fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดฮอกไกโด เหนือสุดแห่งแดนอาทิตย์อุทัย
  • บทนำ : ยินดีต้อนรับสู่ถิ่นเหนือสุดแห่งแดนอาทิตย์อุทัย 'จังหวัดฮอกไกโด' นั่นเอง!

    จังหวัดฮอกไกโด (北海道, Hokkaido) ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น และนับว่าเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของญี่ปุ่นด้วย แม้สภาพอากาศของฮอกไกโดในช่วงฤดูหนาวจะค่อนข้างเลวร้าย เนื่องด้วยมีปริมาณหิมะมากและอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์ แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ที่นี่จะไม่ร้อนชื้นเหมือนพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

    แม้เกาะฮอกไกโดจะได้รับการพัฒนาน้อยที่สุดในบรรดาเกาะหลักทั้งสี่ของญี่ปุ่น แต่ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ช่วยปกป้องธรรมชาติส่วนใหญ่ไว้ให้คงความอุดมสมบูรณ์จวบจนปัจจุบัน อีกทั้งความสวยงามของธรรมชาติก็ยังดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั้งในและนอกประเทศให้มาเยี่ยมเยือน รวมไปถึงผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นนักเล่นสกี นักสโนว์บอร์ด นักปีนเขา และนักปั่นจักรยาน

    เราเองก็มั่นใจว่าฮอกไกโดเป็นอีกหนึ่งจังหวัดของญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวชาวไทยใฝ่ฝันอยากจะไปมากที่สุด ในครั้งนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆ รวมถึงอาหารท้องถิ่นของฮอกไกโดมาให้อย่างครบถ้วน หวังว่าทุกคนจะอิ่มเอมใจไปกับบทความฮอกไกโดที่นำมาฝากกันนะคะ

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดฮอกไกโด

    เนื่องจากสภาพอากาศของ 'จังหวัดฮอกไกโด' ในช่วงฤดูหนาวนั้นหนาวจัดมาก ถึงขั้นอุณหภูมิติดลบ! ดังนั้นถ้าใครได้ไปเที่ยวช่วงหน้าหนาวก็อย่าลืมเช็กอุณหภูมิกันด้วยล่ะ

    เอาล่ะทุกคน! ถ้าพร้อมแล้วเราไปเที่ยวกันเถอะ~


    1. หอนาฬิกาซัปโปโร (Sapporo Clock Tower)

    หอนาฬิกาซัปโปโร (Sapporo Clock Tower) สร้างขึ้นในปี 1878 ที่นี่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของฮอลล์ในมหาวิทยาลัยฮอกไกโด (Hokkaido University)

    แต่รู้หมือไร่... (หรือไม่!) ว่าตอนแรกหอนาฬิกาแห่งนี้เกือบจะไปสร้างที่ทำเนียบฮอกไกโด (Administrative Centre) ในปี 1868 เนื่องด้วยวันสถาปนาฮอกไกโด (Birth Of The City) และปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ก็นับว่าเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดใน จังหวัดฮอกไกโด

    ส่วนนาฬิกานั้นก็ได้ติดตั้งใหม่ในภายหลัง ซึ่งแล้วเสร็จไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1881 โดยซื้อจาก E. Howard & Co. หนึ่งในบริษัทที่ร่วมก่อตั้ง Waltham Watch Company (Boston, USA) และในปี 1970 หอนาฬิกาซัปโปโรก็ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติวัฒนธรรมทางของชาติ (Important Cultural Property) [1]

    หลังจากได้รับความรู้กันจนเต็มอิ่มไปแล้ว เราก็จะพาทุกคนไปชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมไม้แห่งนี้กันค่ะ

    เราจะเห็นว่าอาคารแห่งนี้สร้างแบบอเมริกัน และเป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเพียงไม่กี่แห่งของซัปโปโร เนื่องจากในช่วงประมาณปี 1870 นั้น ฮอกไกโดได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกาในการพัฒนาหลายด้าน นอกจากนี้หอนาฬิกาซัปโปโรเองก็เป็นจุดแลนด์มาร์กที่มีชื่อเสียงด้วย

    ปัจจุบันบริเวณชั้นล่างของหอนาฬิกากลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติและความเป็นมาของวิทยาลัยการเกษตร (Agricultural College, ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยฮอกไกโด) รวมถึงประวัติการพัฒนาเมืองซัปโปโร และยังมีห้องเลคเชอร์ ห้องแล็บ และพื้นที่จัดแสดงตัวอย่างสิ่งมีชีวิตดอง ซึ่งมีความสำคัญทั้งในด้านสัตววิทยาและพฤกษศาสตร์ [2]

    นอกจากนี้ หอประชุมขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณชั้น 2 ของหอนาฬิกาก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ที่สำคัญด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับหอนาฬิกาซัปโปโร (Sapporo Clock Tower)

    วิธีเดินทาง

    • เดินจากทางเข้าออกทิศใต้ของ JR Sapporo Station โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที
    • เดินจากทางออกที่ 7 ของ Odori Station โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที

    วันและเวลาทำการ

    • 8:45 - 17:00 น.
    • หยุดทุกวันอาทิตย์ และช่วงวันปีใหม่หรือ 1 - 3 มกราคมของทุกปี

    ค่าเข้าชม

    • 200 เยน

    เว็บไซต์


    2. ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine)

    ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine) เป็นศาลเจ้าชินโตอันเลื่องชื่อและแสนสำคัญของเมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด และด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังนี้เอง สถานที่แห่งนี้จึงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งใกล้และไกล โดยเหล่าผู้มาเยือนนับพันคนต่อปีนั้น ต่างคาดหวังกับทัศนียภาพแสนงามของศาลเจ้าและรูปถ่ายสวยๆที่จะได้นำกลับไปอวดผองเพื่อนของพวกเขานั่นเอง อุวะฮะฮ่า!

