fromJapan พาเที่ยว 47 จังหวัดแห่งแดนอาทิตย์อุทัยfromjapan.th
จังหวัดนากาโนะ ดินแดนแห่งภูเขา เมืองเก่า และความหนาวเย็น

  • จังหวัดนากาโนะ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางของญี่ปุ่น และมีชื่อเสียงอย่างมากเรื่องการท่องเที่ยวสายธรรมชาติ โดยเฉพาะภูเขา รวมไปถึงทัศนียภาพในฤดูกาลต่างๆที่เต็มไปด้วยสีสันอันแสนงดงาม อีกทั้งการเดินทางมาจังหวัดนี้ยังสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่จังหวัดนากาโนะจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ

    นอกจาก 'จังหวัดนากาโนะ' จะมีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่มีชื่อเสียงแล้ว แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของที่นี่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ถ้าหากย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1998 ที่ญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาว และ 'จังหวัดนากาโนะ' เองก็เป็นสถานที่จัดงานในครั้งนั้น เราจึงไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักดีๆหรือแหล่งชอปปิ้งที่สะดวกครบครันเลยล่ะ

     

    สถานที่ท่องเที่ยวประจำจังหวัดนากาโนะ

    จังหวัดนากาโนะ เป็นจังหวัดที่สามารถเดินทางไปได้อย่างสะดวก หากโดยสารด้วยรถไฟจะใช้เวลาเดินทางดังนี้

    • จากโตเกียว : 1 ชั่วโมง 16 นาที (Shinkansen)
    • จากนาโกย่า : 3 ชั่วโมง นาที (Limited Express Shinano)
    • จากโอซาก้า : 3 ชั่วโมง 56 นาที (Shinkansen)

    ต่อจากนี้เราจะเริ่มแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งชอปปิ้งในนากาโนะกันเลยนะครับ


    1. ปราสาทมัตสีโมโตะ (Matsumoto Castle)

    ปราสาทมัตสึโมโตะ สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16 นอกจากจะเป็นหนึ่งในปราสาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังเป็น 1 ใน 5 ปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นสมบัติประจำชาติอีกด้วย

    หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่าผนังสีดำสนิทกับปีกแต่ละด้านของปราสาทมีลักษณะกางออกเหมือนปีกนก ด้วยเหตุนี้เอง ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาจึงเรียกปราสาทแห่งนี้ว่า 'ปราสาทอีกาดำ'

    ความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ก็คือบริเวณที่ตั้งของปราสาท เพราะปราสาทส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นมักจะสร้างบนเนินเขา เนินหิน หรือกลางแม่น้ำ แต่ปราสาทมัตสึโมโตะสร้างขึ้นบนที่ราบ ซึ่งก็เหมือนกับปราสาทฮิโรชิม่านั่นเอง

    เดิมทีปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นโดยชิมาดาจิ ซาดานากะ แห่งตระกูลโอกาซาวาระ แต่ต่อมาได้พ่ายแพ้ให้กับตระกูลทาเคดะ ปราสาทจึงตกอยู่ในการดูแลของตระกูลทาเคดะด้วย แต่ด้วยชัยชนะของโอดะ ในที่สุดตระกูลทาเคดะจึงแตกพ่ายไป ภายหลังโอดะได้มอบปราสาทแห่งนี้ให้กับโทคุกาวะ อิเอยาสึ โชกุนผู้ยิ่งใหญ่ในยุคนั้น

    ในช่วงที่ไดเมียว ‘โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ’ มีอำนาจเหนือปราสาทแห่งนี้ ได้มีการต่อเติมบางส่วนของปราสาทนี้ขนานใหญ่ โดยคำสั่งของ 'อิชิคาวะ คาสึมาสะ' ผู้ที่ฮิเดโยชิส่งมาปกครองแทน

    แต่แล้วปราสาทแห่งนี้ก็กลับมาเป็นของฝ่ายโทคุกาวะอีกครั้งในช่วงยุคเอโดะ โดยโชกุนได้มอบปราสาทแห่งนี้ให้กับไดเมียวท้องถิ่น และเมื่อสิ้นยุคเอโดะและเข้าสู่ยุคเมจิ รัฐบาลก็ร่างนโยบายรื้อถอนปราสาทมัตสึโมโตะขึ้น แต่โชคดีที่อิชิคาวะ เรียวโซและชาวเมืองได้ช่วยกันระดมเงินซื้อปราสาทแห่งนี้จากรัฐ ปราสาทจึงไม่โดนรื้อถอนและคงอยู่มาถึงปัจจุบัน

    นอกจากปราสาทมัตสึโมโตะจะเป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีและดอกซากุระที่สวยงามแล้ว ยังมีการจัดเทศกาลและขบวนพาเหรดซามูไรในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับปราสาทมัตสีโมโตะ (Matsumoto Castle)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Matsumoto สามารถเดินไปโดยใช้เวลา 20 นาที หรือนั่งรถบัสโดยใช้เวลา 10 นาที (ระหว่างทางเดินจะมีย่านการค้าให้แวะชอปปิ้งด้วย)
    • สำหรับการเดินทางไปสถานี Matsumoto หากเดินทางจากสถานี Tokyo ให้นั่งรถไฟชินคันเซ็นไปลงที่สถานี Nagano จากนั้นเปลี่ยนเป็นรถด่วนพิเศษ ไปลงที่สถานี Matsumoto (ค่าโดยสาร 10,700 เยน ใช้เวลาเดินทางรวมประมาณ 2 ชั่วโมง 30 นาที เหมาะสำหรับผู้ใช้ JR PASS)
    • หากเดินทางจากสถานี Shinjuku แนะนำให้ใช้รถบัส (เที่ยวเดียว 3,800 เยน ไปกลับ 6,900 เยน ใช้เวลา 3 ชั่วโมงต่อเที่ยว)

    ที่อยู่

    • Matsumoto Castle, 4-1-0, Marunouchi, Matsumoto City, Nagano Prefecture, 390-0873
    • เบอร์ : 0229-82-2102

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 8:30 - 17:00 น. (ถึง 18:00 น. ในช่วงเทศกาลโอบ้งในเดือนสิงหาคม)
    • ปิดทำการวันที่ 29 - 31 ธันวาคม
    • รายละเอียดเทศกาลฤดูใบไม้ร่วง โปรดดูจาก Link

