ไดอารี่ของฉันhui
บริจาคโลหิตครั้งที่ 64
  • สมัยสาวๆ การบริจาคโลหิตเป็นเรื่องง่าย แต่ยิ่งแก่ มันยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ กว่าจะบริจาคครั้งที่ 64 สำเร็จ ใช้เวลาปีครึ่ง  เพราะเมื่อ ต้นกันยาปีที่แล้ว จะบริจาคก็คิดแล้วคิดอีก ว่าจะบริจาคดีหรือเปล่า  เพราะมันใกล้ช่วงเวลาต้องผ่าตัดเนื้องอกในท่อน้ำนม  ครั้งนั้น ตัดสินใจไม่บริจาค เก็บเลือดไว้ผ่าตัดดีกว่า  จึงไม่ทานยาบำรุงเลือดในช่วงเดือนกันยา  เรียกว่าไม่ได้เตรียมตัวบริจาคเลย

    แล้วหลังผ่าตัด 6 เดือน เมื่อ เม.ย. ที่ผ่านมา ก็บริจาคไม่สำเร็จ ขนาดทานยาบำรุงเลือด ธาตุเหล็ก ล่วงหน้า 2 เดือน ก็ไม่ผ่าน  จะไปบริจาคใหม่ เดือน มิ.ย. ทานยาบำรุงมาอย่างดี แต่ก็ดันนอนน้อยไปหน่อย ไม่พร้อมจะบริจาค ก็ข้ามไปอีก 

    คราวนี้ ตั้งใจจะบริจาคเลือดเดือน ตุลา ก็เตรียมทานยาบำรุงเลือด ตั้งแต่ กันยา ทานมา 1 เดือนเต็ม เท่ากับว่า ฉันทานยาบำรุงเลือด มา 5 เดือน ก่อนจะมาบริจาค 

    ตอนแรกไม่แน่ใจว่าจะบริจาคผ่านหรือเปล่า ความตั้งใจแรก กะว่าจะมาช่วงวันที่ 10-14 ตุลา แต่กลัวว่า มาแล้วจะบริจาคไม่ผ่าน ต้องกลับไปทานยาเพิ่มอีก  ก็เลยมาก่อนดีกว่า ถ้าไม่ผ่านก็ยังมีเวลาสัก 2-3 สัปดาห์ กลับไปทานยา แล้วค่อยมาใหม่ จึงมาบริจาคตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาเลย  





    ทำตามขั้นตอนปกติ กรอกใบลงทะเบียน วัดความดัน เข้าลงทะเบียน แล้วก็กดบัตรคิว เพื่อรอเรียกไปเจาะเลือด

    วันนี้คนน้อย ทำให้ขั้นตอนต่างๆ ผ่านไปอย่างรวดเร็ว รอคิวแค่ 1 คน ถ้ามาวันสำคัญหรือวันหยุด คิวจะยาวมาก 




    เป็นเรื่องน่าดีใจ ที่การเจาะเลือดผ่าน ความเข้มอยู่ที่ 12.8 กินยามา 5 เดือน เป็นร้อยเม็ด ผ่านเกณฑ์สำเร็จ  ( คราวก่อน 12.1 ต่ำกว่าเกณฑ์ 12.5 )  

    พอถึงคิวคุยกับหมอ หมอก็สอบตามปรกติทั่วไป  เมื่อเช้าทานข้าวมาหรือเปล่า เมื่อคืนนอนกี่โมง ทำไมหายไปปีหนึ่ง ไม่ได้มาบริจาค 

    ฉันก็เล่าให้คุณหมอฟัง ปีที่แล้ว ติดผ่าตัดเนื้องอก  เมื่อต้นปีก็มาแล้ว แต่ไม่ผ่าน หมอก็เลยสอบถามเพิ่มเติมว่า ต้องรักษาต่อเนื่องหรือเปล่า มีการคีโม ฉายแสงอะไรไหม ฉันก็ตอบว่าไม่ต้อง เป็นเนื้องอกดี ผ่าตัดจบ  หมอก็ทำการโน้ตข้อความบนใบประวัติ  หมอบอกว่า ถ้ามีโรคบางอย่าง เลือดจะใช้ไม่ได้ 

