ไดอารี่ของฉันatcha
การประท้วงยุคใหม่
  • จากการดูการชุมนุมการประท้วงรัฐบาล ในช่วง 14-18 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีความรู้สึกว่า ทั้งสนุกตื่นเต้น และ เศร้า เคล้าน้ำตา

    เหตุการณ์วันที่ 16 ตุลา เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย  เห็นแล้วน้ำตาไหลเลย  แต่ก็เป็นบทเรียนสำคัญในกับผู้ประท้วงได้พัฒนาการประท้วงที่ต่างจากเดิมไปมากขึ้น

    การประท้วงที่มีผู้นำ สามารถรวมกลุ่มผู้ชุมนุนได้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อการประท้วงไร้ผู้นำ  ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ มันดูไร้ทิศทาง ใครจะประท้วงตรงไหนก็ได้ จะที่ไหนก็ได้ ขอให้ตำรวจไล่ตามจับไม่ทันก็พอ

    ดูการประท้วงแล้วก็สนุกดี เหมือนเล่นเกมส์ แมวจับหนู ทอมแอนด์เจอรี่ ตำรวจปิดกั้นตรงไหน ผู้ประท้วงก็ไปโผล่อีกจุดหนึ่ง  รวมกับเราตาย แยกกันเรารอด  คราวนี้ก็ประท้วงแบบดาวกระจายเลย  รวมพลได้ตรงไหน เราก็ไปรวมกัน ไม่ต้องเดินทางไกล มีหลายจุดให้เลือกประท้วงใกล้บ้าน   บางทีจุดประท้วงก็มากเสียจน เหมือนประท้วงกันแทบทั่วประเทศเลย ที่ไหนก็ประท้วงได้  แค่มีจุดยืนรวมกันพอ


    การที่ผู้นำถูกจับหมด เหลือแค่ผู้ประท้วง ที่ไม่ใช่แกนนำ  แต่ไม่มีแกนนำ ทุกคนก็กลายเป็นแกนนำได้ งานนี้ก็เลยเหมือน วิกฤต สร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมา  เป็นการเปิดโอกาสให้คนใหม่ได้พูดบ้าง ทำให้หลายคนแจ้งเกิดจากเวทีตรงนี้  แม้จะพูดครั้งเดียวแล้วถูกจับ อย่างน้อยก็มีโอกาสได้พูดให้ฝูงชนได้ฟัง และเป็นโอกาสของตนเอง ที่ได้กล้าแสดงออก ต่อหน้าคนจำนวนมาก  ไม่จำเป็นต้องเป็นดารา เป็นนักร้อง เป็นนักปราศรัย เป็นนักการเมือง ถึงจะพูดได้  เป็นแค่นักเรียนธรรมดา คนธรรมดา ก็มีคนรอฟังเป็นแสน โอกาสนี้หาไม่ได้ง่ายๆ 


    งานนี้ ต้องชิงไหวชิงพริบกับตำรวจพอสมควร สำหรับ นักจัดกิจกรรม ที่จะคิดเรื่องสถานที่ ถึงแม้ไม่ใช่แกนนำ แต่เป็นคนนัดผู้ชุมนุม บางครั้งก็ต้องเดาใจตำรวจ จะไปทางไหน ตำรวจก็ต้องเดาใจว่า ผู้ชุมนุนจะไปที่ไหน  ดูๆแล้วก็สนุกดี ตำรวจจะไล่ตามผู้ชุมนุนทันหรือเปล่า 


    มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกับม็อบในอดีตอย่างสิ้นเชิง  ที่มักจะยึดสถานที่ใดที่หนึ่ง แล้วปักหลักอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน ถ้าจะเคลื่อนย้าย ก็ต้องมีผู้นำสั่ง ไม่ใช่ไปกันเองแบบไร้ผู้นำทาง


    สำหรับอดีต มักจะมองการประท้วง ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ทำลายทรัพย์สินในบริเวณนั้น ทำให้ธุรกิจเจ๊ง  แต่ถ้าให้ฉันมองการประท้วงครั้งนี้ กลับทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นดีขึ้น  แม้ว่าห้างใหญ่จะกลัวม็อบ สั่งปิด กลัวความเสียหาย จึงยอมเสียหาย คือ ปิดดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สิน และลูกค้าที่มาใช้บริการ  คนรวยเจ๊ง

