ไดอารี่ของฉันhui
ไหว้เจ้าวันตรุษจีน
  • ปรกติทุกปี ฉันจะไปไหว้เจ้าตามศาลเจ้าในวันตรุษจีนคนเดียวทุกปี แต่ปีนี้ หลานสาวขอตามฉันไปไหว้ด้วย ปีก่อนๆฉันก็ไม่รู้ว่าน้องชายของฉัน ไปไหว้เจ้าที่วัดไหน เพราะถามหลานไปก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เหมือนไม่ได้สนใจ หรือตามพ่อแม่ตนเองไปไหว้เจ้า ปีนี้ก็เช่นกัน ถามว่าพ่อแม่ไปไหว้ที่วัดไหน เธอก็ตอบว่าไม่รู้ เพราะเธอก็เลือกที่จะไม่ไปกับพ่อแม่ตนเอง แต่อยากมาไหว้เจ้ากับฉัน 

    ฉันก็ไม่รู้ว่าใครสอนน้องชายของฉันเรื่องไหว้เจ้า เหมือนไม่เคยถามเช่นกัน ฉันรู้แค่ว่าตนเองแม่เป็นคนแนะนำ สอนให้ไหว้ 



    เมื่อก่อนตอนเรียนหนังสือ ฉันไม่เคยไปไหว้เจ้าตามศาลเจ้าพวกนี้เลย ไม่เคยรู้ด้วยว่าพ่อแม่มาไหว้กันตอนไหน วันไหน หลังเรียนจบ ฉันทำงานออฟฟิต ก็ยังไม่ไหว้  แต่พอเจอวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้บริษัทเจ๊ง ฉันต้องย้ายงาน มาช่วยแม่ขายของ  มาเป็นผู้จัดการร้านค้า  ต้องเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน แม่ของฉันแนะนำให้ฉันเริ่มไหว้เจ้าในเทศกาลตรุษจีน 

    เมื่อก่อนพ่อเป็นคนหาเงินเข้าบ้าน แม่จะตั้งโต๊ะจัดของไหว้ให้พ่อไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย ในคืนวันเริ่มปีใหม่ วันตรุษจีน แต่เมื่อฉันมาทำหน้าที่แทนพ่อ หาเงินเข้าบ้าน แม่บอกว่า ฉันต้องเป็นคนไหว้เอง ขอพรเอง และต้องไปไหว้เจ้าตามศาลเจ้าด้วย



    การไหว้ในเทศกาลตรุษจีน จะไหว้กันในวันไหว้ ก่อนตรุษจีน 1 วัน ตั้งแต่เช้า เป็นการไหว้พระไหว้เจ้าในบ้านก่อน ต้องเสร็จก่อน 9 โมง  ช่วงสายๆ 9 โมง - 11 โมง ไม่เกินเที่ยง จะเป็นการไหว้บรรพบุรุษ  และตอนบ่ายจะเป็นการไหว้สัมภเวสี ที่เป็นการไหว้บนพื้นหน้าบ้าน ตอนดึกจะเป็นการไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ย และไปไหว้ตามศาลเจ้าต่างๆ ต้องเสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น 

    พอถึงวันตรุษจีน ตอนเช้า ก็ไปเยี่ยมญาติทางฝั่งพ่อ และบ่ายไปเยี่ยมญาติทางฝั่งแม่  หลังตรุษจีน 1 วันเป็นวันเที่ยว ก็จะไปไหว้เจ้าตามต่างจังหวัด หรือไปเที่ยววัดต่างๆทำบุญ