    แล้วทายาอะไรอยู่ ฉันก็ตอบไปว่า ยาแก้แพ้อาการ อาหารเสริมบำรุง หมอก็ถามยาอะไรบ้าง ฉันก็เล่าว่า พวกแคลเซี่ยม วิตามินรวม โปรตีน น้ำมันปลา  หมอบอกว่า ต้องงดน้ำมันปลาก่อนมาบริจาค อย่างน้อย 7 วัน ฉันตอบไปว่า ฉันพึ่งทานได้แค่ 2 เม็ดเอง หมอก็ยอมอะลุ่มอะหล่วยให้   บอกครั้งหน้า งดล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วันนะคะ ฉันก็รับทราบ  หมอก็เขียนโน้ตลงในใบประวัติอีก ว่ามีน้ำมันปลา 

    แล้วหมอก็สั่งให้ไปห้องเบอร์ 8 เพราะคราวที่แล้ว บริจาคเลือดไม่ผ่าน  ฉันก็ไปห้องเบอร์ 8 ไปนั่งรอสักพัก เจ้าหน้าที่เช็คประวัติแล้วก็ส่งให้คุณหมอ   พอหมอดูใบประวัติ ฉันก็บอกว่า คราวที่แล้วบริจาคไม่ผ่าน แต่ครั้งนี้ ความเข้มเลือด 12.8 ผ่าน  หมอก็มองใบประวัติผ่านๆ ไม่ได้พลิกดูด้านหลัง ที่หมอห้องโน้นเขียนโน้ตไว้  เห็นว่าความเข้มผ่าน ก็ให้ วิตามินบี กับ โฟเลต และ ธาตุเหล็ก มาทานเพิ่ม อย่างละ 2 ซอง  ฉันถามต้องตรวจเลือดเพิ่มไหม  หมอบอกว่าไม่ต้อง ขึ้นไปบริจาคได้ 

      

    วันนี้คนน้อยมาก ไม่ต้องรอคิวเลย ขึ้นไปชั้นบนก็เข้าห้องบริจาคได้เลย ขึ้นเตียงเลย ได้แขนขวา การเจาะเลือด เป็นไปตามปรกติ หาเส้นเลือดไม่ยาก ทีเดียวได้เลย  ระหว่างที่บริจาค มือก็บีบๆ กำๆ เลือดก็ไหลไป แต่เครื่องก็ดัง ปี๊บๆ เป็นระยะๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าดังทำไม  พอเจ้าหน้าที่มาจับมือฉัน แล้วยืนเฝ้าเครื่อง ฉันก็ถามว่า ทำไมเครื่องมันร้อง  เจ้าหน้าที่ตอบว่า เลือดไม่ไหล  ฉันรีบกำมือแรงๆ เลย 

    ฉันมั่นใจว่าเมื่อคืนนอนเต็มอิ่มนะ เพราะนอนมา 9 ชั่วโมง ฉันจำได้เลยว่า เจ้าหน้าที่พยาบาลเคยบอกว่า เส้นเลือดตีบ ไม่แข็งแรง เพราะนอนน้อย  คราวนี้เตรียมตัวมาอย่างดี นอนเต็มที ยังมีอาการเป็นระยะๆ ฉันก็ไม่อยากนอนให้เลือดนาน จีงกำแรงๆ บีบแรงๆเลย ให้เลือดมันไหลไวๆ  เจ้าหน้าที่จะได้ไม่ต้องเจาะ หรือว่า ขยับเข็มใหม่ เพราะมันเจ็บ  แล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่โดนขยับเข็ม ให้เลือดสำเร็จ 


    หลังจากบริจาคเลือดแล้ว ก็ออกมาทานเครื่องดื่มขนม ห้องตรงข้าม ได้ขนมเยอะมาก เก็บกลับบ้าน