    ค่าเข้าชม

    • 610 เยน

    เว็บไซต์


    2. สวนสาธารณะซากปราสาททาคาโตะ (Takato Castle Ruins Park)

    สวนสาธารณะซากปราสาททาคาโตะ (Takato Castle Ruins Park) ตั้งอยู่บนเนินเขาของเมืองอินา (Ina City) จังหวัดนากาโนะ ห่างจากเมืองมัตสึโมโตะไปทางทิศใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร

    สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาเยือนสถานที่แห่งนี้ เห็นจะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพราะที่นี่ติด 1 ใน 3 จุดชมดอกซากุระที่ดีที่สุดของญี่ปุ่นร่วมกับปราสาทฮิโรซากิ (Hirosaki Castle) และโยชิโนยามะ (Yoshinoyama) เราจึงขอการันตีว่าคุณจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่แสนสดชื่นและความสวยงามของซากุระที่บานสะพรั่งอย่างแน่นอน

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนสาธารณะซากปราสาททาคาโตะ (Takato Castle Ruins Park)

    วิธีเดินทาง

    • ช่วงซากุระบาน จากสถานี Chino ให้นั่งรถบัสไปที่สวน (ใช้เวลา 50 นาที ค่าโดยสาร 1,390 เยน) (ใช้ JR Pass ได้)

    ที่อยู่

    • Takato Castle Ruins Park, Takatomachi Higashitakato, Ina, Nagano 396-0213
    • เบอร์ : 0265-78-4111

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตลอดเวลา
    • 6:00 - 22:00 น. ช่วงซากุระบาน (มีเปิดไฟประดับตอนกลางคืน)

    ค่าเข้าชม

    • ฟรี
    • ช่วงซากุระบาน 500 เยน

    เว็บไซต์


    3. สวนปราสาทอูเอดะ (Ueda Castle Garden)

    แม้จะไม่ได้เป็นที่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเท่าไหร่ แต่สถานที่แห่งนี้กลับมีชื่อเสียงในหมู่นักท่องเที่ยวในประเทศมาก เพราะเป็นปราสาทของซามูไรชื่อดังในตำนาน นั่นก็คือ 'ซานาดะ ยูกิมูระ' และเรื่องราวที่ทำให้ชื่อของเขาได้รับการกล่าวขานมาถึงปัจจุบันก็คือ วีรกรรมที่เขานำกำลังพลที่ด้อยกว่าเข้าปะทะทัพใหญ่ของโชกุนโทคุกาวะ แต่เขากลับได้รับชัยชนะมาหลายคราจนนับจำนวนครั้งไม่ถ้วนเลยทีเดียว

    https://livedoor.blogimg.jp

    และวีรกรรมสุดปังของเขายังสร้างแรงบันดาลใจให้สถานีโทรทัศน์ช่อง NHK นำไปสร้างเป็นละครประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องซานาดะมารุ (Sanadamaru) แน่นอนว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวกับชีวประวัติของซานาดะ ยูกิมูระ ทั้งนี้ละครดังกล่าวได้ออกอากาศในปี 2016

    ปัจจุบันปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนที่ดอกซากุระต่างพร้อมใจกันบานสะพรั่งไปทั่วสวน

    อ่านบทความเจาะลึกเกี่ยวกับเมืองอูเอดะได้ที่นี่ > เที่ยวเมืองอูเอดะ บ้านเกิดของยอดนักรบซามูไรในตำนาน

    ข้อมูลเกี่ยวกับสวนปราสาทอูเอดะ (Ueda Castle Garden)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Hokuriku Shinkansen ไปลงที่เมืองอูเอดะ จังหวัดนากาโนะ
    • หากเดินทางจากโตเกียว ใช้เวลาประมาณ 90 นาที ค่าโดยสาร 6,500 เยน
    • หากเดินทางจากคานาซาวะ ใช้เวลาประมาณ 100 นาที และจากสถานี Ueda หากเดินต่อไปอีกประมาณ 12 นาทีก็จะถึงปราสาท

    ที่อยู่

    • Ueda Castle Ruins, 6263- i Ninomaru, Ueda, Nagano Prefecture, 386-0026
    • เบอร์ : 0268-23-5135

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันพุธ
    • เวลาทำการ : 8:30 - 17:00 น.
    • ปิดทำการช่วงวันหยุดปีใหม่

    ค่าเข้าชม

    • 500 เยน

    เว็บไซต์


    4. คามิโคจิ (Kamikochi)


    คามิโคจิ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติชูบุซังกะกุ คำว่าคามิโคจินั้นแปลว่าสถานที่ที่เทพเจ้าลงมาประทับ จึงเรียกได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีแหล่งธรรมชาติที่แสนบริสุทธิ์แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น นอกจากนี้คามิโคจิเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวและการผจญภัยสำหรับพื้นที่บริเวณนี้อีกด้วย กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมทำเมื่อมาเยือนอุทยานแห่งนี้ก็คือการเดินเลียบไปตามแม่น้ำอาซุสะ โดยจะเริ่มเดินจากบึงไทโชไปจนถึงสะพานคัปปาบาชิ  ช่วงเวลาที่คามิโคจิจะมีนักท่องเที่ยวเยอะเป็นพิเศษก็คือช่วงวันหยุดในฤดูร้อน

    พื้นที่บริเวณนี้มีบึงน้ำอยู่ 2 แห่งคือบึงไทโชและบึงเมียวจิน นอกจากนี้บึงไทโชเองก็เป็นสถานที่ถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยว เพราะสีเขียวมรกตของบึงที่ตัดกับทัศนียภาพของเทือกเขาแอลป์นั้นเป็นความงามที่ยากจะลืมเลือน

    หากมีโอกาสได้ไปยังสถานที่แห่งนี้ ก็อย่าลืมเดินขึ้นไปเก็บรูปสวยๆของเทือกเขาโฮตากะและภูเขายาเกดาเกะบนสะพานคัปปะบาจิล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับคามิโคจิ (Kamikochi)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Matsumoto ให้นั่งรถบัสไปที่คามิโคจิ (ใช้เวลา 90 นาที ค่าตั๋วโดยสารแบบไป-กลับอยู่ที่ 4,650 เยน) ตารางเวลารถบัสดูที่ Link

