นายข้างห้อง ข้องไร(วะสัส ต่อยกับกูป่าว กูก็ไม่ได้กลัวมึงเท่าไหร่หรอกนะ)ชานมไข่มุ้ง
Chapter8: ทางกลับบ้าน
  •         “ปัดติโถ่ววเอ้ยยย สองคนนั้นคงมีความสุขมากเลยสินะ มุ้งฉางนะมุ้งฉางทิ้งกันอีกแล้ว” เชอร์รี่บ่น เดินก้มหน้าเตะฝุ่นทรายที่กำลังก่อสร้าง
    “ช่างเขาเถอะน่า นาน ๆ ทีมุ้งฉางจะมีหนุ่มมาพาไปกินไอติมนะ นายหนวดข้างห้องเขาน่ะ เย็นชาจะตาย ปล่อยให้เขาไปมีความสุขมั่ง” ลูกหมีพูดให้ใจเย็นลง
    “ก็ได้ ๆ วันนี้เธอกลับบ้านอีกทางนึงใช่ไหม งั้นแยกย้ายกันตรงนี้นะ” เชอร์รี่แยกย้ายจากลูกหมีด้วยอารมณ์ขุ่นมัว 

           ขณะที่เชอร์รี่กำลังมุ่งหน้าจะออกจากรั้วมหาลัยไปป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้าม เธอเดินบนฟุตบาทอย่างเปล่าเปลี่ยว ทันใดนั้นมีรถเบนซ์คันดำขับปาดพุ่งมาจอดข้างเธอด้วยความเร็วสูง ฝุ่นตลบและกระโปรงเปิด เธอโมโหมากแต่ก็ด้านชาจนไม่สนใจอะไรแล้ว คิดแต่อยากกลับบ้านไปอาบน้ำหมา เล่นกับไอก๊วย 


    “น้องครับ”
    … (คงไม่ได้เรียกเธอหรอกมั้ง เชอร์รี่ไม่หัน)
    “น้องครับ” เสียงทุ้มวิ่งตามมาเรียกเธออย่างประชิด
    เชอร์รี่ตกใจ ยกหนังสือบทกลอน Emily Brontë ในมือขึ้นมาป้องกันตัว
    “อะเอ่อ ขอโทษที่ทำให้ตกใจครับ”
    เชอร์รี่สังเกตการณ์ เขาเป็นผู้ชายกล้ามโต ร่างสูงใหญ่ มีรอยสักที่แขน ใส่เสื้อแขนดำ โดยรวมแบดบอยมาก ค่อนข้างกร้าวใจ ใจเธอเริ่มสั่นเมื่อสบตานาน ๆ 
    “คณะบริหารไปทางไหนเหรอครับ?”
    “ตรงไปเลยค่ะ อยู่ทางขวามือ” เชอร์รี่ตอบอย่างแข็งกร้าว ลดมือลง เอาหนังสือมาถือในอ้อมแขนปกติ
    “ตรงนี้คณะอะไรหรอครับ” พ่อหนุ่มชี้ทางขวามือ
    “คหกรรมค่ะ”

    "แล้วน้องสาวอยู่คณะอะไรหรอครับ"
    "คณะหมูกรอบค่ะ" เชอร์รี่ตอบหน้านิ่ง ๆ
    “อ่อ หิวแย่เลย แล้วหัวใจน้องไปทางไหนหรอครับ อะเอ้ย หมายถึงบ้านน้องอยู่ไหนคระคระคร้าบ”
    “อยู่ภาคกลางนี่แหละค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
    “เดี๋ยวก่อนครับ ถ้าผมจะขอช่องทางการติดต่อจะได้ไหมครับ เฟซบุคน่ะครับ ผมเกรงว่าจะหลงทาง…ในหัวใจคุณ”
    “ไม่เล่นเฟซน่ะค่ะ ทวิตเตอร์ได้ไหมคะ”
    “ก็ได้ครับ”

    พ่อแบดบอยยื่นโทรศัพท์มา เธอรีบพิมพ์แล้วส่งคืน ว่าแล้วก็แอบดี มีคนฟอลเพิ่มขึ้น กำลังอยากจะเป็นเซเลบอยู่ เชอร์รี่ตั้งใจเขียนเรื่องการเมืองและรีวิวหนังสือลงทวิตเตอร์บ่อย ๆ ตอนนี้คนฟอล 5 พันแล้วแต่จะโดนจับเมื่อไหร่ไม่รู้

    “จะติดต่อไปนะครับ ขอบคุณคร้าบบ บ้ายบาย” เขาเดินกลับไปที่รถ ขณะเปิดประตูกลิ่นดอกพวงมาลัยและดอกรักก็คละคลุ้งออกมาตีแสกหน้าเธอ ช่างน่างุนงง คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้ ประหลาดสิ้นดี เธอรีบกลับไปบ้านหาก๊วย…


    ...


