เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
ไดอารี่ของฉันhui
คนที่คุณก็รู้ว่าใคร
  • เห็นข่าว saveอานนท์แล้ว เหมือนต้องขอเวลาปรับทัศนคติตนเองหน่อยนะ ตอนแรกไม่ได้ฟัง ทนายอานนท์พูด ก็ไม่รู้ว่าโดนจับเรื่องอะไร " ใครเป็นคนทำ อานนท์ไม่น่ารักหรือเปล่า ชังชาติหรือเปล่า"  พอเปิดยูทูป เทรนอานนท์ขึ้นหน้าแนะนำ ทำให้ได้ฟังว่า ทนานอานนท์พูดถึงอะไรบนเวที " คนที่คุณก็รู้ว่าใคร " 

    เป็นความกล้าหาญมากนะ คือ มันเป็นเรื่องที่คนทั่วไปก็รู้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกสื่อ ไม่มีใครกล้าพูดกลางที่สาธารณะ ได้แค่นินทากันส่วนตัว เวลาพูดก็ระแวงหัวจะขาด แต่ก็นินทากันสนุกปาก  

    การออกมาพูดกลางที่สาธารณะ ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่า จะต้องโดนจับแน่ๆ ตายในคุกแหง่ๆ แต่ก็พูดได้โดนใจคนหลายคนที่ไม่กล้าพูด  รวมถึงตนเองด้วย ( พูดได้ที่ไหน )


    ฉันอาจจะเป็นคนรุ่นเก่า ที่โตมากับการโดนสั่งให้หุบปาก ห้ามพูด และการที่สื่อโดนแบน ห้ามออกอากาศ  พูดอวยได้ ชื่นชมได้ ยกย่อง ยกยอได้ เอาใจได้ แต่ห้ามตำหนิ ห้ามกล่าวร้าย ห้ามแสดงความรู้สึกไม่พอใจ คือ ห้ามแสดงออกไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม 

    การที่มีคนกล้าพูด คนชื่นชมไม่แปลก  แต่การที่คนจำนวนมากออกมาปกป้องคนที่พูดเนี่ยซิ " แปลก " ก่อนหน้าที่คนที่พูด ถ้าไม่หนีไปต่างประเทศ ก็โดนจับติดคุก หรือไม่ก็หายสาญสูญ  เราต่างรู้ว่าเพราะอะไร แต่ไม่เคยเห็นว่าจะมีใครออกมาปกป้องเท่านี้เลย 


    ทำไมคนจำนวนมาก ต้องออกมา "saveอานนท์"  เนี่ยเป็นปรากฎการณ์ใหม่ จนฉันรู้สึกว่า คนสมัยนี้กล้ามากขึ้น ที่จะแสดงออก ต่างกับคนรุ่นเก่า ที่ไม่เคยคิดจะปกป้องคนที่พูดถึง " คนที่คุณก็รู้ว่าใคร "

    ถ้าเป็นยุคสมัยคนรุ่นพ่อ บารมีเยอะ คนรักมากมาย คนปกป้องท่านล้นเหลือ ใครพูดไม่ดี ใครคิดทำลาย ไม่ได้เลย คนเกลียดทั้งประเทศ  แต่สมัยนี้ มันไม่ใช่อะ  คนที่รักพ่อ เขาก็ยังปกป้อง ไม่อยากให้ใครมาทำลาย  แม้แต่ลูกหลานคนที่เขารัก   แต่คนสมัยนี้คิดต่างออกไป  เขาถือว่า ลูกไม่ใช่พ่อ  ลูกไม่เหมือนพ่อ คนละคนกัน  และไม่ได้มีบารมีมากพอ ที่จะให้รัก ให้ปกป้อง  กลายเป็นปกป้องคนที่คิดต่าง ซึ่งอดีตไม่มี 

    คนที่รักสถาบันก็มี บางทีก็มีคำถามว่า คนเหล่านี้ ยังชอบเป็น "ข้ารองบาท"  ลูกท่านอยู่หรอ 

    เหมือนต้องปรับทัศนคติตนเองใหม่เลย ต่อเรื่องสถาบัน ว่าคนรุ่นใหม่ เขาคิดไม่เหมือนคนรุ่นเก่านะ ที่จะยอมก้มหัวให้ตลอดไป ยอมให้ท่านทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ  คนสมัยก่อนก็รู้นะ แต่ยอมรับได้ เพราะเห็นมาตั้งแต่เล็กแล้ว รู้ว่านิสัยเป็นอย่างไร แต่พูดไม่ได้ไง  กลัวหัวขาด 

    สื่อหลักปัจจุบัน ก็ยังคงแนวคิดเดิม กลัวกฎหมาย พูดไม่ได้ เขียนไม่ได้ วิจารณ์ไม่ได้ อ้อมโลกก็ได้อ้อม ข้ามได้ก็ข้าม เบลอได้ก็เบลอ แตะต้องไม่ได้  รู้แล้วก็ต้องเงียบไว้  แต่ในเน็ต นินทากันกระฉ่อน 




    ขอพูดถึงเรื่องเครื่องแบบนิดนึง  ไม่ได้ตามข่าว เห็นข่าวนิดเดียว แต่รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ กับการเรียกร้อง สวมเครื่องแบบตามใจฉัน หรือ สภาพเพศ ซึ่งเราคิดว่า ประเทศไทยค่อนข้างเสรีมากๆเลยนะ เรื่องเพศ คุณจะเป็นอะไรก็ได้  คุณจะทำอะไรกับร่างกายตนเองก็ได้  แถมกฎหมายใหม่ ยังเปิดโอกาสให้แต่งงานกับเพศเดียวกันได้แล้ว