    เมื่อเราโตขึ้น ต่างคนต่างมีครอบครัว แยกย้ายกันไปคนละบ้าน เมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน ก็จะมาเจอกัน เพื่อไหว้พ่อแม่ เนื่องจากฉันเป็นลูกสาว การไหว้บรรพบุรุษ ต้องไปไหว้บ้านพี่ชายคนโต ดังนั้น ก่อนไปไหว้พ่อแม่หรือบรรพบุรุษ ฉันก็ต้องไหว้เจ้าบ้านตนเองให้เสร็จก่อน ก็ต้องตื่นแต่เช้ามาไหว้เจ้า ไหว้พระในบ้าน ไหว้ศาลเจ้าในหมู่บ้าน  เสร็จแล้วก็ต้องรีบลาของไหว้  ทำให้เสร็จภายในช่วง 9 โมง ไม่เกิน 10 โมง เพื่อไปไหว้พ่อแม่ต่อที่บ้านพี่ชายในช่วงสายๆ การไหว้บรรพบุรุษ จะต้องเสร็จไม่เกิน 11 โมง เผากระดาษ แล้วก็ตั้งโต๊ะ กินกันในครอบครัวพี่น้อง และแจกอังเปาหลานๆ 

    ช่วงบ่าย ฉันไม่ไหว้สัมภเวสีแล้ว ไม่มีการไหว้ที่พื้นให้ทานผีจรจัดแล้ว  คนสมัยนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครทำกันแล้ว จึงเป็นช่วงว่างที่พักผ่อน หรือกลับมาบ้านเพื่อเก็บล้างจาน และแจกของไหว้ต่างๆ ฉันแจกเกือบหมด  เหลือกินเองนิดเดียวพอ  ขนาดปีนี้พยายามประหยัดสุดๆแล้วนะ ทั้งของไหว้ ทั้่งแต๊ะเอีย รวมๆแล้ว ฉันก็ใช้เงินไปหมื่นกว่าบาท ของแพง พยายามประหยัดแล้ว แต่ประหยัดไม่ลง ไม่มีอะไรถูกเลย ขนาดว่าโควิดนะ ก็ไม่ได้ช่วยให้ของถูกลง แพงกว่าปรกติอยู่ดี  แต่ก็ถือใช้เงินน้อยกว่าปีก่อนๆ 


    ช่วงค่ำ 5 ทุ่ม จะเป็นการตั้งโต๊ะไหว้ไฉ่ซิงเอี๊ย ที่หน้าบ้าน  ทุกปี จะเปลี่ยนทิศ เปลี่ยนเวลาไปมา แต่ถ้าไม่ตามฤกษ์เวลา เอาฤกษ์สะดวก ช่วงเวลาแรกแห่งวัน ก็จะเริ่มตอน 5 ทุ่ม เพื่อขอความมั่งคั่ง ร่ำรวย โชคดี  ไหว้เสร็จ เที่ยงคืน ควรจะเป็นเวลาที่เริ่มออกไปไหว้ตามศาลเจ้าต่างๆ ฤกษ์ที่ดี ก็คือเวลาแรก ชั่วโมงแรกของวันใหม่ ก็ควรจะรีบไปขอพรเทพเจ้าก่อนคนอื่น ประมาณว่าขอก่อนได้ก่อน  ดังนั้นศาลเจ้าต่างๆ จะเปิดให้ไหว้ตลอดทั้งวันทั้งคืนในช่วงวันตรุษจีน  ถ้าเป็นคนอื่น หรือสมัยก่อนมีแรงกว่านี้ ไหว้กลางคืนเสร็จ ขอพรตั้งแต่ยามแรกของวันเสร็จ เช้าเขาก็ไปทำอย่างอื่นต่อ ไม่มาเสียเวลากับการไหว้เจ้าแล้ว ไปทำงานหาเงิน ไปเที่ยว ไปหาญาติผู้ใหญ่ ไปหาพ่อแม่กันแล้ว 


    แต่เดี๋ยวนี้ ไหว้ 5 ทุ่มเสร็จ ก็โครตเหนื่อยมากพอแล้ว เพราะตื่นตั้งแต่เช้าแล้ว มันเหนื่อยมาทั้งวัน ฉันไปต่อไม่ไหวแล้วขอนอนเถอะ ใครมีแรงขอพรตั้งแต่ 5 ทุ่มเที่ยงคืน ก็เชิญตามสบาย แต่ฉันขอนอนก่อน แล้วไปวันรุ่งขึ้น  เนื่องจากฉันไม่ต้องไปเยี่ยมญาติที่ไหน ไม่ได้ไปเที่ยวไหน ฉันก็ไปไหว้เจ้าในตอนกลางวันก็ได้  ขอพรหลังคนอื่น ได้เงินช้ากว่าคนอื่น หรือน้อยกว่าคนอื่นไม่เป็นไร ช่างมัน นอนสำคัญกว่า






