ไดอารี่ของฉันhui
ร้านเกมส์ในวันเปิดเทอม
  • ฉันไม่ใช่คนที่ติดเฟสบุคส์เท่าไหร่ นานๆแวะเข้าไปดูที แต่เข้าไปทีไร เห็นกลุ่มเจ้าของร้านเกมส์คุยกัน แล้วรู้สึกเศร้าใจทุกที เพราะมันเป็นธุรกิจขาลงจริงๆ ลงจนเลิกกิจการไปแล้วหลายราย ไม่ใช่เป็นแค่ร้านอื่น ร้านตัวเองก็เป็น เรื่องมันเศร้าพอกัน

    บางคนอำลาวงการเลิกกิจการ บางคนบอกว่าจะให้คงราคาอยู่ที่ ชั่วโมงละ 10 บาทต่อไปไม่ไหวแล้วนะ คือกัดฟันมาเต็มที่แล้ว รอดพ้นวิกฤตโควิดมาได้ ก็ปางตายแล้ว แล้วมาให้เปิดร้านได้ในช่วงเปิดเทอม มันจะมีประโยชน์อะไร เพราะลูกค้าเด็กก็ไปโรงเรียนกันหมด ไม่มีลูกค้าอยู่ดี 

    ช่วงเวลาปิดเทอมเคยเป็นช่วงเวลาทอง ที่สามารถทำรายได้สูงสุดของปี เพราะเด็กสามารถเล่นเกมส์ได้ทั้งวัน นอกนั้น เปิดเทอม ก็มาแค่หลังเลิกเรียน วันๆหากินได้ไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเอง แล้วปิดเทอมปีนี้ ก็สั่งให้หยุดกิจการกันยาวเลย 3 เดือน กลับมาเปิดอีกที ก็เปิดเทอมพอดี เด็กไปโรงเรียนต่อ ก็ไม่มีลูกค้าเหมือนเดิม


    ฉันเปิดร้านเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ถึงแม้หลายคนจะบอกว่าเลิกฮิตแล้ว แต่ว่ามันก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีอยู่ เพราะเด็กยังไม่มีมือถือเป็นของตนเอง ก็ยังต้องมาเล่นร้านเกมส์ 

    เรียกว่าได้มีลูกค้ามานั่งรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด แล้วรอคิวกันยาว 2-3 ชั่วโมงกว่าจะได้เล่น คือ เก้าอี้ไม่เคยว่างเลย ลูกค้านั่งยาวต่อๆกัน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม เต็มทั้งวัน  เปิดเทอมก็จะมีลูกค้าช่วงเย็นๆถึงค่ำๆ กลางวันเงียบ ไม่มีคน

    แต่ 2-3 ปีมานี้ ลูกค้าร้านเกมส์ลดลงมาเรื่อยๆ ในขณะที่โต๊ะเก้าอี้ก็เก่า ร้านโทรม จนไม่น่านั่ง ฉันปรับปรุงร้านใหม่ สั่งโต๊ะเก้าอี้ใหม่ รอบสอง เพื่อให้โต๊ะเก้าอี้ ยังน่านั่งเล่นเกมส์อยู่ ก็ดึงลูกค้าบางคนให้กลับมาเล่นได้อยู่บ้าง แต่ก็น้อยลง ลูกค้าไม่เคยเต็มร้าน มีขาประจำไม่กี่ราย แต่ก็พออยู่ได้ 

    ปีที่แล้ว ฉันตัดสินใจ เปลี่ยนสายแลนทั้งร้าน เพื่ออัพสปรีดเน็ตจาก สายเดิม สูงสุด 100Mbps กลายเป็นสูงสุด 1,000Mbps พร้อมกับประกาศขึ้นราคา แบบไม่ง้อลูกค้าด้วย เพราะมั่นใจว่า แถวนี้มีร้านเกมส์เพียงร้านเดียว ไม่มีคู่แข่งเลย จึงไม่จำเป็นว่าเราต้องคงราคา 15 บาทต่อไป  เพราะค่าครองชีพขึ้นทุกอย่างเลย ของทุกอย่างขึ้นราคา แต่รายได้เท่าเดิม มันก็อยู่ไม่ได้นะ 

    การขึ้นราคา บวกกับ ตอนนี้ เด็กหนีไปเล่นโทรศํพท์กันหมดแล้ว แถมเจอสั่งปิดร้าน ก็ทำให้ร้านเกมส์ขาดรายได้ จากเดิมก็ลูกค้าน้อยลงอยู่แล้ว จนไม่มีลูกค้าเลย  ตอนนี้สามารถกลับมาเปิดร้านได้ แต่ลูกค้าที่เคยเล่นเกมส์ก่อนหน้านี้ ปิดไป 3 เดือน ไปเล่นโทรศัพท์จนไม่กลับมาแล้ว กฎที่รัฐบาล สั่งให้เด็กเล่นเกมส์ได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อรอบ ไร้ความหมาย เพราะเด็กไม่มาเล่นเลย 

