fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดโอซาก้า มหานคราแห่งคันไซ
  • แม้ว่า 'จังหวัดโอซาก้า' จะไม่ใช่เมืองหลวงอย่างโตเกียว แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญที่สุดในภูมิภาคคันไซ แน่นอนว่าสถานที่แห่งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปราสาท สวนสนุก ย่านชอปปิ้ง รวมถึงของกินอร่อยๆ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามแบบฉบับคันไซ

    แล้วจะรออะไรล่ะครับ มาเตรียมเว้าคันไซเบน (ภาษาท้องถิ่นของภูมิภาคคันไซ) แล้วไปตะลุยโอซาก้ากันดีกว่า

     

    สถานที่ท่องเที่ยวในโอซาก้า

    จังหวัดโอซาก้า ตั้งอยู่บริเวณใจกลางของภูมิภาคคันไซ หรือฝั่งตะวันตกของเกาะฮอนชู แม้ว่าโอซาก้าจะมีพื้นที่เล็กที่สุดเป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่น แต่โอซาก้ากลับเป็นจังหวัดที่มีความหนาแน่นของประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากโตเกียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกได้ถึงความสำคัญของโอซาก้าในฐานะเมืองเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี

    ด้วยภูมิประเทศของโอซาก้าที่มีเทือกเขาโอบล้อมถึงสามด้าน และฝั่งตะวันตกหันหน้าสู่อ่าวโอซาก้า อีกทั้งยังเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นอย่างเกียวโตและนารา โอซาก้าจึงเจริญรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการขนส่งทางบกและทางน้ำเช่นเดียวกับเมืองเศรษฐกิจอื่นๆในสมัยนั้น

    ในช่วงเวลาหนึ่งที่ไดเมียว 'โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ' เรืองอำนาจอยู่นั้น เขาเลือกให้โอซาก้าเป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครอง และถ้าหากโทโยโตมิไม่แพ้สงครามในยุทธการเซกิกาฮาระ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าโอซาก้าอาจจะกลายเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นในปัจจุบันก็ได้นะ

    โอซาก้าเป็นจังหวัดที่เดินทางไปได้อย่างสะดวก หากโดยสารรถไฟชินคันเซ็นจะใช้เวลาเดินทางดังนี้

    • จากโตเกียว 2 ชั่วโมง 22 นาที
    • จากนาโกย่า 49 นาที
    • จากฮิโรชิม่า 1 ชั่วโมง 28 นาที

    ต่อจากนี้เราจะเริ่มแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งชอปปิ้งในโอซาก้ากัน!


    1. ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

    ว่าด้วยชื่อเสียงเล่าลือของปราสาทญี่ปุ่นแล้ว ถ้าไม่มีชื่อของ 'ปราสาทโอซาก้า' อยู่ในลิสต์ด้วยนั้นถือว่าผิดมหันต์! เพราะนอกจากตัวปราสาทจะมีความสวยงามแล้ว ที่นี่ยังเป็นจุดชมซากุระที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งด้วย

    แต่รู้หมือไร่...เอ๊ย หรือไม่! ว่าก่อนจะเป็นปราสาทโอซาก้า พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของวัดอิชิยามะฮอนกันจิมาก่อน

    ในยุคเซ็งโกกุช่วงสงครามอิชิยามะ วัดดังกล่าวเป็นฐานที่มั่นสำคัญของเหล่าพระนักรบ หรือฝ่ายฮอนกันจิ ที่มีสังฆราชเคนเนียวเป็นผู้นำ ซึ่งชนวนเหตุของสงครามในตอนนั้นคือ ความขัดแย้งกันระหว่างฝ่ายฮอนกันจิกับฝ่ายโนบุนากะ ที่มีโอดะ โนบุนากะเป็นผู้นำ และผลของสงครามอิชิยามะก็คือฝ่ายโนบุนากะได้รับชัยชนะไป

    แต่ภายหลังจากที่ฝ่ายฮอนกันจิประกาศยอมแพ้ได้เพียงสามวัน วัดอิชิยามะกลับโดนเผาจนวอด สาเหตุที่วัดโดนเผานั้นได้มีข้อสันนิษฐานคร่าวๆอยู่ 2 ข้อ คือโนบุนากะเป็นคนเผาเอง กับ ‘เคียวเนียว’ บุตรชายของเคนเนียวเป็นคนเผา และแรงจูงใจในการก่อเหตุของเคียวเนียวคือความไม่พอใจที่เขาต้องยกวัดอิชิยามะให้กับโนบุนากะ ในฐานะที่เป็นผู้แพ้สงคราม