    ไหนๆก็มาเที่ยวแล้ว ขอเล่าถึงความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้หน่อยเนอะ~

    Mon_camera / Shutterstock

    ศาลเจ้าฮอกไกโดนั้นสร้างขึ้นเมื่อราวๆปลายศตวรรษที่ 19 (ปี 1869) ภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิเมจิที่ต้องการอัญเชิญเทพเจ้าทั้งสาม คือเทพโอคุนินุชิ (Okuninushi) เทพโอคุนิทามะ (Okunitama) และเทพสึกุนาฮิโกนะ (Sukunahikona) ไปประดิษฐาน ณ ฮอกไกโด (แม้ว่าตอนแรกจะสร้างขึ้นที่โตเกียวไปแล้ว แต่เขาก็ทิ้งร้างอ่ะจ๊ะ 555) อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้จะสร้างที่ซัปโปโรด้วย แต่เป็นเพราะไคตาคุชิ (Kaitakushi) หรืออดีตรัฐบาลฮอกไกโดในยุคนั้นเป็นตัวตั้งตัวตีนั่นเอง

    MR.Silaphop-Pongsai / Shutterstock

    สองปีต่อมาศาลเจ้าก็สร้างจนเสร็จสมบูรณ์ และมีชื่อเรียกว่าศาลเจ้าซัปโปโร (Sapporo Jinja Shrine) พอเข้าสู่ปี 1889 ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในกัมเปไทฉะ (Kanpei Taisha) หรือศาลเจ้าเอก กล่าวคือเป็นศาลเจ้าที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะได้รับการดูแลและสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นอันดับแรก

    ในปี 1964 มีการอัญเชิญดวงวิญญาณของจักรพรรดิเมจิที่สวรรคตไปเมื่อปี 1912 มาประดิษฐานที่ศาลเจ้าแห่งนี้ ทำให้ที่นี่มีเทพสถิตอยู่ถึง 4 องค์ด้วยกัน! นอกจากนี้ก็ได้มีการเปลี่ยนชื่อจากศาลเจ้าซัปโปโรมาเป็น ศาลเจ้าฮอกไกโด อย่างที่เราทราบกันดีในปัจจุบัน

    และแม้ว่าจะเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นในอีก 10 ปีต่อมา แต่ศาลเจ้าแห่งนี้ก็ได้รับการซ่อมแซมและเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชมใหม่ในปี 1978 [3]

    Jedsada-Kiatpornmongkol / Shutterstock

    ในวันที่ 14 - 16 มิถุนายนของทุกปี ที่ศาลเจ้าฮอกไกโดจะจัดงานเทศกาลซัปโปโร (Sapporo Festival) ขึ้น หากเราไปเที่ยวในช่วงวันดังกล่าวก็จะได้เห็นขบวนพาเหรดที่เคลื่อนพลจากศาลเจ้าฮอกไกโดไปยังใจกลางเมืองซัปโปโร โดยผู้ร่วมเดินขบวนนับพันต่างสวมใส่เครื่องแต่งกายย้อนยุคฉบับเฮอันที่มีสีสันสดใสสวยงามประหลาดตา

    นอกจากนี้ภายในงานยังมีของกินอร่อยๆขายด้วยนะ แถมยังมีเกมช้อนปลาทองเหมือนที่เรามักจะเห็นกันในอนิเมะด้วย~ เรียกได้ว่าถ้าเทียบกับบ้านเราก็เหมือนเทศกาลงานวัดเลยล่ะ 555 รับรองว่าสนุกแน่นอน! [4]

    Koki-Yamada / Shutterstock

    ด้วยพื้นที่ของศาลเจ้าที่กว้างมาก (180,000 ตารางเมตร) แถมยังติดกับสวนมารุยามะ (Maruyama Park) สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมดอกซากุระ ซึ่งจะเริ่มบานพร้อมกันในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี ยิ่งถ้าข้ามไปช่วงวันปีใหม่ญี่ปุ่นแล้วนั้น ที่นี่ก็ยิ่งคึกคักอย่าบอกใครเลยล่ะ! [5]

    หมายเหตุ : วันปีใหม่ญี่ปุ่นจะนับตามปฏิทินเท็มโป [6] (Tenpō Calendar หรือที่บ้านเราเรียกกันว่าแบบจันทรคตินั่นเอง) โดยปัจจุบันที่ญี่ปุ่นก็นับวันปีใหม่ตามสากลค่ะ แต่จะมีบางท้องถิ่นที่จัดเทศกาลปีใหม่ตามวันที่ระบุบนปฏิทินเท็มโป ทั้งนี้ปฏิทินเท็มโปก็ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงยุคเท็มโปและยุคปลายของเอโดะ (1830-1872) [7]

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟใต้ดินสายสีส้ม (Tozai Line) ไปลงที่สถานี Maruyama Koen ออกทางออกที่ 3 แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาที

    เวลาทำการ

    • ฤดูร้อน : เปิดทำการเวลา 6:00 น. – 17:00 น.
    • ฤดูหนาว : เปิดทำการเวลา 7:00 น. – 16:00 น.
    • ค่าเข้าชม : ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    3. หมู่บ้านประวัติศาสตร์ฮอกไกโด (Historical Village Of Hokkaido)

    PixHound / Shutterstock

    หมู่บ้านประวัติศาสตร์ฮอกไกโด (開拓の村, Kaitaku no Mura) เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองซัปโปโร หมู่บ้านแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1983 โดยเป็นที่จัดแสดงสิ่งก่อสร้างและวิถีชีวิตของชาวฮอกไกโดในช่วงปี 1868 - 1920 หรือประมาณช่วงต้นยุคเมจิจนถึงปลายยุคโชวะ ด้วยจุดประสงค์เพื่อต้องการสืบทอดวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวฮอกไกโดให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนรุ่นหลัง

    Various-images / Shutterstock

    ถ้ามาเดินเล่นที่นี่ เราก็จะได้ชมสถาปัตยกรรมยุคเมจิและยุคไทโชที่มีจำนวนอาคารมากกว่า 50 หลัง โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน คือตัวเมือง หมู่บ้านชาวประมง หมู่บ้านเกษตร และหมู่บ้านบนภูเขา อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการประกอบกิจการของชาวฮอกไกโดในสมัยนั้น

    เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ต้องมาให้ได้เลยนะทุกคน! [8]

    ข้อมูลเกี่ยวกับหมู่บ้านประวัติศาสตร์ฮอกไกโด (Historical Village Of Hokkaido)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟจาก Shinrin Koen Station โดยใช้เวลา 15 นาที จากนั้นให้ใช้ทางออกทิศตะวันออก (East Exit) แล้วนั่งรถบัสสาย 22 ต่ออีกประมาณ 5 นาที หรือจะเดินจากสถานีไปเลยก็ได้นะ ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีค่ะ
    • นั่งรถบัสสาย 22 จาก Shin-Sapporo Station โดยใช้เวลา 15 นาที

    เวลาทำการ

    • 9:00 - 17:00 น. (เฉพาะเดือนตุลาคม-เมษายนจะเปลี่ยนไปเปิดในช่วงเวลา 9:00 - 16:30 น.)

    ค่าเข้าชม

    • 830 เยน (680 เยนในช่วงฤดูหนาว)

    เว็บไซต์


    4. โรงงานขนมหวานชิโรอิ โคอิบิโตะ พาร์ค (Shiroi Koibito Park)

    ถ้าพูดถึงของฝากสุดฮิตจากญี่ปุ่นแล้ว เพื่อนๆหลายคนก็คงคิดถึงคุกกี้ ชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito) หรือเจ้าแซนด์วิชคุกกี้เนยสอดไส้ไวต์ช็อกโกแลตแสนอร่อยกันใช่ไหมล่ะคะ แต่ครั้งนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับแหล่งที่มาของเจ้าขนมแสนอร่อยนี้ แถมยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของฮอกไกโดด้วยนะ~

    Shawn.ccf / Shutterstock
    MR.Silaphop-Pongsai / Shutterstock

    และที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็คือ โรงงานขนมหวานชิโรอิ โคอิบิโตะ พาร์ค (Shiroi Koibito Park) โดยสถานที่แห่งนี้เป็นธีมพาร์คที่สร้างขึ้นโดยบริษัทอิชิยะ (Ishiya Co., Ltd) ผู้ผลิตคุกกี้ชิโรอิ โคอิบิโตะนั่นเอง

    ภายในสถานที่แห่งนี้มีทั้งร้านค้า คาเฟ่ และร้านอาหาร ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือบริเวณที่แสดงไลน์ผลิตคุกกี้ กล่าวคือเราจะได้ชมกันชัดๆเลยว่ากว่าจะมาเป็นคุกกี้แสนอร่อยนั้น ทางโรงงานเขาต้องทำอะไรกันบ้าง และที่ยิ่งไปกว่านั้น โรงงานนี้ยังมีเวิร์กชอปให้เราได้ลองทำคุกกี้ชิโรอิ โคอิบิโตะด้วย~

    daykung / Shutterstock

    แล้วถ้าใครเป็นแฟนบอลทีม Consadole Sapporo ซึ่งเป็นทีมของพี่ 'เจ ชนาธิป' ขวัญใจแฟนบอลชาวไทยล่ะก็ คุณสมควรมาที่นี่อย่างยิ่งเลย! เพราะว่าสนามฝึกซ้อมของทีมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโรงงานขนมหวานชิโรอิ โคอิบิโตะนั่นเอง [9]

    ข้อมูลเกี่ยวกับโรงงานขนมหวานชิโรอิ โคอิบิโตะ (Shiroi Koibito Park)