    เนื่องจากแม่ของฉันเล่าให้ฉันฟังเมื่อนานมาแล้ว  ตอนฉันอายุ 26 ปี ฉันก็จำไม่ค่อยได้แล้ว จะมาเล่าให้หลานฟัง ก็แทบจะลืมไปหมดแล้ว เล่าเท่าที่พอจำได้ละกัน หลานสาวก็คงฟังๆไปงั้น คาดว่าพรุ่งนี้ก็คงลืมแล้ว  หลานสาวก็คงแค่อยากจะมาเที่ยว เดินเล่น ไหว้เจ้า กับฉันบ้างก็แค่นั้นเอง 

    แต่จะไปไหว้แบบไม่รู้อะไรเลยก็คงไม่ได้ ก็ต้องมีการเกริ่นนำ เล่าประวัติท้าวความนิดนึง เท่าที่พอจำได้ ว่าเราไปไหว้ทำไม ไหว้เพื่ออะไร การรู้ที่มานิดนึงดีกว่าไม่รู้อะไรเลย 


    คนจีนมีศาลเจ้าเยอะมาก และเทศกาลตรุษจีน ความเชื่อของแต่ละคนก็อาจจะต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะไปไหว้เจ้าในศาลเจ้าดังๆเหมือนกัน ไหว้เทพองค์เดียวกัน แต่อยู่คนละที่  เหตุผลของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน ความเชื่อหรือการเล่าต่อก็อาจจะแตกต่างกันไป แต่ก็ไปไหว้กันจนกลายเป็นประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา 

    ประวัติและเรื่องราวของวัดดังต่างๆ ไปหาอ่านในเน็ตมีเยอะแยะ แต่การที่แม่จะบอกลูกให้ไปไหว้เจ้านั้น ของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน 

    แม่ของฉันบอกว่า คนจีนชอบค้าขาย มีรายได้ไม่แน่นอน ( และฉันในวันนั้นก็กำลังจะเริ่มต้นทำอาชีพค้าขาย )  ดังนั้น การขอพรเทพเจ้า ก็เหมือนเป็นที่พึ่งทางใจ เป็นการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และให้พรเรา โชคดีตลอดทั้งปี มั่งคั่ง ร่ำรวย เราไม่รู้ว่ารายได้ในอนาคตจะเป็นยังไง แต่ที่แน่ๆเรามีความหวัง เราต้องการกำลังใจ และเราต้องการสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้เราสามารถทำสำเร็จ 

    ทุกคำพูดที่เราเอ่ยขอพร เป็นการย้ำกับตนเองว่าเราต้องการอะไรในปีนี้ เป็นคำสัญญากับตนเองว่าเราจะทำให้ได้ และเราจะมั่นใจขึ้น เมื่อเราคิดว่า เทพเจ้าจะคุ้มครองเราให้ทำสำเร็จ  

    บางทีเราก็อาจจะสงสัยว่า เทพเจ้าจะจำหมดหรอ ว่าใครขอพรอะไรบ้าง ใครต้องการอะไรบ้าง วันๆคนไปขอพรเป็นหมื่นเป็นแสน เจ้าอาจจะจำไม่หมดก็ได้  เจ้าอาจจะจำเราไม่ได้ คนเยอะเกิน แต่เราจำได้ว่าเราขอพรอะไรบ้าง คนที่จะทำให้พรนั้นสำเร็จ ก็คงมีแต่ตัวเรา ยามต้องการกำลังใจก็นึกถึงท่าน ใจเราจะแกร่งขึ้นมาเอง เพราะคิดว่าท่านคุ้มครองเราอยู่   จริงไม่จริงไม่รู้  แต่หลายคนที่ขอพร ก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว และกลับไปไหว้ซ้ำทุกปี ( เมื่อเราอยากประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นบ้าง เราก็ต้องไปไหว้กับเขาบ้าง )


