exhibisyeonproudtone
ขอให้งานนี้ไม่มีโชคร้าย: พูดคุยกับคนสายโฆษณาที่ดวงเป็นที่พึ่งทางใจ



  •  ดวง 


    เป็นความเชื่อที่ผูกติดกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน การทำนายดวงสามารถลิขิตการใช้ชีวิตของคนได้อย่างจริงจัง ไม่ว่า ‘คน’ ที่กล่าวถึงนั้น จะใช่คน...หรือไม่ใช่คนจริงๆ ก็ตาม 



    เพราะเรื่องชะตาฟ้ากำหนดนี้ยังเกี่ยวพันแนบแน่นกับ ‘จวง–สุจิตรา’ นางเอกนิยายแชต ‘ระบำดวง’ จากแอปจอยลดา ว่าด้วยชีวิตของคนเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งสีสันของเรื่องคือการที่ตัวละครหลักหมกมุ่นเรื่องดวงจนเกินวิถีที่มนุษย์ปุถุชนเขาเชื่อกัน ดวงแทบจะเป็นทุกอย่างในชีวิต ส่งผลไปถึงการทำงานในฐานะ Copywriter ของเธอด้วย



    ฌ็องเอลิเซ่–ชฎา Account Director กำลังตำหนิ จวง–สุจิตรา



    ถ้าจวงมีจริงบนโลกใบนี้ เราก็สนใจอยากจะถามเธอว่าทำไมเชื่อถึงขนาดนั้น แต่เพราะจวงไม่มีอยู่จริง อย่างน้อยเรื่องราวก็ต้องมีที่มาที่ไปหรือในภาษานิยายคือ บางส่วนอาจมี Based on a true story บ้าง เมื่อเราถามหนึ่งในสองของผู้เขียนระบำดวงอย่าง ‘ฟางข้าว–จิตวีร์ จิตรรังสรรค์’  ที่ทำอาชีพและตำแหน่งเดียวกันกับจวงแล้ว



    “จวงเนี่ย ถ้าพูดตรงๆ คือมีเราไปแล้ว 60%” 




    ______






    เชื่อเรื่องดวงขนาดจวงเลยหรือเปล่าคะ

    ฟางข้าว: “จริงๆ เราจะเชื่อเรื่องดวงเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สบายใจบางอย่าง ไม่ได้ติดการดูดวงตลอดเวลา ถ้าดูก็จะดูขำๆ อย่างดวงประจำปีของ CLEO อันนั้นเชื่อนิดนึงเพราะแอบตรง แต่เขาคงเขียนเก่งแหละ แบบปัญหาที่คนน่าจะเจอก็เอามาเขียน ส่วนเรื่องใส่เสื้อสีตามดวงประจำวันก็ทำจริง แต่มันสนุกที่ต้องใส่เสื้อให้ตรงกับตาราง”



    ฟางข้าวที่สวมเสื้อยืดสีแดงเลือดหมูกล่าว ข้างๆ กันเป็น ‘แวง–อัญชณิการ์ อนันตสมบูรณ์’  Copywriter ร่วมทีมซึ่งสวมเสื้อคลุมมีส่วนของสีแดงเลือดหมูเช่นกัน อันที่จริงแล้วเธอเชื่อเรื่องดวงมากกว่าฟางข้าวเสียอีก



    แวง:  “มีช่วงนึงเราทาเล็บเสริมดวง คือเนื้อมันมีส่วนผสมของหินหรือคริสตัล แต่ละสีก็จะช่วยเรื่องค้าขาย การงาน คนอุปถัมภ์ ดวงดี โชคหล่นทับ ความรัก อะไรแบบนั้น ก็มีช่วงนึงเชื่อเพราะทาแล้วถูกหวย เพราะเขาบอกว่าทาแล้วจะมีโชคเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ตอนนั้นเลยเหมามาทุกสีเลย”





    ซ้าย ฟางข้าว–จิตวีร์ ขวา แวง–อัญชณิการ์


    การทำงานเอเจนซี่เป็นยังไงบ้าง


    แวง: “คือสังคมเอเจนซี่มีคนเข้าออกเยอะ (ฟางข้าว: ทุกเดือน) ใช่ มันจะไม่เหมือนบริษัทใหญ่ๆ เอเจนซี่มันจะหมุนเวียนกัน ในแง่ของการทำงานก็ทำ 1-2 ปี มันโคตรสั้น คนที่อยู่ได้เกิน 1 ปีนี่นานมากเลยนะ” 