    ส่วนปราสาทโอซาก้า สร้างขึ้นในปี 1583 โดยคำสั่งของ ‘โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ’ ขุนพลคนสำคัญของโนบุนากะ ซึ่งก่อนที่จะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจกันนั้น โนบุนากะได้จบชีวิตตัวเองลงด้วยการทำเซ็ปปุกุ หรือการคว้านท้อง เพราะตอนนั้นเอง ขุนพลคนสำคัญอีกคนหนึ่งคือ 'อาเกจิ มิตสึฮิเดะ' ได้รับคำสั่งจากโนบุนากะให้ไปบุกปราสาทยางามิที่ 'ฮาตาโนะ ฮิเดฮารุ' ครอบครองอยู่ แต่เขาไม่อยากให้เกิดเหตุนองเลือดขึ้น จึงเลือกที่จะเจรจาให้ฮิเดฮารุสวามิภักดิ์ต่อโนบุนากะ และส่งแม่ของตัวเองไปเป็นตัวประกัน

    แต่เหตุการณ์เกิดกลับตาลปัตรขึ้นเพราะโนบุนากะได้มีคำสั่งให้ฆ่าฮิเดฮารุและพวกพ้อง รวมทั้งแม่ของมิตสึฮิเดะเสีย เหตุการณ์นี้จึงสร้างความแค้นให้กับมิตสึฮิเดะอย่างมาก เขาจึงทรยศและลอบสังหารโนบุนากะ จนทำให้ตำนานอันยิ่งใหญ่ของโอดะ โนบุนากะต้องสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้

    หลังจากที่มิตสึฮิเดะขึ้นมามีอำนาจได้เพียง 2 สัปดาห์ เขาก็ถูกโทโยโตมิ ฮิเดโยชิสังหารไป ส่วนเหตุผลสำหรับการกระทำของฮิเดโยชินั้น ข้อแรกคือเขาต้องการแก้แค้นให้กับโนบุนากะผู้เป็นนาย ส่วนข้อถัดมาคือเขาต้องการรวบอำนาจเพื่อขึ้นเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดของญี่ปุ่น

    ถ้าพูดถึงความเป็นมาของปราสาทโอซาก้า ก็ไม่รู้ว่าโดนเจ้าที่ตรงนั้นชังขี้หน้าเอาหรือเปล่า เพราะหากนับจากช่วงที่สร้างมาจนถึงปัจจุบัน ปราสาทแห่งนี้ได้รับความเสียหายครั้งใหญ่อยู่ถึง 3 ครั้งด้วยกัน

    ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1665 ปราสาทโอซาก้าได้รับความเสียหายจากฟ้าผ่า ทำให้ปราสาทพังทลายลงมา แต่สุดท้ายก็ได้รับการซ่อมแซมในปี 1843 จากเงินเรี่ยไรชาวบ้านตาดำๆในรัฐบาลเอโดะ

    ส่วนครั้งที่สองเกิดขึ้นในปี 1868 ซึ่งเป็นช่วงสงครามกลางเมืองในยุคเมจิ ปราสาทโอซาก้าก็โดนเผาจนวอดจากสงครามในครั้งนั้น

    ส่วนครั้งสุดท้าย (แต่จะท้ายสุดหรือเปล่าก็ต้องลุ้น 555) ปราสาทโอซาก้าได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

    แต่ปราสาทโอซาก้าก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้เป็นดังสภาพปัจจุบันในปี 1997

    เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ การผลิบานของดอกซากุระจะย้อมสถานที่แห่งนี้จนกลายเป็นสีชมพู ทั้งยังมากไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาชมความงามของปราสาทโอซาก้าไปพร้อมๆกับเหล่าดอกซากุระด้วย

    อ่านบทความอื่นๆเกี่ยวกับปราสาทโอซาก้า > ปราสาทโอซาก้า หนึ่งในจุดชมซากุระที่ดีที่สุด

    ข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินลงสถานี Tanimachi Yonchome (ใช้เวลา 8 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 10 นาที
    • สำหรับผู้ใช้ JR PASS จากสถานีรถไฟ Osaka นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Osakajokoen (ใช้เวลา 10 นาที ค่าโดยสาร 160 เยน) แล้วเดินอีก 10 นาที

    ที่อยู่

    • Osakajokoen, 1-1 Osakajo, Chuo Ward, Osaka, 540-0002
    • โทร : 086-6941-3044

    เวลาทำการ

    • ปราสาทเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 17:00 น. (หยุดวันที่ 28 ธันวาคม - 1 มกราคม)
    • สวนนิชิโนะมารุ (จุดที่ถ่ายรูปสวย) เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 17:00 น. และช่วงซากุระบาน เปิดถึงเวลา 21:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ปราสาทมีค่าเข้าชม 600 เยน
    • สวนนิชิโนะมารุ (จุดที่ถ่ายรูปสวย) มีค่าเข้า 200-350 เยน

