำให้ฉันทำงานฝีมือสิ่งเหล่านี้เป็น พอพ้นช่วงวัยเรียนหนังสือ เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว มีเวลาว่าง ฉันมานั่งคิดว่า จะทำอะไรดียามว่าง  มีสิ่งหนึ่งที่ครูไม่เคยสอนตอนเรียนหนังสือ ก็คือ ปักครอสติช  

    ฉันเลือกปักครอสติช เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ไม่รู้จัก ไม่เคยทำมาก่อน และทำไม่เป็น นอกนั้นทำพวกเย็บปักถักร้อยเป็นหมดแล้ว ไม่อยากทำ มันจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย เพราะมันยากดี  สมัยนั้นยังไม่มี พิญญ์ พวกผ้าครอสติช ต้องไปซื้อที่ ตั้งฮั้วเซ็ง บางลำพู ผ้าครอสติชเมืองนอก เมตรละ 500 บาท เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันของต่างประเทศเมตรเท่าไหร่ไม่รู้แล้ว เพราะไม่ได้ซื้อนานแล้ว  ข้อดีของผ้าต่างประเทศก็คือ ผ้ามันไม่ยับง่าย ขยำยังไงก็คลายตัว เนื้อผ้านิ่ม ต่างกับ พิญญ์ ในเมืองไทย ผ้าหยาบ แข็ง คุณภาพต่ำกว่า ราคาก็ถูกกว่าเยอะมาก 

    ตอนที่เลือกแบบจะปัก ฉันมีโอกาสเห็นภาพต้นฉบับ แค่ตอนที่ยืมหนังสือเพื่อนไปถ่ายเอกสารเท่านั้นเอง หลังจากนั้น ภาพที่เห็นก็เป็นขาวดำ แล้วตัวแบบก็จะเป็นรูปสัญลักษณ์ตามสีต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หัวใจ หนึ่งขีด สองขีด ไม่เคยรู้เลยว่า ภาพมันสีอะไร จนกว่าจะทำเสร็จ ปักเสร็จถึงรู้ว่ามันออกมาเป็นยังไง  แล้วผ้าที่ปัก ฉันก็ไม่เคยเขียนสี หรือวาดอะไรลงไปเลย มันจึงเป็นผ้าขาวล้วนๆ ที่รอการปักเติมสีลงไปเท่านั้น  ความสนุกมันอยู่ตรงที่ การรอคอยที่จะได้เห็นว่า ปักเสร็จแล้วมันเป็นรูปอะไร  สีอะไร 

    การปักครอสติชไม่ใช่เรื่องง่าย ใช้เวลานานพอสมควร รวมถึง ต้องลงทุนเยอะพอสมควรด้วยเช่นกัน แต่ผลงานที่ปักเสร็จ เวลาเอาไปให้คนอื่น เขามักจะไม่ค่อยเห็นค่าเท่าไหร่ ตอนปักแรกๆก็แจก แต่หลังๆไม่แจกใครเลย เก็บไว้ชื่นชมเองดีกว่า เพราะกว่าจะทำเสร็จไม่ง่ายเลย จะขายถูกก็ไม่คุ้มการลงทุน ขายแพงคนก็ไม่ซื้อ ดังนั้นไม่ขายดีกว่า  ตั้่งเอาไว้ในบ้านดูเองดีกว่า 



    สำหรับเด็กยุค 90 อย่างฉัน สิ่งที่ฮิตมากสมัยนั้น ก็คือ การต่อจิ๊กซอ 1,000 ชิ้น บางคนเก่งอาจจะต่อ 3,000 -5,000 ชิ้น ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร  ขอดีของของแท้ ก็คือ ถ้าไม่ใช่ตำแหน่งของมันจะใส่กันไม่ลง ต่างกับของปลอม ที่ไม่ใช่ก็ใส่ได้ ทำให้ต่อผิดต่อถูก  ตอนนั้น พี่ชาย ซื้อจิ๊กซอ จากดิสนี่ย์แลนด์ที่ญี่ปุ่นมาให้เลย  คุณภาพดีมาก  ต่อเสร็จ เอาไปใส่กรอบรูป ผ่านมา 20 ปี ทุกวันนี้ ภาพเหล่านั้น ทั้ง มิคกี้เม้าท์ ดัลเมเชี่ยน ก็ยังอยู่ในสภาพดี สีไม่ซีดจาง ตัวไม่หลุดจากกรอบ  

