ไดอารี่ของฉันhui
ตรวจแมมโมแกรม
  • การเขียนเรื่องหน้าอกหรือเต้านม ไม่รู้ว่าจะติดเรท 18+ หรือเปล่า แต่ก็เป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผู้หญิงต้องเจอ และจะต้องเข้าตรวจเช็คเต้านมตนเอง

    หลังจากผ่าตัดเนื้องอกในท่อน้ำนม เมื่อเดือน ตุลาคม ปีที่แล้ว วันนี้ก็ครบกำหนด ที่หมอนัดให้มาตรวจ แมมโมแกรมอีกครั้ง  มีพยาบาลโทรมาคอนเฟิร์มเมื่อ 2 วันก่อน ว่าตกลงมาตามนัดหรือเปล่า  ฉันก็ตอบตกลง เวลานัด 8.40 น. 


    ฉันต้องตื่น ตี 5 ครึ่ง เพื่อเดินทางมา โรงพยาบาลก่อน 8 โมง มีเวลาก็แวะทานข้าวเช้าก่อนขึ้นมาคลีนิค  เมื่อคืนอยากนอนเร็วอยู่นะ แต่กว่าจะหลับก็เที่ยงคืนกว่า แถมกลัวตื่นสายอีกทำให้นอนหลับๆตื่นๆ เช้ามาเบลอมาก มีความง่วงนอนจริงๆ นอนแค่ประมาณ 5 ชั่วโมง ฉันรู้เลยว่า ตนเองไม่ไหว นอนไม่พอ

    เมื่อมาถึงคลีนิคมะเร็งเต้านม ของ รพ.จุฬา เข้าประตูไปด้านซ้ายมือ จะเป็นศูนย์ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม คือ ต้องยื่นใบนัด ที่เคาน์เตอร์พยาบาล แล้วรอเรียก เพื่อทำการเอ็กซเรย์เต้านม  ส่วนทางฝั่งขวา จะเป็นที่นัดพบแพทย์  เป็นการคุยกับคุณหมอโดยตรง  ซึ่งวันนี้ฉันมาเพื่อตรวจเต้านมทางฝั่งซ้ายก่อน แล้วอีก 2 สัปดาห์ วันที่ 1 ก.ค.จะมาพบคุณหมอ ทางฝั่งขวา 

    วันนี้มีคิวตรวจค่อนข้างเยอะ กะประมาณคราวๆ 20-30 คน สำหรับกลางวัน ฉันคิดว่านี้เยอะแล้วนะ แต่เคยอยู่ถึงเห็นรอบเย็น เยอะกว่า ถ้ามีเวลามาตรวจ ควรมากลางวันดีกว่า คนเยอะยังไง ก็น้อยกว่าช่วงคลีนิคพิเศษกลางคืน 

    ฉันนั่งรอด้วยความง่วงนอนมาก กว่าจะถึงคิวเรียก อยากจะหลับ มา 8 โมง เรียกประมาณ 8.40 น. เพื่อให้ไปชำระค่าบริการก่อน ที่ห้องการเงิน ชั้นล่าง ตึกอับดุลราฮิม โดยนำใบนัดไปยื่นที่การเงิน เพื่อชำระเงิน 2,700 บาท ของฉันเบิกไม่ได้ จึงจ่ายเต็มด้วยตนเอง ไม่ได้ทำเรื่องอะไร  เมื่อได้ใบเสร็จมาแล้ว กลับมาที่คลีนิคอีกครั้ง ยื่นใบนัด ที่มีปั้มจ่ายแล้ว คืนให้พยาบาล  พยาบาลจะแจ้งให้เราไปเปลี่ยนเสื้อ เพื่อมานั่งรอการตรวจได้


    บริเวณห้องเปลี่ยนเสื้อ เราต้องบริการตนเอง หยิบเสื้อจากตู้เก็บเสื้อด้านล่าง มาใส่เอง ส่วนเสื้อที่ใส่มา ฝากเก็บที่ตู้ชั้นบน  ที่ตู้เก็บเสื้อได้  เข้าไปเปลี่ยนเสื้อ ที่ห้องเปลี่ยนเสื้อ 




    การเปลี่ยนเสื้อ ต้องถอดเสื้อตัวนอก และ ยกทรงออก  สวมใส่เสื้อคนไข้ตัวเดียว ข้างในไม่มีอะไร เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจ เมื่อเปลี่ยนเสร็จแล้ว ก็ออกมานั่งรอที่เก้าอี้  เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่จะเรียกชื่อของเรา ซึ่งก็นั่งรอเป็นชั่วโมง จนจะหลับ 