    เว็บไซต์


    2. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

    พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan) เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น อยู่ในจังหวัดโอซาก้า มีขนาดเป็นรองแค่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำชูราอุมิของโอกินาว่าเท่านั้น

    ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเหล่าสิ่งมีชีวิตไว้ตามถิ่นที่อยู่ มีให้ชมถึง 15 ตู้ โดยจัดแสดงทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์เลื้อยคลาน นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ไม่มีกระดูก พืชต่างๆ หากรวมกันแล้วจะมีถึง 620 สายพันธุ์เลยทีเดียว

    โดยโซนที่เป็นไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้ก็คือโซน Pacific Ocean หรือโซนมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นแทงค์ขนาดใหญ่เบิ้ม จุน้ำได้ถึง 5,400 ลูกบาศก์เมตร และด้วยขนาดของแทงค์น้ำ เราจึงมีโอกาสได้เห็นฉลามวาฬว่ายน้ำเล่นอยู่ในอวาเรียมด้วย ซึ่งความพิเศษนี้มีให้ชมเพียงแค่ที่ไคยูคังกับชูราอุมิเท่านั้น แถมยังมีเจ้าแมวน้ำอุ๋งๆสุดน่ารักด้วย แบบนี้ไม่ไปไม่ได้แล้วล่ะ!

    อ่านบทความอื่นๆเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง > พบกับสัตว์น้ำนานาชนิดที่ไคยูคัง (Kaiyukan) พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดยักษ์ในโอซาก้า!

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Osaka Aquarium Kaiyukan)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji ไปลงที่สถานี Hommachi แล้วเปลี่ยนป็นสาย Chuo ไปลงที่สถานี Osakako (ใช้เวลา 17 นาที ค่าโดยสาร 280 เยน) แล้วเดินอีก 6 นาที

    ที่อยู่

    • Osaka Aquarium Kaiyukan, 1 Chome-1-10 Kaigandori, Minato Ward, Osaka, 552-0022
    • โทร : 06-6576-5501

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10:00 - 20:00 น. (มีบางช่วงเปิดตั้งแต่เวลา 8.30 หรือ 9.30 น. ทั้งนี้สามารถเช็กเวลาได้ที่ >>>  https://www.kaiyukan.com/language/eng/hours.html )

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าชม 2,300 เยน

    เว็บไซต์


    3. ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan)

    jannoon028 / Shutterstock

    ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan) คือสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นต่างๆซึ่งสร้างจากธีมของภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงที่พัก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ครบเครื่องมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปนจะได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยวในและนอกประเทศ

    DRN Studio / Shutterstock

    ส่วนพระเอกของงานนั้น เห็นจะหนีไม่พ้นโซนพ่อมดน้อยแฮร์รี่ พอตเตอร์

    คำเตือน : ถ้าอยากจะเล่นอะไรขอให้เตรียมใจในการรอคิวนะ เพราะคิวยาวมว้าก!

    imwaltersy / Shutterstock

    และอีกโซนได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ นั่นก็คือโซนจูราสสิค พาร์ค

    อ่านบทความเจาะลึกเรื่องยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปนจาก BeamSensei > Top 5 เครื่องเล่น & ร้านค้า ใน Universal Studios Japan™ ที่ควรไปโดน !!!

    ข้อมูลเกี่ยวกับยูนิเวอร์แซล สตูดิโอ เจแปน (Universal Studios Japan)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Osaka-namba นั่งรถไฟสาย Hanshin Namba ไปลงที่สถานี Nishikujō แล้วเปลี่ยนเป็นสาย JR Yumesaki ไปลงที่สถานี Universal City (ใช้เวลา 27 นาที ค่าโดยสาร 370 เยน) แล้วเดินอีก 2 นาที

    ที่อยู่

    • Universal Studios Japan, 2 Chome-1-33 Sakurajima, Konohana Ward, Osaka, 554-0031
    • โทร : 0570-200-606

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 10:00 - 20:00 น. (มีบางช่วงเปิดตั้งแต่เวลา 8.30 หรือ 9.30 น. ทั้งนี้สามารถเช็กเวลาได้ที่ >>> https://www.kaiyukan.com/language/eng/hours.html )

