exhibisyeonproudtone
เรียนรู้วิธีคิดแบบผู้บรรลุปณิธานทองคำขาว กับ “จุ๊บแจง พิริยาสินี”
  • I



    เรียนรู้วิธีคิดแบบผู้บรรลุปณิธานทองคำขาว
    กับ “จุ๊บแจง พิริยาสินี” หญิงที่ก้าวข้ามลิมิตของตัวเองได้เสมอ





    พิริยาสินี จุฬาสุวรรณ






    หลายคนที่รู้จักเกมจำลองชีวิตคน ‘The sims’ คงเคยเห็นเอกลักษณ์ของเกมคือเพชรบนหัวตัวละครซิมส์ ส่วนใครที่เคยเล่นก็คงรู้ว่าเพชรมีไว้บอกอารมณ์ สุขภาพหรือความต้องการตอนนั้น โดยปกติแล้วเพชรเป็นสีเขียว ถ้าเริ่มอารมณ์ไม่ดีจะซีดลง เปลี่ยนเป็นสีเหลือง แย่สุดคือสีแดง หลังจากนั้นซิมส์อาจจะสลบ ป่วย หรือตายไปเลย



    การจะประคองซิมส์ให้เพชรเป็นสีเขียวตลอดโดยไม่กดสูตรโกงก็ยากแล้ว ไหนจะกินข้าว อาบน้ำ ไปเรียน ทำงาน คบค้าสมาคม เราดูแลซิมส์ไม่ต่างจากชีวิตตัวเอง ซึ่งแน่นอน เกมมันไม่ยากเท่าชีวิตจริงหรอก 



    ถึงแม้ชีวิตจริงจะยาก ทำไมยังมีมนุษย์จริงๆ ที่เปลี่ยนเพชรเป็น ‘สีขาว’ ได้ด้วยล่ะ?



    อีกความท้าทายของเกมคือ นอกจากดูแลซิมส์ให้ใช้ชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายอย่างวัฏจักรปกติได้ คือผู้เล่นที่เก่ง แต่ใครที่ทำให้ซิมส์บรรลุ ‘ปณิธานทองคำขาว’ จนเพชรบนหัวเปลี่ยนเป็นสีขาวกระจ่างใส นั่นคือสุดยอดผู้เล่น เพราะซิมส์ไม่ได้ต้องการแค่ปัจจัยสี่ แต่มี ‘ความปรารถนา’ ที่อยากบรรลุ ซึ่งกว่าจะสำเร็จก็มีอุปสรรคไม่ต่างจากคน 


      
    วันที่เราเจออาจารย์ ‘พิริยาสินี จุฬาสุวรรณ’ หรือครูจุ๊บแจง ก็เป็นวันที่เธอสวมชุดสีขาวเช่นกัน
    ทุกก้าวการเดินอย่างมั่นใจ เสียงพูดฉะฉานของหญิงอายุ 43 ปี อดีตหัวหน้าแอร์โฮสเตสสายการบินอันดับหนึ่งของโลกอย่างเอมิเรตส์ (Emirates) ผู้มองเห็นโลกทั้งใบมาเกือบครึ่งชีวิต เราเหมือนเห็นเพชรแพลตินั่มสีขาวเปล่งประกายอยู่เหนือศีรษะเธอ ต่างจากเราที่ช่วงนี้เพชรบนหัวตัวเองกลายเป็นสีเหลือง ทว่าการพบกันครั้งนี้ คล้ายจะสะกิด ‘แถบความปรารถนา’ ของเราให้มันขยับขึ้นด้วยล่ะ





    ตอนนี้ทำงานอะไรอยู่คะ

    เป็นที่ปรึกษาบริษัท ทั้ง SME องค์กรใหญ่ๆ ด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล สอนการสื่อสารระหว่างทีม การคิดเชิงสร้างสรรค์ ถ้าสอนเน้นๆ จะเป็นเรื่องงานบริการบริการลูกค้าแบบ E-Commerce หลายช่องทางทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ อีกอย่างคือตอนนี้เป็นเจ้าของโรงเรียนชื่อ Firstclass Service Training เปิดสอนเกี่ยวกับการทำงานส่วนบุคคล การดูแลผู้บริหารระดับสูง ดูแลเศรษฐี เซเลป เปิดคอร์สนึงคือ Butler ที่ส่วนมากจะจัดการทรัพยากรในบ้านทั่วๆ ไปอย่าง อาหาร การเสิร์ฟ ไวน์ การจัดเลี้ยงดูแลแขก งานศิลปะ รถ เสื้อผ้า การบริหารจัดการสตาฟ พนักงานหรือ resoures ต่างๆ ในบ้าน ทุกอย่างเลย อีกคอร์สคือ Personal Assistant (PA) จะออกไปทาง business มากกว่า แต่ไม่เหมือนเลขาฯ ที่เกี่ยวกับส่วน admin