    แต่เศรษฐกิจรากหญ้าแถวนั้น จะได้ประโยชน์ เพราะคนมาก เงินก็สะพัดมาก อย่าลืมว่า คนต้องกินต้องใช้ ต้องเดินทาง  ตะโกนมากก็ต้องหิวน้ำกันบ้างล่ะ อยู่นานก็ต้องหิวข้าว หิวขนม ค่ารถก็ต้องมี ดังนั้นเกิดการจับจ่ายใช้สอยในม็อบพอสมควร  หาบเร่แผงลอย รถขายอาหาร ทั้งหลาย ขายดี รวมถึงวินมอไซด์ แท็กซี่ด้วย ล้วนเกิดรายได้ 

    คนที่เคยหากินกับนักท่องเที่ยว บางคนก็ติดตามม็อบ แล้วเข้าไปขายอาหาร ขายเสื่อ ขายเสื้อกันฝน ขายร่ม  ถึงแม้ว่าทางผู้จัดงานชุมนุมจะมีการแจกฟรีให้ผู้ประท้วงก็ตาม แต่บางคนอาจจะไม่ได้รับ หรือไม่ได้ไปอยู่ในจุดที่เขาแจกฟรีกัน จึงต้องซื้อหา หรือว่าซื้อเตรียมไปกันเอง  ยังไงก็มองว่า เกิดการจับจ่ายใช้สอยอยู่ดี  แม้ผู้ใจดีจะซื้อมาแจกผู้ประท้วง แต่เขาก็ต้องจ่ายเงินซื้อ ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นมีรายได้ 


    อย่าลืมว่าช่วงนี้ ยังอยู่ในช่วงสภาวะโรคระบาด ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม การจะจัดงานคอนเสิร์ทก็เป็นเรื่องยาก จะจัดอีเว้นท์สักงาน ก็กลัวไม่มีคนไป จะจัดกิจกรรมโน้นนี่ก็ไม่ได้  แทบจะไม่มีงานอะไรให้เที่ยวเลยในช่วงนี้   การไปร่วมชุมนุมประท้วง  จึงถือว่าเป็นอีเว้นท์ที่ใหญ่พอสมควรสำหรับช่วงนี้เลย ที่สามารถไปร่วมแสดงออกได้  เป็นเหมือนมหกรรมที่ไม่ควรพลาด ใครไม่ไปงานนี้ เหมือนเชยมาก ไม่ได้ไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ภาพของคุณที่ถูกปรากฎในสื่อ จะถูกจารึกในประวัติศาสตร์ของไทยเลยทีเดียว  ภาพที่ช่างภาพถ่าย บางภาพมีพลังมาก คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังในภาพนั้น




    แล้วธุรกิจสื่อสารมวลชนช่วงนี้ก็คึกคักมาก นักข่าวทำข่าวในม็อบกันจนเหนื่อย  ยิ่งวันที่ 16 ที่มีการสลายการชุมนุม เห็นแล้ว  ทั้งตำรวจ ทั้งผู้ประท้วง ทั้งนักข่าว งานนี้เหนื่อยกันทุกคน ฝนก็ตก หนาวก็หนาว อยู่กันยาวนานมาก  ฉันดูเห็นนักข่าวliveสด มาราธอนมาก ตั้งแต่เย็นยันเกือบเที่ยงคืนไม่มีตัดภาพ ไม่มีเบรค นับถือเลยจริงๆ สุดยอด 


    การเป็นนักข่าวภาคสนาม เป็นอะไรที่เหนื่อยมาก แต่เป็นสุดยอดความใฝ่ฝันของอาชีพนักข่าว สำหรับใครบางคนเลยทีเดียว การทำข่าวม็อบ หรือ สงครามกลางเมือง ยังเป็นน้องๆ สงครามระหว่างประเทศที่รบกันจริงๆ ปืนจริง ระเบิดจริง ตายจริง พวกนั้นน่ากลัวกว่า แต่ก็ตื่นเต้นกว่า ซึ่งนักข่าวบางคนหลงใหลที่จะทำ ในขณะที่หลายคนกลัวมาก ไม่กล้าไปทำ 


    การทำข่าวม็อบหรือการประท้วงในประเทศแบบนี้ ถือเป็นสนามทดลอง ให้กับนักข่าวรุ่นใหม่ ที่กล้าเสี่ยงตาย และ กล้าเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เสมอ ได้ลงสนามจริง แบบไม่โหดมากนัก  รวมถึงช่างภาพมือสมัครเล่น และ มืออาชีพ ได้ถ่ายภาพเหตุการณ์ที่ิยิ่งใหญ่ มือต้องไว  ถ่ายต้องเร็ว วิ่งต้องไว ใจต้องกล้า จะมาเสียเวลาปรับชัตเตอร์ไม่ได้เลย ทุกอย่างมันต้องเร็ว เพราะเหตุการณ์บางอย่าง มันแค่เสี้ยววินาที ถ่ายทันได้ภาพ ถ่ายไม่ทันก็อด ทุกวินาทีมีค่า ในการกดชัตเตอร์  ม็อบจึงเป็นสถานที่ที่ตากล้องต้องไปจริงๆ แล้วตากล้องในม็อบก็เยอะมากจริงๆ ภาพข่าวออกมาสวยๆเยอะมาก  บางภาพมีพลังแบบเห็นแล้วน้ำตาไหลเลย ไม่รู้จะบรรยายยังไง มันกินใจ จนน้ำตาร่วง