    แม่ของฉันแนะนำให้ให้ไหว้เจ้าอยู่ 3 วัดในกรุงเทพ ( เพราะฉันอยู่กทม.) เพื่อขอพรในเทศกาลตรุษจีน  ส่วนคนอื่นจะมีความเชื่ออย่างอื่นก็ไม่ผิด การที่ฉันไม่ได้ไปไหว้วัดอื่นก็ไม่ผิด เพราะมันเป็นแค่ความเชื่อส่วนบุคคล แล้วแต่ว่าใครจะนับถืออะไร นับถือใคร ก็ไปเคารพ กราบไหว้ในสิ่งที่เรานับถือ และคิดว่านั่นจะช่วยให้เราได้พรสมดังปรารถนา เราไหว้แล้วสบายใจ ชอบที่ไหนก็ไปที่นั่นได้ 


    วัดที่ต้องไปไหว้ในวันตรุษจีน ก็คือ 


    1 วัดกัลยาณมิตร หรือ หลวงพ่อโต ซำปอกง   

    หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง องค์แรกอยู่ที่อยุธยา แต่เราอยู่ กทม. ก็ต้องมาไหว้ที่วัดกัลยาณมิตร หรือวัดหลวงพ่อโต เป็นแห่งแรก หรือที่แรกของเช้าวันใหม่ ขึ้นปีใหม่  

    สมัยก่อน คนจีนล่องเรือมาขึ้นฝั่งที่ไทย ต้นตระกูลเราลอยน้ำมา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้เรารอดมาได้ ก็คือ เทพเจ้าที่คุ้มครองทางน้ำ ซำปอกง หรือ หลวงพ่อโต ที่เป็นตัวแทน ซำปอกง ในประเทศไทย หน้าตาเป็นพระไทย แต่เป็นตัวแทน เจิ้งเหอ ผู้เก่งกาจในการเดินเรือ   

    เมื่อมาถึงไทยแล้วก็ต้องขึ้นฝั่ง แปลว่าเดินทางปลอดภัย รอดตายแล้ว ได้ขึ้นสวรรค์  ที่วัดกัลยาณมิตร เมื่อไปถึงแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือ การได้ปักธูปลงในกระถางธูปใหญ่ ที่อยู่หน้าประตูจีนโบราณ หรือประตูสวรรค์ เป็นการเคารพสถานที่ หรือ เป็นการขอบคุณเทพเจ้าซำปอกง ที่ช่วยให้เราปลอดภัย รอดตาย และเดินรอดผ่านประตูสวรรค์ ซึ่งถือว่า ได้ขึ้นสวรรค์ ได้เข้าสู่ดินแดนที่ดี  เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดี ปีใหม่ที่ดี เป็นฤกษ์งามยามดี จะมีชีวิตที่ดีไปตลอดปี 

    เราเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเหมือนบรรพบุรุษ  การไปไหว้ไม่ได้เป็นการขอบคุณเทพเจ้าที่ได้ขึ้นบก รอดตาย แต่ข้ามปีแล้ว ก็เหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง การไปรอดประตูสวรรค์ ขอโชค ขอการคุ้มครอง เริ่มต้นปีใหม่ที่ดี  ก็เป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง  เพื่อให้ปีนี้เป็นปีที่ดี โชคดี 

    และที่วัดกัลยาณมิตร ก็มีเทพเจ้าเยอะมาก เราสามารถที่จะขอพรเทพเจ้าต่างๆได้แทบทุกเรื่องเลย ไม่ว่าสุขภาพ การงาน การเงิน ความรัก ก็มีให้เรากราบไหว้ 



    ทุกปีไปไหว้ คนเยอะมาก ควันธูปแสบตาไปหมด คนเยอะ ปีนี้คนก็เยอะนะ แต่ไม่มากเท่าไหร่ ยังเดินได้สะดวกหน่อย ที่วัดขยันย้ายเทพเจ้าจีน เปลี่ยนตำแหน่งไปมาทุกปี ย้ายกระถางธูปทุกปี ไปแล้วต้องเดินหาที่ปักธูปว่าอยู่ตรงตำแหน่งไหน ยกเว้นกระถางใหญ่ไม่เคยย้าย นอกนั้นขยันย้ายเหลือเกิน  