    ค่าเข้าชม

    • ตั๋วเข้าสวนสนุกแบบ 1 วัน : ผู้ใหญ่ 7,800 เยน / เด็ก 5,400 เยน / ผู้สูงอายุ 7,100 เยน
    • ตั๋วเข้าสวนสนุกแบบ 2 วัน : ผู้ใหญ่ 15,400 เยน / เด็ก 10,500 เยน
    • นอกจากนี้ ใครที่ขี้เกียจต่อคิวและมีเงินเป็นสายเปย์ สามารถจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อ Universal Express Pass เพื่อจะได้ไม่ต้องไปต่อคิวกับคนที่ไม่มีตั๋วนี้ (แต่ยังต้องต่อกับคนที่ยอมเปย์เหมือนกัน) รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่ >>> https://www.usj.co.jp/e/ticket/

    เว็บไซต์


    4. ย่านนัมบะ (Namba)

    ย่านที่รวมเอาร้านอาหาร ร้านค้า และแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนมาไว้ในที่เดียวกัน

    ในส่วนของโซนโดทงโบริ แน่นอนว่าต้องไปถ่ายรูปที่ป้ายไฟกูลิโกะ ที่ปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์อีกอย่างของโอซาก้าไปแล้ว

    Sanga Park / Shutterstock

    สำหรับโซนชินไซบาชิจะเป็นถนนชอปปิ้ง ขอแนะว่าให้เตรียมเงินไว้เยอะๆเลย เพราะได้ช้อปกันจนล้มละลายอย่างแน่นอน

    แล้วอย่าลืมทำการขอคืนภาษีด้วยเน้อ

    Meaw Mocha / Shutterstock

    ในส่วนของอเมริกามุระ จะเป็นย่านสุดชิคสำหรับสายแฟชั่น อารมณ์คล้ายๆกับย่านฮาราจูกุของโตเกียว โดยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่นี่จะเน้นไปที่ร้านค้าและแฟชั่นของอเมริกันเป็นหลัก จึงกลายเป็นที่มาของชื่อย่านนั่นเอง ถ้าใครยังไม่ล้มละลายที่ชินไซบาชิก็คงได้มาล้มละลายกันตรงนี้นี่แหละ 555


    MosayMay / Shutterstock

    ไดเอตกระเป๋าตังค์กันพอแล้ว พามากินกันต่อที่ตลาดคุโรมง ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองโอซาก้า จนได้รับสมญานามว่าเป็น 'ครัวของโอซาก้า' ถ้าอยากหาของกินอร่อยๆ ตลาดคุโรมงเป็นอีกที่หนึ่งที่น่ามาเดินดูนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับย่านนัมบะ (Namba)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Shin-Osaka Station นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji ไปลงที่สถานี Namba (ใช้เวลา 15 นาที ค่าโดยสาร 280 เยน) แต่ละโซนจะอยู่ไม่ห่างจากกันมาก เดินเล่นวนๆได้สบาย

    ที่อยู่

    • Dotonbori Glico Sign, 10-2 Dotonbori, Chuo-ku, Osaka-shi, Osaka 542-0071
    • โทร : 0120-91-7111

    เวลาทำการ

    • Dotonbori Glico Sign เปิดให้ชมทุกวัน ตลอดเวลา
    • ร้านอาหารย่านโดทงโบริ ส่วนมากเปิดถึงเที่ยงคืน หรือบางร้านก็เปิด 24 ชั่วโมง
    • ร้านค้าย่านชินไซบาชิและอเมริกามุระ ส่วนมากเปิดเวลา 10:00 - 21:00 น.
    • ตลาดปลาคุโรมงเปิดช่วงเวลา 8:00 - 18:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม (เตรียมเงินมากินช้อปให้พอแล้วกัน!)


    5. ย่านชินเซไก (Shinsekai)

    martinho Smart / Shutterstock

    เบื่อคนยั้วเยี้ยที่นัมบะ แล้วมีที่ไหนน่าไปอีกนะ?

    เราขอแนะนำย่านชินเซไก (Shinsekai) หรือย่านกลางคืนสุดเจ๋งที่มีกลิ่นอายบรรยากาศแบบย้อนยุค

    จุดเริ่มต้นของย่านนี้มาจากนิทรรศการที่จัดขึ้นโดยหน่วยงาน National Industrial Exposition ในปี 1903

    พอนิทรรศการดังกล่าวจบลง ย่านนี้ก็ได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ เริ่มมีหอคอย สวนสาธารณะ โรงหนัง และสวนสนุก แต่ด้วยการเติบโตของย่านการค้าในเมืองอย่างนัมบะ ย่านชินเซไกเลยดูเงียบไป แต่ยังไงก็รับประกันได้ว่าแถวนี้ของกินเพียบ แถมถ่ายรูปสวยไม่แพ้นัมบะเลยนะ

