fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดเกียวโต ย้อนรอยนครพันปี
  • จังหวัดเกียวโต หรือ 'นครพันปีเกียวโต' เป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายศตวรรษที่ 8 เกียวโตเป็นเมืองทางตะวันตกของเกาะฮอนชูที่เจริญรุ่งเรืองมากในฐานะศูนย์กลางการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เกียวโตได้สืบทอดประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 1,100 ปี ก่อนที่ญี่ปุ่นจะย้ายเมืองหลวงไปที่เอโดะหรือโตเกียวในปัจจุบัน หลังจากการล่มสลายทางอำนาจของ 'โทคุกาวะ โยชิโนบุ' โชกุนคนสุดท้าย และเข้าสู่ยุคเมจิหรือยุคที่จักรพรรดิกลับมามีอำนาจอีกครั้งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19

    นอกจากนี้ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 'จังหวัดเกียวโต' กับจังหวัดโยโกฮาม่าก็อยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ ที่อเมริกาจะทิ้งระเบิดปรมาณูใส่! แต่ด้วยเหตุผลหรือสิ่งศักดิ์สิทธ์ประการใดก็ไม่รู้ อเมริกากลับเปลี่ยนใจไปทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่าแทนซะงั้น!

    (ความจริงแล้วสาเหตุที่ไม่ทิ้งระเบิดลงที่โยโกฮาม่านั้น เป็นเพราะว่าเมืองนี้ได้รับความเสียหายมามากพอแล้วจากการทำสงครามภาคปกติ อเมริกาเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องไปทิ้งระเบิดที่นี่ให้เสียเวลาหรอก ก็มันไม่อิมแพคนี่ ส่วนที่ตัดเกียวโตออกไปเป็นเพราะว่าเมืองนี้ยังคงเป็นศูนย์กลางของจักรพรรดิอยู่ หลังสงครามจบก็กลัวจะไม่ได้รับความนิยมจากคนญี่ปุ่นถ้าทิ้งระเบิดลงที่นี่)

    ถ้าพูดถึง 'จังหวัดเกียวโต' ภาพในหัวของทุกคนก็คงจะเป็นวัดหรือศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์และมีชื่อเสียงใช่ไหมล่ะ เพราะนอกจากจะมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ถึง 17 แห่งแล้ว เกียวโตยังเป็นเมืองที่เปรียบเสมือนต้นกำเนิดของวัฒนธรรมญี่ปุ่นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านกฎหมาย ศาสนา การปกครอง และอื่นๆอีกมากมาย

    นี่ยังไม่รวมถึงมรดกโลกอย่างวัดคิโยมิสึและปราสาทนิโจด้วยนะ ไหนจะเทศกาลหลักทั้ง 3 ของเกียวโตที่ทั่วโลกต่างรู้จัก คือ เทศกาลอาโออิที่จัดขึ้นช่วงต้นฤดูร้อน เทศกาลกิองที่จัดขึ้นกลางฤดูร้อน และเทศกาลจิไดที่จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนั้นยังมี โกซัง โนะ โอคุริบิ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อไดมอนจิ-ยากิ ซึ่งจัดขึ้นในคืนอุราบ้ง (หรือวันที่ 16 สิงหาคมของทุกปี) ในช่วงเทศกาลนี้จะมีการจุดคบไฟขึ้นจำนวนมากบนภูเขาทั้ง 5 ลูกที่ล้อมรอบเกียวโต และชาวเมืองจะนำคบไฟทั้งหมดไปวางเรียงเป็นตัวอักษรอย่างสวยงาม

    ด้วยความที่เป็นเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่าที่เที่ยวเกียวโตนั้นมีเพียบ! แถมมีสถานที่ที่สวยเป็นพิเศษในแต่ละฤดูกาลอย่างครบครัน ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูว่าที่ไหนน่าไปโดน และของกินอะไรบ้างที่พลาดไม่ได้

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดเกียวโต

    จังหวัดเกียวโต ตั้งอยู่บริเวณเกือบกึ่งกลางของเกาะฮอนชู มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสลับหุบเขา ทิศเหนือติดกับทะเลญี่ปุ่น ทิศตะวันตกติดกับจังหวัดเฮียวโกะ ทิศใต้ติดกับจังหวัดโอซาก้าและจังหวัดนารา ทิศตะวันออกติดกับจังหวัดฟุกุอิ และมีภูเขาทัมบะพาดผ่านบริเวณกึ่งกลางของจังหวัด จึงทำให้ตอนเหนือกับตอนใต้ของจังหวัดเกียวโตมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันมาก

    ผู้คนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดหรือบริเวณคาบสมุทรทังโกะนิยมประกอบอาชีพด้านการประมงหรือการขนส่งทางน้ำ ส่วนผู้คนที่อาศัยอยู่ตอนกลางของจังหวัดมักนิยมประกอบอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนี้จังหวัดเกียวโตยังมีโบราณวัตถุมากมาย ชื่อเสียงด้านการทำผ้าไหมและผ้าแพรก็เป็นที่เลื่องลือเช่นกัน อีกทั้งยังโด่งดังเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวด้วย

    เกียวโตเป็นจังหวัดที่เดินทางไปได้อย่างสะดวก หากโดยสารรถไฟชินคันเซ็นจะใช้เวลาเดินทางดังนี้

    • จากโตเกียว 2 ชั่วโมง 8 นาที
    • จากฮิโรชิม่า 1 ชั่วโมง 43 นาที

    ส่วนใครที่มาจากโอซาก้า ถ้าเป็นรถไฟธรรมดาจะใช้เวลา 42 นาที ส่วนชินคันเซ็นใช้เวลาเพียง 13 นาที! สำหรับการเดินทางในตัวเมืองเกียวโต ขอแนะนำตั๋วรถบัสรายวัน 600 เยน ที่สามารถนั่งกี่รอบก็ได้

    ต่อจากนี้เราจะเริ่มแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งชอปปิ้งในเกียวโตกันเลย

     

    แนวใบไม้เปลี่ยนสี

    1. วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple)

    วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple) หรือวัดทองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกในปี 1994

    เดิมทีวัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่พำนักของโชกุนอาชิคากะ โยชิมิสุ (Ashikaga Yoshimitsu) และจะใช้รับรองแขกคนสำคัญเท่านั้น ก่อนที่โชกุนคนดังกล่าวจะถึงแก่กรรมไป ได้มีการยกที่พักแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของศาสนาพุทธนิกายเซน จนกลายเป็นวัดคินคะคุจิจนถึงปัจจุบัน

    ด้วยสีทองเหลืองอร่ามของตัวอาคารหลักและความงดงามตระการตาของวัดคินคะคุจิ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นต้นแบบของวัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) หรือวัดเงินในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังเป็นวัดในการ์ตูนเรื่องอิคิวซังด้วยนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Kyoto นั่งรถบัสสาย 101 หรือ 205 ไปลงที่ป้าย Kinkakujimichi (ใช้เวลา 40 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 2 นาที

    ที่อยู่

    • Kinkakuji, 1 Kinkakujicho, Kita Ward, Kyoto, 603-8361
    • โทร : 075-461-0013

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • 400 เยน

    เว็บไซต์


    2. วัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple)

    วัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) หรือวัดเงินเป็นวัดอีกแห่งหนึ่งในนิกายเซนที่โชกุนอาชิคากะ โยชิมาสะ (Ashikaga Yoshimasa) เป็นผู้สร้างขึ้น นอกจากวัดแห่งนี้จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของเกียวโตแล้ว ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1994 จากองค์การยูเนสโกอีกด้วย