    การต่อจิ๊กซอ ต้องเริ่มจากกรอบ ต้องต่อกรอบให้ได้ก่อน แล้วค่อยๆไล่เข้ามาข้างใน หาสัญลักษณ์ต่างๆที่จะเป็นตัวช่วยให้ต่อง่ายก่อน แล้วค่อยๆขยายส่วนอื่นๆออกไป  สมัยนั้น ต่อไปดูทีวีไป วันนี้ไม่เสร็จก็มาต่อใหม่พรุ่งนี้ ค่อยๆทำจนกว่าจะเสร็จ  ห้ามติดลม จะต่อจนถึง ตี1 ตี2 ตี3 ไม่ได้ ต้องหยุดตนเองให้เป็น เพราะ ตอนเช้าต้องตื่นไปเรียน  แล้ว ช่วงนั้น มีการคุยข่มกัน คนนั้นทำกี่วันเสร็จ คนนี้ทำไม่กี่วันก็เสร็จ คนต่อเก่งๆก็มี ขนาดรับจ้างต่อกันเลย  แต่ฉันก็ค่อยๆไปของฉันนั่นแหละไม่รีบ ทำเป็นเดือนกว่าจะเสร็จ



    แต่พอฉันรู้จักอินเตอร์เน็ต เลิกปักครอสติช เลิกต่อจิ๊กซอ เล่นแต่คอมอย่างเดียว จนเมื่อ2 ปีก่อน พึ่งจะกลับมาปักครอสติช ที่ค้างคาไว้จนเสร็จ ฉันเล่นคอมตั้งแต่เน็ต นาทีละ 1 บาท ต้องไปซื้อชั่วโมงเน็ตถึงพันทิพย์ ซื้อหลายแพ็คมาเก็บเอาไว้ สำหรับต่อเน็ตเล่น 

    คนอื่นเขาเล่นเน็ตฟรี ตามมหาลัย ตามองค์กร  คนที่รู้จักสมัยนั้น ที่เล่นเน็ต เรียนต่อโท ต่อเอก อยู่เมืองนอกกันทั้งนั้น อยู่ในวงการการศึกษา สถาบัน มากกว่าคนทั่วไปจะซื้อเน็ตมาเล่นเอง เพราะมันแพง เล่นตั้งแต่เน็ต 256k  จอตู้กระจกยาวๆ  ตัวอักษรสีเขียว  เล่นพันทิป คุย ICQ  MSN ประมาณนี้แหละ 

    แล้วฉันก็ลืมงานอดิเรกไปเลย  รู้จักแต่คอม กับ งาน 


    ข้อเสียของการเป็นผู้ใหญ่ ทำงานก็คือ  เมื่อจะทำอะไร บางทีก็คิดว่า ได้ตังค์หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ตังค์ ก็ไม่อยากทำ  ฉันเคยผ่านช่วงเวลา ที่กระแส ฮิตทำ ดอกไม้จากผ้าใยบัว เหมือนเอาถุงน่อง มาทำดอกไม้  ผ่านช่วงเวลาที่ฮิตทำกระเป๋าจากลูกปัด  แป้งโด แป้งญี่ปุ่น ทำดอกไม้ประดิษฐ์ พวงมาลัย  รวมถึงกระดาษที่เขาเอามาพับต่อๆกันเป็น มังกร หงษ์ สัปปะรด  ฉันมองข้ามพวกนี้ไปหมดเลย มองว่ามันไม่สามารถสร้างรายได้  จึงไม่หัดทำ ทั้งที่เขาฮิตกันมากอยู่ช่วงหนึ่ง ฉันก็เลยทำไม่เป็น  