    Atiwat Witthayanurut / Shutterstock

    และนี่ก็คือหอคอยซึเทนคาคุที่มีความสูง 103 เมตร ซึ่งนอกจากจะเป็นแลนด์มาร์กของย่านนี้แล้ว เรายังสามารถขึ้นไปชมวิวของโอซาก้าได้อีกด้วย แถมไปขอพรกับรูปปั้นเทพเอบิสึก็ได้นะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับย่านชินเซไก (Shinsekai)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji ไปลงที่สถานี Dobutsuen-Mae (ใช้เวลา 4 นาที ค่าโดยสาร 180 เยน) แล้วเดินอีก 7 นาที

    ที่อยู่

    • Tsutenkaku, 1 Chome-18-6 Ebisuhigashi, Naniwa Ward, Osaka, 556-0002
    • โทร : 06-6641-9555

    เวลาทำการ

    • หอคอยเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:30 - 21:30 น.

    ค่าเข้าชม

    • หอคอยมีค่าขึ้น : ผู้ใหญ่ 800 เยน / เด็กมัธยมต้นลงไป 400 เยน / ผู้พิการผู้ใหญ่ 600 เยน / ผู้พิการเด็ก 300 เยน

    เว็บไซต์


    6. ตึกอุเมดะ (Umeda Building)

    Benny Marty / Shutterstock

    ตึกอุเมดะ เป็นตึกระฟ้าของ 'จังหวัดโอซาก้า' ที่มีความสูงถึง 173 เมตร

    JoeyPhoto / Shutterstock

    ชั้น 40 และดาดฟ้าของตึกนี้เปิดเป็นจุดชมวิวที่ทำให้เราเห็นวิวเมืองโอซาก้าได้โดยรอบ แถมยังมองไปได้ไกลถึงเกาะอาวาจิ (Awaji Island) ที่อยู่ห่างจากโอซาก้ามากกว่า 50 กิโลเมตรอีกด้วย!

    cowardlion / Shutterstock

    ส่วนด้านล่างบริเวณชั้น 1 และชั้นใต้ดิน จะเป็นโซนร้านอาหารที่ออกแบบจำลองบรรยากาศในยุคโชวะ แถมถ่ายรูปออกมาก็สวยมากด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับตึกอุเมดะ (Umeda Building)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Umeda เดินประมาณ 12 นาที ดูวิธีเดินคร่าวๆได้จาก >>> https://www.skybldg.co.jp/en/access/

    ที่อยู่

    • Umeda Sky Building, 1 Chome-1-88 Oyodonaka, Kita Ward, Osaka, 531-6023
    • โทร : 06-6440-3901

    เวลาทำการ

    • หอคอยเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:30 - 22:30 น.

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ 1,500 เยน
    • เด็ก 700 เยน

    เว็บไซต์


    7. ตึกอาเบะโนะฮารุคัส (Abeno Harukas Building)

    Gengorou / Shutterstock

    ตึกอุเมดะยังสูงไม่พอใช่ไหม?

    งั้นต้องไปนี่เลย! ตึกอาเบะโนะฮารุคัส (Abeno Harukas Building) ที่มีความสูงถึง 300 เมตรและเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น!

    MADSOLAR / Shutterstock

     ไฮไลต์ของที่นี่คือจุดชมวิวบนดาดฟ้าที่มีชื่อว่า 'Harukas 300' อยู่บนชั้น 58-60 โดยบนชั้นที่ 60 เราสามารถชมวิวได้แบบ 360 องศาเลยล่ะ

    อ่านข้อมูลเจาะลึกเกี่ยวกับตึกอาเบะโนะฮารุคัส > Abeno Harukas ตึกที่สูงที่สุดของญี่ปุ่นในจังหวัดโอซาก้า มีอะไรน่าสนใจบ้างนะ?

    ข้อมูลเกี่ยวกับตึกอาเบะโนะฮารุคัส (Abeno Harukas Building)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินสาย Midosuji ไปลงที่สถานี Tennoji (ใช้เวลา 5 นาที ค่าโดยสาร 230 เยน) แล้วเดินอีก 2 นาที

    ที่อยู่

    • Abeno Harukas, 1 Chome-1-43 Abenosuji, Abeno Ward, Osaka, 545-6016
    • โทร : 06-6621-0300

    เวลาทำการ

    • หอคอยเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9:00 - 22:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ผู้ใหญ่ 1,500 เยน

    เว็บไซต์


    8. ศาลเจ้าสุมิโยชิไทฉะ (Sumiyoshi Taisha Shrine)