    ที่อยู่

    • Kamikochi, Matsumoto  Nagano 390-1516
    • เบอร์ : 0263-95-2433

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมช่วงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    5. ที่ราบสูงโนริคุระ (Norikura Kogen)

    ที่ราบสูงโนริคุระ ตั้งอยู่บริเวณฐานภูเขาโนริคุราดาเกะ กิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเมื่อมาที่นี่ก็คือ การเดินป่าเพื่อเข้าไปชมน้ำตกและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สุดแสนตระการตา โดยเฉพาะเส้นทางเดินป่าที่มีปลายทางเป็นบึงอุชิโดเมะ (Ushidome Pond) ซึ่งใช้เวลาเดินเพียง 10 – 15 นาทีเท่านั้น

    และถ้าหากมาตอนช่วงฤดูใบไม้ร่วง เราก็จะได้สัมผัสกับเสน่ห์ที่แตกต่างของสถานที่แห่งนี้ด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับที่ราบสูงโนริคุระ (Norikura Kogen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Matsumoto นั่งรถไฟไปลงที่สถานี Shin-Shimashima (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 710 เยน) จากนั้นนั่งรถบัสไปลงที่ Norikura Kogen (ใช้เวลา 45 นาที ค่าโดยสาร 1,350 เยน) (มีตั๋วรวมรถบัสรถไฟแบบไป-กลับ 3,350 เยน)

    ที่อยู่

    • Norikura Kogen Tourism Association, 4306-5 Azumi, Matsumoto City, Nagano Prefecture 390-1520
    • เบอร์ : 0263-93-2147

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    6. ภูเขาโนริคุราดาเกะ (Mt. Norikuradake)

    ถ้าคุณเป็นสายปีนเขา เราขอแนะนำภูเขาโนริคุราดาเกะที่มีความสูง 3,026 เมตรจากระดับน้ำทะเล! แถมยังเป็นภูเขาที่ติดอันดับ 1 ใน 100 ของภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นด้วย

    หากอยากขึ้นไปยังยอดเขา เราสามารถนั่งรถบัส Norikura Bus Terminal ขึ้นไปได้ ซึ่งจะร่นระยะทางไปได้ถึง 2.7 กิโลเมตรเลยทีเดียว จากนั้นก็เดินต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงก็ถึงยอดเขาแล้ว

    ข้อมูลเกี่ยวกับภูเขาโนริคุราดาเกะ (Mt. Norikuradake)

    วิธีเดินทาง

    • ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม จากโนริคุระโคเกน นั่งบัสจาก  Kanko Center (観光センター前)  ไปลงที่ป้าย Norikura ตรงเชิงเขา (50 นาที 1650 เยน ตั๋วไปกลับ 2800 เยน) จากนั้นเดินอีกประมาณ 60 นาทีเพื่อขึ้นสู่ยอดเขา

    ที่อยู่

    • Norikura (Tatamidaira)Nyukawacho Iwaidani, Takayama, Gifu 506-2254
    • เบอร์ : 0263-93-2147

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์



    7. บ่อออนเซ็นจิโกะคุดานิยาเอ็นโคเอ็น (Snow Monkey Onsen)

    สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจของจังหวัดนากาโนะคือ 'จิโกะคุดานิยาเอ็นโคเอ็น' หรือ 'Snow Monkey Park' สำหรับคนญี่ปุ่นนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าออนเซ็นแห่งนี้เต็มไปด้วยลิงหิมะญี่ปุ่นที่แช่น้ำร้อนอย่างสบายใจ!

    ลิงหิมะญี่ปุ่นก็คือลิงกังนั่นเอง ลิงชนิดนี้จัดว่าเป็นลิงพื้นเมืองของญี่ปุ่น มีลักษณะเด่นคือใบหน้าที่แดงก่ำ เราสามารถพบลิงหิมะญี่ปุ่นได้ตามอุทยานแห่งชาติ และเจ้าลิงที่ทุกคนเห็นกันอยู่นั้นก็คือลิงกังป่าที่ลงมาจากภูเขาอันเหน็บหนาวเพื่อมาแช่น้ำร้อนอย่างสบายใจ

    ที่พิเศษมากไปกว่านั้นก็คือ เหล่าลิงป่าแก๊งนี้ทุกตัวสามารถว่ายน้ำได้ ถ้าลองสังเกตสีหน้าของน้องตอนแช่น้ำ เราแทบจะเห็นคำว่าฟินตัวใหญ่ๆเด้งออกมาเลยล่ะ

    นอกจากจะได้ใกล้ชิดกับเหล่าลิงทั้งหลายแล้ว เรายังสามารถเดินชมความงามของธรรมชาติในอุทยานแห่งชาติได้อีกด้วย และถ้าหากใครอยากเดินป่า ขอแนะนำว่าอย่าลืมพกรองเท้าบู๊ตไปล่ะ เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะเผลอเดินเหยียบโคลนได้นะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับบ่อออนเซ็นจิโกะคุดานิยาเอ็นโคเอ็น (Snow Monkey Onsen)

    วิธีเดินทา

    • จากสถานี Nagano ให้นั่งรถบัสไปลงที่ Shigakogen (ป้าย Snow Monkey Park)  (ใช้เวลา 40 นาที ค่าโดยสาร 1,500 เยน) จากนั้นเดินต่อไปอีก 35 นาที (แนะนำให้ซื้อ Snow Monkey Pass)

    ที่อยู่

    • Jigokudani Monkey Park, 6845 Hirao, Yamanochi, Shimotakai District, Nagano 381-0401
    • เบอร์ : 0269-33-4379

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เดือนเมษายน - ตุลาคม เปิดให้เข้าชมในเวลา 8:30 - 17:00 น.
    • เดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เปิดให้เข้าชมในเวลา 9:00 - 16:00 น.