    วิธีเดินทาง

    • รถไฟใต้ดิน
      • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tosai Line จากสถานี Shin Sapporo Station ไปลงที่สถานี Miyanosawa Station โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 7 นาทีก็จะถึงที่หมาย
      • นั่งรถไฟใต้ดินสาย Nanboku Line จากสถานี Sapporo Station ไปลงที่สถานี Odori Station โดยใช้เวลาประมาณ 2 นาที จากนั้นให้ไปเปลี่ยนขบวนโดยขึ้นสาย Tosai Line เพื่อไปลงยังสถานี Miyanosawa Station ตรงนี้จะใช้เวลาประมาณ 16 นาที จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 7 นาทีก็จะถึงที่หมาย
    • รถบัส
      • นั่งรถบัส JR Expressway Bus (ไป Otaru) จากสถานีขนส่ง Sapporo ชานชาลาที่ 1 ไปลงที่ป้าย Nishisho Kita 20-jō จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 7 นาทีก็จะถึงที่หมาย
    • รถยนต์
      • จากสนามบิน New Chitose Airport หากขึ้นทางด่วน Chitose-Shinkawa จะใช้เวลาประมาณ 60 นาที และถ้าใช้เส้นทางหลักจะใช้เวลาประมาณ 100 นาทีในการไปถึงที่หมาย
      • หมายเหตุ : มีบริการที่จอดรถฟรี แต่ไม่สามารถจองล่วงหน้าได้ สำหรับรถตู้นั้นมีที่จอดรถด้านนอก
    • สำหรับผู้ที่โดยสารรถไฟ JR มาจากสนามบิน New Chitose Airport
      • นั่งรถไฟ JR Rapid Train จากสถานีรถไฟ JR ของสนามบิน New Chitose Airport ไปลงที่สถานีรถไฟ JR Shin Sapporo Station โดยใช้เวลาประมาณ 40 นาที ทั้งนี้สถานี JR ดังกล่าวจะเชื่อมกับรถไฟใต้ดินสถานี Shin Sapporo Station และเราจะต้องไปขึ้นรถไฟใต้ดินสาย Tosai Line ของสถานีนี้ เพื่อไปลงที่สถานี Miyanosawa Station โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที จากนั้นเดินต่ออีกประมาณ 7 นาที ก็จะถึงที่หมาย

    เวลาทำการ

    • 9:00 น. – 18:00 น.

    เว็บไซต์


    5. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอตารุ (Otaru Aquarium)

    Thanes.Op / Shutterstock

    พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอตารุ (Otaru Aquarium) เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าชมเฉลี่ยปีละ 350,000 คน! โดยอควาเรียมแห่งนี้หันหน้าออกสู่ทะเลญี่ปุ่นและอยู่ด้านตะวันตกของฮอกไกโด ภายในอควาเรียมแห่งนี้มีสัตว์น้ำรวมกันถึง 250 สายพันธุ์ รวมแล้วเป็นจำนวน 5,000 ตัว

    retirementbonus / Shutterstock

    ถ้ามาเที่ยวในช่วงหน้าหนาว เราจะได้ชมพาเหรดเพนกวินสุดน่ารักด้วยน๊า~ นอกจากนี้ยังมีการแสดงโลมาและวอลรัส แถมยังได้ดูเจ้าแมวน้ำตัวกลมกินข้าวด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำโอตารุ (Otaru Aquarium)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถบัสจากชานชาลาที่ 3 ตรงหน้าสถานีรถไฟ JR Otaru มาลงที่สถานีสุดท้าย โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

    เว็บไซต์


    6. เขื่อนโฮเฮเคียว (Hoheikyo Dam)

    เขื่อนโฮเฮเคียว (Hoheikyo Dam) เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 1965 และเสร็จสมบูรณ์ในปี 1972 จุดประสงค์หลักของการสร้างเขื่อนแห่งนี้คือการปรับแต่งเส้นทางน้ำในแม่น้ำโทโยฮิระ (Toyohira River) ให้ไหลไปในทิศทางที่ต้องการ ทั้งนี้เป็นเพราะแม่น้ำดังกล่าวมีความคดเคี้ยวมาก มิหนำซ้ำยังสร้างความเสียหายให้เมืองซัปโปโรจากเหตุน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง

    เนื่องจากตัวเมืองมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขื่อนโฮเฮเคียวจึงกลายเป็นหนึ่งในเขื่อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าไปด้วย โดยเขื่อนแห่งนี้ได้ใช้ทะเลสาบโจซัง (Jozan Lake) เป็นพื้นที่กักเก็บน้ำ ทั้งนี้ทะเลสาบดังกล่าวสามารถจุน้ำได้เยอะมาก! หากนำสนามกีฬาซัปโปโรโดมไปใส่ในทะเลสาบ ก็จะจุได้ถึง 30 โดมเลยทีเดียว (OMG! เชื่อแล้วว่าใหญ่มว้ากกก)

    นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมใบไม้เปลื่ยนสีที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฮอกไกโดอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับเขื่อนโฮเฮเคียว (Hoheikyo Dam)

    วิธีเดินทาง

    • ขับรถจากซัปโปโรไปประมาณ 1 ชั่วโมง
    • ขับรถจากโจซังเคออนเซ็นไปประมาณ 8 นาที

    เวลาทำการ

    • 9:00 – 22:00 น. ของทุกวัน

    เว็บไซต์


    7. น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)

    น้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall) เป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามมาก ที่ตั้งของน้ำตกแห่งนี้คือเมืองบิเอะ (Biei) ซึ่งเป็นเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ของอาซาฮิกาวะ (Asahikawa) ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตกชิราฮิเกะยังอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 600 เมตรเลยทีเดียว [10]