    เปลี่ยนโหมดมามูเตลูกันบ้าง

    'ศาลเจ้าสุมิโยชิไทฉะ' สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 3 เป็นศาลเจ้าประธานของศาลเจ้าสายสุมิโยชิทั่วประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น (คงเป็นรองก็แค่ศาลเจ้าอิเสะ จ. มิเอะ กับศาลเจ้าอิซุโมะ จ. ชิมาเนะ)

    tera.ken / Shutterstock

    จุดเด่นที่สุดของศาลเจ้าแห่งนี้คือลักษณะการก่อสร้างในแบบ Sumiyoshi-zukuri ซึ่งมีลักษณะเด่นคือหลังคาเป็นทรงตรง ไม่มีส่วนโค้ง และมีการสร้างรั้วล้อมอาคาร ซึ่งเป็นการสร้างแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ก็คือไม่ใช้ตะปูในการก่อสร้าง แต่เป็นการล็อกตัวไม้แทน เช่นเดียวกับ Shinmei-zukuri ของศาลเจ้าอิเสะ และ Taisha-zukuri ของศาลเจ้าอิซุโมะ

    จุดถ่ายรูปสวยก็จะมีสะพานตรงนี้ล่ะหนึ่งที่ ถ้าได้มาก็อย่าลืมไปถ่ายรูปกันนะ!

    ศาลเจ้าสุมิโยไทฉะเป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้าแห่งการเดินเรือและการประมง เป็นที่สักการะของพวกอาชีพชาวประมง แต่คนธรรมดาอย่างเราจะไปขออะไรได้บ้างนะ?

    ชาวประมงเป็นหนึ่งในอาชีพค้าขายใช่ไหมล่ะ ดังนั้นความขลังของศาลเจ้าแห่งนี้คือเรื่องการเงินนั่นเอง! สรุปแล้วคนที่ไม่ได้ทำอาชีพประมงจึงสามารถไปขอพรเรื่องการเงินได้ครับ

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าสุมิโยชิไทฉะ (Sumiyoshi Taisha Shrine)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ  Nankai Namba ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Nankai ไปลงที่สถานี Sumiyoshi Taisha (ใช้เวลา 9 นาที ค่าโดยสาร 210 เยน) แล้วเดินอีก 3 นาที

    ที่อยู่

    • Sumiyoshi Taisha, 2 Chome-9-89 Sumiyoshi, Sumiyoshi Ward, Osaka, 558-0045
    • โทร : 06-6672-0753

    เวลาทำการ

    • ศาลเจ้าเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน เวลา 6:00 - 17:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    9. วัดชิเท็นโนจิ (Shitennoji Temple)

    วัดชิเท็นโนจิ (Shitennoji Temple) เป็นวัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ตั้งอยู่ในย่านเท็นโนจิ (Tennoji) จังหวัดโอซาก้า วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 6 โดยเจ้าชายโชโตกุ ซึ่งเลื่อมใสและส่งเสริมพุทธศาสนาในญี่ปุ่น

    beeboys / Shutterstock

    ในวัดจะมีการประดิษฐานรูปเคารพพระโพธิสัตว์ ซึ่งว่ากันว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าชายโชโตกุ นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บดาบของเจ้าชายด้วย

    นอกจากนี้ก็จะมีสวนโกคุราคุโจโด (Gokuraku-jodo Garden) ที่สร้างให้เหมือนกับ ‘สวรรค์’ ตามคำบรรยายของศาสนาพุทธ

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดชิเท็นโนจิ (Shitennoji Temple)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินสาย Sennichi Mae ไปลงที่สถานี Tanimachi 9-chome แล้วเปลี่ยนเป็นสาย Tanimachi นั่งไปลงที่สถานี Sumiyoshi Taisha (ใช้เวลา 6 นาที ค่าโดยสาร 180 เยน) แล้วเดินอีก 5 นาที

    ที่อยู่

    • Shitennoji, 1-11-18 Shitennoji, Tennoji Ward, Osaka, 543-0051
    • โทร : 06-6771-0066

    เวลาทำการ

    • วัดเปิดให้เข้าสักการะทุกวัน เวลา 8:30 - 16:30 น.

    ค่าเข้าชม

    • วัดส่วนใน : 300 เยน
    • สวน : 300 เยน
    • หอสมบัติ : 500 เยน

    เว็บไซต์


    10. สวนอนุสรณ์งานเอ็กซ์โป 70 โอซาก้า (Osaka Expo‘70 Park)

    beeboys / Shutterstock

    สวนอนุสรณ์งานเอ็กซ์โป 70 โอซาก้า (Osaka Expo‘70 Park) เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่จัดงาน EXPO'70 (The Japan World Exposition) ในวันที่ 15 มีนาคม ถึง 13 กันยายน ปี 1970

    EvergreenPlanet / Shutterstock

    สวนอนุสรณ์แห่งนี้เป็นจุดชมดอกซากุระที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