    ส่วนชื่อที่เรียกกันว่าวัดเงินนั้น เป็นการตั้งให้พ้องไปกับวัดทองหรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า 'วัดคินคะคุจิ (Kinkakuji Temple)' โดยวัดทองเป็นต้นแบบในการสร้างวัดแห่งนี้ (ดูจากหน้าตาก็คงจะเดาได้ไม่ยากเท่าไหร่ เพราะเหมือนเป๊ะซะขนาดนี้)

    เดิมทีจุดประสงค์ของการสร้างวัดแห่งนี้คือ ใช้เป็นที่พำนักหลังเกษียณอายุของอาชิคากะ โยชิมาสะ แต่หลังจากที่โชกุนเสียชีวิตลง สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นวัดกินคะคุจิหรือวัดเงินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

    แต่ทุกคนคงเห็นจากรูปว่านี่มันวัดไม้ชัดๆ ไม่เห็นจะมีส่วนไหนที่เป็นเงินเลย

    ขอตอบให้เลยละกันว่าความจริงแล้วโชกุนตั้งใจจะหุ้มวัดนี้ด้วยเงินเหมือนกัน แต่โชกุนกลับมาเสียชีวิตไปซะก่อน วัดกินคะคุจิจึงเป็นวัดไม้อย่างที่เห็น แต่เมื่อแสงจันทร์ยามค่ำคืนตกกระทบกับตัววัด เราก็จะเห็นวัดกินคะคุจิเป็นสีเงิน ดูสง่างามแม้ไม่ต้องหุ้มด้วยเงินเลยทีเดียว

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Kyoto นั่งรถบัสสาย 17 ไปลงที่ป้าย Ginkakuji-michi  (ใช้เวลา 35 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 8 นาที (ถ้าใครอยากเดินจากถนนสายนักปราชญ์ก็ได้เช่นกัน ใช้เวลารวมราวๆ 15 นาที)

    ที่อยู่

    • Ginkakuji, 2 Ginkakujicho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8402
    • โทร : 075-771-5725

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:30 - 17:00 น. (หรือ 9:00 - 16:30 น. ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์)

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชม 500 เยน

    เว็บไซต์


    3. วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple)

    วัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple) สร้างขึ้นในปี 1236 เป็นวัดนิกายเซนขนาดใหญ่ใน 'จังหวัดเกียวโต' ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแง่ของจุดชมใบไม้เปลี่ยนสี

    ที่มาของชื่อวัดแห่งนี้มาจากการนำชื่อของวัด Todaiji และวัด Kofukuji ที่จังหวัดนารามารวมกัน โดยนำตัวอักษร '東' (อ่านว่าโท แปลว่าตะวันออก) ของวัดโทไดจิ (東大寺 / Todaiji) และ '福' (อ่านว่าฟุคุ แปลว่าโชคลาภ) ของวัดโคฟุคุจิ (興福寺 / Kofukuji) มารวมกัน

    แต่เดิมวัดโทฟุคุจิก่อตั้งขึ้นจากการเปิดสำนักสงฆ์โดยพระภิกษุเอ็นนิ เบ็นเอ็น (円爾弁円 / ENNI Ben-en) โดยคำสั่งของตระกูลฟูจิวาระ และมีจุดประสงค์เพื่อเปิดเป็นวัดประจำตระกูลคุโจ (九條) โดยคุโจ มิจิอิเอะ (九條道家 / KUJO Michiei) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในเวลานั้น

    สำหรับจุดถ่ายรูปที่สวยที่สุด เห็นจะเป็นที่สะพานซึเทนเคียว (Tsutenkyo Bridge) เพราะมีใบไม้สีแดงสลับเหลืองของต้นเมเปิลปกคลุมไปถึง 100 เมตรตามความยาวของสะพาน เรียกได้ว่าเหมือนได้อยู่ในทะเลของใบเมเปิลเลยทีเดียว

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดโทฟุคุจิ (Tofukuji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Kyoto ให้นั่งรถบัสสาย 88 หรือ 208 ไปลงที่ป้าย  Tofukuji (ใช้เวลา 15 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 5 นาที
    • นอกจากนี้ ยังสามารถนั่งรถไฟ JR สาย Nara ไปลงที่สถานี Tofukuji (ใช้เวลา 2 นาที ค่าโดยสาร 150 เยน) แล้วเดินต่ออีก 2 นาทีได้ (เหมาะกับผู้ใช้ JR pass) สำหรับผู้ใช้ Kansai thru pass ให้นั่งรถไฟสาย Keihan

    ที่อยู่

    • Tofukuji Temple, 15 Chome-778 Honmachi, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0981
    • โทร : 075-561-0087

    เวลาทำการ

    • เดือนเมษายน - เดือนตุลาคม : เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 16:30 น. 
    • เดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนธันวาคม : เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:30 - 16:30 น.
    • ต้นเดือนธันวาคม - เดือนมีนาคม : เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 16:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชมสวน 400 เยน
    • ค่าเข้าชมอาคารด้านใน 400 เยน

    เว็บไซต์


    4. วัดเอคังโด (Eikando Temple)

    วัดเอคังโด (永観堂 : Eikando Temple) หรือชื่อเต็มคือ 'วัดเอคังโด เซ็นรินจิ' (Eikando Zenrin-Ji Temple) เป็นวัดพุทธมหายานนิกายโจโดที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแง่ของจุดชมใบไม้เปลี่ยนสี

    ในปี 853 ซึ่งตรงกับยุคเฮอัน ได้มีการสร้างสถานปฏิบัติธรรม ณ ตำแหน่งเดียวกันกับวัดเอคังโดในปัจจุบัน ต่อมาจักรพรรดิเซวะ (Emperor Seiwa) ได้อนุญาตให้ก่อตั้งวัดเซ็นรินจิ (Zenrin-ji) ขึ้น โดยวัดแห่งนี้เป็นวัดในพุทธนิกายชินกอน เมื่อเวลาผ่านไปได้มีเจ้าอาวาสท่านหนึ่งที่ได้รับการเลื่อมใสจากชาวบ้านเป็นจำนวนมาก นามว่าเอคัง (Eikan) ตั้งแต่ช่วงนั้นเป็นต้นมาก็มีการเรียกชื่อวัดนี้ว่าวัดเอคังโด (Eikando)

    และในช่วงศตวรรษที่ 13 เจ้าอาวาสก็ได้เปลี่ยนวัดนี้จากพุทธนิกายชินกอนเป็นวัดพุทธนิกายโจโด

    ในช่วงปี 1467 - 1469 ได้เกิดสงครามโอนินขึ้น ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้คือตัวอาคารวัดเกิดความเสียหายอย่างมาก เมื่อสงครามสิ้นสุดลง จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมและสร้างอาคารต่างๆในวัดขึ้นมากมายดังที่เห็นในปัจจุบัน

    สำหรับจุดที่สวยที่สุดของวัดเอคังโดคือ เจดีย์ทาโฮโต (Tahoto Pagoda) ที่สร้างขึ้นในปี 1928 มีลักษณะเป็นเจดีย์ 2 ชั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาและเป็นจุดที่ตั้งอยู่บริเวณสูงสุดของวัด นอกจากเจดีย์นี้จะเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวัดแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถขึ้นไปยังเจดีย์เพื่อชมทัศนียภาพของเมืองเกียวโตในมุมสูงได้ด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดเอคังโด (Eikando Temple)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Kyoto ให้นั่งรถบัสสาย 5 ไปลงที่ป้าย Nanzenji-Eikando-michi (ใช้เวลา 35 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 5 นาที

    ที่อยู่

    • Eikando, 48 Eikandocho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8445
    • โทร : 075-761-0007

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 17:00 น. ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มีการจัดแสดงไฟกลางคืนช่วงเวลาประมาณ 18.00 - 21.00 น.