    ฟางข้าว: “ถ้าออกภายใน 4 เดือนเนี่ย ธรรมดา แค่ผ่านโปร”




    ทำไมคนถึงออกเร็วล่ะ


    แวง: “เคยมีมา 2 วันแล้วหายไปเลย บางคนเครียด ทำงานอยู่แล้วร้องไห้กลับบ้านก็มี เพราะการทำงานมันยืดหยุ่นมาก ทำงานถึงกี่โมงก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้ ไหนจะเรื่องเจอลูกค้าประหลาด เจอ AE (Account Executive) แปลกๆ แล้วเรื่องตัวงานอีก อย่างวันนี้ดี วันรุ่งขึ้นโดนเทงาน ต้องทำใหม่หมดเลย คนทำงานก็ไม่แฮปปี้เพราะการสร้างสรรค์มันไม่ใช่แป๊บเดียวที่จะคิดออก การทำงานครีเอทีฟมันไม่รู้ว่าเราจะคิดออกได้อีกเมื่อไหร่ ไม่เหมือนงานสายอื่นที่เป็นแพทเทิร์น สอน ทำเป็นก็คือทำเป็น แต่ด้านนี้คือ แล้วยังไง มันจะไปไหนได้”



    แต่ผนังออฟฟิศมีกรอบรูปแขวนอยู่ เป็นรูปจากปาร์ตี้ของเอเจนซี่ มีการประกวดชุดแฟนซีน่าสนุก ผู้คนยิ้มแย้มรวมกลุ่มถ่ายรูปกัน ดูเป็นออฟฟิศในฝันที่ work hard play harder แถมที่ทำงานแห่งนี้ยังตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพ เป็นสาวออฟฟิศเดินสยาม ตอนที่เราเดินเข้ามาที่นี่ ผู้ใหญ่วัยทำงานก็ดูกระฉับกระเฉงคล่องตัว บรรยากาศสงบเคล้าเสียงพูดคุยปนหัวเราะ จากมุมมองคนนอก เราคิดว่าคนทำงานสายนี้คงจะเฮฮา สุขภาพจิตดีกว่าคนทั่วไป แต่ทำไมกลับเครียดขนาดนั้น






    กรอบตรงกลางพนักงานแต่งตัวเป็นเสากรีก เพื่อชิงเงินรางวัล





    ฟางข้าว: “เราซึมเศร้าจากภายในกันทั้งนั้น มันสะสมมาเรื่อยๆ ไม่รู้ตัวกันหรอก”



    แวง: “ตอบไม่ได้ มันหลายเรื่อง อย่างอาชีพอื่นถ้าเขาทำผิดพลาด เขาก็จะรู้แล้วว่าผิด แต่การทำครีเอทีฟเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราทำผิดพลาดจริงๆ หรือเปล่า ขายงานไม่ได้เราผิดจริงๆ เหรอ เราไม่รู้ว่าถ้าเราไปขายงานแล้วลูกค้าไม่เอาเรา ไปเอาอีกเจ้า เรากลับมาหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมเราถึงผิด ก็เขาแค่ไม่ชอบ มันเป็นเรื่องไอเดียล้วนๆ กับงานสายนี้ แต่เราก็กดดันตัวเอง ทำไมไอเดียเราไม่ดีวะ เรากลับมาถามตัวเองตลอด มันไม่ใช่การพัฒนาตัวเองว่า อ๋อ วันนี้เราทำผิดพลาดนะ พรุ่งนี้จะเรียนรู้ใหม่ แล้วเราก็จะไม่ทำผิดอีก”



    ฟางข้าว: “บรีฟที่ได้รับเหมือนกัน ไม่ได้หมายความว่าเข้าใจแบบเดียวกัน เช่น บรีฟคือ อยากได้แมวหรูหรา แล้วจะรู้ได้ไง หรูหราแปลว่าขนฟูเหรอ หรือแมวแพง แมวประกวด แมวที่สุขภาพดีโดยที่ไม่จำเป็นต้องแพงก็ได้? หรือแมวอะไรก็ได้ที่มีความหยิ่ง มีความหรูหราในตัวเอง คือมันต้องตีโจทย์ให้แตก แล้วจะรู้ได้ไงว่าเราตีโจทย์แตกมั้ย”