    ปีนี้ทุกคนสวมแมส วัดอุณหภูมิก่อนเข้าวัด แต่ที่นี่ก็ยังไม่เคร่งครัดมาก  เดินผ่านเครื่องวัดแล้ววัดอุณหภูมิเอง เดินเข้าวัดได้สะดวก ฉันมองหน้าหลวงพ่อโตทุกปี เห็นท่านยิ้มทุกปี  แต่ปีนี้ ฉันว่าท่านยิ้มแปลกๆ ดูหมองๆเศร้าๆยังไงไม่รู้ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่านะ  รูปปั้นไม่น่าจะเปลี่ยนหน้าได้  แต่ทำไมปีนี้ฉันรู้สึกหน้าท่านยิ้มหมองๆก็ไม่รู้ คิดไปเองมั้ง หน้าก็เหมือนเดิมนั่นแหละ 




    2. ศาลเจ้าพ่อเสือ หรือ ตั่วเหล่าเอี๊ย

    เมื่อคนจีนเข้ามาทำงานในเมืองไทยแล้ว ก็นำค่านิยม ความเชื่อ ของตนเองมาด้วย คนจีนแต้จิ๋วโบราณ บูชาเทพเจ้าเสือ เคารพเสือ และ เชื่อว่า เสือเป็นสัตว์ที่ น่าเกรงขาม ศัตรูกลัว สามารถขับไล่ศัตรูและความชั่วร้ายได้  เสริมความเป็นสิริมงคล เรียกว่า เสือช่วยแก้ปัญหาได้นั่นเอง จึงนิยมมาแก้ชง  

    ความเชื่อหนึ่งของคนจีนสมัยก่อนที่เกี่ยวกับเสือก็คือ เมื่อเป็นคางทูม ต้องวาดรูปเสือที่แก้ม แล้วจะทำให้คามทูมหายไป ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังมีคนเชื่อหรือแก้คางทูมด้วยการเขียนรูปเสืออยู่หรือเปล่านะ บางคนวาดรูปเสือไม่เป็น ก็เขียนคำว่า เสือบนแก้ม วงกลมเอาไว้  คางทูมจะหายไป  เหมือนมันจะได้ผลด้วยซิ  ซึ่งความเป็นจริง ไม่ต้องเขียนอะไรเลย คางทูมก็จะหายเองภายใน 5-6 วัน แต่คนก็มักจะคิดว่า หายเพราะเสือ  


    เมื่อคนเราทำงานแล้ว ย่อมเจออุปสรรค ต้องการชนะศัตรู  และ ต้องการอำนาจ วาสนา บารมี รวมถึงการเลื่อนยศตำแหน่ง  ได้เป็นใหญ่เป็นโต มีลูกน้องบริวาร  ผู้คนมักจะมากราบไหว้เจ้าพ่อเสือ เพื่อแก้ชง หรือ ขจัดศัตรู และ เสริมอำนาจ วาสนา บารมี ต้องการให้เสือช่วยให้ตนเอง ได้ทุกสิ่งที่ปรารถนา ความร่ำรวย ลาภยศ สรรเสริญ รวมถึงลูกชาย  

    เหมือนเจ้าพ่อเสือเก่งจริง ผู้คนนับถือกันมาก เพราะคนไปกราบไหว้ขอพร กันเยอะมาก และเยอะตลอดทั้งปีด้วย มีคนไปไหว้ทุกวันเลย  ยิ่งวันตรุษจีนแบบนี้ ล้นศาลเจ้าทุกปี รวมถึงปีนี้ด้วย คนก็ไม่ได้น้อยลงเลย 

    ตรุษจีนเรามาเสริมดวงให้แกร่งแล้ว มีเสือคุ้มครองแล้ว มีเทพเจ้าใหญ่คุ้มครองแล้ว ใจเราจะฮึกเฮิม มีกำลังใจมากขึ้น ในการจะทำงานไปตลอดทั้งปี ไม่กลัวอุปสรรคใดๆ  ใจใหญ่ดังเสือ 