    ส่วนตัวฉันเข้าข้างประชาชน ฉันก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ส่วนหนึ่งฉันก็พอเข้าใจฝั่งตรงข้าม เพราะครั้งหนึ่ง ฉันก็เคยเข้าข้างเสื้อเหลือง เกลียดเสื้อแดง  นั่น สมัย ร.9 เพราะตอนนั้น ฉันก็เกลียดทักษิณ ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของไพร่อะไรเลย แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึี่งของราษฎรมากกว่า ยุคสมัยเปลี่ยน คนเปลี่ยน นี่มันยุค ร.10 ไม่ใช่ 9  ลูกไม่ใช่พ่อ ไม่เหมือนกัน 
     

    คนที่จงรักภักดีต่อกษัตริย์ยังมีมาก เพราะส่วนหนึ่งเขาก็ยังทำงานรับใช้ประเทศชาติ ถูกสั่งสอนมาให้รัก สถาบันกษัตริย์ แม้ว่ากษัตริย์จะดีหรือไม่ดี จะเลวแค่ไหนก็ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์ใดๆทั้งสิ้น มีหน้าที่แค่ทำตามคำสั่ง และเทิดทูลเอาไว้เหนือหัวเท่านั้น นั่นคือสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาก ไม่แปลกที่จะจงรักภักดีต่อไป เพราะมันเป็นหน้าที่เขา  และคนกลุ่มนี้ก็มีค่อนประเทศเช่นกัน  

    การจะล้มสถาบันกษัตริย์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่ากษัตริย์จะทำไม่ดีต่อประชาชนเพียงใดก็ตาม แต่สำหรับพวกเขาแล้ว เขาเป็นข้าราชการ เป็นข้าราชบริพาร ได้รับผลประโยชน์ ได้รับยศตำแหน่ง ได้รับการแต่งตั้ง ได้รับหน้าที่การงานที่ดี มีรายได้ มีเกียรติ มีสังคม  เขาไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบใดๆ ที่ประชาชนบางส่วนกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้  เขาไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหาสังคมอะไรเลย และมองไม่ออกว่า เด็กรุ่นใหม่ทำไมถึงได้คิดแบบนี้ ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นของเด็กรุ่นใหม่  ไม่แปลกที่จะต่อต้าน



    ในความคิดส่วนตัวนะ ฉันคิดว่า เด็กรุ่นใหม่ เกิดมาจากคนรุ่นของฉัน ที่หลายคนมีลูกคนเดียว และ หลายคนเลี้ยงลูกแบบสอนให้คิดเอง ตัดสินใจเอง ตามใจ ไม่ได้บังคับว่า ต้องเชื่อฟังคำสั่งพ่อแม่ ไม่ได้สอนให้เถียง แต่จะทำอะไรต้องมีเหตุผล ไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยไม้เรียว ไม่ตีลูก ไม่ด่าลูก แต่เรื่องอบรม บ่น ต้องมีบ้าง ทำอะไรไม่ค่อยห้าม แต่จะบอกให้ระวังมากกว่า

    เมื่อเด็กมีอิสระทางความคิด และ การตัดสินใจด้วยตนเองมากขึ้น  ดังนั้น พอจะห้ามโน้นห้ามนี่  เด็กก็จะถามกลับว่า มีเหตุผลอะไร ทำไมต้องห้าม เหตุผลนั้นฟังขึ้นหรือไม่  และบังเอิญ เหตุผล ห้ามพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ มันเหมือนฟังไม่ขึ้นในยุคสมัยนี้  พูดแล้วผิดกฎหมาย  บางคำพูดมันไม่ได้ผิดอะไรเลย เป็นความจริง แต่ทำไมห้ามพูด ทำไมห้ามคิด ทำไมห้ามทำ มันผิดตรงไหน เด็กไม่เข้า  คำตอบผู้ใหญ่บางทีก็ฟังไม่ขึ้น  ผู้ใหญ่บอกอย่างเดียวว่าหมิ่นสถาบัน อะไรคือหมิ่นฯ  มันคือความจริงทั้งนั้น  นี่คือสิ่งที่คุยกันไม่รู้เรื่อง  การจะแก้ไขเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องยาก