    ก่อนหน้านี้ทำอะไรมาบ้าง

    หลังเรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ สาขาการโฆษณาก็เริ่มทำงานที่การบินไทย เป็นพนักงานภาคพื้นแผนกกองบริการพิเศษ Special Service Department (LP) ดูแลผู้โดยสารอยู่ปีครึ่ง ก็ไปสอบเป็นแอร์ฯ ที่เอมิเรตส์ 





    ที่อยากเป็นแอร์เพราะอะไรคะ

    อยากเห็นโลก อยากเที่ยวฟรี อยากไปเที่ยวรอบโลกแล้วมีคนจ่ายเงินให้เที่ยว อยากเที่ยวไปรวยไปค่ะ ทำอยู่สิบห้าปีจนได้เป็นเพอร์เซอร์ (หัวหน้าลูกเรือ)





    แล้วการสมัครเป็นเพอร์เซอร์ต้องทำอะไรบ้าง หรือว่าต้องรออายุงาน

    โอ้ ทำเยอะค่ะ อายุงานไม่เกี่ยว บางคนอยู่เป็นสิบปียังไม่ได้เป็นเลย พูดตรงๆ ก็คือต้องเก่ง





    เก่งด้านไหนบ้าง

    ทุกด้านที่เป็นความรับผิดชอบของเราค่ะ ก่อนเป็นหัวหน้าได้ก็ต้องเป็นรองก่อนเนอะ เรียกว่า SFV (Senior Flight Steward/Stewardess) พี่ก็ทำงานได้ดีมาก การทำงานก็ต้องรักษามาตรฐานว่าไม่ใช่แค่จัดการตัวเองแล้ว แต่มันเป็นการจัดการทีม ผู้โดยสาร ถ้าเขามีปัญหาเราจะเข้าไปดีลยังไง จัดการทรัพยากร เวลา ทำยังไงไม่ให้ไฟลท์ดีเลย์ มีอีกเยอะเลยค่ะ ก็ทำจนเข้าตากรรมการ ที่จริงเขาไม่ได้เปิดรับตำแหน่งเพอร์เซอร์เกือบสองปีแล้ว แต่พอพี่สมัครพี่ก็ได้เลย ถามว่าทำไม ก็ถ้าไม่ใช่เรา ก็ไม่น่าจะใช่คนอื่น เพราะที่ผ่านมารู้ตัวว่าทุกไฟลท์ที่ทำพี่ทำเต็มร้อย ทำสุดฝีมือ ทำอย่างสนุก แพสชันเต็ม พี่รักการออกไปบิน เดินอยู่ในเคบินเหมือนเดินอยู่ในห้าง ในสนามเด็กเล่น มีความสุขสุดๆ เลย คือพอเป็นแพสชันแล้วผลงานมันดี ผู้จัดการเขาก็ต้องเห็น ซึ่งตอนนั้นมีหลายคนที่รออยู่ในลิสต์ แต่พอพี่ไปปุ๊บ เขาดึงพี่ไปปั๊บ ก็มีโดนเมาท์ โดนอิจฉาเหมือนกัน





    มีวิธีรับมือกับสิ่งเหล่านั้นยังไง

    ช่วยไม่ได้ อยากได้ก็ไปทำของตัวเองให้ดี





    แล้วมีช่วงที่เบื่อ หรือไม่มีความสุขบ้างไหม

    ก็มีช่วงที่เหนื่อย ต้องอดนอน แต่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ เวลาทำงานก็ไม่ได้ดีดตลอดเวลา แต่ดีตรงที่พี่รักในจุดที่ตัวเองอยู่ แล้วรู้ว่างานมีทั้งด้านดีและเสีย พี่รับได้หมด ไม่มีใครบังคับให้มาทำ พูดถึงลูกเรือคนอื่นที่ทำงานบริการแล้วบ่น พี่ก็คิดนะว่าจะนั่งทนแล้วบ่นไปเพื่ออะไรถ้าไม่มีความสุข ชีวิตยูมีตัวเลือกเยอะมาก





