ไดอารี่ของฉันhui
เจอเพื่อน
  • เพื่อนโทรมานัดกินข้าว ฉันก็ไปเจอเพื่อน ถ้าเป็นสมัยสาวๆ เพื่อนนัดเมื่อไหร่ ฉันจะไม่เคยพลาดนัดเลย แต่พอแก่แล้ว ฉันแทบไม่มีความคิดอยากจะเจอเพื่อนเลย  แต่สำหรับเพื่อนเอ ฉันยินดีเจอ

    เออุตสาห์มาหาแทบจะเกือบถึงที่อยู่แล้ว บ้านอยู่ไกลมาก แต่แวะมาซื้อยาแถวศิริราช ก็เลยนัดกินข้าวกับฉัน ฉันก็ตอบตกลง คาดเดาได้ว่า เอคงจะคุยเรื่องนัดเที่ยวเดือนหน้า  ซึ่งฉันกะว่าจะบอกยกเลิกเอไม่ไป เพราะไม่อยากไปเท่าไหร่


    ก่อนจะเจอเอ ฉันแวะไปเยี่ยมน้าสาว ในโรงพยาบาลศิริราชหน่อย คราวนี้จำทางได้แล้ว จึงไปหาที่ห้องพัก สภาพที่เจอก็คือ คุยได้ยิน แต่การตอบสนองแทบจะไม่ได้แล้ว รับรู้อย่างเดียว พูดไม่ได้  นอนให้ออกซิเจนทางจมูก ปากอ้าหุบไม่ได้ มีเลือดซึมออกจากปากเล็กน้อย แขนมีรอยซ้ำเป็นจ้ำๆ เนื่องจากหมอเจาะเพื่อหาเส้นเลือดให้น้ำเกลือ แต่ตอนนี้่ไม่ได้ให้ที่แขนแล้ว ไปเจาะให้ที่ขาแทน  นอกจากเลือดจะออกที่ปากแล้ว เลือดยังซึมออกทางทวารก้นด้วย ทำให้ต้องใส่แพมเพิสเอาไว้รับเลือด

    ภาพที่เจอก็คือ ลูกชายกำลังนวดบีบมือที่ซีดเผือกให้กับแม่ เพราะมือชา มือแทบจะไม่มีเลือดแล้ว ต้องนวดให้อุ่น ให้เลือดเดิน เนื้อตัวหนาวสั่น ห่มผ้า 2-3 ชั้น ทั้งที่ในห้องไม่ได้เปิดแอร์เลย หน้าตาลูกชายที่ทำให้แม่ เต็มไปด้วยความรัก ความเต็มใจนะ ตั้งใจดูแลอย่างดี ยังคุยกับแม่เหมือนกับที่เคยคุยทุกวัน 

    ฉันก็คุยกับลูกชายของเขามากกว่า เพราะแม่ไม่ตอบสนองอะไรเลย  หมอบอกว่าถ้าดีขึ้นก็กลับบ้านได้ อาจจะให้กลับเร็วๆนี้ เขาก็พูดถึงเรื่องเตียงคนป่วยที่อาจจะต้องซื้อให้แม่นอน  ฉันก็บอกว่าที่บ้านฉันมี เพราะเคยซื้อเอาไว้ตอนที่แม่ฉันป่วย แต่เก็บมาจะ 15 ปีแล้วนะ สภาพเป็นยังไงก็ไม่รู้เพราะเก็บไว้ไม่ได้ไปดูเหมือนกัน  ก็บอกให้ลูกชายเขาแวะไปดูเตียงที่บ้านของฉันก่อน ถ้าใช้ได้ ก็ไม่ต้องซื้อเตียงใหม่ 


    พอเอโทรมาว่ามาถึงท่าน้ำแล้ว ฉันก็ออกไปเจอเอ  ประมาณ 11 โมง เอบอกว่าจะแวะมาซื้อยา แต่ก่อนไปซื้อยา เราไปทานข้าวกันก่อน ฉันก็ชวนเอไปนั่งร้านอาหารริมน้ำ บนท่าเรือวังหลัง 