    ค่าเข้าชม

    • 800 เยน

    เว็บไซต์



    8. ซึมาโกะจูกุ (Tsumago)

    ซึมาโกะจูกุ (Tsumago-juku) ตั้งอยู่บนเส้นทางนากาเซ็งโด (Nakasendo) ในเมืองคิโซะ (Kiso) จังหวัดนากาโนะ

    อดีตนั้นเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองมาก เพราะเป็นจุดพักสำคัญที่ตั้งอยู่ระหว่างทางจากเกียวโตไปโตเกียว ก่อนจะเริ่มเสื่อมความนิยมลง หลังจากที่เริ่มมีการพัฒนาเส้นทางรถไฟ และถนนสายใหม่ที่อำนวยความสะดวกมากขึ้น

    ปัจจุบันซึมาโกะจุกุยังคงเป็นเมืองเก่าที่มีกลิ่นอายของความเป็นเอโดะ เพราะชาวบ้านต่างช่วยกันอนุรักษ์อาคารเก่าๆไว้

    ข้อมูลเกี่ยวกับซึมาโกะจูกุ (Tsumago)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Nagiso นั่งรถบัสลงป้าย tsumako (7 นาที 300 เยน)

    ที่อยู่

    • Tsumago-juku Azuma-2159-2 Nagiso, Kiso District, Nagano 399-5302
    • เบอร์ : 0264-57-3123

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์



    9. มาโกเมะ (Magome)

    มาโกเมะจุกุ (Magome-juku) เป็นเมืองเก่าอีกหนึ่งแห่งที่เป็นจุดพักระหว่างการเดินทางจากเกียวโตไปยังโตเกียวในสมัยเอโดะ จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือทางเดินหินและบรรยากาศที่ดูสดใส และจุดนี้เองที่แตกต่างจากซึมาโกะที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่ฉบับเอโดะแบบจัดหนัก

    นอกจากนี้แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถลองเดินไปตามเส้นทางดังกล่าวประหนึ่งว่าเป็นผู้คนในยุคโบราณได้อีกด้วย นั่นคือการลองเดินจากมาโกเมะไปทางฝั่งเอโดะ(โตเกียว) หรือลองเดินไปทางเกียวโต

    ข้อมูลเกี่ยวกับมาโกเมะ (Magome)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Nakatsugawa ให้นั่งรถบัสไปลงที่ป้าย Tsumako (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 570 เยน)

    ที่อยู่

    • Magome-juku, 4300-1, Magome, Nakatusgawa, Gifu Prefecture 508-0502
    • เบอร์ : 0573-69-2653

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    10. นาราอิ (Narai)
    AMMLERY / Shutterstock

    นาราอิจุกุ (Narai Juku) เป็นอีกหนึ่งเมืองเก่าที่เคยเป็นจุดพักสำหรับผู้สัญจรระหว่างเมืองหลักทั้งสอง นั่นก็คือเกียวโตและโตเกียว

    Walaiporn Paysawat / Shutterstock

    นอกจากจะเป็นจุดพักที่สำคัญแล้วนั้น นาราอิจุกุยังเป็นย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในบรรดาเมืองเก่าทั้งสามแห่งหุบเขาคิโสะอีกด้วย ถ้าใครมีโอกาสได้มาที่นี่ คุณก็จะได้สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุคสไตล์เอโดะอย่างจุใจ และจะได้ช้อปของฝากกันกระจุยกระจายอย่างแน่นอน

    ข้อมูลเกี่ยวกับนาราอิ (Narai)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Narai สามารถเดินไปยังนาราอิได้โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที

    ที่อยู่

    • Narai-juku, AzNarai, Shiojiri, Nagano 399-6303
    • เบอร์ : 0264-34-3160

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    11. ชิราโฮเนะออนเซ็น (Shirahone Onsen)

    https://cdn.jalan.jp

    ชิราโฮเนะออนเซ็น (Shirahone Onsen) เป็นออนเซ็นที่มีชื่อเสียงในบริเวณเทือกเขาแอลป์แห่งญี่ปุ่น (Japan Alps) ออนเซ็นแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและเป็นหนึ่งในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียง

    คำว่า ‘Shirahone’ นั้นแปลว่ากระดูกสีขาวขุ่น เป็นชื่อที่ตั้งตามสีของน้ำตามที่ตาเห็น สาเหตุที่ออนเซ็นของที่นี่มีสีขาวขุ่นนั้นเป็นเพราะว่าในน้ำมีธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียมผสมอยู่อย่างเข้มข้น

    ทั้งนี้ ชาวพื้นเมืองต่างมีความเชื่อว่าบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้มีสรรพคุณบรรเทาโรคระบบทางเดินอาหาร ถ้าได้ลงมาแช่สักครั้งจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

    สำหรับนักท่องเที่ยวขาจร เราขอแนะนำให้ใช้บริการ Awanoyu ที่เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:30 - 13:30 น. โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 820 เยน ทั้งนี้ชิราโฮเนะออนเซ็นจะปิดให้บริการทุกๆวันพฤหัสบดี ถ้าจะมาก็อย่าลืมเช็กวันกันดีๆล่ะ

    ข้อมูลเกี่ยวกับชิราโฮเนะออนเซ็น (Shirahone Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Matsumoto ให้นั่งรถไฟสาย Matsumoto Electric Railway ไปลงที่สถานี Shin-Shimashima Station (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 700 เยน) จากนั้นให้นั่งรถบัสไปยัง Shirahone Onsen (ใช้เวลา 70 นาที ค่าโดยสาร 1,450 เยน)

    ที่อยู่

    • Shirahone Onsen, Azumi, Matsumoto, Nagano 390-1515

    โทร

    • 0263-93-3251

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    12. เบสโชออนเซ็น (Bessho Onsen)

    https://i0.wp.com/tabijikan.jp

    เบสโชออนเซ็น (Bessho Onsen) เป็นเมืองน้ำพุร้อนเล็กๆที่ตั้งอยู่นอกเขตใจกลางเมืองอูเอดะ จังหวัดนากาโนะ

    https://live.staticflickr.com
    https://www.japanhoppers.com

    ด้วยเหตุที่ภายในเมืองเบสโชออนเซ็นเต็มไปด้วยศาสนสถานอันเก่าแก่และวัฒนธรรมคามาคุระ เมืองแห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางความเจริญทางการศึกษาและศาสนา ดังนั้นนอกจากจะแวะมาแช่ออนเซ็นแล้ว เราขอแนะนำให้ทุกคนแวะไปเที่ยวชมวัดอันราคุจิ (Anrakuji) ด้วย วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นอย่างเจดีย์ไม้ทรงแปดเหลี่ยม นอกจากนี้ก็ยังมีวัดคิตามุกิคันนอน (Kitamuki Kannon) หรือวัดเจ้าแม่กวนอิมที่มีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องความรักด้วย