    “ชิดในหน่อยจ้า ชิดในหน่อย” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนไล่ผู้โดยสารให้เบียดไปประตูหลัง ลูกหมีโดนบีบอัดจนแน่น
    (ขอให้ไม่ขาดอากาศจนอ้วกแตกตายก่อนถึงบ้านนะ-ลูกหมีคิด)

            วันนี้ทำไมคนเยอะจังก็ไม่รู้ แต่จริง ๆ ก็เป็นแบบนี้ทุกวัน แท้จริงแล้วบ้านเธอไม่ได้ไกลจากมอมากนัก แต่ด้วยการจราจรอันติดขัด ติดตลอดทาง เธอไม่เคยใช้ชีวิตบนท้องถนนต่ำกว่าชั่วโมงเลย ลูกหมีกำราวเกาะบนรถเมล์แน่นจนเหงื่อติดมือ ไม่มีแม้แต่สมาธิจะคิดทบทวนบทเรียน ในหัวตอนนี้เธอเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
    เมื่อลงป้ายรถเมล์, เธอต้องนั่งมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยเข้าบ้าน แต่เย็นนี้เธอเป็นอะไรไม่รู้ เธอเลือกจะเดินเพื่อจะได้ถึงบ้านช้า ๆ


    “ทำไมแค่น้ำเย็น ๆ แค่นี้หามาให้กูไม่ได้!!!”
    “ขอโทษค่ะคุณ เดี๋ยวฉันไปเปลี่ยนมาให้ใหม่ค่ะ”
    “เธอนี่มันขี้เกียจสันหลังยาวจริง ๆ กูเนี่ย กูทำงานหนักมาทั้งวัน เหนื่อยชิบหายจะตายอยู่แล้ว อยู่บ้านอย่างเธอเนี่ยสบายมาก”


    “แล้วน้ำแค่นี้ทำไมพ่อหยิบเองไม่ได้ล่ะ” ลูกหมูลุกจากโต๊ะทำการบ้านขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว
    ส่วนลูกหมีเดินมาถึงบ้าน แม้จะยื้อเวลานานเท่าไหร่ก็ทันได้ยินเสียงทะเลาะกันพอดี

    “ปากดีนักนะมึง ทั้งแม่ทั้งลูก พวกมึงมันเลวที่สุด”
    “ใจเย็น ๆ นะพ่อ เดี๋ยวหนูทำให้” ลูกหมีรีบวางกระเป๋าแล้วเดินไปเทน้ำ ใส่น้ำแข็งเยอะ ๆ
    “กูไม่กินแล้ว!! พวกมึงมันไม่ได้เรื่องสักคน” แล้วพ่อก็ขับรถออกจากบ้านไป ทั้ง ๆ ที่เพิ่งกลับจากที่ทำงานได้ไม่นาน

    แม่พยายามข่มความเจ็บปวด แต่ก็มีน้ำตาไหลออกมา ลูกหมู-น้องสาวคนเล็กเดินเข้าไปกอดแม่และร้องไห้ตามด้วยความคับแค้นใจ
    “ทำไมแม่ต้องทนด้วยคะ แม่ทนไปทำไมคะ” ลูกหมูซุกหน้าเข้าที่อกแม่
    “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ”

    “ถ้าแม่ทนเพื่อหนู แม่ไม่ต้องทนก็ได้นะคะ หนูอยู่กับแม่ กับพี่กันแค่สามคน หนูไม่รู้สึกขาดเลยค่ะ ขอแค่มีแม่ แม่ก็ดูแลหนูได้เต็มที่แล้ว ถ้าเงินไม่พอ หนูจะประหยัดค่ะ หนูจะหางานทำ”

    แม่ก้มมองลูกหมูแล้วฝืนยิ้ม “ไม่ต้องเลยยัยตัวดี ไปอ่านหนังสือสอบเลย เดี๋ยวปีหน้าก็จะสอบเข้ามหาลัยอยู่แล้ว” แม่ตีก้น ไล่ให้ลูกหมูกลับไปที่โต๊ะตัวเอง

    ลูกหมีถือน้ำเย็นในมือจนชา เธอมองเหม่อ สายตาไร้เรี่ยวแรง จนแม่ต้องรีบเข้ามาหยิบแก้วในมือวางบนเคาท์เตอร์ข้าง ๆ 

    “แม่ขอโทษ”
    “แม่ขอโทษทำไม” ลูกหมียังคงดูไม่มีสติ
    “ขอโทษที่ทำให้ครอบครัวเรามันมีความสุขไม่ได้” แม่เริ่มร้องไห้อีกครั้ง
    ลูกหมีทนความเจ็บปวดไม่ไหว “หนูขอตัวไปทำรายงานก่อนนะคะ” เธอรีบวิ่งขึ้นไป กระเป๋ายังกองอยู่หน้าประตูดังเดิม

           เธอล็อคห้อง ได้แต่นั่งกอดเขา คิดว่าทำไม ๆๆ กันนะ เรื่องมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมครอบครัวเธอจึงเป็นครอบครัวที่ราบเรียบปกติแบบครอบครัวอื่นไม่ได้ ทำไมพ่อกับแม่คุยกันดี ๆ ไม่ได้ ทำไมแม่ต้องยอมพ่อขนาดนี้ ทำไมแม่มีปากเสียงไม่ได้ บอกว่าไม่ยอมไม่ได้ ทำไมพ่อไม่เคยให้เกียรติแม่เลย 

            เธอนึกย้อนไปถึงประโยค “ Man is a political animal”ที่นายมุ้งฉางบ่นขึ้น นึกไปถึงประโยค “All men are created equal” ของ Thomas Jefferson ที่บอกว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันเพื่อร้องร้องสิทธิเสียงทางการเมือง แต่ผู้ที่สร้างวาทกรรมนี้ยังมองการเมืองส่วนของผู้มีบทบาทในสภาเป็นส่วนใหญ่อยู่ดี แน่นอนว่าไม่รวมผู้หญิง และแม้จะall men แต่ก็ยังไม่รวมคนผิวสีที่มีสถานะเป็นเพียงทรัพย์สินไร้เลือดเนื้อชีวิตจิตใจ แท้จริงแล้วความยุติธรรมคงไม่มีอยู่จริงในโลกนี้

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
bubble_cinxo (@bubble_cinxo)
Poor teddybear, I hope someday she will found her sanity.
prystang (@prystang)
;-;สงสารลูกหมีจังค่ะ ส่วนเชอรี่นี่กวนดีค่ะเอฟซี