    ส่วนใหญ่เอจะเป็นคนพูด แล้วฉันเป็นคนฟัง เอจะมีปัญหาส่วนตัวเยอะมาก ปัญหาสุขภาพจิต ที่ทำให้ทำงานไม่ได้  เอไปหาหมอโรคจิต จนหมอไม่รู้จะให้ยาอะไรแล้ว   คือ ฉันก็ไม่ใช่คนฉลาดเท่าไหร่ ที่จะช่วยเพื่อนแก้ปัญหาได้  บางทีปัญหาต่างๆที่เอพูดมา  เอมีเหตุผลมากมายที่ทำให้งานนั้นไม่สำเร็จ งานนี้ทำไม่ได้ แต่ฉันฟังแล้วมันเหมือนข้ออ้างเลย  คือ จะบอกว่า เอ แก้ปัญหาไม่เก่ง ก็ไม่ใช่นะ เพราะเอเป็นคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งมาก เอาตัวรอดเก่ง และ กะล่อนด้วย  ฉันซิกลับโง่กว่า เอาตัวรอดไม่เป็น

    โครงการต่างๆที่เคยคิดจะทำหรือทำไปแล้วไม่รอด มันมีเหตุผลมากมายจริงๆ จนตอนนี้มีไอเดียใหม่แล้ว อยากจะชวนฉันทำ  ฉันว่าเธอเป็นนักคิด นักวางแผนนะ แต่ไม่ใช่นักลงมือทำ การมาคุยกับฉัน เหมือนการคนทำงานให้เธอ แล้วเธอกินค่าส่วนต่างมากกว่า  โครงการเธอมีมากมาย เหลืออย่างเดียว คนทำให้

    เธอชวนฉันขายเสื้อผ้าไหมไทยผู้ชายมือสองของข้าราชการ ซึ่งเธอรู้จักกับข้าราชการชั้นสูง คุณหญิงคุณนายอยู่ ที่มีเสื้อผ้าของผู้ว่า ที่อาจจะใส่ออกงานครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้ใส่อีกเลย อยากจะขาย แต่คุณหญิงไม่มาเป็นแม่ค้าขายของหรอก เธอจึงคิดจะขายให้แทน แต่เธอไม่ได้เป็นคนโพสต์ในเน็ตนะ หรือว่ามานั่งตอบแขทลูกค้าหรอกนะ เธอจะชวนฉัน ให้ฉันเป็นคนทำ 

    ฉันก็ว่าไอเดียเธอดี น่าสนใจ แต่เหมือนฉันก็จะมีข้ออ้างในการไม่อยากทำ  คือ สำหรับฉันนะ ถ้าขายสินค้าผู้ชาย หรือ ลูกค้าผู้ชาย มันง่ายสำหรับฉัน เพราะผู้ชายเป็นคนที่ซื้อของง่ายมาก ไม่เรื่องมาก ฉันทำงานท่ามกลางลูกค้าผู้ชายมาเป็นสิบปี  แต่การโพสต์ขายในเฟสบุ๊คส์ การต้องโชว์หน้าตา เปิดการขาย ออกสื่อ เป็นเรื่องยาก  เพราะตัวฉันปฎิเสธการมีตัวตนในเฟสมานาน

    ฉันเก็บตัวเงียบ ไม่โพสอะไรเลย ไม่ใช่แค่ปีนับครั้ง หลายปีแทบไม่มีอะไรอัพเดทเลย นอกจากรูปโปรไฟล์ที่นานๆเปลี่ยนสักที แล้วอยู่ดีๆจะมาประกาศขายโน้นนี่ มันเป็นเรื่องลำบากใจพอสมควร เหมือนไม่ค่อยชอบอยู่ในที่สาธารณะยังไงไม่รู้   แล้วตัวฉันไม่เล่นเฟสมานาน จะให้ขายของยังไม่รู้เลยเขาทำยังไง เพราะตนเองก็ไม่ซื้อของในเฟส ไม่เคยสนใจว่าชาวบ้านเขาจะขายอะไรเลย  มันเป็นเรื่องที่ฉันต้องมาศึกษาพอสมควรนะ ใช่ว่าฉันจะทำได้  

