ไดอารี่ของฉันhui
ไม่รู้จะทำอะไรดี
  • ฉันมีคำถามคาใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ " ไม่รู้จะทำอะไรดี " แล้วก็หาคำตอบให้ตนเองไม่ได้  แต่ Clubhouse ให้คำตอบฉันได้ 

    ฉันทำอาชีพค้าขายมาตั้งแต่อายุ 26  จนปัจจุบันอายุ 50 แล้ว ฉันเบื่อมาก จะให้ไปขายของในเน็ต ขายของออนไลน์ ฉันก็ไม่อยากขาย คือ อยากจะเลิกเป็นแม่ค้ามากกว่า  ไม่ได้ชอบขายของเท่าไหร่ เพียงแค่ทำเป็นเท่านั้นเอง แล้วก็ทำมานานจนเบื่อแล้ว

    ฉันเคยมีความฝันอยากเปิดร้านคอม ตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจมันบูมใหม่ๆ เพราะฉันชอบเล่นคอมมาก ฉันเล่นคอมตั้งแต่อายุ 20  หน้าจอเป็นกระจก มอนิเตอร์ตูดยาวๆ จอดำ ตัวอักษรเขียวๆ ไม่มีภาพ ไม่มีเสียง วินโดว์ยังไม่เข้าเมืองไทย  ฉันเล่นวินโดว์ครั้งแรก เป็นภาษาเยอรมัน ที่พี่ชายเอาคอมมาจากเยอรมัน อ่านไม่ออกด้วยซ้ำ  แล้วก็เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะมีภาษาไทยวางจำหน่าย  เล่นเน็ตตั้งแต่ 56k  เน็ตนาทีละ 1 บาท เรียกได้ว่าฉันโตมาคอมเลย แต่ไม่เคยเรียนคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนเลย ศึกษาเพิ่มเติม เรียนพิเศษ เรียน กศน.เอาทั้งนั้น  

    แต่ตอนนั้นยังไม่มีโอกาส  ฉันพึ่งจะมีโอกาสได้ทำสิ่งที่ตนเองรัก และ ชอบจริงๆ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็คือ ตอนอายุ 40 แต่ช่วงนั้นก็เข้าสู่ยุคที่ร้านเกมส์ล้นตลาดแล้ว เล่นเน็ตชั่วโมงละ 10-15 บาท ร้านเกมส์แข่งกันลดราคา แต่ก็ยังได้อยู่นะ เพราะใช้เวลาเพียงแค่ 1 ปีก็คือทุนแล้ว ถือว่าตอนเปิดใหม่ๆ รุ่งเรืองมาก เด็กมายืนรอ ต่อคิวเล่นเกมส์ตั้งแต่เช้า โต๊ะคอมไม่เคยว่างเลย ต้องรอคิวนานถึง 3-4 ชั่วโมงกว่าจะได้เล่น 

    เด็กๆรอคิวนานจนเรียกร้องให้ฉันเปิดร้านเกมส์ 2 ชั้น คือ คอม 12 ตัวไม่เพียงพอ ต้องรอคิวนาน ตอนนั้นก็ลังเลว่าจะเปิดชั้น 2 ดีไหม เพิ่มอีกสัก 10 ตัวดีหรือเปล่า  แต่ฉันคนเดียวคงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ตอนนั้นตัดสินใจไม่เปิด ชั้น 2 แม้ว่าจะเป็นช่วงขาขึ้นก็ตาม  ถือว่าโชคดีที่ไม่ได้ทำ  เพราะไม่งั้นคงบาดเจ็บ ขาดทุน ตอนนี้คงสาหัสน่าดู 

    แต่ช่วงเวลารุ่งเรืองได้ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ธุรกิจร้านเกมส์เข้าสู่ช่วงเวลา ซบเซา เป็นธุรกิจขาลงแล้ว สำหรับฉันคิดว่า มันคือ ธุรกิจ ซอมบี้ แล้วล่ะ ไม่ตายแต่ก็ไม่โต ทรงๆแบบได้แค่หาเช้ากินค่ำไปวันๆแค่นั้นเอง แต่ไม่ตายเลยซะทีเดียวนะ  เพราะก็ยังมีคนเล่นอยู่ แม้ว่าจะน้อยลงก็ตาม แต่ก็พอมีรายได้ พอกินข้าวไปวันๆ แต่ไม่ได้เหลือเงินมากพอจะขยายกิจการหรือทำอะไร

    ที่ร้านเกมส์ซบเซา เพราะโทรศัพท์มือถือ ถูกลง และเด็กอนุบาลก็มีโทรศัพท์มือถือเล่นแล้ว เกมส์อยู่ที่ตัว จึงไม่จำเป็นต้องเข้าร้านเกมส์แล้ว จะเหลือแค่คนที่อยากเล่นคอมจริงๆเท่านั้น ที่ยังอยากเข้าร้านเกมส์อยู่ ซึ่งนั้นก็น้อยลงไปมาก  รวมถึงฉันปรับขึ้นราคาด้วย เป็นชั่วโมงละ 30 บาท นั่นก็มีส่วนให้เด็กเล่นได้น้อยลง เพราะราคาแพงขึ้น