    EvergreenPlanet / Shutterstock

    นอกจากนี้ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยงามไม่แพ้กันนะ

    ดอกไม้พันธุ์อื่นที่ปลูกในสถานที่แห่งนี้ เช่น ดอกทิวลิป ก็ให้บรรยากาศประหนึ่งว่าเรากำลังเดินชมสวนดอกไม้ในเนเธอร์แลนด์เลยล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนอนุสรณ์งานเอ็กซ์โป 70 โอซาก้า (Osaka Expo‘70 Park)

    การเดินทาง

    • จากสถานีรถไฟ Namba นั่งรถไฟใต้ดินสาย Sennichi Mae ไปลงที่สถานี Tanimachi 9-chome แล้วเปลี่ยนเป็นสาย  Tanimachi นั่งไปลงที่สถานี Sumiyoshi Taisha (ใช้เวลา 6 นาที ค่าโดยสาร 180 เยน) แล้วเดินอีก 5 นาที

    ที่อยู่

    • Expo’70 Commemorative Park, 1-1 Senribanpakukoen, Suita, Osaka 565-0826
    • โทร : 06-6877-7387

    เวลาทำการ

    • สวนเปิดให้ชมเวลา 9:30 - 17:00 น.
    • หยุดทุกวันพุธ (ยกเว้นช่วงซากุระบาน) และหยุดวันที่ 28 ธันวาคม - 1 มกราคม

    ค่าเข้าชม

    • ค่าเข้าสวน 260 เยน

    เว็บไซต์



  • อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดโอซาก้า

    'จังหวัดโอซาก้า' นั้นได้ชื่อว่าเป็นครัวของญี่ปุ่น เหตุผลเป็นเพราะว่าที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารมากๆ เพียงแค่เดินไปตามย่านต่างๆเราก็จะเห็นร้านอาหารอยู่แทบทุกจุด

    ว่าแต่เราควรจะไปลองกินอะไรในโอซาก้าดี?

    ถ้าใครกำลังสงสัยเรื่องนี้อยู่ วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารขึ้นชื่อของโอซาก้ากันครับ ไปดูกันโลด!


    1. โอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki)

    โอโคโนมิยากิ หรือที่เรียกกันจนติดปากคนไทยว่า 'พิซซ่าญี่ปุ่น' มีที่มาจากคำว่า 'โอโคโนมิ' ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ชอบ และคำว่า 'ยากิ' ที่แปลว่าปิ้ง, ย่าง พอนำมารวมกันก็จะแปลได้ว่า 'การนำทุกสิ่งทุกอย่างที่ชอบมารวมกัน แล้วปิ้งย่างบนกระทะ'

    ด้วยเหตุนี้ ส่วนผสมของโอโคโนมิยากิจึงมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ซึ่งเจ้าโอโคโนมิยากิก็มีต้นกำเนิดจากที่  'จังหวัดโอซาก้า' นี่ล่ะ

    ว่าแต่พอไปถึงโอซาก้าแล้ว เราควรไปกินโอโคโนมิยากิที่ไหนดี? เราขอแนะนำร้าน Botejyu ครับ เป็นร้านโอโคโนมิยากิแบบเชนชื่อดังที่ก่อตั้งในปี 1946 มีหลายสาขา หาไม่ยาก ราคากำลังดี และที่สำคัญอร่อยมว้ากกกก (ในรูปเป็นสาขา Tennoji นะ)


    2. ทาโกะยากิ (Takoyaki)

    KAHO Photographs / Shutterstock

    'ทาโกะ' หมายถึงปลาหมึกยักษ์ (Octopus) 'ยากิ' หมายถึงย่าง (กึ่งๆทอดแหละ แต่ไม่ใช่ทอดแบบน้ำมันท่วมเหมือนคำว่า 'อะเกะ') ดังนั้น 'ทาโกะยากิ' จึงหมายถึงการนำปลาหมึกยักษ์ไปผ่านการปรุงสุกด้วยวิธีย่าง ซึ่งสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับอาหารจานนี้นั่นเอง นอกจากนี้ทาโกะยากิก็มีต้นกำเนิดมาจาก 'จังหวัดโอซาก้า' นี่แหละ!