    แต่จะให้เอทำเอง เธอบอกว่าเธอไม่สามารถทำงานได้ เธอคุยกับลูกค้าไม่ได้ เธออารมณ์แปรปรวน ฉันก็ไม่เข้าใจเธอเช่นกัน เธอไม่ทำงานแล้วเธอมีเงินกินเงินใช้ได้อย่างไร  เธอบอกว่าเธอมีรายได้จากเจ้านายเก่าที่ให้เธอ เธอสามารถขอเงินเจ้านายเก่าได้ เนื่องจากเคยทำงานเป็นเลขามาหลายปี ทำงานด้วยกันตั้งแต่ตอนที่เจ้านายรุ่งเรืองจนถึงตกอับ โดนฟ้องล้มละลาย เธอก็อยู่ช่วยเหลือเขาตลอด จนตอนนี้เขาย้ายไปทำงานที่ประเทศอื่นแล้ว กลับมามีเงินแล้ว ก็ยังคุยกันอยู่ เจ้านายก็ยังซัพพอตเธออยู่ ช่วยเหลือเธอเพราะเธอเคยช่วยเหลือเขาในวันตกทุกข์ได้ยาก

    เธอมีพูดถึงเรื่องนัดเที่ยวด้วยกัน เธอขอเลื่อนเพราะหมอนัดเจอวันที่ 6 จึงขอเลื่อนออกไปจากวันที่ 5 เป็นวันที่ 8 เธอก็ถามฉันว่าโอเคไหม  ฉันก็บอกยังไงก็ได้ แต่ตัวฉันห่วงงาน อยากรีบไปรีบกลับมากกว่า เธอเซ้นต์ดี และไว รีบออกอาการเกรงใจฉันทันที ว่าเราเลื่อนนัดกันออกไปก่อนก็ได้ ถ้าช่วงนั้นฉันต้องทำงาน เรายกเลิกนัดกันก่อนก็ได้   ฉันก็มีความเกรงใจเธอนะ ไปก็ได้  แต่เธอรีบตอบไม่เป็นไร เลื่อนได้ จึงเอาเป็นว่า โครงการท่องเที่ยวของเรา ยกเลิกไปก่อน

    และถึงแม้ว่าเธอจะไม่มีงานทำ จะโรคเยอะ จะโน้นจะนี่ สิ่งหนึ่งที่เธอมีก็คือ ศักดิ์ศรี แม้ว่าเธอจะบอกว่าอยากตาย หมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากทำอะไรเลย แต่เธอก็ไม่ได้ต้องกาความสงสารจากใคร ไม่ต้องมาแก้ปัญหาให้เธอ กินข้าวด้วยกันก็ไม่ต้องเลี้ยงเธอ เธอมีเงินจ่าย ดังนั้นมื้อนี้เธอเลี้ยง 

    เธอเล่าใหัฟังว่า เธอสนิทกับเจ้านายเก่ามาก หลายเรื่องเธอไม่สามารถเล่าให้หมอฟังได้ เล่าให้เพื่อนฟังไม่ได้ แต่เธอเล่าให้เจ้านายเก่าฟังได้  เธออยากให้เจ้านายเก่าเธอเป็น ไลฟ์โค้ช ให้เธอ เขาเป็นคนที่เข้าใจเธอดีทุกอย่าง เรื่องไม่อยากทำงาน เจ้านายเก่าก็เข้าใจ ให้เงินเธอใช้ เธอจะทำอะไรเขาพร้อมซัพพอตให้เธอ ขอเพียงเธอมีโปรเจ็คมาเสนอก็พอ  แต่เธอก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี 