    ม่านน้ำสีขาวที่ไหลผ่านช่องว่างของหน้าผานั้นเป็นที่มาของชื่อ 'ชิราฮิเกะ' ซึ่งแปลว่า 'น้ำตกเคราขาว' นอกจากนี้ ต้นน้ำของน้ำตกชิราฮิเกะก็มาจากแม่น้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นต้นน้ำที่พบได้ยากสำหรับน้ำตกในญี่ปุ่น

    ถ้าถามว่าควรไปเที่ยวน้ำตกชิราฮิเกะในช่วงไหน เราก็ขอแนะนำว่าในช่วงฤดูใบไม้ร่วงน้ำตกแห่งนี้จะสวยงามมากๆ เพราะสีแดงเหลืองของใบไม้ในช่วงนั้นจะตัดกับสีฟ้าสดของผืนน้ำด้านล่างอย่างสวยงาม นอกจากนี้ฤดูหนาวก็เป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าสนใจ เพราะในยามที่เหล่าต้นไม้ปกคลุมด้วยหยาดน้ำค้างที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง มันก็จะส่องประกายกระทบผืนน้ำสีฟ้าเบื้องล่าง ดูระยิบระยับสวยงามราวกับคริสตัลเลยล่ะ ขอบอกเลยว่าเหมือนอยู่ในสวรรค์!

    นอกจากนี้ ที่น้ำตกชิราฮิเกะยังมีงานเทศกาลไฟประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับสถานที่แห่งนี้ด้วย โดยช่วงที่จัดงานจะอยู่ในเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ถ้าใครอยากเข้าชมก็อย่าลืมสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นด้วยล่ะ เพราะสภาพอากาศช่วงนั้นหนาวมาก อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเลยทีเดียว หากเตรียมเสื้อผ้าไปสวมใส่ให้อบอุ่น เราจะได้เดินดูไฟอย่างสบายใจค่ะ

    หลังจากชมน้ำตกกันจนอิ่มใจแล้ว ลองแวะไปที่ บิเอะ ชิโรกาเนะ ออนเซ็น (Biei Shirogane Onsen) ที่อยู่ใกล้ๆกับน้ำตกชิราฮิเกะด้วยได้นะ ออนเซ็นแห่งนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1950 ยิ่งไปกว่านั้น ส่วนประกอบของน้ำยังอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม (Magnesium) และแคลเซียมซัลเฟต (Calciumsulfate) การแช่ออนเซ็นร้อนๆท่ามกลางอากาศหนาวจัด ดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพอันสวยงามของหิมะสีขาวโพลน คงไม่มีอะไรจะฟินไปมากกว่านี้อีกแล้วใช่ไหมล่ะทุกคน~

    ข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตกชิราฮิเกะ (Shirahige Waterfall)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถยนต์หรือรถบัส Dohoku Bus จากสถานี Biei Station ไปลงที่ Shirahige Waterfalls โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดตลอด 24 ชั่วโมง


    8. ทะเลสาบทั้งห้าของชิเรโทโกะ (Shiretoko Goko Lake)

    ทะเลสาบชิเรโทโกะ โกโกะ (Shiretoko Goko Lake) หรือ ทะเลสาบทั้งห้าของชิเรโทโกะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันตะวันออกเฉียงเหนือของ 'จังหวัดฮอกไกโด' ความพิเศษของทะเลสาบแห่งนี้คือที่นี่เป็นส่วนใต้สุดของขั้วโลกเหนือ เราจึงได้เห็นแผ่นน้ำแข็งลอยอยู่บนผืนน้ำด้วย

    นอกจากนี้ ทะเลสาบชิเรโทโกะยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย แถมที่ญี่ปุ่นเองก็ยังยกให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็น unseen สุดลึกลับด้วยนะ แม้จะเพิ่งถูกค้นพบในปี 2005 ก็ตามที

    ด้วยทิวเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ป่าขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพวกนกกาน้ำ (Cormorant) นกอินทรีหางขาว (White-tailed Eagle) หงส์ (Swan) และเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย จึงเรียกได้ว่าทะเลสาบแห่งนี้เป็นระบบนิเวศที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

    อีกหนึ่งกิจกรรมที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ การเดินชมทะเลสาบทั้งห้าที่แสนงดงามบนสะพานไม้ที่ยาวถึง 1.6 กิโลเมตร!

    นอกจากนี้ ทะเลสาบชิเรโทโกะยังโอบล้อมด้วยภูเขาชิเรโทโกะและป่าขนาดใหญ่ ทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพอันงดงามของผืนน้ำที่สะท้อนความสวยงามของภูเขาและป่าไม้

    สำหรับคนที่ต้องการใช้เส้นทางเดินเขาเพื่อเยี่ยมชมทะเลสาบ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนนะคะ เพราะถ้าเราไปในช่วงฤดูล่าสัตว์ของเจ้าหมีสีน้ำตาล (ช่วงเดือนพฤษภาคม - กรกฎาคม) เราอาจจะอดเดินได้ ( TT ^ TT )

    ถ้าใครอยากลองมาเที่ยวชมสถานที่สุด unseen ของญี่ปุ่นอย่างทะเลสาบชิเรโทโกะ เราแนะนำว่าให้มาช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมค่ะ เพราะถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวหน่อย แต่ก็คุ้มค่ากับทิวทัศน์ของทะเลสาบน้ำแข็งตรงหน้านะ [11]