    สำหรับคนที่ต้องการมาแช่ออนเซ็นที่เมืองเบสโซออนเซ็นแห่งนี้ เราขอแนะนำห้องอาบน้ำสาธารณะหรือโอยุ (Oyu) ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 6:00 ถึง 22:00 น. และปิดทุกวันพุธที่ 1 และ 3 ของเดือน ทั้งนี้ต้องเสียค่าเข้าเป็นเงิน 150 เยน

    ข้อมูลเกี่ยวกับเบสโชออนเซ็น (Bessho Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • นั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย Hokuriku Shinkansen ไปลงที่เมืองอูเอดะ จังหวัดนากาโนะ หากเดินทางจากโตเกียวใช้เวลาประมาณ 90 นาที 6,500 เยน หากเดินทางจากคานาซาวะใช้เวลาประมาณ 100 นาที และจากสถานี Ueda ให้นั่งรถไฟต่อไปที่สถานี Bessho Onsen (ใช้เวลา 30 นาที ค่าโดยสาร 590 เยน)
    • นอกจากนี้หากอยากยิงตรงจากโตเกียวไปที่ออนเซ็นเลย สามารถเลือกใช้บริการรถบัสของ Seibu จากสถานี Ikebukuro ได้ (ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 3,800 เยน)

    ที่อยู่

    • Bessho Onsen Oyu, 215-1 Besshoonsen, Ueda, Nagano 386-1431

    โทร

    • 0268-38-3510

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมตลอดเวลา
    • สามารถเข้าชมได้ทุกวัน

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    13. ชิบุออนเซ็น (Shibu Onsen)

    Sean Pavone / Shutterstock

    ชิบุออนเซ็น (Shibu Onsen) เป็นหนึ่งในเมืองออนเซ็นชื่อดังของ 'จังหวัดนากาโนะ' ตั้งอยู่ในเมืองยามาโนะอุจิ (Yamanouchi)

    ด้วยประวัติความเป็นมาที่ยาวนานกว่า 1,300 ปี สถานที่แห่งนี้จึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความย้อนยุคที่แสนจะน่าค้นหา เป็นที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามายังที่นี่ หากมองไปรอบๆเราจะเห็นเรียวกังไม้แบบดั้งเดิมรายล้อมถนนที่สร้างจากหิน

    หากใครชอบความเป็นส่วนตัวล่ะก็ สถานที่แห่งนี้นับว่าเหมาะกับคุณมากเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ ภายในชิบุออนเซ็นจะมีบ่อออนเซ็นให้เข้าใช้บริการทั้งหมด 9 แห่ง เชื่อกันว่าหากใครได้แช่จนครบทั้ง 9 แห่งก็จะได้รับความโชคดีกลับบ้านไปเต็มๆ!

    หมายเหตุ : หากไม่ต้องการพักค้างคืนที่นี่ เราขอแนะนำให้ลองใช้บริการออนเซ็นที่โอยุ (Oyu) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10:00 - 16:00 น. และมีค่าเข้าบริการ 500 เยน

    ข้อมูลเกี่ยวกับชิบุออนเซ็น (Shibu Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Yudanaka สามารถนั่งรถบัสไปที่ชิบุออนเซ็นได้ (ใช้เวลา 5 นาที ค่าโดยสาร 210 เยน) (หากมาที่นี่ควรแวะเที่ยวออนเซ็นลิงหิมะ 'จิโกะคุดานิยาเอ็นโคเอ็น' ด้วย ดังนั้นอย่าลืมซื้อ Snow Monkey Pass นะ)

    ที่อยู่

    • Shibu Onsen 2112-1 Hirao, Yamanouchi Town, Shimotakai District Shimotakai District, Nagano 381-0401

    โทร

    • 0269-33-2921

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    14. โนซาวะออนเซ็น (Nozawa Onsen)

    Venus.1777 / Shutterstock

    โนซาวะออนเซ็น (Nozawa Onsen) เป็นเมืองออนเซ็นเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ยุคเอโดะ บรรยากาศย้อนยุคอันแสนสงบนั้น ทำผู้คนที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ได้รับความเป็นส่วนตัวอย่างมากเลยทีเดียว

    นอกจากนี้ยังมีเสียงเล่าลือกันว่าออนเซ็นของที่นี่มีคุณสมบัติช่วยรักษาสารพัดโรคภัยได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาท โรคไขข้อ โรคผิวหนัง หรือโรคกระเพาะอาหาร

    ข้อมูลเกี่ยวกับโนซาวะออนเซ็น (Nozawa Onsen)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Iiyama ให้นั่งรถบัสไปยังโนซาวะออนเซ็น (ใช้เวลา 25 นาที ค่าโดยสาร 600 เยน)

    ที่อยู่

    • Nozawa Onsen, 9817 Toyosato, Nozawaonsen, Shimotakai District, Nagano 389-2592

    โทร

    • 0269-85-3111

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    15. สกีรีสอร์ตชิกะโคเก็น (Shiga Kogen Ski Resort)

    สกีรีสอร์ตชิกะโคเก็น (Shiga Kogen Ski Resort) เป็นเมืองสกีใน 'จังหวัดนากาโนะ' ที่ได้ชื่อว่าเป็นสกีรีสอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น

    สกีรีสอร์ตแห่งนี้มีทางเดินที่เชื่อมถึงกันทั้งหมด 18 แห่ง โดยบริเวณหลักเรียกว่ายาเคบิไทยาม่า นอกจากนี้ที่ชิกะโคเก็นยังมีเส้นทางสกีหลากหลายเส้นทางสำหรับผู้เล่นทุกระดับ แถมภูเขาก็ปกคลุมด้วยหิมะคุณภาพดีระดับ 'แพลทตินั่ม'