    แม้แต่ตัวฉันเอง ยังเล่นคอมน้อยลงเลย ไปเล่นโทรศัพท์มือถือแทน และใช้งานในโทรศัพท์มากกว่าคอม 

    ฉันรู้ว่า ฉันควรจะเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นได้แล้ว ที่มันรายได้ดีกว่านี้  แต่ฉันนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี เพราะสิ่งที่อยากทำ ฉันก็ทำไปแล้ว ฝันมันเป็นจริงไปแล้ว  มันไม่มีความฝันใหม่อะไรที่อยากทำเพิ่ม จะไปทำอย่างอื่นก็ทำไม่เป็น  ก็เลยไม่รู้จะไปทำอะไร  สิ่งที่เราถนัด กำลังจะเป็นสิ่งที่ตกยุคสมัย ล้าหลัง มันจะใช้หากินใหม่ในอนาคตไม่ได้ จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่เปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ...ไม่รู้




    มีอยู่วันหนึ่ง ที่ฉันเข้าไปฟังในคลับเฮ้าท์ ตอนที่คุณตันเข้ามาคุย แล้วก็มี คุณโจ้ ธนา คุณตุ้ม สรกล ร่วมสนทนา ตอบคำถามด้วย

    มีอยู่คำถามหนึ่ง ในหลายๆคำถาม ที่ฟังเป็นชั่วโมงในวันนั้น  ฉันก็ฟังตั้งแต่ 3 ทุ่ม จนเที่ยงคืน ช่วงท้ายรายการแล้ว  คุณตันไม่ได้กลับบ้านสักที และเริ่มโยนคำถามให้คุณโจ้ และ คุณตุ้ม ช่วยตอบ ฉันรู้สึกว่า คุณโจ้ เป็นคนที่จับใจความได้เก่งมาก จับประเด็นเก่ง บางคนพูดยาวมาก จนไม่รู้ว่าถามอะไร  บางคนก็บอกเล่าเรื่องราวเยอะมาก จนฉันเองก็ไม่รู้ว่าต้องการถามอะไร  บางคำถามฉันก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ก็ฟังไปเรื่อยๆ ฟังไปรีดผ้าไป 

    มีผู้หญิงคนหนึ่งถามว่า มีเงินเหลือก้อนสุดท้ายจะทำอะไรดี ระหว่างโปรโมทสินค้าหรือว่าโปรโมทแบรนด์ของตนเอง ประมาณนี้แหละ คำตอบที่คุณโจ้ กับคุณตุ้มตอบ ก็คือ ให้เอาเงินก้อนนั้นไปเรียนซะ ไปเรียนหาความรู้เพิ่มเติมให้ตนเอง เพื่อจะได้รู้ว่าตนเองต้องทำอะไร 

    เป็นเพียงแค่คำตอบหนึ่ง ในหลายๆคำถาม และก็เหมือนไม่มีอะไร ไม่ได้ตอบตรงคำถามสักเท่าไหร่ แต่มันกลับเป็นคำตอบที่โดนใจมาก แบบไม่ตั้งใจด้วย ฉันรู้สึกสะดุดกับคำตอบนี้มาก  เหมือนอยู่ดีๆก็ ปิ๊ง!! ขึ้นมาเลย 

    เพราะฉันกำลังหาคำตอบให้ตนเองอยู่ ว่าทำอะไรดี แล้วฉันก็ไม่รู้จะทำอะไร คำตอบที่ได้ก็คือ ไปเรียนรู้เพิ่มเติมซะ จะได้รู้ว่าต้องทำอะไร  ที่ไม่รู้จะทำอะไร เพราะไม่มีความรู้อะไรใหม่เลย จึงทำอะไรใหม่ไม่เป็น  สิ่งที่ฉันขาดก็คือ "ความรู้" นั่นเอง 



    มันทำให้ฉันต้องกลับมาคิดกับตนเองใหม่เลย ฉันออกนอกระบบการศึกษามานานมาแล้วนะ แล้วก็ไม่ได้ไปเรียนพิเศษ ไปเข้าครอสอบรม หรือว่า ศึกษาเพิ่มเติมอะไรเลย มานานมาก ความรู้ของฉันตกยุคสมัยแล้ว  ที่ไม่รู้จะทำอะไร เพราะฉันไม่มีความรู้อะไรเลยนั่นเอง  

    สิ่งทีต้องทำก็คือ กลับไปหาอะไรเรียนซะ หาโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆซะ เพื่อจะได้หาคำตอบให้ตนเองใหม่ได้ หาช่องทาง โอกาสใหม่ๆได้ ว่าฉันควรจะทำอะไร 