    แต่จะเรียกร้องอะไรมากมายกับเครื่่องแบบนักเรียน  สำหรับเรานะ เครื่องแบบนักเรียน ยังเรื่องเล็ก เป็นกรอบที่เล็กมาก ใช้เวลาไม่กี่ปีในชุดนักเรียนเอง แต่พอโตไป แต่งเครื่องแบบกันเป็น 10ปี 30-40 ปีเลยนะ  โลกแห่งการทำงาน ก็ต้องสวมเครื่องแบบ  ถ้าเด็กรุ่นนี้ ประท้วงชนะ ในเรื่องเครื่องแบบนักเรียน  ต่อไปทำงาน จะไปประท้วงเรื่องเครื่องแต่งกาย  ยูนิฟอร์ม หน่วยงานราชการ หรือว่า บริษัทหรือเปล่า  ฉันจะแต่งตัวแบบไหนไปทำงานก็ได้  ฉันจะไม่ใส่ยูนิฟอร์มก็ได้ ตามใจฉัน ผมทรงไหนก็ได้ 

    ความภาคภูมิใจในเครื่องแบบ จะไม่มีเหลือ  ความเท่ห์ของชุดทหาร นักเรียนนายร้อยจะไม่มี ความสง่างามของเครื่องแบบ แอร์โฮสเตส ก็จะหายไป กัปตันจำเป็นต้องใส่เครื่องแบบทำงานขับเครื่องบินไหม  ทหารจะใส่ชุดแรพเตอร์ ไปรบได้หรือเปล่า  ทหารที่เป็นตุ๊ด จะนุ่งชุดราตรีไปรบ ฉันอยากตายแบบเริดๆ จะทำไม คือจะเอาแต่ใจตัวเองไปทั้งหมดไม่ได้ แล้วใครจะเลื่อมใส ศรัทธาในเครื่องแบบนั้นๆล่ะ  พระไม่อยากใส่สีส้มแล้ว เบื่อ วันนี้อยากใส่สีชมพูออกไปบิณฑบาตได้หรือเปล่า  วันรุ่งขึ้น พระอยากใส่สีม่วง สวมมงกุฎไปสวดงานบุญให้ญาติโยม ทำได้ไหม  พระอยากไว้ผมยาวบ้างทำได้หรือเปล่า ยอมผมสีส้มให้เข้ากับชุดด้วย ฟุตบาทคือรันเรย์

    แล้วเราจะรู้ไหม ว่าใครทำอาชีพอะไร  ถ้าไม่มีใครใส่เครื่องแบบเลย หรือไม่แคร์กฎระเบียนขององค์กร กฎเกณฑ์สังคมมันมีมากมาย  และองค์กรแต่ละแห่งก็มีกฎเกรฑ์ของตนเอง ซึ่งถ้าคิดจะทำงานในองค์กรนั้นๆ ก็ต้องทำตามกฎ 

    ถ้าตำรวจไม่แต่งเครื่องแบบ กลายเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งหมด  แล้วถ้าโดนตำรวจจับ เราจะรู้ไหมว่า ตำรวจจริงหรือปลอม  ถ้าพยาบาลไม่ใส่เครื่องแบบ  คนที่เข้ามาดูแลเราในห้องพักโรงพยาบาล เกิดทำงานพลาด ฉีดยาผิด ทำให้เราพิการหรือตายขึ้นมา  จะรู้ไหมว่า คนนั้นพยาบาลจริงหรือปลอม เครื่องแบบในวิชาชีพ จึงเป็นสิ่งจำเป็น  และไม่ควรฝืนกฎระเบียบ ตามใจฉัน

    ไม่อยากให้จุดเริ่มต้นเล็กๆของเด็กในวันนี้ ที่มองว่า เครื่่องแบบ กฎระเบียบ เป็นสิ่งล้าสมัย ทำไมเรายังต้องไว้ผมสั้น ทำไมเราต้องแต่ชุดตรงตามเพศที่แท้จริง เป็นเรื่องผิด  เพราะถ้าแหกกฎอันนี้สำเร็จ อีกหน่อยก็แหกกฎไปเรื่อย  ยามกับผู้ร้าย เราคงแยกไม่ออก เพราะไม่มีเครื่องแบบแสดงตนให้รู้ว่าใครเป็นยาม แต่งตัวเหมือนโจรทั้งคู่ แล้วจะไว้ใจใครได้ 



    สองเรื่องนี้ต่างกัน แต่มาจากเด็กกลุ่มเดียวกัน คือ มีลักษณะไม่ทนต่อกฎระเบียบสมัยก่อน ไม่ทนต่อสิ่งที่ตนเองคิดว่าไม่ถูกต้อง ทั้งที่คนสมัยก่อนก็ทนก้นมาได้นะ ยอมรับเงื่อนไข กฎหมาย กฎสังคมกันมาได้ แต่เด็กสมัยนี้ไม่ทน ความคิดตนเองเป็นใหญ่  และคิดว่ามันถูกต้อง ต้องการเอาชนะ 

    ฉันรู้สึกว่าตนเองแก่ ก็ตอนที่มองเห็นทัศนคติเด็กรุ่นใหม่ ที่แตกต่างกับสมัยก่อนเนี่ยแหละ คิดไม่เหมือนกัน  ต้องมาปรับตนเองให้ทันว่าคนสมัยนี้คิดอะไรกันอยู่ 



     


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
andrewwillie (@andrewwillie)
QuiteVery great is the fact that you wrote this note. You tried it pretty well. Thank you for the extensive information just exactly what you suggested.