    หลายคนอาจจะคิดว่าหิมะก็คือหิมะ แต่แท้จริงแล้ว ด้วยลักษณะของเกล็ดหิมะที่แห้งและนุ่มฟูเป็นพิเศษของที่นี่นั่นแหละที่ทำให้หิมะของที่นี่มีความพรีเมียมมากๆ นอกจากนี้ชิกะโคเก็นยังเคยเป็นสถานที่จัดโอลิมปิกฤดูหนาวอีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับสกีรีสอร์ตชิกะโคเก็น (Shiga Kogen Ski Resort)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Yudanaka ให้นั่งรถบัสไปยังสกีรีสอร์ตชิกะโคเก็น (ใช้เวลา 30 นาที)

    ที่อยู่

    • Shiga Kogen Ski Resort, 7148 Hirao, Yamanochi, Shimotakai District, Nagano 381-0401

    โทร

    • 0269-34-2404

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าเล่นสกีตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนพฤษภาคม

    ค่าเข้าชม

    • ตั๋วเล่นสกีแบบเต็มวัน 5,500 เยน
    • ตั๋วเล่นสกีแบบครึ่งวัน 4,800 เยน
    • ตั๋วกลางคืน (แตกต่างกันไปตามรีสอร์ตแต่ละที่)

    เว็บไซต์


    16. ฮาคุบะ (Hakuba)

    ฮาคุบะเป็นหนึ่งในสกีรีสอร์ตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของ 'จังหวัดนากาโนะ' เรียกว่าเป็นของดีประจำประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ฮาคุบะมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพของหิมะซึ่งเป็นแบบพาวเดอร์สโนว์ หรือมีความนุ่มฟูเป็นพิเศษนั่นเอง นอกจากนี้ฮาคุบะยังเคยเป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกในฤดูหนาวที่นากาโนะเมื่อปี 1998 อีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับฮาคุบะ (Hakuba)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Hakuba ให้นั่งรถบัสไปยังฮาคุบะ (ใช้เวลา 6 นาที)

    ที่อยู่

    • Hakuba, 7025 Hokujo, Hakuba-mura, Kitaazumi-gun, Nagano 399-9393

    โทร

    • 0261-72-5000

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าเล่นสกีได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนพฤษภาคม

    ค่าเข้าชม

    •  
      • ตั๋วเล่นสกีแบบเต็มวัน 4,200 - 5,500 เยน
      • ตั๋วเล่นสกีแบบครึ่งวัน 3,200 - 4,600 เยน
      • ตั๋วกลางคืน 1,500 - 2,500 เยน (แตกต่างไปตามรีสอร์ตแต่ละที่)

    เว็บไซต์


    17. สกีรีสอร์ตโนซาวะ (Nozawa Ski Resort)

    สกีรีสอร์ตโนซาวะ เป็นลานสกีที่มีชื่อเสียงอีกแห่งหนึ่งของ 'จังหวัดนากาโนะ'

    ในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง คุณสามารถมองเห็นบริเวณทิศเหนือของเทือกเขาแอลป์แห่งญี่ปุ่น (Northern Japan Alps) และทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) ได้จากที่นี่

    นอกจากนี้ที่บริเวณฐานด้านล่างของลานสกียังมี Nozawa Onsen ไว้เป็นที่ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหลังจากเล่นสกีด้วย เรียกได้ว่าหลังจากเล่นสกีเสร็จเหนื่อยๆ เราก็สามารถผ่อนคลายกับออนเซ็นได้เลยในที่เดียว ครบกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!

    ข้อมูลเกี่ยวกับสกีรีสอร์ตโนซาวะ (Nozawa Ski Resort)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Iiyama ให้นั่งรถบัสไปยังโนซาวะ (ใช้เวลา 25 นาที ค่าโดยสาร 600 เยน) แล้วเดินไปอีก 10 นาที

    ที่อยู่

    • Nozawa Onsen Karasawa Ski Center, 6329 Toyosato, Nozawaonsen, Shimotakai District, Nagano 389-2502

    โทร

    • 0269-85-4015

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าเล่นสกีได้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน - ต้นเดือนพฤษภาคม

    ค่าเข้าชม

    • ตั๋วเล่นสกีแบบเต็มวัน 5,200 เยน
    • ตั๋วเล่นสกีแบบครึ่งวัน 4,400 เยน
    • ตั๋วเล่นสกีกลางคืน 1,900 เยน

    เว็บไซต์


    18. ศาลเจ้าโทกาคุชิ (Togakushi Shrine)

    ศาลเจ้าโทกาคุชิ เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นตามความเชื่อของลัทธิชินโต เพื่อบูชาธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์และเทพเจ้าที่สถิตอยู่บนภูเขาโทกาคุชิ

    ภายในศาลเจ้าแห่งนี้ประกอบไปด้วยศาลย่อยอีก 5 แห่ง คือ

    1. ศาลเจ้าโอคุฉะ (ศาลเจ้าส่วนใน)
    2. ศาลเจ้าชูฉะ (ศาลเจ้าส่วนกลาง)
    3. ศาลเจ้าโฮโคฉะ
    4. ศาลเจ้าคุซุริวฉะ
    5. ศาลเจ้าฮิโนมิโกะฉะ

    แต่ถ้าพิจารณาตามระยะทางที่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตรนั้น ก็จะแบ่งออกเป็น 3 ช่วงระยะทาง นั่นก็คือ

    1. ศาลเจ้าตอนล่าง
    2. ศาลเจ้าตอนกลาง
    3. ศาลเจ้าตอนบน

    ถ้าพูดถึงเรื่องความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้นั้น ในอดีตนั้นศาลเจ้าโทกาคุชิเคยเป็นวัดมาก่อน แล้วจึงกลายเป็นศาลเจ้าในภายหลัง แต่พอเข้าสู่ยุคเมจิ วัดดังกล่าวก็เปลี่ยนเป็นศาลเจ้าด้วยความศรัทธาอันแรงกล้าในลัทธิชินโตของชาวญี่ปุ่น