    แวง: “ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาแบบไหน รู้แค่อยากหรูหราแต่ไปไม่ถูกว่าจะหรูหราทางไหน เขาเลยต้องพึ่งเอเจนซี่ สมมติ 3 เจ้าทำมาหรูหราหมดแต่คนละแบบ เขาก็เลือกอันที่ชอบแค่นั้นเอง แต่ทุกคนทำตรงบรีฟเหมือนกันนะ เราก็เลยสูญเสียความเป็นตัวเองในเรื่องรสนิยม เพราะเราใส่ความเป็นตัวเองลงไปในงาน แต่ลูกค้าไม่ชอบ ลูกค้าไม่ซื้อ แล้วทำแบบไหนถึงจะซื้อวะ มันเลยเหมือนเราไม่มีทางออก เลยหาทางออกโดยการพึ่งดวง”



    ในขณะที่อยู่ในหัวข้อเรื่องดวง พอถามพนักงานที่เดินผ่านมาทุกคนว่าเชื่อเรื่องดวงมั้ย มีคนหลากหลายตำแหน่งตั้งแต่ Graphic Designer, Project Manager (PM), Key Opinion Leader (KOL) Specialist, Account Executive (AE) และอีกหลายตำแหน่งที่ฟางข้าวกับแวงกล่าวถึง น่าแปลกใจที่ทุกคนล้วนเชื่อ แม้แต่ ‘เกรซ–Senior Digital Strategic Planner’ ที่ดูปราดเปรียว พูดจาฉะฉาน ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเชื่อเรื่องดวง 





    เกรซ–Senior Digital Strategic Planner





    เกรซ: “เพราะเราทำงานกับคนอะ เรารู้ว่าคนมันเชื่อไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราเลยเชื่อสิ่งที่มันเหนือธรรมชาติ เข้าใจเปล่า เพราะธรรมชาติมันเชื่อไม่ได้ แล้วคนมันคือธรรมชาติ อย่างฝนจะตกก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีสาเหตุ เราจึงคิดว่าสิ่งที่มองไม่เห็นมันเชื่อถือได้มากกว่า เพราะสิ่งที่มองเห็นมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา


    สมัยก่อนเราไม่เคยเชื่อดวงเลย เราเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเองมาก แต่มาถึงจุดนึงเราหันมาเชื่อดวงเพราะเรารู้สึกว่า เราทำด้วยตัวเองทุกอย่างถึงจุดที่เราไม่สามารถทำได้อีกแล้ว ถึงจุดสูงสุดของเราแล้ว เราทำมากซะจนแบบ แม่ง อะไรสักอย่างแม่งต้องเห็นใจเราแล้วเปล่าวะ กูทำทุกอย่างแล้วนะ จนมันไม่สำเร็จสักทีก็ต้องหาทางออกเพราะคนมันคือปัจจัยอื่น เราควบคุมไม่ได้ แม้แต่พระเจ้าเราก็ควบคุมไม่ได้ แต่เราคิดว่าเขาคงรู้สึกสงสารแหละ ที่ทำถึงที่สุดแล้ว จนต้องไปถามมึงแบบพรุ่งนี้กูใส่เสื้อสีอะไรดี แสดงว่ากูไม่มีอะไรที่จะยึดเหนี่ยวในชีวิตได้อีกแล้วนะ



    เราไม่เชื่อเรื่องการใส่เสื้อตามสีวัน หรือการไปไหว้พระ เราไม่ได้เชื่อคนที่บอกว่าพรุ่งนี้ใส่สีแดงแล้วให้ไปไหว้พระพิฆเนศ แต่เราเชื่อหมอดูที่ซัพพอร์ตในเชิงจิตวิทยาและหลักเหตุผล เพราะเขาพูดในสิ่งที่เราอยากได้ยิน พูดในสิ่งที่เราคิดว่าคนข้างบนคงได้ยิน เพราะเราพูดแบบนั้นอยู่ในใจ ประมาณว่าถ้ามึงพูดกับพระเจ้าได้ พระเจ้าก็คงพูดกับมึงแบบนี้กลับมา มันเหมือนห้องสารภาพบาปสำหรับเรา