    ค่าเข้าชม

    • มีค่าเข้าชม 600 เยน
    • ค่าเข้าชมการจัดแสดงไฟ 600 เยน (แยกต่างหากจากเวลาปกติ)

    เว็บไซต์


    5. วัดคิโยมิสึและศาลเจ้าจิชู (Kiyomizu Temple and Jishu Shrine)

    วัดคิโยมิสึ หรือที่เรียกติดปากกันว่า 'วัดน้ำใส' (และชื่อวัดก็แปลแบบนี้เลย) เป็นวัดพุทธสายฮตโซที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และน่าจะเป็นวัดที่ดังที่สุดในญี่ปุ่นแล้วล่ะ! วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 780

    ที่มาของชื่อวัดมาจากบริเวณวัดที่สร้างขึ้นตรงน้ำตกโอโตวะหรือน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ที่มีน้ำบริสุทธิ์ ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่นนั้น ว่ากันว่าหากได้ดื่มน้ำจากน้ำตกโอโตวะแล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต 3 เรื่อง คือ ความรัก การเรียน และการมีชีวิตยืนยาว

    จุดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น 'อาคารหลักของวัดที่ตั้งอยู่เหนือแนวต้นไม้' และที่เราเห็นเหมือนกับว่าตัวอาคารลอยอยู่บนอากาศ เพราะอาคารนี้สร้างแบบญี่ปุ่นโบราณ กล่าวคือเป็นวิธีสร้างอาคารที่อาศัยการล็อกข้อต่อไม้ และจะไม่มีการใช้ตะปูในโครงสร้างอาคารเลย

    สำหรับสถาปัตยกรรมที่ก่อสร้างแบบญี่ปุ่นโบราณนั้น นอกจากวัดน้ำใสแล้วก็ยังมี 'ศาลเจ้าอิเสะ' อีกที่หนึ่งด้วย

    อ่านเรื่องของศาลเจ้าอิเสะได้ที่นี่ > ศาลเจ้าอิเสะ (Ise Jingu) ที่สถิตของสุริยเทวีอามาเทราสึ

    ส่วนความสวยงามอลังการของสถานที่แห่งนี้นั้น แม้ไม่บรรยายทุกคนก็คงจะรับรู้กันดีแล้ว แต่อยากแนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวตอนกลางคืนดูบ้าง เพราะสวยงามไม่แพ้กับตอนกลางวันเลยทีเดียว

    และโซนย่อยอีกโซนหนึ่งที่ต้องไปในวัดน้ำใสก็คือ ศาลเจ้าจิชู ศาลเจ้าแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพโอคุนินูชิ หรือ เทพเจ้าแห่งสายสัมพันธ์และความรักของศาสนาชินโต ทำให้ศาลเจ้าจิชูเป็นที่นิยมของผู้ที่มาสักการะเพื่อขอให้มีความรักและความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่แค่ความรักของคนหนุ่มสาวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ในเชิงมิตรภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรากับเหล่าผองเพื่อน หรือเจ้านายกับลูกน้อง

    ที่พลาดไม่ได้อย่างแรงคือ หินเสี่ยงทายรัก ที่มีเสียงเล่าลือมาตั้งแต่สมัยเอโดะว่าใครก็ตามที่มาเสี่ยงทายความรักกับหิน 2 ก้อนนี้ ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง จะประสบกับความรักที่สมหวัง

    ส่วนวิธีการที่ว่าก็ไม่มีอะไรมาก เราแค่ต้องหลับตาเดินจากก้อนหินฝั่งเริ่มต้นไปจนถึงหินก้อนที่อยู่ปลายทาง ขอย้ำเลยว่าห้ามแอบปรือตามองทางเด็ดขาดเลยนะ เดี๋ยวไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วจะพาพรไม่สมหวังเอา

    ทั้งนี้เราสามารถให้เพื่อนช่วยบอกทางได้ แต่จะมีผลต่อคำทำนายคือ ถ้าเราเดินไปถึงหินปลายทางได้ในครั้งแรกครั้งเดียว ความรักของเราจะไม่มีอุปสรรคและสมหวังได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราต้องให้เพื่อนช่วยบอกทาง ความรักของเราก็สมหวังแหละ แต่ต้องให้เพื่อนเป็นคนชง และถ้าเราต้องเดินหลายครั้งแต่สุดท้ายก็เดินถึงหินปลายทาง แสดงว่าความรักครั้งนี้จะสมหวังเมื่อเราพยายาม และถ้าเดินยังไงก็ไปไม่ถึงสักที อันนี้อาจจะต้องตัดใจแล้วล่ะ ถ้าไม่อยากยอมแพ้ก็ต้องพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะหน่อยนะ

    อ่านข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับวัดคิโยมิสึได้ที่นี่ > Must See Place! ชมวัดน้ำใส Kiyomizu และพื้นที่โดยรอบ

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดคิโยมิสึและศาลเจ้าจิชู (Kiyomizu Temple and Jishu Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 205, 206 หรือ 207 ไปลงที่ป้าย Kiyomizumichi ใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 12 นาที

    ที่อยู่

    • Kiyomizudera, 1-294, Kiyomizu, Higashiyama-ku, Kyoto-shi, Kyoto, 605-0862, Japan
    • โทร : 075-551-1234

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน เวลา 6:00 - 18:00 น. (ปิดทำการเวลา 18:30 น. สำหรับวันธรรมดาและวันหยุดนักขัตฤกษ์ในช่วงเดือนกลางเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม และทุกวันในเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน)
    • สำหรับการเปิดไฟช่วงกลางคืน จะเปิดเวลา 18:00 - 21:00 น. ในช่วงเวลาดังต่อไปนี้ ฤดูใบไม้ผลิจะเปิดไฟในวันที่ 3 - 17 มีนาคม และวันที่ 29 มีนาคม - 7 เมษายน ฤดูร้อนเปิดไฟวันที่ 14 - 16 สิงหาคม ฤดูใบไม้ร่วงเปิดไฟวันที่ 16 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชมเวลาปกติ  400 เยน
    • ค่าเข้าชมช่วงเปิดไฟ 400 เยน

    เว็บไซต์


    6. ศาลเจ้าคิตาโนะเทนมังกุ (Kitano Tenmangu)

    ศาลเจ้าคิตาโนะเทนมังกุ เป็นศาลเจ้าสายเทนมังกุที่สำคัญเคียงคู่กับดาไซฟุเทนมังกุของฟุกุโอกะ และยังเป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าใหญ่ของเกียวโต ร่วมกับศาลเจ้าฟูชิมิอินาริและศาลเจ้ายาซากะ

    แต่เดิมศาลเจ้านี้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ดวงวิญญาณของ 'สุกาวาระ มิจิซาเนะ' นักการเมืองและนักปราชญ์ที่มีความสามารถ แต่กลับโดนกลั่นแกล้งทางการเมืองจนถูกเนรเทศไปอยู่ดาไซฟุ สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจจบชีวิตลงที่นั่น และหลังจากที่มิจิซาเนะสิ้นชีพไป ก็ได้เกิดมหาภัยพิบัติและโรคระบาดต่างๆขึ้นมากมาย ทำให้ผู้คนเชื่อกันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เป็นผลจากความโกรธแค้นของดวงวิญญาณมิจิซาเนะ

    ต่อมาในปี 947 จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าขึ้นเพื่อให้ดวงวิญญาณมิจิซาเนะสงบลง

    เพราะในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ มิจิซาเนะเป็นนักปราชญ์ที่เก่งกาจ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งการศึกษา (เทนจิน) ด้วยเหตุนี้ศาลเจ้าคิตาโนะเทนมังกุจึงกลายเป็นศาลเจ้าแห่งการเรียนนั่นเอง

    และนอกจากจะเป็น power spot ชื่อดังด้านการเรียนแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงมากเรื่องธรรมชาติที่สวยงามในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ดอกบ๊วยบานสะพรั่ง

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคิตาโนะเทนมังกุ (Kitano Tenmangu)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 50 หรือ 101 ไปลงที่ป้าย Kitanotenmangu mae ใช้เวลา 30 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 1 นาที