     ทุกปี คนก็แน่นประตูเข้าออกอยู่แล้ว คนล้นศาลเจ้า ปีนี้คนเยอะเหมือนเดิม แต่ทางเข้าไม่เหมือนเดิม เพราะจำกัดคนเข้าให้เข้าได้ทีละคน ต้องผ่านเครื่องวัดอุณหภูมิก่อนเข้าประตู ทำให้คนต่อแถวเข้าคิวเพื่อผ่านเครื่องวัดอุณหภูมิ เป็นแถวยาวมาก ไม่สงสารคนยืนตากแดดด้านนอกกันบ้างเลย กลางวันแดดแรงมาก




    3. ศาลเจ้าไต่ฮงกง หรือ มูลนิธิปอเต๊กตึ้ง 

    การมาไหว้ที่นี่ ไม่ได้มาทำบุญกับเทพเจ้า แต่เป็นการมาทำบุญ และอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย ให้กับญาติพี่น้อง ให้กับศพไร้ญาติ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับผีจรจัด 

    ไหว้เจ้ามาเยอะแล้ว ก็ต้องมาทำทานให้คนตายด้วย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาไหว้หลวงปู่ไต่ฮงกง ก็คือต้องทำบุญ บริจาคให้มูลนิธิปอเต๊กตึ้ง  ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร บรรดาผีไม่มีญาติทั้งหลาย ให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศล รวมถึงญาติพี่น้องเรา ที่เราอาจจะไม่ได้ไหว้โดยตรง ไม่ใช่พ่อแม่เรา ไม่ใช่ปู่ย่าเรา แต่เราก็ยังระลึกถึงบุญคุณของเขาอยู่ เราก็จะทำบุญที่นี่ด้วย เสริมดวงชะตา

    อย่างน้อยก็อาจจะช่วยให้เราเดินทางปลอดภัยขึ้น คนดีผีคุ้มครอง ลดอุบัติตามถนนลงได้ ลดการเจอสิ่งชั่วร้าย หรือเจ้ากรรมนายเวร ที่อาจจะคอยตามทำร้ายเราได้ ทำบุญให้ดวงวิญญาณได้ไปสู่สุขติ


    ในการไหว้วันตรุษจีน ฉันไหว้พ่อแม่กับปู่ย่า แต่ญาติคนอื่นฉันก็ไม่ได้ไหว้  การมาไหว้ที่ปอเต๊กตึ้ง ฉันจะทำบุญเสริมไปให้ นอกจากพ่อแม่ตนเองแล้ว ฉันยังระลึกถึงยาย ที่ฉันไม่ได้ไปไหว้ ระลึกถึงน้าสาว 2 คนที่ฉันก็ไม่ได้ไหว้ในวันตรุษจีน แต่พวกเขาก็มีบุญคุณกับฉัน ดีกับฉันตอนยังมีชีวิตอยู่ ฉันก็จะทำบุญให้ที่นี่แทน 




    ที่นี่ก็เสียเวลาต่อแถวยาวมาก สำหรับการเรียงคิวเพื่อวัดอุณหภูมิก่อนเข้าวัด เข้าได้ทางเดียว ทีละคน เข้าไปจริงๆคนก็ไม่ได้เยอะมากเท่าไหร่ ปีก่อนๆเยอะกว่านี้มาก แต่เข้าวัดง่าย เพราะไม่เสียเวลากับการต่อคิวเข้าวัด  ยืนตากแดดนานกว่าจะได้เข้าวัด 



    ถ้าตามแม่ฉันสอน ไหว้เจ้า 3 ศาลเจ้าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วกับการตอนรับปีใหม่ แต่ไหนๆมา ปอเต๊กตี้งแล้ว เดินไปอีกหน่อยก็ถึงวัดมังกรกมลาวาสแล้ว หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ แล้ว ฉันก็เลยไหว้เสริมเพิ่มอีกวัดหนึ่ง 