    ฉันเลือกไปเรียนคอมพิวเตอร์มากกว่า ที่สมัยนั้นไม่มีสอนในโรงเรียน คนรุ่นเดียวกับฉัน  ถ้าไม่หัดใช้คอมหลังจากเรียนจบแล้ว ก็จะทำไม่เป็น แต่ถ้าตามกระแสมาเรื่อยๆ ทุกวันนี้ก็จะเก่งคอม แต่ฉันก็เป็นแค่ระดับผู้ใช้งาน ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ ฉันหยุดเรียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาสิบกว่าปีแล้ว ทำให้โปรแกรมรุ่นใหม่ๆ ฉันก็ใช้ไม่เป็น  ยิ่งสร้างแอพพิเคชั่นยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะไม่ได้ตามเทรนสมัยนี้เลย



    พี่สาวของฉัน ช่วงนี้ไปเรียนทำขนมบ่อย เพราะไม่ได้ทำงาน เธอหัดทำขนมไทยบ้าง ฝรั่งบ้าง ก็เอามาแจกให้ฉันชิม ฉันก็ได้กินฟรีบ่อย  วันนี้ก็แวะมา เอาขนมที่เธอไปเรียนหัดทำมาให้ชิม 

    เด็กสาว ม.ต้น ที่นั่งปักเฟรม ถามฉันว่าเคยเอาขนมให้ทำพี่สาวกินหรือเปล่า ฉันก็มานึกๆเหมือนกัน ว่าไม่เคยเอาขนมที่หัดทำไปแจก ให้คนอื่นกินเลย 


    การหัดทำขนมของฉัน  มันไม่ใช่งานอดิเรก แต่ฉันทำ เพราะอยากหาอะไรทำ เป็นอาชีพเสริมบ้าง ทำเพื่อความสนุกบ้าง อยากลองอะไรใหม่ๆบ้าง  การทำขนมของฉัน มันเหมือนการเล่นขายของ แต่เป็นการขายจริงๆ ไม่ใช่ทำแจกฟรีเล่นๆ  ดังนั้นจึงไม่เคยเอาให้พี่สาวกินฟรีเลย  แต่ทำขายเลยมากกว่า

    แล้วฉันก็โชคดีที่มีลูกค้าเป็นเด็ก ยอมเป็นหนูทดลอง  เนื่องจากฉันไม่ได้เรียนมา จึงไม่เคยมีสูตรทำขนมสำเร็จรูป ที่ทำแล้วกินได้เลยในครั้่งแรก  ดังนั้น การทำขนมของฉัน มันผ่านความล้มเหลว ที่ได้ตังค์บ้าง ไม่ได้ตังค์บ้าง กำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง มากกว่า 

    อย่างการทำวุ้น ของพี่สาวฉัน ไปเรียนมา ครูสอนทุกขั้นตอน ได้วุ้นแก้วออกมาสวยงามน่ากินทันที แต่ฉันทำวุ้นแข็งไปบ้าง เหลวไปบ้าง หวานไปบ้าง กว่าจะได้ความลงตัว ก็ให้เด็กซื้อกินไปหลายรอบ กว่าจะออกมากำลังดี  เพราะฉันจะถามเด็กที่เป็นลูกค้าเสมอว่า อร่อยไหม กินได้หรือเปล่า กว่าจะกินได้ ผงวุ้นก็หมดไป 4-5 ห่อ 



    อย่างล่าสุด ที่หัดทำ หวานเย็นรสนมสด  ฉันดูสูตรในเน็ต การชงนมสด ที่ใส่นมข้นหวาน ผสมกับ นมจืด ครึ่งหนึ่งของนมสด  พอทำจริง รสชาติมันออกมาหวานเกินไป ฉันก็แก้แล้วแก้อีก ค่อยๆลดนมข้นหวานลง กว่าจะเข้าที่ ลูกค้าบอกว่าอร่อย  ฉันก็ทำออกมาถึง 5 รอบ  เด็กถึงบอกว่า กำลังดี อร่อยแล้ว 


    ดังนั้นในวัยแก่ ฉันเลยเหมือนไม่มีงานอดิเรก ที่ทำยามว่าง  แต่ฉันมีงานสนุกให้ทำจริงๆ ฉันก็ทำของขายจริง ไม่หัดทำเล่นๆ  เสียเงินจริง ลงทุนจริง ดังนั้นก็เล่นขายของจริงๆ ได้ตังค์จริงเลยดีกว่า สนุกดี ลุ้นด้วยกินได้หรือเปล่า อร่อยหรือเปล่า ขายออกหรือเปล่า 