    ตอนนี้เปิดร้านได้ ก็เหมือนปิดร้าน เพราะไม่มีลูกค้าเลย เหลือลูกค้าประจำ แค่ 2-3 คน แค่นั้นเอง ไม่ต้อง Social Distancing ก็ได้ เพราะร้านกว้างใหญ่ คนนิดเดียว ที่นั่งเหลือเฟือ ค่าไฟลดลงอย่างมาก เพราะแอร์แทบจะไม่ได้เปิดเลย เนื่องจากแทบทั้งวันไม่มีลูกค้า 

    ฉันจะขึ้นราคาจากชั่วโมงละ 15 บาท กลายเป็น 30 ปี ตอนแรกกะว่าจะค่อยๆขึ้นภายใน ครึ่งปี แต่เจอปิดร้านไป 3 เดือน ก็ยืดระยะเวลาขึ้นราคาออกไป ตอนนี้ ชั่วโมงละ 25 บาท สำหรับเด็กถือว่าแพง แต่จำเป็นต้องขึ้น เพราะจะใช้ราคานี้ต่อไปอีกหลายปี แต่ก็ยังดูลูกค้าด้วย ว่าพอรับไหวไหม จึงยังไม่ขึ้นไป 30 ทีเดียว ชั่วโมงละ 25 บาท อาจจะยาวถึงสิ้นปี แล้วปรับเป็น 30 บาทภายในสิ้นปี หรือต้นปีหน้า 

    ตอนนี้ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ การเล่นที่โทรศัพท์ กลายเป็นเรื่องปรกติ แต่คนที่มาเล่นที่คอม หรือเครื่องพีซี แสดงว่าต้องรักจริง ต้องชอบจอใหญ่จริง มีตังค์ถึงมาเล่นได้ ไม่ใช่ร้านสำหรับเด็กจนๆที่ไม่มีโทรศัพท์อีกต่อไป 

    การเพิ่มราคาเป็นเท่าตัว ทำให้ลูกค้าหายไปจริง และไม่อยู่ร้านเกมส์นาน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ค่าไฟลดลง ร้านเงียบขึ้น ไม่หนวกหูเหมือนก่อน ที่เต็มไปด้วยเด็กเล็ก และวุ่นวาย  รายได้ลดลง แต่กำไรมากขึ้น 

    เหลือแค่รอเวลาให้ลูกค้าปรับตัวปรับใจ รับได้ ถ้ายังรักเล่นจอใหญ่ รักคีบอร์ด วันไหนเบื่อมือถือ ก็ต้องกลับมาเล่นจอใหญ่เหมือนเดิม  วันนี้แพงขึ้น แต่อีกไม่นานก็จะรู้สึกรับได้เป็นปรกติไม่แพง เหมือนกับที่เวลาค่าอาหารปรับราคาเพิ่มขึ้น  ตอนนี้กินข้าวจานละ 40-50 บาท ขึ้นเกือบทุกร้านแล้ว เหลือเพียงไม่กี่ร้านที่ยังคงขาย 30-35 บาทอยู่ คนกินก็ต้องจำใจยอมรับ ค่าชั่วโมงเน็ตก็เหมือนกัน ต้องจำใจยอมรับเช่นกัน

    ร้านเกมส์หลายแห่ง ตายไปหมดแล้ว เหลือที่รอดอยู่เพียงไม่กี่ร้าน ถ้าไม่ยอมรับราคาใหม่ ก็คงไม่ต้องใช้คอม เพราะไม่มีร้านคู่แข่งที่ถูกกว่าให้เลือกแล้ว 



    ตั้งแต่ถูกสั่งปิดร้านเกมส์ เดือนมีนาที่ผ่าน จนถึงวันนี้ ร้านเกมส์ไม่ใช่รายได้หลักอีกต่อไป มันถูกทำลายไปด้วยกระแสที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป รวมถึงราคาที่แพงขึ้น กลายเป็นธุรกิจเฉพาะที่หายากแล้วนะ ไม่มีคนทำ 

    แต่ที่ฉันยังไม่ปิด ทั้งที่รายได้แทบไม่มี หรือ กิจการที่ไม่น่าทำแล้วในตอนนี้ เพราะฉันก็ยังไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไปทำอะไรดี ไม่อยากทิ้งพื้นที่ร้านให้ว่างเปล่า