    ที่อยู่

    • Kitano Tenmangu, Bakurocho, Kyogyo-ku, Kyoto, Kyoto 602-8386, Japan
    • โทร : 075-461-0005
    • แฟ็กซ์ : 075-461-6556

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดทำการทุกวัน เวลา 5:00 - 18:00 น. (เดือนเมษายนถึงกันยายน) และเวลา 5:30 - 17:30 น. (เดือนเมษายนถึงกันยายน)
    • สวนดอกบ๊วย เปิดให้เข้าชมช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม เปิดทำการ เวลา 9:00 - 16:00 น.
    • สวนเมเปิลเปิดให้เข้าชมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง เปิดทำการ เวลา 9:00 - 20:00 น. (มีเปิดไฟตอนกลางคืน)

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชมสำหรับการเข้าไปสักการะ
    • ค่าเข้าชมสวนดอกบ๊วย 800 เยน
    • ค่าเข้าชมสวนเมเปิล 1000 เยน

    เว็บไซต์

     

    ซากุระบานสะพรั่ง

    1. ถนนสายนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

    ถนนสายนักปราชญ์ (Philosopher’s Path) สร้างขึ้นในปี 1890 สถานที่แห่งนี้เป็นทางเดินเท้าเล็กๆยาว 2 กิโลเมตร ยาวเลียบไปตามคลองส่งน้ำบิวะที่ส่งน้ำมาจากทะเลสาบบิวาโกะ

    ถนนสายนี้มีจุดเริ่มต้นจากบริเวณหน้าวัดกินคะคุจิ (Ginkakuji Temple) ไปจนถึงหน้าวัดนันเซ็นจิ ส่วนที่มาของชื่อ 'ถนนสายนักปราชญ์' นั้นได้มาจากในอดีตที่ 'นิชิดะ คิตาโระ' (Nishida Kitaro) นักปราชญ์ชื่อดังในยุคเมจิ - ยุคโชวะมักจะมาเดินที่นี่เพื่อให้ตนมีสมาธิและสงบจิตใจไปในเวลาเดียวกัน พอชาวบ้านละแวกนี้เห็นว่าคิตาโระเดินผ่านอยู่เป็นประจำ สถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นถนนสายนักปราชญ์จนถึงปัจจุบัน

    นอกจากนี้ถนนสายนักปราญช์ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมดอกซากุระที่สวยงามมากๆในจังหวัดเกียวโต

    อ่านเรื่องถนนสายนักปราชญ์เพิ่มเติมได้ที่นี่ > ตามรอยนักปราชญ์ชมซากุระที่ถนนสายนักปราชญ์

    ข้อมูลเกี่ยวกับถนนสายนักปราชญ์ (Philosopher’s Path)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Kyoto นั่งรถบัสสาย 17 ไปลงที่ป้าย Jodoji (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 6 นาที

    ที่อยู่

    • The Philosopher's Path (哲学の道, Tetsugaku no Michi), Shishigatani Honenin Nishimachi, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8427

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม


    2. ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine)

    ศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine) เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบปี 1,100 ของเมืองเกียวโต และเพื่อระลึกถึงจักรพรรดิคามมุ (Emperor Kammu) และจักรพรรดิโคเมอิ (Emperor Komei) ซึ่งทั้งสองเป็นจักรพรรดิคนแรกและคนสุดท้ายของเกียวโต

    แน่นอนว่าจุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือประตูโทริอิยักษ์สีแดงที่ตั้งอยู่ด้านหน้าวัด นอกจากนี้ศาลเจ้าเฮอันยังสร้างขึ้นโดยใช้แบบจำลองของพระราชวังในสมัยเฮอัน โดยมีขนาดย่อส่วน 5:8 จากของจริง

    นอกจากนี้สีแดงสดของเสาที่ตัดกับหลังคาสีเขียวมรกตเข้มยังให้ความสดใสแก่ผู้ที่พบเห็นอีกด้วย

    หากมายังสถานที่แห่งนี้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เราอยากให้ทุกคนได้เดินไปทางสวนด้านหลังศาลเจ้า เพราะนั่นเป็นจุดชมดอกซากุระที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเกียวโตเลยทีเดียว

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าเฮอัน (Heian Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 5 หรือสาย 100 ไปลงที่ป้าย Okazaki Koen [Bijutsukan] ใช้เวลา 26 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 1 นาที

    ที่อยู่

    • Heian Shrine, Okazaki Nixennocho, Sakyo Ward, Kyoto, 606-8341
    • โทร : 075-761-0221

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน เวลา 6:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ส่วนของศาลเจ้าไม่มีค่าเข้าชม
    • ส่วนของสวนมีค่าเข้าชม 600 เยน

    เว็บไซต์


    สวยในทุกฤดูกาล

    1. ศาลเจ้าคิฟุเนะ (Kifune Shrine)

    https://koyo.walkerplus.com

    ศาลเจ้าคิฟุเนะ เป็นศาลเจ้าที่ได้ชื่อว่าเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งสายน้ำ ความรักและการแต่งงาน สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาทางตอนเหนือของจังหวัดเกียวโต และเป็นศาลเจ้าชินโตที่มีอายุถึง 1,300 ปี !

    ชื่อเสียงของศาลเจ้านี้มาจากตำนานที่เล่าต่อๆกันมาว่า มีกวีเอกหญิงในยุคเฮอันคนหนึ่งนามว่าอิสุมิ ชิคิบุได้เดินทางไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลเจ้าแห่งนี้ นอกจากนั้นเธอยังขอพรในเรื่องความรักกับศาลเจ้าคิฟุเนะอีกด้วย (แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสมหวังหรือเปล่า แต่นี่ว่าคงสมหวังเพราะสุดท้ายศาลเจ้าคิฟุเนะก็ดังขึ้นมาไง 555)

    นอกจากตำนานความศักด์สิทธิ์ต่างๆแล้ว ศาลเจ้าคิฟุเนะยังมีชื่อเสียงในเรื่องความสวยงามของบันไดโคมไฟที่เปิดในช่วงกลางคืน ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็จะมีความงามที่แตกต่างกันไป

    ส่วนเรื่องความสวยงามนั้น บอกได้เลยว่าศาลเจ้าคิฟุเนะก็ไม่เป็นสองรองใคร พอเข้าสู่ช่วงกลางคืนเราจะได้ชมความงามของบันไดโคมไฟ ซึ่งแต่ละฤดูกาลจะมีความสวยงามแตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารท้องถิ่นแสนอร่อยท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆได้ด้วยนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคิฟุเนะ (Kifune Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 17 ไปลงที่สถานี Demachi-Yanagi ใช้เวลา 25 นาที จากนั้นนั่งรถไฟไปลงที่ Kibune guchi (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 430 เยน) แล้วนั่งรถบัส (ใช้เวลา 5 นาที ค่าโดยสาร  170 เยน) แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาที

    ที่อยู่

    • Kifune Shrine, 180, Kurama-Kifunecho, Sakyo-ku, Kyoto, Kyoto 601-1112
    • โทร : 075-741-2016

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน เวลา 6:00 - 20:00 น. (เดือนธันวาคมถึงเมษายน เปิดถึง 18:00 น.)