    ฉันเคยมีคิดจะเลิกบริจาคเลือดแล้ว เพราะปัญหาเลือดจางสะสม คือไปเจาะเลือดไม่ผ่าน หลายทีแล้ว ต้องกินยาตลอด   แต่มีโอกาสได้คุยกับคุณหมอที่เกษียณแล้วท่านหนึ่ง ตอนที่ไปบริจาค ช่วงหลังจาก รัชกาลที่ 9 สวรรคต ปี2559  คนมาบริจาคเยอะมาก จนต้องตั้งโต๊ะ ตรวจสุขภาพด้านนอกอาคาร คิวยาวเป็นร้อย จึงมีหมอจากภายนอกเข้ามาช่วยหลายคน 

    ตอนนั้นหมอต้องวัดความดันเอง  ฟังชีพจรเอง เครื่องอัตโนมัติไม่พอใช้  ก็ได้คุยกัน หมอแนะนำ ว่าอย่าเลิกบริจาคเลย  เพราะการบริจาคเลือด เป็นการตรวจสุขภาพอย่างหนึ่ง  ถ้ายังบริจาคได้ แปลว่า ร่างกายยังแข็งแรง  ถ้าบริจาคไม่ผ่าน แปลว่าเราสุขภาพไม่ดี  ก็ต้องกลับไปดูแลใหม่ จนกว่าจะบริจาคผ่าน  ฉันก็จำคำหมอ มาปรับความคิดตนเองใหม่ 

    ไม่งั้นฉันคิดว่า บริจาคบ่อยๆ จนเลือดซีด เลือดจางหมดแล้ว เลิกบริจาค เก็บเลือดไว้ใช้เองดีกว่า กลับมารักตัวเองดีกว่า ไม่ให้เลือดคนอืื่นแล้ว  แต่ฟังหมอแนะนำ ก็ทำให้พยายามจะบริจาคเลือดต่อ แต่ก็ลดลงเหลือ ปีละ 1-2 ครั้งพอ ถนอมร่างกายหน่อย


    คนเราแก่แล้ว โอกาสเกิดโรคคนแก่มีมากมาย  ฉันเข้าค่ายเสี่ยงจะเป็นมะเร็ง  ยังโชคดี เป็นแค่เนื้องอกดี ไม่ใช่เนื้องอกร้าย  ดังนั้นไม่นับว่าป่วย เพราะไม่ต้องรักษาต่อเนื่อง  ก็ยังมีโอกาสบริจาคเลือดได้ต่อ  แต่ถ้าวันใดมะเร็งถามหาจริงๆ  วันนั้นก็คือ วันที่ต้องหยุดบริจาคอย่างถาวร เพราะทางกาชาดไม่รับเลือดผู้ป่วยมะเร็ง  ฉันก็ยังจะบริจาคเลือดต่อไป จนกว่าจะเป็นสักโรค ที่เขาไม่รับนั่นแหละ



    เมื่อเราคิดจะเป็นผู้บริจาคเลือดต่อเนื่อง มันก็ทำให้เรา ต้องรักสุขภาพมากขึ้นนิดนึง บุหรี่ เหล้า เบียร์ รอยสัก งดหมด อะไรที่เสี่ยงต่ออันตรายสุขภาพ ต้องเลี่ยง   ฉันก็เสี่ยงจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน เช่นกัน ยังห้ามตนเองหยุดกินโค้กไม่ได้เลย   แต่คนทีี่คิดจะบริจาคต่อเนื่อง ต้องระวังไม่ให้ตนเอง เป็นโรคอ้วน ไม่ว่า หัวใจ ความดัน เบาหวาน หรือมีไขมันในเส้นเลือดสูง เพราะกาชาดไม่รับบริจาค  ดังนั้นผู้บริจาคเลือดต่อเนื่อง มักจะไม่อ้วน  ถ้าอ้วนแล้วมักจะไม่รอด ต้องเจอสักโรคที่ทำให้บริจาคไม่ผ่าน  แล้วคนที่บริจาคได้เยอะๆ แปลว่า เป็นคนที่ดูแลสุขภาพตนเองได้ดีมาก เพราะถ้าไม่ดี ก็จอดนั่นแหละ 