    วัดเล่งเน่ยยี่ คนมักจะมาแก้ชง เสริมดวงกันที่นี่ ยกเว้นวันตรุษจีน ที่นี่จะไม่รับแก้ชง เพราะเป็นวันดีจึงขอยกเว้น1 วัน ถ้าไปวันอื่นๆได้หมด  ค่าแก้ชงที่นี่ก็ไม่ได้ถูกเลย ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทอง ค่าของไหว้ที่นี่ก็แพงพอๆกับค่าครองชีพที่เยาวราช 

    วันเล่งเน่ยยี่เป็นวัดที่รวมเทพเจ้าเยอะมาก  นอกจากต้องไหว้พระประธานทั้ง 3 องค์แล้ว ก็ต้องไหว้เทพเจ้า ไท่ส่วยเอี๊ย เพื่อแก้ชง และไหว้เจ้าแม่กวนอิม และอีกเยอะมาก รวมหมดทุกเทพที่คนจีนเคารพ 

    เมื่อก่อนถือธูปกำใหญ่ๆ เดินวนปักธูปหลายกระถางมาก ควันเต็มวัดแสบตา แต่ปีนี้เหลือกระถางธูปใหญ่อันเดียวให้ปักรวมกันหมด ทีเดียว 9 ดอกจบ อยู่ด้านนอก ไม่ได้ตรงหน้าองค์ท่านเลยสักองค์ 



    การจะเข้าวัดได้ก็ยากเย็นเช่นกัน  ด้านนอกวัด ยืนต่อคิวเพื่อวัดอุณหภูมิก่อนเข้าวัด เป็นแถวยาวมากแล้ว กว่าจะเข้าได้ เสียเวลา ถ้าจะเข้าข้างในวัด เพื่อยกมือไหว้ แบบไร้กระถางธูปที่ให้ปักด้านนอกเพียงกระถางเดียวแล้ว ก็ต้องต่อแถวคิวยาวมาก เพื่อเข้าด้านในอีกเช่นกัน  เป็นการเว้นระยะห่างคือจำกัดคนเข้าวัดเป็นรอบๆ คนเข้าวัดข้างในได้น้อยนะ แต่คนยืนต่อคิวแถวยาวแน่นไม่เป็นไร  ปีนี้ฉันเลยไม่เข้าด้านในเลย เพราะแค่ยืนรอคิวกว่าจะเข้ามาได้ ก็นานมากแล้ว จะต้องเสียเวลายืนต่อแถว เพื่อเข้าข้างในอีกรอบ เปลี่ยนใจดีกว่า ปักธูปแค่ด้านนอกพอแล้ว ไม่เข้าก็ได้ปีนี้ 




    เพราะยืนต่อคิวยาวกลางแดดที่นานมาก มา 2-3 วัด ทำให้ฉันกลับไปบ้าน ปวดหัวไข้แดดถามหาเลย ไม่สบายเพราะตากแดดนานเกินไป ต้องมากินยาแก้ปวดหัว  ทำให้นึกถึงถ้ามากลางคืน น่าจะดีแดดไม่ร้อน ไข้แดดไม่ถามหา แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่า ถ้าง่วงนอนมาก กลางดึกแทนที่จะรีบไหว้เสร็จแล้วรีบกลับไปนอน ต้องมายืนรอคิวนาน อดหลับอดนอน เพราะไหว้เจ้าทั้งวันเหนื่อยแล้ว กลางคืน เสียเวลากับการรอคิวเช็คอุณหภูมิก่อนเข้าวัด เอาเวลาไปนอนดีกว่า มันทรมานสังขารน่าดู ทำให้ป่วยเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอได้เช่นกัน 



    น่าเสียดายปีนี้ ไม่มีงานเทศกาลตรุษจีนที่เยาวราช ทำให้หลังจากไหว้เจ้าเสร็จ ไม่ได้เดินช๊อปปิ้ง เดินซื้อของกินบนถนนเยาวราช  และเพราะไม่มีงานเทศกาล หลายร้านค้าริมถนนก็เลยปิด มีแค่ของกินเหมือนเดิม เหมือนวันธรรมดาทั่วไป 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in