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    2. ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimiinari Shrine)

    ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ เป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าใหญ่ของเกียวโต ร่วมกับศาลคิตาโนะเทนมังกุและศาลเจ้ายาซากะ อีกทั้งยังเป็นศาลเจ้าที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาศาลเจ้าสายอินาริ หรือศาลที่มีไว้เพื่อบูชาเทพอินาริซึ่งเป็นเทพแห่งการเกษตร ที่สำคัญคือศาลเจ้าฟูชิมิอินาริมีมาตั้งแต่เกียวโตยังเป็นวุ้นอยู่เลย เพราะสร้างเสร็จในปี 794 ที่นี่จึงถือว่าเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อีกแห่งหนึ่งของเกียวโต

    ผู้คนส่วนมากที่มาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ นอกจากจะมาขอพรเรื่องการเงินแล้ว ก็ยังมาเพราะเสาประตูโทริอิสีแดงสดที่ตั้งเรียงรายตามทางขึ้นศาลเจ้าเป็นพันเสา! ชาวญี่ปุ่นเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า 'เซ็มบงโทริอิ' (Senbon Torii) หรือประตูโทริอิพันเสา (thousands of torii gates)

    สาเหตุที่มีประตูโทริอิมากมายขนาดนี้เป็นเพราะว่ามีบุคคลหรือองค์กรต่างๆร่วมบริจาคเงินในการก่อสร้าง โดยนามของผู้บริจาคและวันที่บริจาคจะถูกสลักลงไว้ที่ด้านหลังของเสาแต่ละต้น สำหรับรายละเอียดในการบริจาคนั้นก็จะมีตั้งแต่เสาต้นเล็กที่มีมูลค่าสี่แสนเยน ไปจนถึงเสาต้นใหญ่ที่มีมูลค่ามากกว่าล้านเยนเลยทีเดียว

    อ่านเรื่องศาลเจ้าฟูชิมิอินาริเพิ่มเติม > ไหว้ท่านเทพจิ้งจอก&เทพแห่งน้ำที่ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ ศาลเจ้าชิโมกาโมะ และศาลเจ้าคามิกาโมะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimiinari Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • โดยรถบัส : หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 5 minami ไปลงที่ป้าย Fushimiinaritaisha mae โดยใช้เวลา 10 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 7 นาที
    • โดยรถไฟ : จากสถานี  Kyoto นั่งรถไฟ JR ไปลงที่สถานี Fushimi-inari (ใช้เวลา 5นาที ค่าโดยสาร 120 เยน) แล้วเดินอีก 2 นาที

    ที่อยู่

    • Fushimi Inari Taisha, 68 Fukakusa Minanouchi-cho, Fushimi-ku, Kyoto 612-0882, Kyoto Prefecture
    • โทร : 075-641-7331

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดให้มาไหว้สักการะทุกวันและเข้าได้ตลอดเวลา ส่วนสำนักงานศาลเจ้าเปิดทำการทุกวัน เวลา 7:00 - 18:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    3. ศาลเจ้าชิโมกาโมะ (Shimogamo Shrine)

    ศาลเจ้าชิโมกาโมะเป็นศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในลัทธิชินโต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเกียวโต นอกจากจะเป็นหนึ่งในศาลเจ้าพี่น้องกับศาลเจ้าคามิกาโมะแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ก็เป็น 1 ใน 17 แหล่งมรดกโลกของเกียวโตอีกด้วย

    คำว่า 'ชิโมกาโมะ' หมายถึง 'คาโมะเบื้องล่าง' เป็นชื่อที่เรียกตามสถานที่ตั้งของศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของจุดที่ไหลมาบรรจบกันของแม่นํ้าทาคาโนะและแม่น้ำคาโมะ

    สำหรับความเป็นมาของศาลเจ้าชิโมกาโมะนั้น ชาวญี่ปุ่นเชื่อกันว่าสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเทมมู หรือช่วงปี 675 - 686 เพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือเทพยาตะการาสุ (Kamo Taketsunuminomikoto) เทพทามะโยริฮิเมะ (Tamayori-hime) และเทพคามิมุสึบิ (Kamimusubi)

    Various images / Shutterstock

    เนื่องจากสถานที่แห่งนี้บูชาเทพเจ้าแห่งความรักถึง 2 องค์ด้วยกันคือ เทพทามะโยริฮิเมะ (Tamayori-hime) กับเทพคามิมุสึบิ (Kamimusubi) ที่นี่จึงมีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะ power spot ด้านความรัก

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าชิโมกาโมะ (Shimogamo Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 4 หรือสาย 5 ไปลงที่ป้าย Shimogamojinja mae โดยใช้เวลา 25 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 2 นาที

    ที่อยู่

    • Shimogamo Shrine, 59 Shimogamo Izumikawacho, Sakyo-ku, Kyoto, Kyoto 606-0807, Japan
    • โทร : 075-781-0010

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดให้มาไหว้สักการะทุกวัน เวลา 6:30 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    4. ศาลเจ้าคามิกาโมะ (Kamigamo Shrine)

    ศาลเจ้าคามิกาโมะเป็นศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในลัทธิชินโต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเกียวโต นอกจากจะเป็นหนึ่งในศาลเจ้าพี่น้องกับศาลเจ้าชิโมะกาโมะแล้ว ศาลเจ้าแห่งนี้ก็เป็น 1 ใน 17 แหล่งมรดกโลกของเกียวโตอีกด้วย

    คามิกาโมะ หมายถึง 'คาโมะเบื้องบน' เป็นชื่อที่เรียกตามสถานที่ตั้งของศาลเจ้าแห่งนี้ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของจุดที่ไหลมาบรรจบกันของแม่น้ำคาโมะ

    เชื่อกันว่าศาลเจ้าคามิกาโมะสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเทมมูช่วงปี 675 - 686 เพื่อบูชาแด่เทพคาโมะวาเกะ อิกะสึจิ (Kamo Wake-Ikazuchi) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งไฟและเทพชัยชนะ เพราะชาวญี่ปุ่นเองมีความเชื่อมาแต่โบราณกาลว่าแม่น้ำคาโมะที่ไหลมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเปรียบเสมือนการนำเหล่าปีศาจเข้าสู่เมือง และเทพคาโมะวาเกะ อิกะสึจินี่แหละที่เป็นผู้ปัดเป่าความชั่วร้ายและปกป้องประชาชนจากปีศาจทั้งปวง

    ในปัจจุบัน ผู้คนที่นิยมมาสักการะที่ศาลเจ้าแห่งนี้จึงมักจะมาขอพรให้ชนะอุปสรรคต่างๆ หรือมาแก้ชงกันนั่นเอง

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าคามิกาโมะ (Kamigamo Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 4 หรือสาย 5 ไปลงที่ป้าย Kamigamojinja mae ใช้เวลา 35 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 2 นาที

    ที่อยู่

    • Kamigamo Shrine, 339 Kamigamomotoyama, Kita-ku, Kyoto, Kyoto 603-8047, Japan
    • โทร : 075-781-0011

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดให้มาไหว้สักการะทุกวัน เวลา 5:30 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    5. ศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine)

    Milan Rademakers / Shutterstock

    ศาลเจ้ายาซากะ หรือที่รู้จักกันในชื่อหนึ่งว่า 'ศาลเจ้ากิอง' ตั้งอยู่ระหว่างย่านกิองกับย่านฮิกาชิยามะ นับเป็นศาลเจ้าเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากในเกียวโต และเป็น 1 ใน 3 ศาลเจ้าใหญ่ในเกียวโต ร่วมกับศาลเจ้าคิตาโนะเทนมังกุและศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ

    นอกจากจะสวยเด่นเป็นศรีเกียวโตแล้ว ความขลังของศาลเจ้ากิองแห่งนี้ก็ไม่แพ้ศาลเจ้าใดๆในญี่ปุ่น เพราะที่นี่เป็น power spot แบบสารพัดนึก สามารถขอพรได้ทุกเรื่อง อยากขออะไรก็ขอโลดเด้อ

    อ่านเรื่องศาลเจ้ายาซากะเพิ่มเติมได้ที่ > สัมผัสเสน่ห์เมืองเก่าย่านกิอง ถ่ายรูปไม่ได้ไม่เป็นไร ทัวร์ศาลเจ้าสุดยิ่งใหญ่ในเกียวโตแทนก็ได้