    ข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสาบทั้งห้าของชิเรโทโกะ (Shiretoko Goko Lake)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี JR Shiretoko-Shari Station ให้ไปขึ้นรถบัส Shari Bus โดยใช้เวลา 85 นาที
    • ระหว่างช่วงปลายเดือนเมษายน - เดือนตุลาคม จะมีรถบัสบริการจาก Utoro ถึง Shiretoko Goko Lake  โดย ใช้เวลา 25 นาที

    เวลาทำการ

    • ตามปกติเส้นทางไปทะเลสาบชิเรโทโกะจะปิดในช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้เราสามารถเช็กเวลาล่วงหน้าได้ตามเว็บไซต์ทางการที่ให้ไว้ด้านล่าง

    เว็บไซต์


    9. เนินเขาเซรุบุฮิลล์ (Zerubu Hill)

    ในช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคม เราจะเห็นเหล่าดอกไม้หลากสีสันพร้อมใจกันบานสะพรั่งเต็มเนินเขาเซรุบุฮิลล์ (Zerubu Hill) ในเมืองบิเอะ (Biei)

    ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเนินแห่งนี้มีทุ่งลาเวนเดอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ฝรั่งเศสนานาพันธุ์ ดอกดาวกระจาย และดอกไม้ชนิดอื่นๆอีกมากมาย

    ถ้าเข้ามาด้านในจะมีจุดชมวิวที่ตั้งอยู่บนเส้นทาง Patchwork Road ของเมืองบิเอะ สิ่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมก็คือ ต้นไม้ของ Ken & Mary (Ken & Mary Tree) โดยจุดดังกล่าวเป็นทิวทัศน์ที่ปรากฏให้เห็นในภาพยนตร์โฆษณา Skyline ของบริษัทนิสสันมอเตอร์ (Nissan Motor’s) ซึ่งฉายในปี 1972 [12]

    >>> นาทีที่ 10:26 นะจ๊ะ

    และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากให้ทุกคนลองไปปั่นจักรยานเล่นเพื่อชมทัศนียภาพอันสวยงามของทุ่งดอกไม้ขนาดใหญ่ค่ะ ที่สำคัญคือเราสามารถเข้าชมได้ฟรี! ดีขนาดนี้ไม่ไปไม่ได้แล้วล่ะ

    สำหรับร้านอาหารหรือร้านขายของฝากที่อยู่ใกล้ๆ ทุกคนสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ตามเว็บไซต์ที่ให้ไว้ด้านล่างนะคะ~

    ข้อมูลเกี่ยวกับเนินเขาเซรุบุฮิลล์ (Zerubu Hill)

    วันและเวลาทำการ

    • 8:30 - 17:00 น. (เฉพาะช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคมจะเปิดตั้งแต่ 9 โมงเป็นต้นไป)

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    10. พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

    Sean-Pavone / Shutterstock

    สายสุราปลาปิ้งต้องไม่พลาดสิ่งนี้! เพราะแม้แต่สามัญชนคนไม่เคยแตะสุราก็ยังต้องไปให้ได้สักครั้ง (เธอเองใช่ไหมที่อยากไป ยัยคนเขียน! 5555555)

    fromJapan ภูมิใจนำเสนอ...พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) !!!

    พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร เป็นอาคารอิฐสีแดงสดใสที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงบริเวณสวน Sapporo Garden Park แต่จริงๆแล้วตอนที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1890 ที่นี่ได้เปิดตัวครั้งแรกในฐานะของโรงงานผลิตน้ำตาล (Sapporo Sugar Company) จนเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 1987 สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโรอย่างที่ทุกคนเห็นกันนี่แหละจ้า

    เราตามมาดูความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้กันเถอะ~

     BonStock / Shutterstock

    ย้อนไปในสมัยเมจิ เมื่อ วิลเลียม สมิธ คลาร์ก (William Smith Clark) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี พฤกษศาสตร์ และสัตววิทยา ได้เดินทางมายังฮอกไกโดในฐานะ O-yatoi gaikokujin กล่าวคือเป็นชาวต่างชาติผู้เป็นที่ปรึกษาให้แก่รัฐ ศาสตราจารย์คลาร์กก็ได้บุกเบิกการทำเบียร์ขึ้น มิหนำซ้ำเขายังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลฮอกไกโดในการสร้างโรงเบียร์ขึ้นหลายแห่งในซัปโปโร

    หลังจากที่วิลเลียม สมิธ คลาร์กกลับไปยังอเมริกาบ้านเกิดของเขาแล้ว การพัฒนาเบียร์ของฮอกไกโดก็ยังคงดำเนินต่อไป ด้วยเทคนิคการปลูกบีต (Beet) หรือหัวผักกาดหวานอันยอดเยี่ยมของศาสตราจารย์คลาร์ก การผลิตน้ำตาลจากบีตอันเป็นวัตถุดิบแสนสำคัญของการทำเบียร์นั้นจึงประสบผลสำเร็จ

    การก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลมอนเบ็ทสึ (Monbetsu Sugar Factory) ตลอดจนการเปลี่ยนให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เบียร์และลานเบียร์ ทั้งหมดต่างอยู่ในการดูแลของรัฐบาลฮอกไกโดและบริษัทซังเงอร์เฮาเซิน (Sangerhausen, Germany) นอกจากนี้ชาวฮอกไกโดก็ยังได้รับเทคนิคการทำเบียร์ดีๆมาจากเยอรมันด้วย