    Clubhouse ทำให้ฉันคิดอะไรใหม่ๆกับตนเองได้นะ เพราะมันเหมือนกับฉันเจอโลกอีกใบ  ตัวฉันเอง โดยนิสัยแล้ว จะเรียกว่าเป็นมนุษย์เก็บตัวก็ได้ อยู่คนเดียวได้ มีความสุขดี ไม่คุยกับใครก็ได้  แต่หน้าที่การงาน ทำให้ต้องเจอกับผู้คน ต้องคุยกับคนอื่น เรียกว่า ฉันคุยกับลูกค้าได้เพราะมันคืองานและฉันคุ้นชินกับสถานที่  มันเป็นที่ของฉัน  แต่ถ้าให้ฉันออกไปข้างนอก ฉันก็เป็นมนุษย์เงียบ ไม่คุยกับใคร เข้าร้านทำผม เข้า 7-11 ไปไหน ก็ไม่เคยคุยกับคนอื่นเลย 

    แต่คลับเฮ้าท์มันเป็นที่ให้คนเข้าไปคุยกันด้วยเสียง ไม่ใช่พันทิปที่คุยกันด้วยตัวอักษร ฉันพิมพ์ได้ยาวมาก แต่อ้าปากพูดไม่เป็น ดังนั้นเข้า คลับเฮ้าท์ไป ฉันก็คือผู้ฟังที่ดี ไม่เคยยกมือขึ้นถามเลย  

    แล้วมันบ่งบอกอะไรล่ะ มันบ่งบอกว่า ฉันไม่มีทักษะในการพูดในที่สาธารณะ ฉันไม่กล้าพูด ฉันอาย พูดไม่ได้  บางเรื่องที่ฟังอยู่ ฉันรู้ว่าฉันทำเป็น ฉันถนัด แต่ฉันสื่อสารออกมาไม่ได้ บอกไม่ถูก  นักพูดบางคนทฤษฎีเก่งมาก หลักการเยอะมาก ทั้งที่มันแค่พื้นฐานเอง มันคือเรื่องเบสิกนะ แต่ฟังดูหรูหรามาก มีความรู้มาก เพราะเขาพูดในเชิงทฤษฎีแม่นมาก  สิ่งที่ฉันขาดก็คือ เอาประสบการณ์ที่มี บวกเข้ากับทฤษฎีให้ได้ ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง แต่มันตรงกับทฤษฎีตัวไหน ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉันไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจ ไม่ได้เรียนการตลาดมา แต่ฉันทำธุรกิจมา 24 ปี ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ต้องทำยังไง ฉันมีความชำนาญในตัว  แต่ดันอธิบายให้คนอื่นเข้าใจไม่เป็น  มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องแก้ไข

    คลับเฮ้าท์ก็เลยทำให้ฉันรู้ว่า ฉันยังต้องไปเรียนรู้อะไรใหม่ๆเพิ่มอีกเยอะ  แม้แต่ bio บางคนเขียนประวัติ ผลงาน สุดยอด ขายตัวเองสุดๆ  แต่ฉันกลับเขียนได้แค่ว่า " เข้ามาฟังอย่างเดียว "  พูดก็ไม่พูด ประวัติ ผลงานก็ไม่มี แล้วจะมีคนติดตามได้ยังไง ขายตัวเองไม่ได้เลย 

    หลายคนเข้ามาหาลูกค้า หาเงินในคลับเฮ้าท์ เป็นช่องทางทำมาหากิน หาลูกค้า หารายได้ แต่ฉันกลับเข้าไปฟังเฉยๆ ไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากบอกให้ตนเองไปหาความรู้เพิ่มเติมซะ แค่นี้เอง ฉันยังขาดความสามารถอีกเยอะ 



    สำหรับฉันแล้ว การจะเริ่มต้นอะไรใหม่ ในวัย 50 ก็ยังไม่สายไปนะ ส่วนจะเรียนรู้ได้มากแค่ไหนยังไม่รู้ เพราะสิ่งที่ฉันรู้ ชำนาญ ฉันก็เบื่อกับมันแล้ว เหลือแค่ความกล้าในการออกไปนอกความเคยชิน และโลกส่วนตัวเงียบๆของตนเองเท่านั้นเอง  ว่ากล้าทำได้หรือเปล่า










Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
kikiki (@kikiki)
ขออนุญาต comment นะคะ อาจไม่ได้ช่วยต่อยอดในสิ่งที่พี่กำลังหาคำตอบอยู่แต่หนูว่าพี่เป็นนักเขียนที่ดีค่ะ เขียนไม่เวิ่นเว้อและก็น่าอ่านมาก
hui (@atcha)
@kikiki ขอบคุณค่ะ