    สำหรับจุดประสงค์ในการสร้างศาลเจ้าแห่งนี้คือมีไว้เพื่อบูชาเทพอาเมะโน ยาโกโคโระ โอโมอิคาเนะ โน มิโคะโตะ ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญาซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสำคัญในภารกิจ นำแสงอาทิตย์กลับคืนสู่โลก โดยใช้วิธีการแสดงระบำบวงสรวงเพื่อล่อให้สุริยเทวีอามาเทราสึ หรือเทพธิดาแห่งพระอาทิตย์ออกมาจากถ้ำหินแห่งสวรรค์ (Amanoiwato) เมื่อแผนการสำเร็จก็มีเทพอีกองค์เขวี้ยงก้อนหินขนาดใหญ่มาปิดปากถ้ำดังกล่าวไว้ เพื่อไม่ให้เทพธิดาแห่งพระอาทิตย์กลับเข้าไปหลบในนั้นอีก นี่จึงเป็นการคืนแสงสว่างสู่โลกอย่างแท้จริง

    แน่นอนว่าตำนานเรื่องนี้ทำให้มีความเชื่ออีกอย่างหนึ่งตามมาด้วย คือความเชื่อที่ว่าที่ตั้งของประตูหินของศาลเจ้าตอนบนนั้น แท้จริงแล้วเป็นหินที่เทพเจ้าองค์ดังกล่าวใช้ปิดปากถ้ำ

    นอกจากนี้ภายในเขตศาลเจ้ายังมีต้นสนสามตอที่มีอายุมากกว่า 800 ปีอีกด้วย

    สำหรับคนที่อยากมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ นอกจากจะได้เดินชมเส้นทางในศาลเจ้าแล้ว ก็อาจจะมีโอกาสได้ชมคลาสสอนศิลปะการแสดงระบำไดไดงารุที่หอแสดงระบำบวงสรวงเทพเจ้า(คางุระเด็น)อีกด้วย

    ข้อมูลเกี่ยวกับศาลเจ้าโทกาคุชิ (Togakushi Shrine)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Nagano ให้นั่งรถบัสไปยังศาลเจ้าโทกาคุชิ (ใช้เวลา 55 นาที ค่าโดยสาร 1,150 เยน) (ตั๋วไปกลับราคา 2,200 เยน)

    ที่อยู่

    • Togakushi-Jinja, Chusha-3506 Togakushi, Nagano, 381-4101

    โทร

    • 026-254-2001

    เวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เข้าชมได้ตลอดเวลา

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์


    19. วัดเซ็นโคจิ (Zenkoji Temple)

    Korkusung / Shutterstock

    วัดเซ็นโคจิ  (Zenkoji) มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,400 ปี วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปที่มีเสียงเล่าลือว่าเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

    ณ อาคารหลักของวัดเซ็นโคจินั้นได้รับการจดทะเบียนให้เป็นสมบัติของชาติในปี 1953 ส่วนประตูทางเข้าวัดหลัก หรือ Sanmon Gate และอาคารเก็บพระคัมภีร์เคียวโซ (Kyozo) นั้น ต่างก็ได้ขึ้นแท่นเป็นสมบัติประจำชาติที่ล้วนมีสำคัญต่อประเทศทั้งสิ้น

    SIHASAKPRACHUM / Shutterstock

    ถ้าใครต้องการมายังวัดเซ็นโคจิแห่งนี้ ปกติทางวัดจะเปิดให้เข้าชมพระพุทธรูปทุกๆ 6 ปี และครั้งต่อไปที่จะเปิดให้เข้าชมก็คือช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมของปี 2022

    เราหวังเป็นอย่างยิ่งเลยว่าพอถึงเวลานั้น ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 จะคลี่คลายลงแล้ว!

    ข้อมูลเกี่ยวกับวัดเซ็นโคจิ (Zenkoji Temple)

    วิธีเดินทาง

    • จากสถานี Nagano ให้นั่งรถบัสไปยังวัดเซ็นโคจิ (ใช้เวลา 10 นาที)

    ที่อยู่

    • Zenkoji, 491 Naganomotoyoshichō, Nagano, 380-0851

    โทร

    • 026-234-3591

    วันและเวลาทำการ

    • เปิดให้เข้าชมทุกวัน
    • เวลาที่เปิดให้เข้าชมคือ ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงจนถึง 16.30 น.

    ค่าเข้าชม

    • 500 เยน

    เว็บไซต์


    20. คารุอิซาวะ (Karuizawa)

    YingHui Liu / Shutterstock

    คารุอิซาวะ (Karuizawa) เป็นสถานที่พักผ่อนที่คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก เพราะที่นี่มีทั้งย่านชอปปิ้ง อาหารรสเด็ด และมีทิวทัศน์ที่สวยงาม

    สำหรับสายช้อป เราขอแนะนำย่านคิวคารุอิซาวะ กิงซา เพราะเป็นย่านชอปปิ้งที่สามารถเดินเล่นได้สบายๆ มีกลิ่นอายของความเก๋ความชิค

    ไม่ไกลจากย่านชอปปิ้ง เราสามารถไปชมความสวยงามของบ่อคุโมบาอิเกะ (Kumobaike Pond) ได้ และในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ทัศนียภาพนี้จะสวยงามยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีใบไม้โทนอบอุ่นประดับประดาอยู่ด้วย

    ถ้าได้นั่งรถออกไปอีกหน่อยจะมีน้ำตกชิราอิโตะ (Shiraito Fall) ที่มีลักษณะเป็นน้ำตกเตี้ยๆแต่กว้างมาก โดยที่มาของชื่อน้ำตกเป็นเพราะว่าน้ำที่น้ำที่ไหลลงจากที่สูงแล้วกระทบแผ่นน้ำด้านล่างมีลักษณะคล้ายใยไหมนั่นเอง

    ข้อมูลเกี่ยวกับคารุอิซาวะ (Karuizawa)

    วิธีเดินทาง

    • หากเดินทางจากโตเกียว ให้นั่งรถไฟ Shinkansen ไปลงสถานี Karuizawa (ใช้เวลา 80 นาที ค่าโดยสาร 5,500 เยน)
    • หรือนั่งรถบัสจากสถานี Ikebukuro (ใช้เวลา 3 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 2,700 เยน)
    • หากต้องการไปเที่ยวน้ำตกชิราอิโตะ ให้นั่งรถบัสจากสถานี Karuizawa ไปลงที่ป้าย Shiraito no Taki (ใช้เวลา 25 นาที ค่าโดยสาร 720 เยน)

    ที่อยู่

    • Old Karuizawa Ginza Street, 541 Karuizawa, Kitasaku District, Nagano 389-0102

    โทร

    • 0267-42-5211

    วันและเวลาทำการ

    • ร้านค้าต่างๆเปิดทำการทุกวัน ในเวลา 10.00 - 19.00 น.