    บางคนเขาอาจจะมีข้อจำกัดด้านการเงิน ครอบครัว

    มันมีชอยส์อื่นที่ได้เงินดีเหมือนกัน บางคนก็อยู่เพราะความจำนน ไม่ได้พยายามจะออกไปจริงๆ พี่มักจะได้ยินลูกเรือพูดว่า ไม่รู้จะออกไปทำอะไร ซึ่งพี่ว่ามันก็มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด แม่ค้าออนไลน์ยังขายของได้วันละเป็นแสนเลย อินฟลูเอนเซอร์ยูทูปก็คลิปละเป็นแสนแล้ว ชีวิตง่ายกว่าเป็นแอร์ฯ ด้วย แต่มันก็คงจะมีแหละที่ no choice แต่ก่อนที่จะบอกว่า no choice เนี่ย ได้ try หรือยัง





    แล้วทำไมถึงลาออกจากการเป็นแอร์ฯ คะ

    อิ่มตัวมากแล้วค่ะ เพราะตำแหน่งตัวท็อปเราก็ได้แล้ว ไม่ใช่ได้ธรรมดา แต่เป็นหัวหน้าที่ลูกเรือรักมาก ถึงขั้นถ้าลูกเรือป่วยหรือไฟลท์เยินแค่ไหนแต่เขาก็จะออกมาบินเพราะเห็นหน้าพี่ เพราะรู้ว่าเป็นพี่ ไฟลท์มันจะดี ทำงานก็ได้รางวัล ได้ทั้งใบประกาศ ได้ทั้งเงิน สอบได้เต็มร้อยทุกปี มาตรฐานงานพี่เป๊ะจนขึ้นไปปุ๊บนึกออกเลยว่า 1-2-3-4 มีอะไรบ้าง หลับตาเดินถอยหลังก็ยังได้ จะเอาอะไรอีก รวยก็รวย โลกก็เห็นมาสิบห้าปี จนเดินทางมาถึงจุดที่เหนื่อยจนไม่อยากออกจากห้องแล้ว เพราะฉะนั้น พี่ออกมาด้วยใจที่เต็มเปี่ยม grateful ขอบคุณประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี พี่ไม่มีอะไรค้างคาใจเลย ก็ออกมาทำอย่างอื่นดีกว่า





    แล้วก่อนที่จะมาทำธุรกิจส่วนตัว ได้ทำอะไรก่อนหน้านี้ไหมคะ

    ไปเรียนคอร์สเซฟอยู่ที่ทัสคานี อิตาลีปีนึงค่ะ จริงๆ เรียนแค่สามเดือน แต่อยากพักร่างกายที่ jetlag เป็นสิบปี ถ้าจะพักก็อยากอยู่ในที่สวยๆ บรรยากาศดีๆ พอกลับมาก็ได้บินเจ็ทส่วนตัวให้กับมหาเศรษฐีท่านนึงในเมืองไทย ได้ไปดูแลตระกูลเศรษฐีที่ดูไบ แล้วกลับมาทำที่ปรึกษาเนี่ยค่ะ ทำได้ปีนึงแล้วก็เปิดบริษัทของตัวเอง





    ตั้งแต่ที่ทำมา ชอบงานไหนที่สุดคะ

    (คิดนาน) ชอบทุกงานเลย ไม่เคยเลือกทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ





    ถ้าอยู่ๆ ทำไปแล้วไม่ชอบล่ะคะ?