    และในปี 2004 พิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโรแห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในมรดกอันทรงคุณค่าของฮอกไกโด (Hokkaido Heritage Sites) [13]

    จบประวัติไปหนึ่งกรุบ ทีนี้เราไปทัวร์กันดีกว่าว่าภายในพิพิธภัณฑ์เบียร์แห่งนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง~

    twoKim-studio / Shutterstock
    twoKim-studio / Shutterstock

    อาคารของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทั้งหมด 3 ชั้น โดยมีทั้งโซนบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเบียร์ฮอกไกโด โซนจัดแสดงขวดเบียร์ โปสเตอร์ รวมถึงเครื่องมือการผลิตเบียร์ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

    นอกจากนี้บริเวณชั้น 2 ของอาคารยังเป็นฮอลล์สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากลองดื่มเบียร์ของที่นี่ด้วย ส่วนที่ชั้น 1 จะเป็นร้านขายของฝากกับร้านอาหารที่ชื่อว่าสตาร์ฮอลล์ (Star Hall) เมนูเด็ดที่ควรไปลองก็คือ Genghis Khan ถ้าอยากรู้ว่าอาหารจานเด็ดนี้คืออะไร โปรดติดตามกันต่อที่พาร์ท อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดฮอกไกโด นะคะ 555

    SWS-Kanpop / Shutterstock

    สำหรับคนที่ยังไหวและอยากไปต่อ เราขอแนะนำให้ออกไปเดินเล่นกันต่อที่สวน Sapporo Garden Park สวนแห่งนี้อยู่ใกล้กับห้างสรรพสินค้าอาริโอะซัปโปโร (Ario Sapporo) ด้วยนะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum)

    วิธีเดินทาง

    • รถไฟ
      • นั่งรถไฟ JR สาย Hakodate Main Line ไปลงที่สถานี Naebo Station จากนั้นให้เดินออกมาที่ทางออกทิศเหนือ ทั้งนี้จะใช้เวลาเดินจากสถานีดังกล่าวประมาณ 8 นาที
      • เดินจาก Higashi-Kuyakusho-Mae Station ไปทาง Toho Subway Line โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที
      • หมายเหตุ : สามารถตรวจสอบรอบการเดินรถได้ตามลิงก์นี้เลยจ๊ะ Click Here!
    • รถบัส
      • นั่งรถบัส Loop 88 Factory Line bus จาก Odori Station หรือหน้าห้างสรรพสินค้า Seibu โดยทั้งสองสถานที่ดังกล่าวนี้อยู่ใกล้กับ Sapporo Station
    • เดิน
      • เดินจาก JR Sapporo Station โดยใช้เวลาประมาณ 25 นาที

    เวลาทำการ

    • 11:30 - 20:00 น. (แต่เปิดให้เข้าได้จนถึงเวลา 19:30 น.)
    • ปิดทุกวันจันทร์ และช่วงวันหยุดปีใหม่
    • หมายเหตุ : หากวันจันทร์ตรงกับวันหยุด จะปิดวันอังคารแทน

    ค่าเข้าชม

    • ฟรี (แต่ถ้าต้องการไกด์ก็จ่ายเพิ่ม 500 เยน)

    เว็บไซต์

     


    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดฮอกไกโด

    แม้ว่า 'จังหวัดฮอกไกโด' จะเป็นเหมือนจังหวัดน้องใหม่ของญี่ปุ่นเมื่อเทียบกับเมืองเก่าอย่างนารา ชิมาเนะ หรือเกียวโต แต่อาหารของที่นี่ก็มีความน่าสนใจและน่าอร่อยมาก! ว่าแต่จะมีอะไรบ้างน๊า ตามมาดูกันเลยค่ะ


    1. ไคเซ็นด้ง (Kaisendon)

    เปิดมาเมนูแรกก็ชวนให้ท้องร้องโครกครากแล้ว >< เพราะอาหารทะเลสดๆจากฮอกไกโดเป็นสิ่งแรกที่ควรค่าแก่การไปโดน!

    และเมนูที่ตอบโจทย์คนรักซีฟู้ดก็คื้อ~ ไคเซ็นด้ง (Kaisendon) หรือข้าวหน้าทะเลจานนี้นี่เอง! อาหารจานนี้มีทีเด็ดตรงที่เราจะได้กินอาหารทะเลหลายๆอย่างในคราเดียว ไม่ว่าจะเป็นปู กุ้ง มากุโระ แซลมอน หมึก หอยเชลล์ และถ้าใครอยากสัมผัสกับความสดอย่างแท้จริงของอาหารทะเลฮอกไกโด ขอแนะนำให้ลองสั่งไคเซ็นด้งที่ตลาดอาหารทะเลดู เช่นตลาด Otaru Sankaku Market รับรองว่าอร่อยจนลืมฟิน!