    ค่าเข้าชม

    • ไม่มีค่าเข้าชม

    เว็บไซต์

     


    อาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดนากาโนะ

    หลังจากเที่ยวกันมาเพลินๆ เราไปดูกันเถอะว่าในจังหวัดนากาโนะมีอะไรน่าหม่ำบ้าง แต่บอกได้เลยว่าอาหารแต่ละอย่างที่เรานำมาเสนอนั้น เรียกได้ว่าดีงามพระรามสี่ไม่แพ้สถานที่ท่องเที่ยวในนากาโนะเลยทีเดียว เพื่อไม่ให้เสียเวลาเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าในนากาโนะนั้นมีอาหารอะไรที่น่ากินบ้าง


    1. ซันโซคุยากิ (Sanzokuyaki)

    ซันโซคุยากิเป็นของกินขึ้นชื่อของเมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto) เป็นเนื้อไก่หมักซอส โรยด้วยแป้งมันแล้วนำไปย่างไฟ แต่จริงๆแล้วเมนูนี้ยังมีกรรมวิธีการทำอีกแบบหนึ่งด้วย นั่นคือการทอด โดยเป็นการทอดเพื่อให้แป้งที่อยู่ด้านนอกมีรสสัมผัสกรุบกรอบ แต่เนื้อด้านในชุ่มฉ่ำไปด้วยรสของซอสเทริยากิที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับเนื้อไก่


    2. บาซาชิ (Basashi)

    ฉันหิวจนจะกินวัวกินม้าได้ทั้งตัวแล้วนะ!

    หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนบ่นแบบนี้เวลาหิวจัด สำหรับเจ้าวัวนั้นคงไม่แปลกอะไร เพราะยังไงเราก็กินน้องเป็นปกติอยู่แล้ว แต่กับเจ้าม้านี่สิ อาจดูประหลาดไปสักหน่อย

    แต่ถ้าใครก็ตามเจอเพื่อนตัวเองบ่นแบบนี้ที่นากาโนะเมื่อไหร่ ก็คงต้องพาเพื่อนไปจัดสักหน่อยแล้วล่ะ เพราะบาซาชิหรือเมนูที่เราภูมิใจนำเสนอนั้นก็คือซาซิมิเนื้อม้านั่นเอง!

    ได้ยินอย่างนี้ก็ไม่ต้องตกใจไปนะ เพราะบาซาชิเป็นของดีประจำจังหวัดนากาโนะเชียวนะ ถ้ามีโอกาสได้ไปชิมกันล่ะก็ คีบเข้าปากโลดเลยจ๊ะ!


    3. Soba (โซบะ)

    นากาโนะเป็นแหล่งผลิตแป้งบักวีต (buckwheat) ซึ่งเป็นแป้งที่ทำมาจากเมล็ดธัญพืช แป้งชนิดนี้เป็นอาหารที่สำคัญของญี่ปุน และเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำเส้นโซบะ จึงไม่แปลกใจเลยที่นากาโนะจะโด่งดังมากในเรื่องโซบะ ถึงขั้นที่ชาวญี่ปุ่นให้เครดิตเลยว่านากาโนะโซบะคือที่ 1 ในโลกหล้า!


    4. โอยากิ (Oyaki)

    โอยากิ คือการนำแป้งบักวีตมาห่อด้วยไส้ผักท้องถิ่นชนิดต่างๆของนากาโนะ รวมไปถึงผักดองโนซาวานะ (Nozawa-na) ด้วย

    ถ้าใครที่เป็นสายสุขภาพ สายฟิตเนส หรือสายกินคลีน ถ้าไปเที่ยวนากาโนะควรลองเมนูนี้ให้ได้เลยนะ!


    5. วาซาบิ (Wasabi)

    เนื่องด้วยแหล่งผลิตวาซาบิที่สำคัญของญี่ปุ่นอยู่ในจังหวัดนากาโนะ ดังนั้นเราจะพลาดลองความเผ็ดดุของวาซาบิเจ้าถิ่นไปได้อย่างไร จริงไหม? นอกจากนี้เรายังสามารถเข้าไปชมฟาร์มวาซาบิที่ฟาร์มไดโอวาซาบิ (Daio Wasabi Farm) ได้อีกด้วย


    6. องุ่นนากาโนะ (Nagano Purple)

    องุ่นนากาโนะ (Nagano Purple) เป็นองุ่นพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างพันธุ์เคียวโฮ (Kyohou) และพันธุ์ริซาแมท (Rizamat) จุดเด่นคือลูกใหญ่เต็มปากเต็มคำดี ส่วนรสชาตินั้น ไม่ต้องบรรยายก็รู้แล้วว่าอร่อย 555 เพราะทันทีที่กัดเข้าไปคำหนึ่ง รสสัมผัสแรกที่เราจะได้รับก็คือความกรุบของเปลือกองุ่น ตามมาด้วยความหวานฉ่ำที่พร้อมจะกระจายทั่วปากของเราโดยอัตโนมัติ

    ที่พิเศษมากกว่านั้นคือองุ่นนากาโนะไม่มีเมล็ด เราจึงทานได้อย่างเพลิดเพลินใจ ไม่ต้องมาเคี้ยวไปกังวลไปว่าต้องคายเมล็ดทิ้งตอนไหน และนี่ก็ถือเป็นข้อดีอันแสนประเสริฐในการกินผลไม้เลยทีเดียว สาธุ!

     

    ที่มา: รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่ต้องไปโดนสักครั้งใน 'จังหวัดนากาโนะ'

    ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่: fromJapan.info

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
sipu2619 (@sipu2619)
Useful and authentic Contents or information, my authentic website is similar to your wesite and we request for backlink's exchange.
https://www.digitalsteps.in/