    ไม่ใช่สิ ไม่เลือกตั้งแต่แรก ก็รู้ว่าไม่ชอบจะเลือกทำไม





    แล้วอาจารย์รู้ตัวเองได้ยังไงคะว่าชอบหรือไม่ชอบอะไร

    ความรู้สึก ถ้าเราอยู่กับสิ่งที่ชอบ มันไม่มีอะไรเป็นตัววัดเลย เพราะใจเราบอกว่าอยู่ตรงนี้ที่เป็นที่ของเรา แล้วมันทำให้เรามีความสุขค่ะ เรียกว่าฟังเสียงตัวเองมั้ง แต่พี่บางทียังไม่ชัดเลย ไม่ได้เป๊ะทุกเรื่อง แต่ถ้ามองโดยภาพรวมก็ถือว่าทำได้ดี ไม่ได้ทุกข์กับชีวิตม.ปลาย มหา’ลัย หรือการทำงาน





    แล้วมีเรื่องไหนที่ทำไม่ได้บ้างคะ

    เยอะแยะไป อย่างการแยกออกมาทำบริษัทตัวเอง ได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนก็มีความยากในการเรียนรู้ พี่ทำบัญชี-ภาษีไม่เป็น แต่มีความตั้งใจก็ต้องลองทำก่อน พอทำพัง พอไม่รู้ก็ต้องไปถามคนที่รู้จนมันรู้ขั้นมา อยากได้อะไรก็ลงมือ ถ้าสิ่งที่เลือกมันสำคัญ มีความหมายกับเรา มันทำให้ถึงจะล้มกี่ครั้งเราก็จะลุกขึ้นมาทำให้สำเร็จ





    แล้วตอนที่ไปเรียนคอร์ส Butler ที่อังกฤษ ไปช่วงไหนคะ

    ตอนยังเป็นแอร์ฯ อยู่ค่ะ ลาพักร้อนไปลอนดอนสองอาทิตย์ เนื่องจากว่า พอเต็มอิ่มกับชีวิตแอร์ฯ แล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อดี โดยที่ไม่ต้องกลับมาเป็นลูกจ้างเงินเดือนน้อยที่่ไทยใหม่ เพราะกว่าจะได้เป็นเพอร์เซอร์มันไม่ง่าย พี่มีทั้งประสบการณ์และความรู้ เป็นทรัพย์มหาศาลที่ไม่มีใครเหมือน มันมีคำพูดที่ว่า ‘พอเรามองหา เราก็จะมองเห็น’ ก็ไปเจอสิ่งนี้ในนิตยสาร ใจบอกว่าใช่ก็ส่งอีเมลไปสมัครเรียนเลย ได้เป็นคนไทยคนแรกของโรงเรียน British Butler Academy ป่านนี้ไม่รู้ยังเปิดอยู่ไหมนะ เพราะเจ้าของย้ายกลับประเทศไปแล้ว พี่เลยมาตั้งโรงเรียนของตัวเอง (หัวเราะ) ฟิน! ซึ่งเชื่อว่าพี่ทำได้ดีกว่า เพราะมันมาจากฐานทำงานยี่สิบปี ไม่ใช่การไปเรียนแค่สองอาทิตย์ ทั้งจากทำที่การบินไทย จากการเป็นแอร์ฯ ที่ต้องเจอผู้โดยสารไม่รู้กี่แสนคน อย่างน้อยชั่วโมงบินก็เกินสองหมื่นแล้ว จนประสบการณ์กลายเป็นแกนกลางที่อยู่ข้างใน แล้วการเรียน Butler คือเชอร์รี่ที่อยู่ข้างบน


    แล้ววิชาที่เป็น 7 stars หรือ Personal life service พี่ไม่เคยเรียน พี่อยากรู้ว่ามันคืออะไร ที่พี่รู้คือชอบงานการดูแลตัวต่อตัวมากกว่างานแมส คือบินเฟิร์สคลาสพี่ไปห่มผ้าให้ผู้โดยสารได้ มีเวลาจัดชา ใส่น้ำหอมในผ้าร้อน จัดอะไรสวยๆ ได้ แล้วพี่รักการประดิษฐ์ แต่ชั้นประหยัด คนเยอะกว่าแต่เวลาน้อยกว่าก็ต้องไว พี่รู้ตัวว่าชอบงานบริการที่มันละเมียดเลยไปเรียนสิ่งที่ชอบ ตอนสมัครก็บอกเขาว่า ฉันเชื่อว่าคนไทยเก่งงานบริการไม่แพ้ใครในโลก เห็นจากตัวเองที่สามารถขึ้นมาเป็นหัวหน้าลูกเรือมากกว่าร้อยกว่าสัญชาติได้ แล้วถ้ามีความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติม เอาสิ่งดีๆ มาถ่ายทอดต่อได้ เราจะสอนนักเรียน หรือจะทำอะไรก็ได้ อย่างน้อยเราก็ได้กับตัวเอง