    AHMAD FAIZAL YAHYA / Shutterstock

    ว่าแต่จะไปกินทาโกะยากิร้านไหนดีนะ? เราขอแนะนำร้าน Kukuru จุดสังเกตร้านคือปลาหมึกยักษ์แบบในรูป มีหลายสาขาทั่วญี่ปุ่น โดยสาขาในรูปเป็นสาขาโดทงโบริ


    3. ยากิโซบะ (Yakisoba)

    https://icoico.jp/en/archives/11814

    แม้ประวัติของอาหารจานนี้จะค่อนข้างสั้น ด้วยอายุเพียง 100 กว่าปีเท่านั้น แต่ยากิโซบะก็เป็นอีกหนึ่งเมนูอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม

    ในช่วงแรกนั้น ชาวญี่ปุ่นมองว่าเมนูนี้เป็นโยโชคุหรืออาหารต่างชาติ เพราะวัตถุดิบหลักล้วนเป็นของนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นเส้นบะหมี่ (ถึงจะชื่อว่าโซบะ แต่ใช้เส้นหมี่เหลืองจีน ไม่ใช่เส้นบัควีต) และซอสวูสเตอร์ (ที่ใช้ในซอสทงคัตสึ)

    ต่อมาชาวญี่ปุ่นได้ดัดแปลงวัตถุดิบ รวมทั้งส่วนผสมให้มีลักษณะเฉพาะของพวกเขา จึงทำให้ยากิโซบะกลายเป็นอาหารที่แพร่หลายไปทั่วญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โอซาก้า ถือว่ายากิโซบะเป็นอีกเมนูที่มีชื่อเสียงมากเลยล่ะ

    https://icoico.jp/en/archives/11814
    https://icoico.jp/en/archives/11814

    สำหรับร้านยากิโซบะชื่อดังที่อยากแนะนำให้ไปลองกันก็คือร้าน Juza อยู่ในละแวกโดทงโบริ โดยเมนูพิเศษของร้านคือยากิโซบะสุกี้ยากี้

    ดูเนื้อกับไข่ดิบนั่นสิ! เห็นแล้วเป็นต้องละลาย


    4. คุชิคัตสึ (Kushikatsu)


    คุชิคัตสึ เป็นอาหารทอดที่มีต้นกำเนิดในย่านชินเซไกของโอซาก้า จุดเด่นคือการเตรียมวัตถุดิบ เพราะวัตถุดิบที่นำมาทอดจะต้องมีขนาดเล็กพอดีคำ

    นอกจากนี้ คำว่า 'คุชิ' จากชื่อคุชิคัตสึยังมีความหมายว่า 'ปาก' อีกด้วย

    ส่วนของที่นำมาทอดนั้นจะเป็นเนื้อหรือผักก็ได้ และแป้งที่ชุบอยู่ด้านนอกก็เป็นแบบเดียวกันกับแป้งที่ใช้ทำทงคัตสึ เวลากินก็จะกินคู่กับซอสทงคัตสึ เป็นกับแกล้มชั้นเลิศที่จะขาดไม่ได้ในวงเหล้าเลยทีเดียว!

    MR. AEKALAK CHIAMCHAROEN / Shutterstock

    ขอแนะนำร้าน Kushikatsu Daruma ร้านเชนชื่อดังที่มีต้นกำเนิดจากย่านชินเซไก มีหลายสาขา อย่างในรูปคือสาขาโดทงโบริ จุดสังเกตก็คือลุงหน้าบึ้งนี่แหละครับ (ซึ่งลุงก็คือประธานบริษัทของเชนร้านนี้!!!)


    5. พาโบล (Pablo)

    Pablo เนี่ยนะ? ที่ไทยก็มี ทำไมต้องไปกินถึงโอซาก้าด้วยล่ะ?

    ที่ต้องไปสาขาโอซาก้าก็เพราะว่าต้นกำเนิดของ Pablo คือโอซาก้าน่ะสิ มาถึงร้านต้นตำรับทั้งทีก็ต้องลองกันหน่อย!

    ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ควรไปกินชีสทาร์ตเจ้านี้ถึงโอซาก้าก็คือ ที่นั่นจะมีรสแปลกๆใหม่ๆที่ไม่มีขายในไทยด้วยครับ ดังนั้นใครเป็นทาสขนมห้ามพลาดเลยเชียว!

     Sarunyu L / Shutterstock

    ส่วนเมนูที่แนะนำ แน่นอนว่าก็ต้องเป็นชีสทาร์ตรสออริจินอลแบบในรูปนั่นล่ะครับ อร่อยล้ำจนน้ำตาไหลเลยล่ะ ชีสทาร์ตเวอร์ชั่นต้นตำรับนี่มันดีจริงๆ ส่วนอีกเมนูหนึ่งก็คือรสต่างๆที่ไม่มีขายในไทยครับ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าช่วงที่เราไปจะมีรสอะไรออกมาขาย ไหนๆไปถึงถิ่นแล้วก็ต้องลอง

     

    ที่มา: รวมสถานที่ที่ต้องไปโดนสักครั้งใน ‘จังหวัดโอซาก้า’

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in