    แต่การจะเล่นขายของจริง มันมีพื้นฐานมาจากงานอดิเรกนั่นแหละ  เพราะตอนหัดปักครอสติช ต้องซื้ออุปกรณ์ทุกอย่างมาก่อน ซื้อไหม ซื้อผ้า วางแผนการปัก เริ่มจากจุดไหนก่อน ไล่เส้นด้ายยังไง ปักไปทางทิศไหน เรียกว่าต้องมีการวางแผนก่อนทำจริง  ตอนทำจริง ก็ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสร็จ 

    ดังนั้นการจะเล่นขายของจริง จะลงทุนทำอะไร ก็ต้องวางแผนก่อนเช่นกัน ต้องซื้ออะไรมาบ้าง ทำขนมมีอุปกรณ์อะไร ต้องทำแพคเกจยังไง  บรรจุอะไร คิดด้วยนะ ประมาณนี้ลูกค้าซื้อได้หรือเปล่า เมื่อทำแล้ว ก็ต้องเชียร์ขายนิดนึง ต้องถามด้วยว่า รสชาติเป็นยังไง อร่อยไหม ต้องปรับปรุงอะไร  พอทำรอบใหม่ ก็ต้องโฆษณานะ อันนี้ปรับปรุงแล้ว อร่อยขึ้นนะ ลองดูซิ  เมื่อลูกค้าของฉันเป็นเด็ก ขนมก็ต้องรสชาติจัดนิดนึง เด็กจะกินหวานจัดกว่าผู้ใหญ่  ถ้าทำให้คนแก่กิน รสชาติต้องเบา รสจัดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อรู้กลุ่มเป้าหมาย รสชาติอร่อย แปลว่าถูกปาก 







    เด็กสมัยนี้ ติดโทรศัพท์ ว่างเป็นจับโทรศัพท์ เล่นเกมส์ ตัวฉันเองก็เป็น เดี๋ยวนี้ติดโทรศัพท์ ว่างก็เล่นโทรศัพท์  จนไม่มีงานอดิเรกอย่างอื่นทำ  เด็กที่ยังมีงานอดิเรกอย่างอื่นทำ น่าดีใจ น่าชื่นชมนะ ( แม้เบื้องหลังที่มานั่งปักแผ่นเฟรม ก็คือ เน็ตหมด ยังไม่มีตังค์เติมเน็ต)

    เด็กผู้หญิง ที่มานั่งปักแผ่นเฟรมเล่นๆ โดยที่ไม่ได้คิดล่วงหน้าจะทำเป็นรูปอะไร ปักไหมสีพื้นเต็มแผ่น ทำไปงั้นๆ ทำแล้วไม่ประกอบร่างเป็นรูปอะไรเลย แค่ปักยามว่างเล่นเฉยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ ฉันรู้สึกเสียดายเวลาแทน  ทำแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำทำไม  แต่การจะไปบอกให้คนอื่นทำเหมือนเรา บางทีก็เป็นเรื่องยาก  เพราะคนเรามองเห็นภาพที่ต่างกัน ความตั้งใจในการทำ จุดประสงค์ต่างกัน ผลก็ออกมาต่างกัน 

    แต่การสร้างนิสัย ก็มาจากพื้นฐาน งานอดิเรก ในวัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญนะ เพราะนั่นคือตัวหล่อหลอมความคิดในวัยโตขึ้นมา เมื่อเป็นผู้ใหญ่ กรอบความคิดต่างๆ ก็จะมาจากวัยเด็ก ประสบการณ์วัยเด็ก ของเล่นวัยเด็ก  อะไรที่สร้างให้เขาเป็นผู้ใหญ่ ในวันข้างหน้า ก็คือของเล่น และงานอดิเรกในวัยเด็ก ความสามารถพิเศษต่างๆ ก็มาจากงานอดิเรกในวัยเด็ก   ถ้าไม่หัดตั้งแต่เด็ก โตไปก็ไม่มีเวลาว่างหัดทำอะไรแล้ว กรอบความคิดก็จะไม่มี ว่างเปล่า คิดอะไรไม่เป็น