    สิ่งที่เธอพูด นอกจากขายเสื้อที่น่าสนใจแล้ว ฉันว่า อาชีพ ไลฟ์โค้ช ก็น่าสนใจดี  แต่ฉันเห็นสภาพเธอแล้ว ถ้าฉันเจอลูกค้าแบบนี้ ฉันก็ไปต่อไม่เป็นเหมือนกัน คงต้องหาคนอื่นมาช่วยแก้ปัญหาแทน เพราะฉันตามเธอไม่ทัน และถ้าต้องทนฟังอะไรที่มโนมากๆ ฉันก็คงรำคาญและเบื่อหน่าย เกินจะทนเช่นกัน 

    แม้ฉันจะสนใจอาชีพไลฟ์โค้ชนะ แต่ฉันก็คิดว่า ตนเองคงไม่สามารถทำได้ เพราะฉันแก้ปัญหาให้คนอื่นไม่เก่ง รวมถึงไม่ค่อยเข้าใจชาวบ้านเท่าไหร่ ว่าการที่คิดแบบนี้ แปลว่าอะไร ต้องการอะไร  ถ้าพูดตรงๆ บอกตรงๆ ต้องการอะไร ฉันทำได้ ฉันทำเลยนะ แต่ถ้าต้องมาแปล ฉันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ มีข้ออ้างโน้นนี่มากมาย อันนี้ไม่เอา อันนี้ไม่ใช่ เสนออะไรก็ส่ายหัวหมด ต้องการความช่วยเหลือ แต่เสนอความช่วยเหลือก็ปฎิเสธหมด บอกไม่ต้องการ  ฉันก็โง่เกินจะทำให้ดีขึ้นได้หรอกนะ  ได้อย่างมากสุดก็คือ รับฟัง แต่ช่วยอะไรไม่ได้เลย 

    ถึงแม้ฉันจะเป็นแม่ค้าขายของนะ แต่ฉันไม่ใช่คนที่พูดเก่งแบบคนอื่นต้องฟัง ส่วนมาก ลูกค้าจะเป็นคนพูด ชอบพูด ชอบเล่าให้ฉันฟังมากกว่า  ฉันเป็นคนที่ยิงคำถามเก่ง ขี้สงสัย เพราะโง่เกิน ไม่ค่อยรู้อะไรเลย ทำให้ลูกค้ามีเรื่องพูด เรื่องเล่าได้ตลอด  โดยเฉพาะผู้ชาย ขี้โม้ ชวนคุยง่าย เพราะเขาขยันพูด ชอบพูด ฉันก็ฟังๆยิ้มๆแค่นี้พอแล้ว ขายของไม่ต้องพูดเยอะ ไม่ต้องบรรยายหรอกว่าของนั้นเป็นยังไง เพราะก่อนจะมาร้าน เขาตัดสินใจไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะซื้ออะไร ซื้อแล้วเอาเลย จบ โม้แต่เรื่องอื่น ยกเว้นเรื่องของที่มาซื้อ 


    หลังจากนั่งกินข้าวกัน 2 ชั่วโมง เราไปต่อนั่งกินขนม ดื่มน้ำต่อ ที่ร้าน สวง อีก 2 ชั่วโมง มื้อนี้ฉันเลี้ยงคืน คุยจนฉันบอกเอว่า ฉันจะกลับไปทำงานแล้วนะ ทำให้เอ หยุดคุย ออกจากร้าน เดินไปซื้อยาที่ร้าน เพชรรัตน์ ฉันก็ตามไปเป็นเพื่อน เธอซื้อยาเยอะมาก หมดไป 5พันกว่าบาท  เป็นยาแก้โน้นแก้นี่  น้ำตาเทียม แก้เจ็บคอ ลดไข้ อะไรไม่รู้เยอะแยะ แต่ไม่มีอาหารเสริมบำรุงสุขภาพเลย   ต่างกับฉัน ถ้ามาร้านขายยา ซื้อแต่อาหารเสริม ไม่ค่อยซื้อยา ยกเว้น ยาแก้ภูมิแพ้ ต้องกินทุกวัน นอกนั้นฉันก็ไม่ค่อยกินยา กินแต่อาหารเสริม หลังจากซื้อยาเสร็จ เราก็แยกย้าย  เอขึ้นแท็กซี่ไปทำธุระอื่นต่อ ส่วนฉันนั่งวินมอไซด์รีบกลับมาทำงาน เพราะบ่าย 3 โมงกว่าแล้ว





