นายข้างห้อง ข้องไร(วะสัส ต่อยกับกูป่าว กูก็ไม่ได้กลัวมึงเท่าไหร่หรอกนะ)ชานมไข่มุ้ง
Chapter6: มหาลัยเถื่อน

  • “เอ้า ว่าแต่เชอร์รี่ไม่ได้อยู่หอ แล้วไปรู้จักกับป้าแม่บ้านที่ทำความสะอาดหอพักได้ยังไงอ่ะ” ลูกหมีถามขณะพวกเราเดินออกจากห้อง หลังเรียนเสร็จ

    “เออ นั่นน่ะสิ” มุ้งฉางก็เอ่ยเบลอ ๆ หลังเจอวิชาสุดหนักหน่วง

    “เอ่อ...ก็นายวินมอเตอร์ไซค์คนนั้นน่ะสิพาฉันไปเจอ” 

    “พี่พิเชษฐ์คนนั้นอ่ะเหรอ?”


    “ใช่ ๆ พี่วินมอไซค์ที่เคยขับรถตะลัยตอนเรานั่งไปเรียนไทยศึกษาอ่ะ ก็ไม่มีอะไรนะ ฉันแค่เจอเขาบ่อย ๆ เลยทักทายว่าทำหลายอาชีพ ขยันจัง เลยจำกันได้ แล้วเช้านี้ตอนจะมาเรียนก็บังเอิญเจอเขาพอดี ก็นั่งมอไซค์พี่แก เขาขอแวะจอดเอาของให้ป้าเขาที่เป็นแม่บ้านอยู่หอหญิง ทางผ่านพอดีและฉันไม่รีบก็เลยตามไปด้วย ได้คุยกับป้านิดหน่อย ปกติฉันก็เป็นคนชอบคุยกับคนอยู่แล้ว 


    ฟังแล้วก็สะเทือนใจ มหาลัยมีคนเยอะแยะมากมาย เคยฟังคนที่ทำงานให้บ้างไหม อย่างฉันเคยไปติดต่อเจ้าหน้าที่มหาลัยแผนกนึง เขาทำงานตัวเป็นเกลียวมากเพราะตำแหน่งนั้นก็จ้างมาไม่กี่คนแต่ต้องทำงานให้ทั้งมหาลัย เขาบอกทำงานหน้าคอมทั้งวันปวดหลังมาก เป็นออฟฟิศซินโดรม กลับบ้านก็แทบไม่ได้ทำอะไรหรอกต้องนอนราบอย่างเดียวเลย ไม่งั้นทรมานตาย” 



    “ฉันไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้” ลูกหมีบอก


    “จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องพิเศษอะไรหรอก ทุกคนมีเรื่องของตัวเองอยู่แล้ว แต่มันคงมากเสียจนไม่ได้สนใจเรื่องของคนรอบข้าง แต่ถึงฉันได้รับรู้ ฉันก็รู้สึกแย่อยู่ดีที่ไม่รู้จะช่วยคนอื่นยังไง 


    ฉันไม่ค่อยชอบเลยที่ผู้ใหญ่มักบอกว่า ให้ฉันเอาตัวเองให้รอดก่อน บอกว่าฉันยังทำตัวเองได้ไม่ดีเลย ใช่ แล้วผลมันเป็นยังไง มันก็เป็นแบบที่ทุกวันนี้เป็นไง ทุกคนเอาแต่ตัวเองรอด”


    “เข้าใจเลยครับเชอร์รี่ ไม่เป็นไรนะครับ พวกเราจะสนับสนุนเธอเอง” มุ้งฉางเอ่ย


    “แล้วเราจะทำยังไงดีอ่ะ มหาลัยทุกวันนี้ก็สภาพไม่ต่างจากรัฐบาลเลย เข้าใจว่าระบบที่ใหญ่มันก็ทำให้ข้างในยากจะจัดการดูแล ไม่ต้องมองถึงตัวระบบมหาลัยหรอก เอาแค่ห้องเรียนนึง นิสิตก็ไม่มีปากเสียงแล้ว ต้องตกอยู่ใต้อำนาจอาจารย์ ชะตาชีวิตโดนเกรดกดทับ” ลูกหมีพูดอย่างจริงจัง


    “ยังไงนะครับลูกหมี รู้สึกคุ้น ๆ แต่นึกไม่ออก” มุ้งฉางครุ่นคิด


    “ฉันยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยนะ เพื่อนฉันน่ะเรียนวิชาสื่อใช่ม้ะ มันอยากเป็นนักข่าว แล้วอาจารย์ให้หัวข้องานมาเป็นออกแบบสื่ออย่างสร้างสรรค์ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้สร้างสรรค์จริง ๆ อยู่ดีอ่ะ ต้องเอากรอบเดิมของอาจารย์ ต้องเอาใจทำให้อาจารย์ถูกใจเพื่อคะแนนอยู่ดี ไปเถียงมากแย้งมากก็ไม่ได้ ในเมื่ออำนาจอยู่ที่เขา แล้วถ้าเขาใช้อำนาจไม่ชอบธรรม ผลการเรียนเรามันก็แย่เละเน่าไปเลย เว้นเสียแต่ว่าจะไม่แคร์ตัวเลขเกรดอ่ะนะ”


    “ฟีลเหมือนต้องรวยมีเงินอยู่แล้วปะครับ ถึงจะสามารถไม่แคร์รายได้ไม่แคร์เงิน หากจะยึดมั่นจุดยืนแล้วอาจเสี่ยงกับการตกงาน ไม่มีใครจ้าง”