    ตารางสีเสื้อมงคลประจำวัน แปะอยู่ที่กระจกห้องทำงาน



    ยังมีคนในออฟฟิศเชื่ออีกมั้ย ไม่ใช่เรื่องดวงก็ได้


    ฟางข้าว: “มี AD คนนึงเขาจะบูชาพระอยู่บนโต๊ะ จะเช่าพระ พระองค์นั้นต้องมีให้ได้ PM ต้องมีบทสวดไล่มาร ก็คือไล่ AE หรือก่อนจะไป Pitching (ขายงาน) เขาก็ต้องไปไหว้ศาลพระภูมิที่หน้าตึกนั้น ก็ถวายน้ำแดง ไหว้ตั้งแต่ขั้นตอนยื่นซองว่าฉันจะพิชชิ่งจ้า แล้วจะไลน์มาบอกว่า ผมเป็นตัวแทนทุกคนมาไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้เป็นสิริมงคลแก่ทีมเรา เอาบุญมาฝากครับ พอไปจริงๆ ก็ไหว้อีก เห็นเขาไหว้ตลอด


    แวง: เพราะการไปพิชชิ่งถือว่าเราได้เงิน เราไปขายมาแล้วได้งานทำ ไม่ใช่แค่บริษัทได้ประโยชน์ แต่พนักงานในบริษัทก็ได้ผลประโยชน์ด้วย อาจจะได้โบนัส เงินเดือนขึ้นถ้าขายโปรเจคใหญ่ๆ ได้




    สรุปแล้วดวงทำให้มั่นใจ สบายใจ

    แวง: “ก็สบายใจขึ้น ทำให้ไม่กลับไปคิดเรื่องงาน แต่ไปคิดเรื่องดวงแทน”



    ฟางข้าว: “แบบเปิดไลน์ดวงทำนายขึ้นมา วันนี้จะเป็นแบบนี้ๆ หรือต่อให้วันนั้นทำนายว่าเราจะแย่ แต่ถ้าเราทำได้ดีเราจะรู้สึกดียิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เหมือนเราชนะอะไรสักอย่าง”




    มีอย่างอื่นที่ทำให้สบายใจขึ้น หรือช่วยยึดเหนี่ยวเราไว้นอกจากดวงหรือเปล่า


    ฟางข้าว: “ติ่ง น้องเซจอง (ไอดอลเกาหลีตัวจริงของจวง) กินเบียร์วันเว้นวัน”


    แวง: “ของเราคือการไปเที่ยวต่างประเทศ ตั้งเป้าไว้เลยว่าปีละ 4 ครั้ง คือ 3 เดือนครั้ง”




    ไปที่ไหนมาบ้าง


    แวง: “แถวๆ นี้แหละ เกาหลี ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์”




    ไปฮ่องกงมั้ยคะ ได้ยินว่าพระที่นั่นดัง


    ฟางข้าว: “เราเพิ่งไปมา...เออว่ะ เราเพิ่งมาเป็น (เชื่อเรื่องดวง) หนักๆ ก็ตอนทำงานเนี่ย เพราะตอนไปเราขอให้คนร้ายๆ คนนึงออกไปได้แล้ว ส่วนใหญ่คนไปขอความรักใช่มั้ย แต่เราขอจริงจังเลยว่า ออกไป




    แล้วสามารถปัดเป่าเขาออกไปได้มั้ย


    แวง: “ไม่ได้ เราเลยปัดเป่าตัวเองออกไปแทน” (หัวเราะ)


    ฟางข้าว: “อ๋อใช่ เราจะลาออกละ เดือนพฤศจิกา (อึ้งไปแป๊บนึง) คือที่ใหม่ติดต่อเราตอนอยู่ฮ่องกงเลย แบบเราส่งอีเมลคอนเฟิร์มที่ฮ่องกงด้วยซ้ำ”


    แวง: “นั่นไง เขาเลยหาทางออกให้แบบนี้ คือพี่ฟางไปขอให้ปัดเป่าเขาออกไป แต่พระดูแล้วว่าไม่สามารถปัดเป่าคนๆ นี้ได้ เขาเลยปัดเป่าให้พี่ฟางไปที่อื่นแทน”




    วัดอยู่แถวไหนคะนั่น


    ฟางข้าว: วัดที่มีกวนอูแถวๆ Central จำชื่อไม่ได้ แต่ห่างไกลเลยอะคล้ายๆ วัดม่วงแค วัดดีดวด คือไปเสิร์ชมาเขาบอกว่าเด่นเรื่องสติปัญญา กวนอูก็ความซื่อสัตย์? รบ? ก็คือรบไม่ได้ ไล่กูออกไปแทน แบบถ้ายังมีสติปัญญาอยู่ก็ออกไป...