    ที่ฉันร้อนรนอยากจะกลับมาทำงานเร็วๆ (แต่ไม่ได้เร็วเท่าไหร่เลย) เพราะทุกวันพฤหัส จะมีคุณลุงคนหนึ่ง ที่ต้องมาซักผ้า แล้วรอฉันเปิดร้าน และวันนี้ฉันขึ้นป้ายว่าเปิดร้านบ่ายๆ แจ้งให้ลุงทราบจะได้ไม่มารอเก้อ  คุณลุงมา 10 โมงไม่เจอ มาอีกที บ่ายโมงก็ยังไม่เปิด มาบ่าย 2 โมงก็ยังไม่เปิด ต้องมาบ่าย 3 โมง ถึงจะยอมเปิดร้าน  ฉันทำให้เขาเสียเวลาในการรอซักผ้ามาก กว่าจะซักกว่าจะผ้าจะแห้ง เย็นพอดี   คุณลุงคนนี้ บอกฉันหลายทีแล้ว ว่านายกตู่ จะดวงซวยเดือน ธันวานี้ ยังไงก็ต้องออก พูดแบบนี้หลายครั้งแล้ว  ฉันก็จะรอดูว่า เดือนหน้า นายกจะลาออกจริงหรือเปล่า ส่วนจะออกด้วยวิธีไหนไม่รู้ แต่อยู่ไม่พ้นสิ้นปีนี้แน่นอน ทำนายไว้แล้ว รอดูว่าจะแม่นหรือเปล่า

    พอเปิดร้านช้า ลูกค้ารุมเลย ช่วงนี้ปิดเทอม เด็กมารอเล่นเกม คนแก่มารอซักผ้า คุณป้ามารอโอนเงินเข้าเป๋าตัง งานรุมทันที เสียเวลาลูกค้ารอใช้บริการ แต่ก็ขอบคุณที่ยังรอฉันกลับมาทำงาน ไม่ไปใช้บริการที่อื่นก่อน

    คุณป้าคนหนึ่ง นอกจากมารอเติมเงินเข้าเป๋าตังแล้ว บอกให้ฉันไปเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งด้วย ส่วนตัวฉันเองไม่ได้สนใจโครงการคนละครึ่งเลย นอกจากไม่สนใจเงินของรัฐแล้ว ยังไม่สนใจเป็นตัวแทนร้านค้าด้วย  ฉันมองข้ามเงินพวกนี้  แต่คุณป้าคนนี้เชียร์จังให้ฉันเข้าร่วมโครงการ อยากใช้บริการที่ร้าน พูดเชิญชวนยิ่งกว่ารัฐบาลอีก บอกว่าถ้าเข้าร่วมโครงการ ลูกค้าจะมากขึ้น เธอจะมาฝากเงิน จ่ายล่วงหน้าเลย ให้ฉันได้ตังค์ก่อน แล้วค่อยมาเอาของทีหลัง ค่อยๆหักเงินไป เสนอวิธีเพิ่มรายได้ให้ฉัน  ฉันก็รับฟังนะ ตอบ ค่ะๆไป  แต่จริงๆฉันก็ไม่ทำหรอก 



    ฉันว่าฉันเขียนหนังสือมากกว่าที่ฉันพูดออกมาอีกนะ แต่ฉันก็เขียนเป็นแต่ไดอารี่เนี่ยแหละ เขียนอย่างอื่นไม่เป็น  มองดูเพื่อนแล้ว เหมือนภาพสะท้อนตนเอง ข้ออ้างเยอะจริงๆ ในการไม่ทำอย่างอื่น จะว่าเพื่อน บางทีก็ดูตัวเองด้วยนะ ไม่ได้ดีกว่าเขาเลย จะไปว่าเขาทำไม



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in