    ได้กับตัวเองนี่คืออะไรบ้าง

    ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากการเรียนทำให้ได้ประสบการณ์ที่นั่งอยู่เฉยๆ คงไม่ได้ประสบการณ์ที่ไปอยู่บ้านมหาเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมัน คงไม่มีใครเชิญไปทำ ยิ่งการเรียนบอกเครดิตที่สำคัญ เพราะทุกคนที่เรียนไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับเชิญให้ไปทำตรงจุดนั้น เขาเห็นว่าคนนี้ ทำงานดี ไว้ใจได้





    อาจารย์ดูเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองมากๆ

    ที่จริงพี่เป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเองเลย แต่ที่ดูเหมือนเชื่อมั่นคือ พี่รู้ว่าวันที่ล้มก็ลุกขึ้นได้ ถึงพลาด แต่พี่มีใจเตรียมพร้อม บางครั้งถ้าต้องออกไปคุยงานกับลูกค้า ปกติทำงานบริษัทจะมีเซลล์ไปขายงานให้ พอต้องไปขายเองก็กลัวเหมือนกัน แต่ตัวเลือกของเราคืออะไร นั่งอยู่บ้านแล้วจน ไม่มีข้าวกินเหรอ หรือจะฝ่าความกลัวของตัวเองออกไปทำงานที่ต้องทำให้เสร็จ ถึงกลัวแค่ไหนก็ต้องออกไปทำ อย่างก่อนไปสอนก็กลัวบ้าง โอย ไม่น่าทำงานนี้เลย มีอารมณ์นอยด์แหละ แต่ถ้าไปสอนแล้วพูดผิด พี่จะขอโทษ แล้วกลับมาเป็นบทเรียนให้ครั้งหน้าทำได้ดีขึ้น





    แล้วคนที่ไม่กล้าจะที่จะฝ่าความกลัวออกไปต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองยังไง

    คนเราคงจะมีความกลัวที่ต่างกัน ถึงคนเป็นร้อยไปบอก แต่ถ้าเขาจะไม่ทำก็คือไม่ทำใช่ไหม การจัดการกับความกลัวสำหรับพี่คือ ทำไปเลย เพราะถ้านั่งกลัวอยู่มันไม่หาย หรือไม่ก็ทำการบ้านดีๆ เตรียมไปให้พร้อม จริงๆ น่าคิดว่าชีวิตที่ต้องอยู่กับความกลัว แล้วไม่ออกไปทำสิ่งที่ควรทำ ผลลัพธ์มันจะเป็นยังไง





    อาจารย์กลัวว่าทำแล้วจะไม่ประสบความสำเร็จไหมคะ

    กลัวสิ ถึงได้ต้องทำไง ขนาดทำบางเรื่องยังไม่สำเร็จเลย แล้วถ้าไม่ทำมันจะขนาดไหน





    ถ้าทำแล้วเฟล

    เฟลก็ทำใหม่





    จัดการความรู้สักตัวเองยังไง

    หายใจลึกๆ อยู่กับตัวเอง ยอมรับว่าเฟลจริง แล้วสุดท้ายยังไง โลกจะแตกไหม มันแปลว่าเราเป็นคนชั่วหรือเปล่า มันเฟลเพราะเราไม่รู้ อาจจะโดนคนอื่นนินทาแต่เขาก็ไม่ได้มารับผิดชอบเรา เราต้องรับผิดชอบตัวเอง สุดท้ายคือชอยส์อะไรล่ะ นั่งรอ กลัวเสียงของคนอื่นตัดสินเพื่ออะไร เพราะถ้าฝ่าไปได้จะมีความสุขอีกเยอะที่เราจะได้ ชีวิตคนไม่มีใครสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนที่ไม่เฟลเลยสิน่ากลัว เพราะสุดท้ายคือ คุณทำอะไรอยู่