    ฉันผ่านเกณฑ์ 50 ครั้่งมาได้แล้ว แต่โอกาสจะไปถึง 75 ครั้่ง ไม่รู้ว่ารอดหรือเปล่า ใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี จาก 65 -75  อีก 11 ครั้่ง ปีละ 1-2 ครั้ง แก่พอดี อายุปาเข้าไป 60  คนที่บริจาคเลือดปรกติ ต้องใช้เวลานานกว่าจะบริจาคได้สักครั้ง  ต่างกับคนที่บริจาคเกล็ดเลือด จะใช้จำนวนครั้งที่มากกว่า ไปถึง 100 ได้เร็วกว่า

    ผู้หญิงส่วนใหญ่ความเข้มเลือดจะต่ำกว่าผู้ชาย  จะได้รับคำแนะนำให้บริจาคเลือดธรรมดา มากกว่าจะให้บริจาคเกล็ดเลือด ยกเว้นคนที่เลือดเข้มมาก ถึงจะบริจาคเกล็ดเลือดได้  แต่หลังจากบริจาคเกล็ดเลือด เลือดก็เหมือนน้ำเปล่า ได้เลือดคืนแต่จางหมดแล้ว  ไม่เข้มพอจึงทำไม่ได้  เลือดจางๆอย่างฉันไม่รอด บริจาคเลือดยังแทบไม่ผ่าน จึงไม่เคยมีโอกาสไปถึงเกล็ดเลือดเลย

    พวกที่ทำได้ 100 ครั้ง  ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่บริจาคเกล็ดเลือด และเป็นคนที่แข็งแรงจริงๆ ไม่เป็นโรคอะไรเลย สุขภาพดี  ส่วนผู้บริจาคเลือดทั่วไป ไปถึง 75 ครั้่งได้ ก็แก่แล้วทั้งนั้น และเป็นคนแก่ที่สุขภาพดีด้วยเช่นกัน  เพราะถ้าไม่ดี ก็จอดป้ายตั้งแต่ก่อนถึง 75 แล้วล่ะ 

    จะไปถึงเหรียญกาชาดชั้นที่ 3 ไม่ยาก 50 ครั้งก็ได้แล้ว ยังไม่แก่  แต่จะไปถึง ชั้นที่ 2 75ครั้่ง เริ่มยาก เพราะเริ่มแก่มากขึ้น โอกาสเกิดโรคมีมากมาย คนแข็งแรงเท่านั้นที่จะไปถึง  ส่วนชั้นที่ 1 100 ครั้ง น้อยคนนักที่จะทำได้ ถ้าไม่ตายซะก่อนนะ ก็ต้องแข็งแรงสุดๆ 

    การได้รับเหรียญกาชาด ก็เป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งในชีวิต ที่เราทำสำเร็จ 



    ข้อเสีย ของการบริจาคเลือดมากๆ ก็คือ เลือดจาง  แล้วปัญหาของเลือดจางก็คือ เหมือนร่างกายขาดความอบอุ่น หนาวง่าย มือเท้าเย็น อยู่ในที่เย็นมากไม่ค่อยได้ หนาวสั่น ต้องการความอบอุ่นอย่างมาก

    ข้อดี ก็อย่างที่บอกไป คือ ตราปใดที่ยังบริจาคเลือดได้ นั่นแปลว่า เรายังสุขภาพดี ไม่เป็นโรคที่ทางกาชาดห้ามบริจาคเลือด ไม่เป็นโรค เช่น ความดัน เบาหวาน ตับ มะเร็ง ไทรอยด์ ไวรัสตับอักเสบ เอดส์ โรคผิวหนังเรื่อยรัง โรคหอบหืด ไข้มาลาเรีย  รวมถึง ไม่เป็นโรคโควิด-19 ด้วย   