    อันที่จริง ฉันตั้งใจว่าหลังจากตรวจเสร็จ จะแวะไปบริจาคเลือดสักหน่อย เพราะคราวก่อนบริจาคไม่ผ่าน อุตส่าห์ทานยามา ร่วม 2 เดือน รวมกับของเก่า คือ ทานยาบำรุงเลือดมา 4 เดือนแล้วนะ ก่อนมาคิดว่าเตรียมตัวมาดีแล้ว  แต่มาตกม้าตาย วันที่มาตรวจเนี่ยแหละ ง่วงนอน นอนน้อยเกินไป  ยกเลิกการไปบริจาคดีกว่า  ขอข้ามไปก่อน ไม่คิดจะบริจาคเลือดแล้ว วันนี้ ไม่พร้อม

    ถึงเลือดจะผ่าน แต่นอนน้อย มันส่งผลให้เส้นเลือดไม่แข็งแรง เส้นเลือดตีบ คราวก่อนเคยแล้ว บริจาคแล้วเลือดไม่ไหลออกมา โดนแทงเข็มใหม่หลายรอบ เจ็บและทรมาน กว่าจะเต็มถุง นอนนานครึ่งชั่วโมงไม่เสร็จ  นึกก็เข็ดแล้ว ไม่ไปดีกว่า เท่ากับเว้นบริจาคไปปีกว่า



    การตรวจแมมโมแกรม ก็คือ การเอ็กซเรย์เต้านม โดยใช้เครื่องเอ็กซเรย์ ที่เป็นแป้นยืน แล้วมีเครื่องหนีบเต้านมให้แบน  ถึงแม้ว่าฉันจะตรวจมาแล้วหลายรอบ แต่ทุกรอบ ก็วางท่า วางตัวไม่ค่อยถูก เจ้าหน้าที่จะจัดให้ทุกครั้ง 

    และทุกครั้งที่ผ่าน ถึงแม้จะเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ก็ตาม แต่เจ้าหน้าที่ทุกคน ที่ทำตำแหน่งนี้ที่เจอ จะพูดเพราะ ใจเย็น ค่อยๆทำ  เจ้าหน้าที่ก็เตือนฉันนะ ว่า" อย่าเกร็งนะ " แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าท่าผ่อนคลายมันเป็นอย่างไงเหมือนกัน มันก็เกร็งตามสภาพอะ  เจ้าหน้าที่บอกว่า ฉันออกแรง 1 เท่า เขาต้องออกแรง 2 เท่า เพื่อจัดท่าให้ฉัน 

    เมื่อจัดท่าเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็จะไปคอมพิวเตอร์ เพื่อกดถ่าย โดยบอกให้กลั้นหายใจ แป๊บนึง พอเจ้ากดถ่ายเอ็กซเรย์ ก็จะมีเครื่องทำงาน ดังตี๊ดนึง ก็จะกลั้นหายใจช่วงนี้แหละ พอเสียงดับลง ก็หายใจได้ตามปรกติ

    โดยจะเต้านมข้างหนึ่งจะถ่าย 2 รอบ คือแนวตั้ง และแนวนอน เมื่อเสร็จข้างหนึ่งแล้ว ก็จะเปลี่ยนข้างถ่ายแบบแนวตั้งและนอนอีกครั้ง 



    หวังว่าภาพคงไม่ลามกอนาจารนะ  แมมโมแกรมแล้วก็จะได้ภาพแบบนี้  ถ้าเป็นหน้าอกคนอื่น หรือคนปรกติ จะมีเนื้อออกมาเต็มหน้าจอ มากกว่านี้  ขนาดเต้าใหญ่กว่านี้ แต่ของฉันเหลือแค่นี้แหละ โดนผ่าไป 2 รอบแล้ว ผ่าแบบสงวนเต้า ก็เลยยังเหลือเต้านมไซด์เล็กหน่อย 

    หลังจาก เอ็กซเรย์เสร็จแล้ว ก็ออกมานั่งรอนอกห้อง เพื่อรอเรียกอีกครั้ง เพื่อทำการอัลตราซาวด์  กรณีของฉันเป็นเนื้องอกในท่อน้ำนม คราวก่อนที่หมอเจอ เอ็กซเรย์มองไม่เห็น  แต่เห็นเนื้องอกขนาด 1 ซม. ได้จากการอัลตราซาวด์เนี่ยแหละ การอัลตราซาวด์ดูได้ละเอียดกว่า จึงจำเป็นต้องตรวจเช่นกัน