    สำหรับตัวนายกแล้ว ท่านไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ประชาชนเกลียดอะไรท่าน หรือท่านรู้ตัวแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่สนใจกันแน่ อำนาจมันครอบงำไปแล้ว ต่างกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว  ไหนว่ามาแป๊บเดียว เผลอแป๊บเดียว 6 ปี ไม่เห็นไปไหนเลย  ตำแหน่งนายกไม่ใช่ข้าราชการนะ จะอยู่ยันเกษียณ 4 ปีก็นานพอแล้ว ล่อมา 6 ปี ยังไม่ได้รู้สึกว่าตนเองอยู่นานอะไรเลย  

    การไล่นายกออก เป็นเรื่องง่ายกว่า ล้มสถาบัน  เพราะยังมีคนยันสถาบันอยู่เยอะ ยังไม่สามารถล้มได้ง่ายๆ ต้องมีนักการเมืองและทหารเห็นด้วย ถึงจะล้มสำเร็จ แต่คราวนี้ นักการเมืองและทหารยังไม่เห็นด้วย ก็ล้มไม่สำเร็จ 


    ตามนิสัยท่านแล้ว ยามรัก ให้เต็มที่ จัดเต็ม ให้ทุกอย่าง ตามใจ ยามชัง ถ้าไม่ตายก็อยู่ในประเทศนี้ไม่ได้ ไม่มีแผ่นดินให้อยู่ ความโหดของท่าน มีชื่อเสียงมานานแล้ว เป็นที่รู้กัน   จุดจบของนายกตู่ ไม่รู้เป็นเช่นไร แล้วแต่ฟ้าประทาน ถ้ารับสั่ง ให้อยู่ต่อก็ต้องอยู่ต่อให้ได้ แม้ว่าประชาชนจะต่อต้าน หรือขับไล่เพียงใด ก็ต้องไม่ไป  ขบวนการทางการเมืองจะเอื้ออำนวยช่วยท่านเอง ให้เป็นนายกต่อไป   แต่ถ้าเห็นว่าตู่จัดการบ้านเมืองได้ไม่ดี ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อน บ้านเมืองโกลาหล เหมือนยุคสมัยเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็จบแบบ ทักษิณ และยิ่งลักษณ์  ถ้าอยู่ต่อก็ตาย ไม่อยากตายก็ต้องหนี้ไปต่างประเทศ  รอดูต่อไป ว่าท่านจะปราณีต่อนายกตู่ไหม  ตำแหน่งนายกไม่ได้อยู่กับม็อบ หรือประชาชน หรือแม้แต่สภา แต่ขึ้นอยู่กับเบื้องบนว่าจะสั่งอะไร 

    แต่ถ้าประชาชนไม่ทำอะไรเลย ลุงตู่ก็อยู่ต่อไปเรื่อยๆ บ้านเมืองสงบ ไร้การเลือกตั้ง ไร้ประชาธิปไตย อาจจะอยู่ยาวถึง 20 ปี ปกครองง่าย ไปเรื่อยๆแบบนี้แหละ ห้ามทุกอย่าง  แล้วหุบปากด้วย ห้ามพูดเรื่องสถาบัน ไม่ว่ากษัตริย์จะทำอะไรก็ตาม พูดมากก็อาจจะตายเงียบๆ แม้จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม  ทนได้ก็ทนต่อไป



    แต่ถ้ารู้สึกไม่อยากทนเท่าไหร่  ออกไปสนุกกับม็อบเถอะ ให้ชีวิตได้ตะโกนบ้าง ทำอะไรเพื่อการเปลี่ยนแปลงบ้าง  ดีกว่าเก็บปากเงียบๆอยู่บ้านเฉยๆ เฉาตายพอดี พรุ่งนี้จะเป็นที่ไหนน้าาาา..   ม็อบจะออนทัวร์ ทั่วกรุงเทพอยู่แล้ว ขยันย้ายกันจัง  ฉากหลังแบล็คกราวน์ม็อบเปลี่ยนไปทุกวัน เป็นข่าวไปทั่วโลก เหมือนเป็นการประชาสัมพันธ์สถานที่ท่องเที่ยวเลย  งานนี้หลายคนคงได้รู้จักหลายๆสถานที่จากการไปชุมนุมประท้วง และภาพข่าวเนี่ยแหละ ว่าที่ตรงนั้นเป็นยังไง สวยงามเพียงไหน  ภาพสวยๆปรากฎขึ้นเพราะช่างภาพฝีมือดี และ ทุกคนในภาพทำให้ภาพนั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่ ออกไปสร้างความยิ่งใหญ่กันเถอะ 


























Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in