    แวง: เพิ่งรู้ตัว” (หัวเราะ)




    ในฐานะ Copywriter เราสามารถเอาเรื่องดวงไปประยุกต์กับงานได้หรือเปล่า


    ฟางข้าว: ได้ เราทำตลอดเลย เพราะคนไทยมันอยู่มากับดวงจริงๆ คอนเทนต์ที่ทำอะไรกับดวงจะ Engagement สูงมาก (เน้นเสียง) อย่างเห็นสามคำแรกบอกความเป็นคุณ ชอบเที่ยวตรงไหน ข้าวสาร ทองหล่อ เป็นคนแบบนี้ๆ ทั้งๆ ที่เราเมคขึ้นมาเลยนะ แต่คนแชร์ บอกตรงมาก 




    ที่ว่าเมคขึ้นมานี่มีหลักอะไรมั้ย


    แวง: เราก็ไปเอามาจากในเน็ตแหละ แล้วเอามาปรับให้เป็นของเรา แต่ก็ไปอ่านมาเยอะนะ ของหมอคนนั้น ดวงปีนี้ของเจ้านี้ ที่มันเป็นไปในทางเดียวกัน



    ฟางข้าว: ตอนนั้นทำให้ผลิตภัณฑ์อนามัยแบรนด์นึง เรื่องดวงในปีถัดไป คือต้องเข้าใจว่าภาพลักษณ์ของเขา สำหรับเราคือเฮลตี้ มีความรู้ สุขภาพ ถ้าอ่านคอนเทนต์ทุกวันแล้วทำตามได้ เธอจะเป็นคนที่ดูแลสุขภาพได้ดีมาก แต่คนไม่สนใจเรื่องนี้หรอก ไลค์ก็จะประมาณ 15 แต่พอเป็นเรื่องดวงเนี่ย 150 เลย ไม่บู๊สโพสต์ด้วย ซึ่งเป็นอะไรที่แบบ...คนจะแคร์เรื่องดวงมากกว่าการดูแลตัวเองที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริงๆ ด้วยซ้ำ เพราะอะไรวะ มันง่าย? ฉาบฉวย?



    แวง: มันง่ายไง



    ฟางข้าว: มันง่ายอะ ไม่ต้องไปหาหมอจิตฯ ก็โทษเสื้อโทษรองเท้าตัวเอง



    แวง: “อือ มีเรื่องทุกข์ใจก็นัดหมอดู




    ______





    เมื่อเรารับรู้ความรู้สึกคนทำงานเอเจนซี่ ถึงเข้าใจได้ว่า ถ้าต้องทำงานกับคนสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ความเชื่อเรื่องดวงของแต่ละคนจึงมีที่มาที่ไป บางคนไม่ได้เริ่มเชื่อในทางที่ดีนัก แต่มักมาจากความเครียด ความกังวลใจ ไม่มั่นใจ หรือหลีกเลี่ยงการโทษตัวเอง เมื่อหาทางออกของปัญหาไม่ได้ การพึ่งดวงก็คือกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง 



    ฟางข้าว: “งานแบบนี้มันทำให้ Low-self esteem ได้ง่าย จะโดนคอมเมนต์ โดนว่า ถ้ามัวแต่โทษตัวเองว่าเราไอเดียไม่ดี ทำการบ้านมาไม่พอ เราก็จะยิ่งรู้สึกแย่ แล้วจะยิ่งคิดงานไม่ออก ถ้าเขาไม่เอางานนึง เขาต้องเอาใหม่ทันที การที่จะมา โอ๊ย ทำไม่ได้ ฉันผิดเอง เราไม่มีเวลาไปทำแบบนั้นหรอก เราเลยต้อง เฮ้ย ทำไมวันนี้เราใส่สีนี้มา เนี่ยตรงแถบนี้คือสีแห่งความโชคร้าย... 


    เพราะความกดดันมันมาเรื่อยๆ จนต้องหาสิ่งโทษให้เราสบายใจ แต่ไม่กระทบคนรอบข้าง








    JC318 1/2561

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
ninkego (@ninkego)
เอฟซีพิไรท์เตอร์นะคะ
proudtone (@oqntcday)
@ninkego พี่ฟางข้าวใช่มั้ยคะ 😆 ตัวจริงเฟรนลี่ค่ะ คุยกับพี่แวงเข้ากันดีด้วย เลยฟังพี่ๆ เขาพูดเพลินเลยย