    ระหว่างนั่งรอ ฉันก็มองซ้ายมองขวาไปทั่ว ก็เห็นผู้หญิงที่มาตรวจ เกือบทุกวัยนะ สาวๆวัย 20 ต้นๆ สวยๆ ที่ไม่คิดว่าอยู่ในวัยเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม ก็เห็นเปลี่ยนเสื้อตรวจเช่นกัน ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเสี่ยง คนวัย 30กว่าก็มี ไปจนถึง 80กว่าเลย แทบจะมีทุกช่วงวัย ที่มาตรวจเต้านม  

    ฉันพบเนื้องอกครั้งแรกในวัย 46 ปี ก็ถือว่าเร็วแล้วนะ แต่พวกมาตรวจวัย 20-30 กว่าปี พวกนี้พบเนื้องอกเร็วกว่าฉันอีก  ส่วนคนแก่ๆ ปรกติที่จะเจอง่ายอยู่แล้ว ก็ต้องมาตรวจมากหน่อย



    ในห้องอัลตราซาวด์ จะมืดหน่อย เพราะเปิดไฟแล้ว แสงแยงตามาก ก่อนหน้านี้คุณหมอก็เคยเปิดแต่คนไข้แสบตา ตอนหลังก็เลยปิด เพื่อเวลาคนไข้นอนแล้วแสงไม่แยงตา จึงทำให้ห้องมืดนิดนึง 

    พยาบาลจะมาจัดท่านอนให้เราก่อน โดยเปิดเสื้อออก ยกแขนขึ้นไว้เหนือหัวสองข้างเลย  แล้วมีผ้าขนหนูปิดหน้าอกไว้ รอคุณหมอเข้ามาซาวด์ให้  แอร์ในห้องนี้หนาวมาก ไม่รู้คุณหมอไม่หนาวกันหรือไง อุณหภูมิ ประมาณ 20 หรือต่ำกว่า 20 องศาเนี่ยแหละ  ถ้าไม่ใส่ถุงเท้า อยู่ไม่ได้นะ เท้าเย็นมาก  นอนหนาวๆประมาณ 15 นาที กว่าหมอจะมา



    คุณหมอที่ทำการซาวด์ให้ เป็นสาวสวย น่ารัก หุ่นดี พูดจาดี แต่งตัวน่ารักด้วยนะ  ไม่เหมือนครั้งก่อนที่เจอ ถามไรก็ไม่ได้ คราวนี้ยังพอคุยได้บ้าง  ตอนซาวด์ด้านขวา คุณหมอให้หันหน้าไปด้านซ้าย ฉันก็เลยไม่เห็นจอ พอซาวด์ด้านซ้าย ให้หันหน้ามาด้านขวา ก็มองเห็นจอที่คุณเคลื่อนกล้องไปมา  กล้องก็จะลากๆไปมาบริเวณเต้านม

    ทำให้เห็นกล้ามเนื้อตนเองด้านใน ถ้ากล้ามเนื้อปรกติ ก็จะขาวๆเป็นคลื่นๆเรียบๆไป แต่พอเจอตรงที่เคยผ่าไปแล้ว เนื้อตรงนั้นจะยับๆ ดำๆ ทำให้รู้เลยว่า เนื้อบริเวณนั้นเสียหาย หรือกล้ามเนื้อตาย ตรงไหนเป็นจุดดำๆ คุณหมอก็จะถ่ายภาพไว้ หลายภาพเลย

    ฉันก็ถามคุณหมอว่าเป็นยังไง คุณหมอก็บอกว่า ไม่มีอะไร มีหินปูน ก้อนซีด เล็กน้อย ปรกติ เหมือนเดิม แปลว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ ไม่พบเนื้องอกมั้ง ฉันก็รู้สึกสบายใจ 

    หลังจากซาวด์เสร็จ เดินออกมา แทบไม่เหลือคนไข้เลย ไปหมดแล้ว  ฉันเป็นคนเกือบๆสุดท้ายเลย ทั้งที่จองคิว ล่วงหน้า 8 เดือนเชียวนะ ยังไม่ได้เป็นคิวแรกๆเลย  

    กลับไปเปลี่ยนเสื้อตนเองที่ห้องเปลี่ยนเสื้อ ถอดเสื้อของโรงพยาบาลใส่ตะกร้า ที่เตรียมไว้ในห้องเปลี่ยนเสื้อ แล้วสวมเสื้อตนเองกลับบ้านได้เลย  ไม่ต้องทำอะไรต่อแล้ว  เพราะมีใบนัดหมอเรียบร้อยแล้ว 

    เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ไปเดินช๊อปปิ้งต่อที่ เซ็นทรัลสีลม ก่อนกลับบ้าน







    ตรวจนมเสร็จแล้ว ก็ต้องช๊อปปิ้งซื้อยกทรงต่อ ฉันคิดว่าตนเองควรจะเปลี่ยนขนาดยกทรงดีไหม เพราะเริ่มอ้วนขึ้น อยากจะเผื่อไซด์ลำตัวใหญ่หน่อย เลยคิดจะเปลี่ยนขนาดยกทรง ที่ใส่มาตั้งแต่สาวยันแก่ ไซด์ C 70 ที่ใส่มานาน เป็น B 75 แต่จากการลองใส่แล้ว ก็สับสนกับตนเองเหมือนกัน

    ถ้าเป็นไซด์ 70 จะต้องติดตะขอสุดท้ายนอกสุด แต่ถ้าเป็นไซด์ 75 ต้องติดตะขอในสุด  ที่ใส่อยู่ประจำคือตะขอหน้า ไม่ต้องปรับอะไรเลย ไซด์ 70 พอดีเปะ มาลองของใหม่ ตะขอหน้า 70 ก็พอดีเหมือนเดิม ตะขอหลังเปลี่ยนรุ่นดันไม่เหมือนกัน บางรุ่นใส่ติดตะขอนอกสุด บางรุ่นตะขอกลางก็ได้ ไซด์ 75 ก็ใส่พอได้นะ แต่รู้สึกไม่กระชับ มีความหลวม จึงเปลี่ยนใจไม่เอาดีกว่า ใส่ไซด์เดิมไม่เปลี่ยนก็ได้ 

    ขนาดเต้าก็เช่นกัน เดิมไซด์คัพซี แต่หลังผ่าตัด ข้างหนึ่งคัพซี อีกข้างคัพเอ มันเกิดการไม่บาลาสกันสองข้าง เล็กข้างใหญ่ข้าง แต่ลองยกทรง คัพบีแล้ว ข้างปรกติ ก็ล้น ข้างไม่ปรกติก็พอดี  ถ้าใส่คับซีตามเดิม ข้างปรกติพอดี ข้างไม่ปรกติก็เหลือ  แต่ระหว่างใส่ล้น กับ เหลือ  เลือก เหลือดีกว่า  สุดท้ายก็ไม่เปลี่ยนไซด์ ใส่ยกทรงใส่เดิมแหละ ไม่เปลี่ยนแล้ว

    ข้อดีของการซื้อแบบเดินห้างก็คือการได้ลองก่อนซื้อเนี่ยแหละ ถ้าซื้อออนไลน์จะไม่มีโอกาสได้ลองเลย ตกลงซื้อ บรา 3 ตัว ลด 50% เหลือ 1,380 บาท 


    สมัยเด็กนะ ฉันเห็นคนแก่นมใหญ่ขึ้น นมคุณป้าในตลาด ใหญ่ๆล้นๆหน่อย บางคนก็ยานๆหน่อย นมมันควรจะใหญ่ขึ้นตามวัยใช่ป่ะ  ยกทรงคนแก่ หรือคนนมโตๆ เอามาสวมหัวเป็นหมวกได้เลย ไซด์ 40อัพ ไซด์ D ไซด์E  มีที่เหลือพอให้ซ่อนแบงค์ เก็บตังค์ไว้ข้างนมได้ แต่พอตนเอง แก่มั่ง มีความผิดหวังอย่างมาก คือ มันไม่เห็นจะใหญ่ เหมือนคนแก่คนอื่นเลย  ที่ควรจะเป็นเลย นมไม่พัฒนาขึ่้นเลย  ใส่ไซด์เดิมตลอด ยังต้องยัดฟองน้ำเหมือนเดิม เก็บตังค์ไม่ได้นะ แบงค์โผล่ พื้นที่น้อย  ตั้งแต่สาวยันแก่ ผ่านมมาสองรอบ ก็ยังใส่ไซด์เดิมไม่เปลี่ยน

    ความอ้วนคนเรา มันอยู่ที่พุง ที่เอว เอวใหญ่ขึ้น แต่ลำตัวมันไม่ใหญ่ขึ้น ซีกโครงลำตัวก็เท่าเดิม ทำให้วัดรอบตัวเท่าเดิม เลยปรับไซด์ขนาดยกทรงไม่ขึ้น  ความอ้วนไม่ต้านแรงโน้มถ่วงโลกเลย ไม่ขึ้นจากเอวมานม จะได้อัพไซด์หน้าอกให้ใหญ่ขึ้นตามความอ้วนมั่ง 







Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in