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้ายาซากะ (Yasaka Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงที่ป้าย Gion โดยใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาที
    • นอกจากนี้สามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Gion Shijo หรือสถานี Kawaramachi ได้เช่นกัน

    ที่อยู่

    • Yasaka Shrine, 25, Gion-cho, Higashiyama-ku, Kyoto 605-0073, Kyoto
    • โทร : 075-561-6155
    • แฟ็กซ์ : 075-531-1126

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดให้เข้าไหว้สักการะทุกวัน และเข้าได้ตลอดเวลา
    • สำนักงานศาลเจ้าเปิดทำการทุกวัน เวลา 9:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    6. วัดเคนนินจิ (Kenninji Temple)

    วัดเคนนินจิ เป็นวัดพุทธนิกายเซนสายรินไซที่เก่าแก่ที่สุดในเกียวโต ก่อตั้งขึ้นโดยหลวงพ่อเอไซในปี 1202

    สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของวัดนี้เห็นจะเป็นงานศิลปะภาพวาดมังกรที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ต้องเจอ โดยเฉพาะเพดานของโถงหลัก

    นอกจากนี้วัดเคนนินจิยังมีสวนหินแบบเซนที่ใหญ่และสวยที่สุดอีกแห่งหนึ่งอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดเคนนินจิ (Kenninji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 206 ไปลงที่ป้าย Kiyomizu Michi ใช้เวลา 23 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 3 นาที

    ที่อยู่

    • Kenninji Temple, 584 Komatsucho, Higashiyama-ku, Kyoto, Kyoto 605-0811
    • โทร : 075-561-0190

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน ในช่วงเวลา 10:00 - 17:00 น. (ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เปิดถึง 16:30 น.)
    • มีวันหยุดประจำปีคือวันที่ 28 - 31 ธันวาคม

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชม 500 เยน

    เว็บไซต์


    7. ปราสาทนิโจ (Nijo Castle)

    ปราสาทนิโจ (二条城, Nijo-Jo) สร้างขึ้นในปี 1603 เพื่อเป็นที่พักของโชกุน 'โทคุกาวะ อิเอยาสึ' (Tokugawa Ieyasu) ต่อมาอิเอมิตสึ (Iemitsu) ผู้เป็นหลานได้สานต่อการสร้างปราสาทจนแล้วเสร็จในอีก 23 ปีให้หลัง นอกจากนี้ยังมีส่วนที่ก่อสร้างเพิ่มเติมคือหอปราสาทห้าชั้น

    หลังจากการล่มสลายของโชกุนและเข้าสู่ช่วงปฏิรูปเมจิในปี 1867 ปราสาทนิโจกลายเป็นพระราชวังของจักรพรรดิและราชวงศ์อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ภายหลังได้อยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลเมือง เพราะจักรพรรดิได้ย้ายไปประทับที่เอโดะแทน

    Abhijeet Khedgikar / Shutterstock

    นอกจากจะเปิดเป็นสถานที่เชิงประวัติศาสตร์ให้ประชาชนเข้าชมแล้ว ตัวอาคารของวังในปราสาทนิโจก็นับว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของสถาปัตยกรรมปราสาทในยุคศักดินาของญี่ปุ่นที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน และในปี 1994 ปราสาทนิโจก็ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกที่สำคัญยิ่งจากยูเนสโก

    ข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทนิโจ (Nijo Castle)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 9 ไปลงที่ป้าย Horikawa Oike โดยใช้เวลา 14 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 2 นาที

    ที่อยู่

    • Nijō Castle, 541 Nijojocho, Nakagyo Ward, Kyoto, 604-8301
    • โทร : 075-841-0096
    • แฟ็กซ์ : 075-802-6181

    เวลาทำการ

    • เดือนตุลาคม - มิถุนายน : เปิดทำการทุกวัน ในเวลา 8:45 - 17:00 น.
    • เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม : เปิดทำการทุกวัน ในเวลา 8:00 - 18:00 น.
    • เดือนกันยายน : เปิดทำการทุกวัน ในเวลา 8:00 - 17:00 น.
    • หยุดทำการในวันที่ 29 - 31 ธันวาคม

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชม 620 เยน และส่วน Ninomaru อีก 410 เยน

    เว็บไซต์


    8. อาราชิยามะ (Arashiyama)

    อาราชิยามะ (Arashiyama) หรือภูเขาพายุ ตั้งอยู่ในเขตชานเมืองฝั่งทิศตะวันตกของจังหวัดเกียวโต โดยห่างจากตัวเมืองหลักไปประมาณ 30 นาที

    พื้นที่แห่งนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอนุสรณ์สถานของประเทศที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวมากมาย เพราะอันที่จริงแล้วอาราชิยามะนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 9 ด้วยธรรมชาติที่สวยงามและความร่มรื่นของสถานที่แห่งนี้ทำให้เหล่าขุนนางมักจะมาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ และความนิยมนี้ก็พุ่งทะยานผ่านกาลเวลายาวนานยันปัจจุบันเลยทีเดียว

    สำหรับจุดที่น่าไปเมื่อได้มาเยือน ณ อาราชิยามะแห่งนี้ คือการชมวิวของหุบเขาบนสะพานโทเก็ทสึเคียวที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเฮอัน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดเท็นริวจิ หรือจะไปปั่นจักรยานในป่าไผ่ก็ดีนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับอาราชิยามะ (Arashiyama)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟ JR สาย Sagano จากสถานี Kyoto (ใช้เวลา 15 นาที ค่าโดยสาร 240 เยน) (เหมาะกับคนมี JR Pass)
    • นั่งรถไฟสาย Hankyu จากสถานี Kawaramachio (ใข้เวลา 20 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) (เหมาะกับคนมี Kansai Thru Pass)
    • นั่งรถบัส (20 - 25 นาที แต่เวลาจะไม่แน่นอนเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการจราจร) (เหมาะกับตั๋วรถบัสรายวัน)

    ที่อยู่

    • Togetsukyo Bridge, Saganakanoshimacho, Ukyo Ward, Kyoto, 616-8383
    • Tenryuji, 68 Susukinobaba-cho, Saga-Tenryuji, Ukyo-ku, Kyoto-shi, 616-8385 Japan
    • โทร : (075) 881-1235
    • แฟ็กซ์ : (075) 864-2424

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน

    ค่าเข้าชม

    • วัด Tenryuji ค่าเข้าชม 500 เยน
    • หากต้องการเข้าชมภายในวัด มีค่าเข้าชมเพิ่มเติมอีก 300 เยน

    เว็บไซต์


    9. อามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate)

    อามาโนะฮาชิดาเตะ (天橋立 / Amanohashidate) เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น (日本三景 / Nihon Sankei) ร่วมกับมิยาจิมะ (Miyajima) ในจังหวัดฮิโรชิม่า และมัตสึชิมะ (Matsushima) ในจังหวัดมิยากิ

    อ่านเรื่องของเกาะมิยาจิมะได้ที่นี่ > ชมหนึ่งในสามวิวที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นที่ ‘เกาะมิยาจิมะ’

    อ่านเรื่องของมัตสึชิมะได้ที่นี่ > นั่งเรือชมอ่าวมัตสึชิมะ 1 ใน 3 วิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่น & เดินเล่นบนเกาะโดยรอบ

    คำว่า 'อามาโนะฮาชิดาเตะ' แปลว่า 'สะพานสู่แดนสวรรค์' เพราะสะพานแห่งนี้สร้างจากธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเกิดจากแนวสันทรายที่ทอดตัวอยู่กลางอ่าวมิยาซุเป็นแนวยาว 3.6 กิโลเมตร เชื่อมแผ่นดินของเกาะทั้งสองไว้ด้วยกัน

    นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่ากันว่า มีเทวดาแห่งดินแดนสรวงสรรค์ได้หลงรักเทพธิดาองค์หนึ่งที่อาศัยในโลกมนุษย์ จึงสร้างสะพานที่ทอดตัวยาวลงมายังโลกมนุษย์เพื่อจะมาพบกับเทพธิดา แต่สะพานที่ว่ากลับพังลงมากลายเป็นหาดทรายสีขาวสะอาดพาดผ่านทะเล ซึ่งก็คืออามาโนะฮาชิดาเตะนั่นเอง

    เมื่อเราไปยังจุดชมวิวก็จะเห็นความสวยงามของอามาโนะฮาชิดาเตะที่ราวกับเป็นสะพานสู่ดินแดนสวรรค์จริงๆ

    ข้อมูลเกี่ยวกับอามาโนะฮาชิดาเตะ (Amanohashidate)

    วิธีเดินทาง

    ที่อยู่

    • Amanohashidate, Monju, Miyazu, Kyoto 626-0001
    • โทร : 0772-22-8030

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวันและตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    10. หมู่บ้านอิเนะ (Ine Village)

    หมู่บ้านอิเนะ เป็นเมืองเล็กๆที่เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนของชาวท้องถิ่นที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น หมู่บ้านนี้ทอดตัวไปตามแนวยาวของอ่าวอิเนะ (Ine Bay) และตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ 'จังหวัดเกียวโต'

    ลักษณะของบ้านแต่หลังจะมีชั้นล่างเป็นอู่เก็บเรือ ส่วนชั้นบนเป็นห้องรับรองอเนกประสงค์ ลักษณะของการสร้างบ้านที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้เรียกว่า 'ฟุนายะ' หรือสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกต่อการนำเรือออกไปหาปลา ด้วยเหตุนี้เอง อิเนะจึงเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองในด้านอุตสาหกรรมประมงมาตั้งแต่อดีต

    ส่วนบ้านที่ผู้คนใช้อาศัยจริงๆ จะอยู่สร้างบนบกโดยมีถนนสายเล็กทอดตัวผ่านบ้านที่มีมากกว่า 200 หลังคา และแน่นอนว่าบ้านแต่ละหลังก็คงความเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ ว่ากันว่าเพียงมายังสถานที่แห่งนี้ในฤดูกาลที่แตกต่าง ก็จะได้เห็นเสน่ห์ที่แตกต่างของหมู่บ้านอิเนะด้วย

    นักท่องเที่ยวที่มาพักแรมที่นี่ไม่เพียงแต่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของการพักในฟุนายะเท่านั้น แต่จะได้เพลิดเพลินกับอาหารทะเลสดๆจากอ่าวอิเนะอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านอิเนะ (Ine Village)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Amanohashidate โดยสารรถบัส Tankai Bus ลงที่ Ine bus stop (400 เยน) ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

    ที่อยู่

    • Ine Funaya, 〒626-0423 Kyoto, Yoza District, Ine, Hirata, 77
    • โทร : 0772-32-0277

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวันตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม (อัตราค่าเข้าพักโปรดดูที่เว็บไซต์)

    เว็บไซต์


    11. วัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple)

    วัดเบียวโดอินเป็นวัดพุทธที่ตั้งอยู่ในเมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต ปัจจุบันได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโก แรกเริ่มเดิมทีสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่วัด แต่เป็นที่พักตากอากาศของตระกูลฟูจิวาระที่สร้างขึ้นในปี 998

    สถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนเป็นวัดในปี 1053 และในปีเดียวกันนี้ได้มีการก่อสร้างอาคารนกฟีนิกซ์ขึ้น ซึ่งอาคารดังกล่าวเป็นสถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่เหลือรอดจากภัยธรรมชาติและสงครามในตอนนั้น วัดเบียวโดอินจึงคงความเป็นเอกลักษณ์และความดั้งเดิมนี้ไว้จนถึงปัจจุบัน

    สาเหตุที่เรียกว่า 'อาคารนกฟีนิกซ์' เป็นเพราะโทนสีอบอุ่นของตัววัด และรูปทรงอาคารที่สง่างาม ทำให้เราเห็นว่าอาคารมีลักษณะคล้ายนกที่กำลังกางปีก เมื่อได้เห็นเงาของตัวอาคารที่ปรากฏบนผิวน้ำในสระขนาดใหญ่ ก็เหมือนกับเราได้เห็นนกฟินิกซ์ยักษ์โผบินสู่ฟากฟ้า

    นอกจากนี้วัดเบียวโดอินยังปรากฏอยู่บนเหรียญ 10 เยนด้วยนะ ไม่เชื่อก็ลองหยิบเหรียญขึ้นมาดูสิ!

    อ่านข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับวัดเบียวโดอินและเมืองอุจิได้ที่นี่ > เยือนแดนชาเขียว เมืองอุจิ

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดเบียวโดอิน (Byodoin Temple)

    วิธีเดินทาง

    • สำหรับคนที่มี Kintetsu Rail Pass แบบ 5 day หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถไฟ Kintetsu ได้ โดยให้ขึ้นรถไฟไปที่สถานี Okubo (ใช้เวลา 23 นาที) เมื่อถึงสถานี Okubo แล้วให้นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Ujibashi Nishizume (ใช้เวลา 12 นาที) แล้วเดินอีกประมาณ 4 นาที (ใช้ Kintetsu Rail Pass เพื่อนั่งรถบัสฟรีได้)
    • ส่วนคนที่โดยสารรถไฟ JR ให้นั่งรถไฟตรงมาที่สถานี Uji เลย (ใช้เวลา 33 นาที ค่าโดยสาร 240 เยน) แล้วเดินอีก 12 นาที

    ที่อยู่

    • Byodoin Temple, 116 Uji Renka, Uji City, Kyoto 611-0021, Japan
    • โทร : 0774-21-2861

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน ในช่วงเวลา 8:30 - 17:30 น.
    • สามารถทัวร์อาคารนกฟีนิกซ์ได้ทุกวัน ในช่วงเวลา 9:30 - 16:10 น.
    • ส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ เปิดทำการทุกวัน ในช่วงเวลา 9:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ 600 เยน
    • เด็กมัธยมต้น 400 เยน
    • เด็กประถม 300 เยน

    เว็บไซต์

     

    ย่านชอปปิ้ง

    1. ย่านกิอง (Gion Zone)

    ย่านกิอง (Gion) ในเมืองเกียวโต (Kyoto) เป็นย่านที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของบ้านเรือนเก่าแก่สไตล์ญี่ปุ่นโบราณ และเป็นย่านที่หลายๆคนอยากมาเยือนเพื่อชมความสวยงามของเกอิชา (Geisha) ในชุดกิโมโนดั้งเดิมที่มีความประณีต

    pptara / Shutterstock

    เกอิชาเป็นหญิงสาวที่มีความชำนาญในงานศิลปะและทำหน้าที่ดูแลแขกในร้านน้ำชา นอกจากนี้เกอิชายังเป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ (ปัจจุบันมีกฎห้ามถ่ายรูปภายในบริเวณย่านนี้)

    ข้อมูลเกี่ยวกับย่านกิอง (Gion Zone)

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 100 หรือ 206 ไปลงที่ป้าย Gion ได้ โดยใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาที
    • นอกจากนี้สามารถนั่งรถไฟมาลงที่สถานี Gion Shijo หรือสถานี Kawaramachi ก็ได้เช่นกัน

    ที่อยู่

    • Gion, 570-2 Gionmachi Minamigawa, Higashiyama Ward, Kyoto, 605-0074
    • โทร : 0755611119

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวันตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม


    2. ถนน Kiyomizu-Zaka Street

    ถนน Kiyomizu-Zaka Street คือถนนที่มุ่งตรงสู่วัดคิโยมิสึ ซึ่งมีร้านรวงแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมตลอดเส้นทาง ถ้านับจากวัดคิโยมิสึไปจนถึงศาลเจ้ายาซากะ ถนนเส้นนี้จะมีระยะทางรวมประมาณ 2 กิโลเมตร จึงใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการเดินให้ทั่ว