    มันเป็นเรื่องง่ายมาก สำหรับคนหนุ่มสาว ที่จะไม่เป็นโรคอะไรเลย  แต่มันจะเป็นเรื่องยาก เมื่อเริ่มแก่ขึ้นเรื่อยๆ ห้ามตนเองเป็นโรคได้หรอ  ผู้บริจาคเลือดต่อเนื่องจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพร่างกายตนเองให้ดี  ในขณะที่สภาวะแวดล้อมเริ่มชวนให้ร่างกายถดถอยลงไปเรื่อยๆ

    ยิ่งทำงานเครียด ไม่มีเวลาพักผ่อน บุหรี่ก็สูบจัด นอนก็น้อย อาหารก็กินไม่เป็นเวลา ทานของอร่อยจนอ้วน เวลาออกกำลังกายก็ไม่มี สังสรรค์กับเพื่อนก็บ่อย ทุกอย่างมันชวนทำลายสุขภาพหมดแหละ ยิ่งโตยิสุขภาพยิ่งเละเทะ  


    แต่ถ้าเรามีสิ่งนี้ เตือนตนเอง  ว่าเราต้องบริจาคเลือดนะ อันโน้นไม่ได้ อันนี้ไม่ดี เดี๋ยวเราจะบริจาคเลือดไม่ผ่าน  ไปแล้วเสียเที่ยว เสียเวลา ถ้าเราตั้งเป้าว่า เราจะต้องบริจาคเลือดให้ได้  เราจะควบคุมตนเองได้ว่า ก่อนบริจาค ต้องนอนให้เพียงพอนะ ต้องทานน้ำเยอะๆนะ ต้องไม่กินอาหารที่ทำให้ไขมันอุดดันเส้นเลือดนะ ( ไม่งั้นจะมีใบแจ้งเตือนจากกาชาดว่า คุณมีไขมันในเส้นเลือดมากเกินปริมาณ ขอให้งดบริจาค ) ต้องไม่ป่วย ทานยาแก้อักเสบก็ไม่ได้ ทานแอสไพรินก็ไม่ได้  ดังนั้นไม่สบายก็บริจาคไม่ได้อีก  ต้องทานอาหารที่บำรุงร่างกาย  เนี่ยแหละคือประโยชน์ที่แท้จริง ของการบริจาคเลือด คือทำให้เรารักตนเองมากขึ้น ดูแลตนเองมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ากับผู้อื่น  

    เราทำให้ตนเองดี เพื่อผู้อื่น  เราสุขภาพแข็งแรง เลือดแข็งแรง ก็ช่วยชีวิตคนอื่นได้  ดังนั้นชีวิตเราสำคัญ เรามีชีวิตรอด คนอื่นก็รอดด้วย  ยังมีคนที่รอเลือดของเราอยู่ ชีวิตเขาจะรอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเลือดไปช่วยเหลือเขาหรือเปล่า 

    การช่วยชีวิตคนๆหนึ่ง ให้รอด เหมือนเราช่วยชีวิตคนอีกหลายคนที่เขาได้รับผลกระทบจากการเสียชีวิตของคนๆหนึ่ง  ดังนั้นชีวิตคนๆหนึ่งมีค่ามาก  เราแค่ทำให้ตนเองดี เลือดดี  เราก็ช่วยคนได้เยอะมากแล้ว



    ส่วนผลประโยชน์ที่ทางกาชาดมอบให้ สำหรับผู้บริจาค ก็คือ ช่วยค่ารักษาพยาบาล  แต่จะต้องเป็นผู้ป่วยในเท่านั้น ก็คือ ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัด หรือ นอนพักในโรงพยาบาลเท่านั้น ถึงจะได้ส่วนลดค่ารักษาพยาบาล  

    ตอนที่ฉันผ่าตัดเนื้องอก ไปนอนโรงพยาบาล 4 วัน 3 คืน ค่ารักษาเบิกได้หมด จ่ายเพียง 1,5xx บาท ถูกจนตกใจเลย ไม่น่าเชื่อ ค่าผ่าตัดถูกกว่าไปหาหมอเป็นหวัดอีก   สิทธ์น่าจะเท่ากับข้าราชการมั้ง ที่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้หมด  จ่ายเฉพาะที่เบิกไม่ได้ นิดเดียวเอง




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in