    รายได้หลักของฉัน มาจากการค้าขาย และธุรกิจเสริมอื่นๆ ที่กลายเป็นรายได้หลักไปหมดแล้ว ตอนนี้ร้านเกมส์กลายเป็นรายได้เสริมนะ มันไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองแล้ว หาเลี้ยงตนเองไม่ได้แล้ว



    สิ่งที่เป็นเทรนในปัจจุบันก็คือ ธุรกิจบนมือถือ ทุกวันนี้ฉันก็ใช้มือถือหาเงิน มีโทรศัพท์เครื่องเดียวก็ทำมาหากินได้แล้ว ไม่ต้องใช้คอม 10 เครื่องก็ได้ ที่นิยมมากตอนนี้คือ การรับโอนเงินเข้าธนาคารบนมือถือ และ เติมทรูมันนี่วอลเล็ท 

    เด็กที่เคยติดเกมส์ทั้่งหลาย ทุกวันนี้กลับมาเติมเงินเข้าทรูมันนี่ เพื่อไปเติมเกมส์บนมือถือกันทั้งนั้น  บางคนก็เติมเกมส์การีน่าโดยตรง โลกการเงินมาลงมาถึงมือถือเด็กๆแล้ว  เพียงแต่เด็กไม่มีบัญชีธนาคาร ก็ใช้ทรูมันนี่ วอลเล็ทเอา ในการใช้จ่าย  ส่วนผู้ใหญ่ก็โอนเงิน ซื้อของในเน็ต โดยเฉพาะสาวพม่า ดูไลฟ์สดขายของ ก็สั่งของ แล้วก็มาโอนเงินที่ร้านค้า เพราะตนเองไม่มีปัญชีธนาคาร โลกช๊อปปิ้งบนมือถือเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่ โลกการเงินบนมือถือก็สะพัดมากเท่านั้น   

    รวมถึงการจ่ายบิล บนมือถือด้วย ลูกค้าสมัยนี้รับได้ ที่ไม่มีใบเสร็จเป็นกระดาษ เป็นแค่ข้อความเข้ามือถือ ว่าชำระบิลแล้ว แค่นี้ก็ได้ ค่าบริการเพียงแค่ 10 บาทต่อครั้่ง ทำให้หลายคนรับได้ และใช้บริการชำระบิลบนมือถือ

    แล้วเปิดเทอม เด็กต้องทำรายงาน ต้องพริ้นงาน ก็ส่งงานมาทางไลน์ สั่งให้ที่ร้านพิมพ์ออกมา แล้วเด็กก็มารับงานที่สั่งพิมพ์ โดยไม่ต้องใช้แฟลชไดร์ หรือว่า เปิดอีเมล์ตนเอง เหมือนเมื่อก่อน 

    แล้วการจ่ายบิล หรือเติมโปรเน็ต ลูกค้าก็ยังไลน์มาสั่ง แล้วโอนเงินมาให้ทำรายการให้ก็มี ไม่ต้องมาที่ร้านก็ได้  ส่งเบอร์มาทางไลน์ ชำระค่าบริการให้ ส่งอีบิลกลับไป ลูกค้าโอนเงินทางธนาคารมาให้ 

    สิ่งสำคัญคือ เริื่องเงินเรื่องทอง มันเป็นเรื่องของความเชื่อใจกัน แม้จะทำธุรกรรมกันบนมือถือ แต่การมีหน้าร้าน ก็สร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้ว่า เงินไม่หายไปในอากาศ 


    แต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ การถูกตรวจสอบทางการเงินจากธนาคาร ต้องไม่ดูเป็นการฟอกเงิน เพราะนั่นจะผิดกฎหมายทันที  





Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
die young (@teenageblue)
บทความนี้ทำให้นึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆเลยค่ะ ตอนปิดเทอมโดนส่งไปอยู่ต่างจังหวัด ที่บ้านไม่มีคอมฯและอินเทอร์เน็ต ตัวเองก็ไม่มีโทรศัพท์ เลยต้องไปเล่นที่ร้านเกม ตอนนั้นก็ชั่วโมงละ10-15บาทเท่านั้นเอง ตอนนี้ร้านแบบนั้นก็เริ่มปิดกันไปหมดแล้วเพราะอยู่ไม่ไหว เด็กๆสมัยนี้มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองกันหมด อินเทอร์เน็ตก็เข้าถึงง่ายกว่าแต่ก่อน ยังไงก็เป็นกำลังใจให้คนเขียนนะคะ ขอให้ทำธุรกิจหรือว่าอื่นๆต่อไปได้
hui (@atcha)
@teenageblue ขอบคุณค่ะ