    ตลอดทางเราจะเห็นร้านค้าต่างๆตั้งเรียงรายไปตามแนวถนน ด้วยบรรยากาศแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม รวมถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบ้านเรือนใน 'จังหวัดเกียวโต' อีกทั้งยังมีอาหารพื้นเมืองและขนมท้องถิ่นหลากหลายชนิดให้ได้ลองลิ้มชิมรสอยู่เป็นระยะๆ ถนนสายนี้จึงได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนไม่น้อยเลย

    ข้อมูลเกี่ยวกับถนน Kiyomizu-Zaka Street

    วิธีเดินทาง

    • หากมาจากสถานี Kyoto สามารถขึ้นรถบัสสาย 205, 206 หรือ 207 ไปลงที่ป้าย Kiyomizumichi ได้ โดยใช้เวลา 20 นาที แล้วเดินอีกประมาณ 3 นาที

    ที่อยู่

    • Kiyomizu-Zaka Street, Kiyomizu, Higashiyama-ku, Kyoto 605-0862, Kyoto Prefecture

    เวลาทำการ

    • ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดทำการทุกวัน ในเวลา 10:00 - 18:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม


    3. ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market)

    Phanu D Pongvanit / Shutterstock

    ตลาดนิชิกิ (Nishiki Market : 錦市場) เป็นตลาดเก่าแก่ของ 'จังหวัดเกียวโต' มีอายุหลายร้อยปี เพราะก่อตั้งมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 เดิมที่นี่เป็นตลาดขายส่งปลา ต่อมามีสินค้าปลีกอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากที่จำหน่ายในตลาดแห่งนี้

    ตลาดนิชิกินั้นเรียกว่าเป็นเหมือนครัวของ 'จังหวัดเกียวโต เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากจะมีอาหารสด อาหารทะเล และผลไม้สดหลากชนิดแล้ว ตลอดแห่งนี้ยังมีของกินอื่นๆอีกเยอะแยะเต็มไปหมดเลยล่ะ ช่างเป็นตลาดที่อุดมสมบูรณ์จริงๆนะ!

    ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดนิชิกิ (Nishiki Market)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Kyoto นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Shijo หรือสถานี Karasuma แล้วเดินอีก 5 นาที

    ที่อยู่

    • Nishiki Market, 609 Nishidaimonjicho, Nakagyo Ward, Kyoto, 604-8054
    • โทร : 075-211-3882

    เวลาทำการ

    • เปิดทำการทุกวัน เวลา 9.00 - 17.30 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์

     

    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดเกียวโต

    1. ชาเขียว

    อุตส่าห์มาถึง 'จังหวัดเกียวโต' เมืองแห่งชาเขียวทั้งที ของกินที่พลาดไม่ได้คงต้องเป็นชาเขียวนี่ล่ะ

    ว่าแต่มีเมนูอะไรที่ควรลองบ้างนะ?

    https://jw-webmagazine.com

    ของอย่างแรกที่จะแนะนำเป็นของหวาน เมนูที่ทางร้านแนะนำมาก็จะเป็น Gion Tsujiri

    https://media.sharing-kyoto.com

    ไปต่อที่ของคาวกันบ้าง โซบะชาเขียวของร้าน Shofukutei ก็เป็นตัวเลือกที่ดีนะ

    อยากแหวกแนวให้สุดต้องราเมนชาเขียว! จากร้านราเมนทานากะคิวโช (ラーメン田中九商店) ซึ่งอยู่ในละแวกอุจิ ใกล้กับวัดเบียวโดอินนั่นเอง

    อ่านบทความเจาะลึกเรื่องชาเขียวในย่านอุจิ > Uji ย่านสีเขียวของเกียวโตที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่และของอร่อย -Part II เมืองแห่งชาเขียว


    2. นิชินโซบะ (Nishin Soba)

    นิชินโซบะ (Nishin Soba) เป็นคาเคะโซบะหน้าปลานิชินแห้งต้มน้ำตาล หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับคำว่าปลานิชิน แต่ถ้าพูดว่าปลาแฮร์ริงก็คงจะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว

    นิชินโซบะเป็นอีกเมนูหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในเกียวโตเพราะนอกจากปลานิชินจะเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายจากสถานที่แห่งนี้แล้ว ทั้งเส้นโซบะและปลาแห้งก็ยังสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย จึงไม่แปลกที่นอกจากที่ 'จังหวัดเกียวโต' แล้ว นิชินโซบะก็เป็นเมนูที่ฮอตฮิตในฮอกไกโดด้วย

    ส่วนเรื่องรสชาติคงไม่ต้องบรรยายกันให้มากความ เพราะนอกจากจะไม่คาวแล้ว เนื้อปลานิชินยังมีรสออกหวานเค็มตัดกับน้ำซุปที่มีความกลมกล่อม ลงตัวอย่างพอดิบพอดีกับเส้นโซบะนุ่มลื่นปรึ๊ดเคี้ยวเพลิน อร่อยฟินอย่าบอกใครเชียว!


    3. ยัทสึฮาชิ (Yatsuhashi)

    ยัทสึฮาชิ (Yatsuhashi) เป็นขนมกล่องเล็กๆที่มีส่วนผสมของข้าว น้ำตาล และอบเชย นอกจากจะเป็นของฝากขึ้นชื่อของ 'จังหวัดเกียวโต' แล้ว ยัทสีฮาชิยังมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจอีกด้วย

    ว่ากันว่าคนที่ให้กำเนิดขนมยัทสึฮาชิคือพระภิกษุตาบอดรูปหนึ่งนามว่า ยัทสึฮาชิ เค็งเกียว (Yatsuhashi Kengyo) ถึงแม้ว่าท่านจะพิการ แต่ก็มีความสามารถทางด้านการประพันธ์เพลงและดนตรี นอกจากนี้ท่านยังชื่นชอบการเล่นเครื่องดนตรีประเภทสายอย่างโกโตะด้วย (Koto)

    แต่สิ่งที่น่านับถือยิ่งกว่าความสามารถของยัทสึฮาชิ เค็งเกียวก็คืออุปนิสัยที่ถ่อมตน เรียบง่าย และสมถะ เมื่อถึงเวลาฉันอาหาร ท่านก็จะพิถีพิถันในการฉันโดยไม่ให้มีอาหารเหลือทิ้งหรือเสียเปล่า หากวันไหนมีข้าวเหลือติดก้นหม้อก็จะนำมาทำเป็นของว่าง และขนมยัทสึฮาชิก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการนำเศษข้าวติดก้นหม้อมาผสมกับน้ำตาลและอบเชยนั่นเอง

    ก่อนที่ยัทสึฮาชิจะมีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมสอดไส้ต่างๆและให้รสสัมผัสนุ่มนิ่มเหมือนในปัจจุบัน มันเคยมีรูปร่างโค้งเหมือนโกโตะ และให้สัมผัสกรุบกรอบคล้ายเซ็มเบด้วย เพียงแต่จะแข็งกว่าและบางกว่าด้วยกรรมวิธีอบ เพราะการทำยัทสึฮาชิสมัยก่อนจะต้องคำนึงถึงการเก็บรักษา นอกจากนี้รูปร่างที่เหมือนโกโตะนั้นยังเป็นการสร้างเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ให้กำเนิดของว่างชื่อดังอย่างยัทสึฮาชิ เค็งเกียว

    สำหรับวิธีการรับประทานยัทสึฮาชิ คนเกียวโตนิยมทานคู่กับชาเขียวร้อน หรือกินเล่นเปล่าๆก็อร่อยนะ

     

    ที่มา: รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้งใน ‘จังหวัดเกียวโต’

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in