    2. ซุปแกงกะหรี่ (Soup Curry)

    อีกหนึ่งซิกเนเจอร์ของฮอกไกโดที่ควรค่าแก่การไปโดนก็คือ ซุปแกงกะหรี่

    ปกติแล้วแกงกะหรี่ญี่ปุ่นจะมีลักษณะข้นและหนืด แต่ซุปแกงกะหรี่ของฮอกไกโดจะมีลักษณะค่อนไปทางซุปใส กลิ่นและรสชาติก็จะค่อนข้างอ่อน

    ส่วนประกอบของอาหารจานนี้ก็มีเนื้อสัตว์และผัก โดยปกติแล้วจะเสิร์ฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ แถมยังสามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ด้วย

    แน่นอนว่าซุปแกงกะหรี่ฮอกไกโดที่ดีที่สุดก็ต้องเป็น ซุปแกงกะหรี่ซัปโปโร (Sapporo Soup Curry) เพราะมีรสชาติเฉพาะและมีกลิ่นของสมุนไพรอ่อนๆด้วย


    3. เจงกิสข่าน (Jingisukan)

    เจงกิสข่าน หรือ 'จิงกิสึคัน' ตามการออกเสียงของคนญี่ปุ่น คือเนื้อย่างสไตล์มองโกเลียน โดยเป็นการนำเนื้อแกะไปย่างบนเตาถ่านที่วางทับด้วยกระทะทรงหมวก (ถ้าใครนึกไม่ออก มันจะคล้ายๆกระทะที่ใช้กินหมูกระทะบ้านเรานั่นแหละจ๊ะ)

    แต่ที่เราภูมิใจนำเสนอมากๆเลยคือความฉ่ำของเนื้อแกะย่าง ซึ่งจะรับประทานคู่กับผักกาดขาวย่าง ฟักทองย่าง ถั่วงอกย่าง หอมหัวใหญ่ย่าง ถือเป็นความดีงามอีกอย่างหนึ่งของการมาเที่ยวฮอกไกโดเลยล่ะ ยิ่งถ้ามีเบียร์ซัปโปโรด้วยนะ ฟินเฟ่อร์~


    4. ซัปโปโรราเมน (Sapporo Ramen

    ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน ราเมนก็ยังคงเป็นเมนูที่ครองใจคนญี่ปุ่น แถมแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์ของราเมนที่แตกต่างกันไป แน่นอนว่าที่ฮอกไกโดก็เช่นกัน โดยเฉพาะซัปโปโรราเมนที่เรานำมาเสนอทุกคน รับรองว่าอร่อยไม่แพ้ราเมนที่ไหนเลยล่ะ

    ซัปโปโรราเมน เป็นมิโสะราเมนแบบหนึ่งที่มีจุดเด่นอยู่ตรงความหอมของกลิ่นกระเทียม แถมราเมนที่นี่ใส่ผักเยอะมาก! โดยร้านแรกที่ขายซัปโปโรราเมนในปี 1950 มีชื่อว่า Aji no Sanpei ซึ่งร้านนี้มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาในเวลาหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ทั้งนี้มิโสะราเมนนั้นนับว่าเป็นราเมนที่อร่อยและดีต่อสุขภาพด้วยค่ะ

    ถ้าเพื่อนๆได้ไปที่ซัปโปโรก็อย่าลืมไปกินซัปโปโรราเมนกันนะ!


    5. เลอทาโอะ (LeTAO)

    พูดถึงฮอกไกโดแล้วก็ต้องนึกถึงนม หรือ Dairy Product อย่างชีสหรือโยเกิร์ตกันใช่ไหมล่ะ

    ยิ่งถ้าพูดถึง เลอทาโอะ (LeTAO) ร้านขนมหวานชื่อดังของเมืองโอตารุ เชื่อว่าสาวกของหวานต้องรู้จักชื่อร้านขนมแห่งนี้เป็นอย่างดีแน่นอน

    https://livejapan.com/en/
    https://www.letao.jp

    นอกจาก LeTAO จะมีสาขาอยู่ทั่วฮอกไกโดและมีชื่อเสียงในญี่ปุ่นแล้ว เฉพาะในเมืองโอตารุเองก็มี LeTAO อยู่ทั้งหมด 6 สาขาด้วยกัน โดยแต่ละสาขาจะมีซิกเนเจอร์เป็นของตัวเอง อย่างสาขาหลักก็จะมี Deux Fromage Roll หรือโรลเค้กที่ไส้เป็นครีมชีส ส่วนเนื้อเค้กเป็นแบบฟองน้ำนุ่มละมุนลิ้นเป็นที่สุด ส่วนสาขา Nouvelle Vague LeTAO Chocolatier Otaru Main Shop ที่สามารถเดินไปจากสาขาหลักได้ภายใน 3 นาทีนั้นจะโด่งดังเรื่องช็อกโกแลตมาก โดยเฉพาะเมนูดังอย่าง Adele ที่เป็นดาร์กช็อกโกแลตมูสสลับชั้นกับช็อกโกแลตนม ใครเป็น Chocolate Lover บอกได้เลยว่าห้ามพลาด!

    https://zaap-japan.com

    แต่ถ้าใครไม่ได้ไปโอตารุก็สามารถตามหา Marusei Butter Sandwich ซึ่งเป็นขนมอีกอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากของ LeTAO ได้ที่สาขา Rokkatei และ Obihio ขนมดังกล่าวนั้นมีลักษณะเป็นบิสกิตสอดไส้ครีม ซึ่งนักท่องเที่ยวก็นิยมซื้อเจ้าขนมนี้ไปเป็นของฝากด้วยค่ะ ส่วนแซนด์วิชคุกกี้แบบอื่นๆของ LeTAO ก็ล้วนมีหน้าตาน่าอร่อยไม่แพ้กันเลย

     

    ที่มา: 10 ที่เที่ยวใน ‘จังหวัดฮอกไกโด’ ที่ต้องไปโดนให้ได้สักครั้ง

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in