    ไม่เฟลก็ดีแล้วหรือเปล่าคะ

    ชีวิตที่เพอร์เฟกต์เหรอ ไม่มี ขนาดพี่ทำทุกอย่างที่พี่ชอบ ก็ยังมีวันที่โดนผู้โดยสารด่าเลย พี่ว่าแปลกนะที่คิดว่าไม่เฟลเท่ากับดี มันก็ได้แหละ แต่การที่เรานั่งอยู่กับที่เทียบการที่พี่เป็นเพอร์เซอร์ พี่อยู่ตรงนั้นไปจนแก่ก็ได้ แต่ก็จะพลาดโอกาสดีๆ ไป การลงมือทำแล้วไม่สำเร็จมันเป็นเรื่องปกติมาก เราสามารถ recover แล้วเดินหน้าต่อ การที่คุณไม่เฟล คือคุณไม่ได้ใช้ชีวิต สิ่งที่คุณได้มามันคืออะไร คุณชอบไหม





    สรุปแล้วสำหรับอาจารย์ ‘การใช้ชีวิต’ คือการทำอะไรใหม่ๆ

    ถ้ายังเป็นตอนเด็กๆ กว่านี้จะตอบว่าใช่ แต่ในวันที่เราสี่สิบแล้ว การใช้ชีวิตมันมากกว่าการเดินทางรอบโลกแล้วล่ะ เรื่องเงิน เที่ยวพอได้เต็มแล้ว มันมีสิ่งสำคัญกว่านั้น สิ่งที่อยากทำก่อนตายจากไปคือต้องการทำอะไรที่เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ หรือสำคัญมากต่อชีวิต นั่นคือจิตวิญญาณ หรือศึกษาพุทธศาสนา เป็นคนดีขึ้น พัฒนาตัวเองให้ดีกว่าเมื่อวาน การทำงานที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ การเอาองค์ความรู้มาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง ให้เขาขึ้นไปเป็นเบอร์หนึ่งได้อย่างเรา สิ่งที่เราได้รับมาจนเต็ม เราให้คืนไปได้มากพอหรือยัง 





    คิดว่าอายุที่เปลี่ยนผ่านไปอีกจะเปลี่ยนไปอีกไหม

    ยังไม่รู้นะ แต่มันคงไม่หลุดไปจากนี้ พวกการทำเพื่อคนอื่น ตอบแทนประเทศชาติ เพราะพี่รู้จักตัวเองมากพอที่จะไม่เปลี่ยนแกนกลางจากตรงนี้ไปเป็นเรื่องอื่น 





    ทำเพื่อคนอื่น แล้วคิดจะทำเพื่อตัวเองบ้างไหมคะ

    โคตรทำเลย ชีวิตที่ผ่านมาก็ทำเพื่อตัวเองมาตลอด การทำงานส่วนนึงก็ให้ตัวเอง แต่อีกส่วนคือ ตอนเป็นแอร์ฯ ไม่ได้มองว่าออกมาเสิร์ฟไก่ เสิร์ฟปลา แต่มองว่าวันนี้พี่ออกมาดูแลชีวิตคนอื่น มาช่วยเหลือคน แล้วพี่ได้ทำบุญทำทานทุกวัน มันได้ทั้งสองฝ่ายเลย ให้คนอื่น ให้ตัวเองด้วย พอทัศนคติในการทำงานเป็นแบบนี้ พี่ถึงอยู่ได้ พี่ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อที่จะออกมาต้องทำงานเหนื่อย ต้องมาเสิร์ฟใครก็ไม่รู้ คิดว่าการทำงานกับคนหนึ่งคน เอาน้ำมาเสิร์ฟให้เขาหนึ่งแก้วคือพี่ได้บุญ เนี่ยคือการให้ตัวเอง 


    พอคนเราคิดต่างกัน สิ่งที่ได้เลยต่างกันด้วย พลิกวิธีคิดนิดเดียวคุณก็ขึ้นสวรรค์แล้ว สิ่งที่พี่ทำแล้วเกิดประโยชน์ คือคนอื่นได้ พี่ก็ได้ แล้วพี่ได้ก่อนด้วยตั้งแต่ตัดสินใจจะให้ พี่ได้ความสุข สบายใจ เป็นคุณค่าของชีวิตที่พี่ให้ตัวเองทุกๆ นาที ในขณะที่ให้คนอื่น








    ตอนเรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อนก็บอกว่าเก่ง ซึ่งจริงๆ เราแค่ทำในสิ่งที่รัก และเราก็อยากตื่นมาอ่านทุกวันเพราะเรารักมัน ไม่ได้มีเหตุผลอื่น พอรักก็อยากอยู่กับมัน รู้จักมันให้มากขึ้น เราเลยทำได้ดี







    .



Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in