    “อย่างงี้ก็น่าสงสัยเหมือนกันว่า แค่อาจารย์ในห้องเล็ก ๆ ยังยอมโดนกด แล้วถ้าออกมาทำอาชีพสื่อเองจริง ๆ จะกล้ามีจุดยืน แสดงความเห็นที่อาจขัดต่อกระแสสังคมหรือรัฐบาลได้ไหม มันเป็นปัญหาและน่าหดหู่มาก อาชีพสื่อในอนาคตวันนี้ไม่ได้ถูกปลูกฝังมาให้กล้าคิดกล้าทำ ซึ่งเพื่อนเรามันก็บ่นงี้แหละ มันซัฟเฟอร์และรู้สึกย้อนแย้งในตัวเองมาก มันทรมานใจเหมือนกันที่อุดมการณ์มันโดนพับเก็บไป เราก็ได้แต่หวังว่า อาจารย์คนอื่น ๆ คงไม่เป็นงี้หมดหรอกนะ ถ้าเพื่อนได้เรียนตัวสูง ๆ ปีต่อ ๆไป อาจเจออาจารย์ที่เปิดกว้าง และเปิดให้มันกล้า มันอาจพัฒนาตัวเองได้ดีกว่านี้”


    “พูดถึงเรื่องอาจารย์ก็จริงนะครับ บางทีการที่ผู้ใหญ่บางคนอาจจะรู้หรือไม่รู้ แต่ถ้าเลือกจะใจแคบ บางทีมันไปกดศักยภาพเด็กเหมือนกันครับ แทนที่้เด็กจะได้เติบโต แต่การปิด การไม่เข้าใจไม่รับฟังสิ่งที่้เด็กพูด มันทำให้เด็กรู้สึกไม่ได้แสดงออกถึงความสามารถข้างในอย่างเต็มที่เลย 


    นายหนวดน่ะ เล่าให้ผมฟังว่า เขาไปลงเรียนวิชารัฐศาสตร์เบื้องต้น ก็โดนมองเป็นเด็กชายขอบของห้อง เพราะทั้งห้องไม่มีเด็กปรัชญาไปเรียน มีแต่เด็กคณะสังคม อาจารย์ก็ชอบย้ำ ๆ เวลานายหนวดแสดงความเห็นว่า "อ้อ นี่ก็เป็นแนวคิดทางฝั่งคณะมนุษย์" แล้วก็ “เคร ๆ” ไม่มีไรต่อ เหมือนอาจารย์ไม่เข้าใจด้วย


    อย่างคาบแรกอาจารย์แจกชีทเรียนบาง ๆ แล้วพูดถึง Man is a political animal ของอริสโตเติล  อาจารย์ก็ถามความเห็นในห้องว่า ทำไม ๆ... เด็กประวัติศาสตร์ก็ตอบว่า “เอ่อ อาจเป็นเพราะแต่ก่อนผู้ชายมีบทบาททางการเมืองมากกว่าผู้หญิง ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้าน” อาจารย์ก็พยักหน้าเออออห่อหมก แล้วพอนายหนวดบอกว่า “จริง ๆ แล้ว man ไม่ได้แปลว่าผู้ชาย แต่แปลว่ามนุษย์ต่างหาก” อาจารย์ก็อ่อ จะมองมุมนั้นก็ได้ในเชิงมนุษยศาสตร์ อาจารย์มองว่ามันกำกวมเชิงภาษารึเปล่า เห้ย น่าตกใจมาก มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง ไม่ใช่ผู้ชายเป็นสัตว์การเมืองสักหน่อย


    นายหนวดหดหู่ท้อแท้ใจมากครับ ในหนังสือเล่มต้นฉบับของอริสโตเติลก็เขียนไว้ว่าhuman being ชัดเจนแต่ถ้าไม่ได้อ่านหนังสือ ไปค้นวิกิพีเดียจริง ๆ ก็เจอนะว่าเขาใช้คำว่า people อ่ะครับ

    แล้วอีกปัญหาที่ไม่สบายใจเลยคือ อาจารย์เป็นผู้หญิงแท้ ๆ ทำไมถึงยอมรับว่า ผู้หญิงไม่มีส่วนร่วมในสังคม เขาดูยินยอมการโดนกดทับมาก แล้วเรื่องของการเมืองมันเป็นเรื่องของทุกคนแม้แต่จะอยู่ในบ้านเองก็ตามอ่ะ รัฐศาสตร์มันกว้างกว่านั้น ทำไมอาจารย์เขากดทับความคิดนิสิตขนาดนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันนะครับ” นายมุ้งฉางถอนหายใจหลังพูดจบเพราะเหนื่อย


    “ร่ายมาซะยาวเชียวนายมุ้งฉาง เมนชั่นถึงนายหนวดอะไรบ่อย ๆ ขนาดนั้นอ่ะเรา” เชอร์รี่ทำหน้าแซว หลุดโฟกัสปัญหาสังคมแต่เผลอมาโฟกัสปัญหาหัวใจนายมุ้งฉางแทน


    “ไปคุยกันตอนไหนเนี่ยยย ไม่เห็นจะบอกเลย” ลูกหมีถาม


    “ตั้งแต่ก่อนวันที่นายหนวดจะมาจับจิ้งจกให้ผมนั่นแหละครับ เจอตอนไปหอสมุด แต่ผมไม่กล้าเล่าหรอกครับ กลัวพวกคุณจะแซวผมเอาได้” 


    “หล่อนมีพิรุธนะยัยมุ้งฉาง!!!”


    “ปะปะป่าวเลยครับ ผมเปล่านะครับ” มุ้งฉางส่ายหัว ตัวแข็งทื่อ ตาเลิ่กลั่กสลับไปมา




    “น้องมุ้งฉาง!!!!” เสียงใหญ่ตะโกนมาจากข้างหลัง


    ใครกันอีกล่ะเนี่ย...


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in