    เด็กสมัยนี้ที่โตมากับมือถือ เล่นติ๊กต๊อกทั้งวัน ถ้าเปลี่ยนจากผู้เสพสื่อ เป็นผู้ผลิตสื่อ จะเป็นดาวติ๊กตอก อย่างน้อยเขาก็เรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรมตัดต่อ เรียนรู้วิธีคิดคอนเทนต์ เนื้อหา เรียนรู้ในเรื่องการแสดงออก แต่ไม่รู้ว่า มันจะสร้างประโยชน์ในอนาคตให้กับเด็กได้จริงๆกี่คน  เพราะส่วนใหญ่ก็ไหลตามกระแส ก็อปปี้เขาเป็นอย่างเดียว มากกว่าจะคิดเองเป็น

    เด็กยุคโควิดนี้โตไป ความรู้ไม่เข้าหัวหรอก เพราะโตมากับสังคมที่ต้องเรียนออนไลน์เป็นหลัก แต่จะเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือมากกว่า  รู้ว่าต้องหาความรู้จากไหน  รู้ว่าต้องใช้สื่อยังไง ใช้แอพตัวไหน   จำได้แต่สิ่งที่ตนเองปฎิบัติประจำ อุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ประจำ แต่จำสิ่งที่ควรรู้ เนื้อหาในตำราเรียนไม่ได้หรอก  เพราะก๊อปปี้แล้ววางบ่อย ไม่ได้พิมพ์เอง

    การจะหางานอดิเรกอย่างอื่นทำ นอกจากเล่นมือถือ จึงเหมือนเป็นเรื่องยาก  แต่ใครมีความสามารถอื่นร่วมด้วย ถือเป็นสิ่งดี อย่างน้อยก็มีความสามารถมากกว่าคนอื่น คิดกรอบอื่นเป็นบ้าง รู้จักสิ่งแวดล้อมอื่นบ้าง แก้ปัญหาด้านอื่นๆเป็นบ้าง  มีสิ่งที่เหนือกว่าคนอื่นบ้าง



    ความเหลื่อมล้ำ ด้านความรู้ มันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยจริงๆ แม้แต่ในปัจจุบัน  เพราะในขณะที่เด็กกลุ่มหนึ่ง มีเวลาว่าง ก็เรียนพิเศษ ฝึกความสามารถพิเศษ  แต่เด็กคนอื่นๆทั่วไป ยังไม่รู้จะทำอะไรเลย คิดอะไรไม่ออก นอนเล่นเกมส์ไปวันๆ ขาดทักษะความสามารถด้านอื่นๆ  ไม่ได้มีความคิดอยากฝึกฝนอะไรพิเศษเลย ไหลไปตามกระแส ดราม่าไปวันๆ  

    บางทีก็อยากจะให้ถามตนเองว่า โตไปอยากเป็นผู้ใหญ่แบบไหน  ไม่ต้องไปทำอะไรที่มันเกินตัวหรอก ไม่ต้องไปทำตัวแก่แดดเกินวัย  เรียนรู้ไปตามวัย และเล่นฝึกฝนทักษะในแบบที่เราอยากจะเป็นดีกว่า ชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น ถึงแม้วันข้างหน้าจะไม่ได้เป็นในสิ่งที่ฝัน  แต่ความสามารถที่เคยฝึกเอาไว้ มันจะสร้างกรอบความคิดให้เราเป็นคนในรูปแบบนัั้นเอง  เช่น ถ้าชอบศิลปะ ถึงแม้วันข้างหน้าเราไม่ได้ทำงานด้านศิลปะ แต่เราจะมีศิลปะในการใช้ชีวิต เป็นไลฟ์สไตล์ของตนเอง มันจะสะท้อนออกมาในรูปแบบความคิดของเรา ตัวตนของเรานั่นเอง 

    อย่าปล่อยเวลาว่างให้สูญเปล่า ให้โทรศัพท์กลืนกินเวลาไปวันๆ หาอะไรทำซะ งานอดิเรกสักอย่าง ทุกอย่างที่ชอบ มักจะดีเสมอ 





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in