เปิดโลกปินส์Happyflyday
เที่ยวบาเกียวกัน ภาค 1
  •    เมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์ อยู่จังหวัดเบงเกต ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะลูซอน ห่างจากมะนิลาไปทิศเหนือ 210 กิโลเมตร เป็นเมืองที่อากาศเย็นตลอดทั้งปี อุณหภูมิจะอยู่ช่วง 20-26 องศาเซลเซียล ทำให้ช่วงหน้าร้อนมีนักท่องเที่ยวมากมายมาพักร้อนที่นี่ และเมืองนี้ยังเป็นเมืองแห่งการศึกษาอีกด้วย มีมหาวิทยาลัย โรงเรียนอินเตอร์ รวมถึงสถาบันสอนภาษาอังกฤษมากมาย 

        ที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขา เวลานั่งรถทีจะเสียวระดับนึง แถมบางครั้งทางแคบมาก แต่รถก็สามารถซอกแซกไปตามทางได้ ส่วนใหญ่ถ้าใครอยากจะมาเที่ยวมีรถแท็กซี่กับรถสองแถว แต่เราแนะนำแท็กซี่สะดวกที่สุด เริ่มต้นมิเตอร์ก็ 40 เปโซ ราวๆ 24-25 บาทเท่านั้น และไม่ต้องกลัวว่ารถจะปฎิเสธผู้โดยสารถ้าเราไปที่ไกลๆ เพราะเขาไปทุกที่ แค่โบก-รถจอด-เปิดประตูเข้าไปนั่ง แล้วก็ไปได้เลย ที่สำคัญต้องบอกทุกครั้งคือ มิตเตอร์พลีสด้วย เพราะบางคนก็มีโกงบ้าง แต่ส่วนใหญ่แท็กซี่ที่นี่โอเค

       ที่สำคัญเวลานั่งรถไม่ต้องตกใจไป รถทุกคันจะไม่เปิดแอร์ ทุกคันจะเปิดกระจกเนื่องจากอากาศดี ซึ่งผลเสียคือมลภาวะที่เราต้องสูดเข้าไป แนะนำให้พกแมสไว้จะดีที่สุด

       เมืองที่นี่น่ารักมาก ถ้าใครอยากชมเมืองแค่บอกแท็กซี่ว่าไป SM mall เป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้ ถนนหน้าห้างที่ยาวประมาณเกือบกิโลนี่แหละ เป็นทางของร้านอาหารต่างๆ ตัวตึกจะมีสีสันสดใส ถ่ายรูปเล่นได้ แล้วก็จะมีซอยที่เป็นที่จอดรถจิ๊บนี รถสองแถวบ้านเขานั่นเอง


    ซอยที่จอดรถสองแถว


    ตึกริมถนนจะมีร้านต่างๆอยู่ข้างล่าง 



    ถนนสายหลักขายดอกไม้ทุกวัน


       ที่นี่จะมีภูเขาชื่อดังคือ mickey mouse mountain  เป็นภูเขาที่มีหูคล้ายมิกกี้เมาส์ วิวสวยมากๆ ส่วนใหญ่คนมาที่นี่เพื่อที่จะดูพระอาทิตย์ขึ้นกัน แต่เรามาช่วงสายๆแล้ว จริงๆคือทางขึ้นเขาจะอนุญาติให้แค่รถยนต์กับรถสองแถวขึ้นไปจนสุดด้านบนเขาเท่านั้น  ซึ่งเรากับเพื่อนที่นั่งแท็กซี่มาเลยได้อยู่แค่ช่วงตีนเขาจำเป็นต้องลงจากรถ ตอนแรกก็ถอดใจแล้วล่ะว่าคงไม่ได้ขึ้นมาแต่คนแถวนั้นที่ขับรถผ่านมาใจดีมากๆ เห็นเรากับเพื่อนเดินเตร่กันอยู่เลยเรียกให้พวกเราขึ้นรถเขาไป รถเขาจะคล้ายๆรถตู้เล็กๆ เวลาผ่านด่านพวกเราต้องหลบคนตรวจด่านตรงตีนเขากัน ก็งงว่าต้องทำขนาดนั้นเลยหรอ


    ช่วงที่เดินเตร่หารถขึ้นเขากัน หมอกเยอะมากแต่อากาศกำลังดี




    เหล็กที่ตั้งขึ้นมาจะมีหัวที่คล้ายมิกกี้เมาส์


         อีกทั้งที่นี่มีคาเฟ่ชื่อดัง วิวสวย นั่งดื่มกาแฟชิวๆได้ ตอนเราไปโชคดีที่ไม่มีคนเลย น่าจะเป็นเพราะช่วงสายด้วย ที่นี่คนจะเยอะมากๆช่วงประมาณตี 5 ถึง 8 โมงเช้า

         สำหรับคนที่ชอบแนวล่าท้าผีก็มีด้วยนะ เป็นที่เลื่องลือกันว่าในเมืองบาเกียวมีสถานที่ท้าพิสูจน์ค่อนข้างเยอะ และมีหลายคนมากๆที่ไปที่นั่น เราก็ไปแต่ว่าไปตอนกลางวัน เนื่องจากกลัวผีมากกก และที่เราไปเป็นสถานที่จริง เพราะฉะนั้นไปกลางวันดีกว่า 

         ที่ๆเราไปมีชื่อว่า Diplomat Hotel เท่าที่ทราบมาคือเป็นโรงแรมที่ขึ้นชื่อเรื่องผีติดอันดับของโลก ส่วนใหญ่คนที่ชอบท้าพิสูจน์เรื่องพวกนี้มักจะไปหลัง 6 โมงเย็น - 4 ทุ่ม โรงแรมร้างนี้คร่าวๆที่เรารู้มาคือที่นี่ได้เป็นวิทยาลัยมาก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโรงแรมเเละในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานที่แห่งนี้ก็ได้เป็นที่หลบภัยจากระเบิดอีกด้วย ที่นี่เป็นที่เลื่องลือกันถึงที่ว่าผู้คนที่อาศัยใกล้กับโรงแรมร้างนี้มักจะได้ยินเสียงโหยหวน กรีดร้องในช่วงกลางคืน บ้างก็เห็นคนไม่มีหัว ผู้คนที่นี่จึงเชื่อว่าเสียงเหล่านั้นมาจากคนที่ตายในช่วงสงครามโลกที่ 2 นั่นเอง 

      

    บรรยากาศภายใน

         เรารู้สึกถึงความเหว้งว้างข้างในมากๆ มันหวิวๆบอกไม่ถูก แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางวันก็ตาม มันแบบวังเวงจริงๆ ไม่อยากคิดช่วงกลางคืนจะเป็นยังไง โดยเฉพาะห้องแต่ล่ะห้องคือเราไม่รู้ว่าพวกผนังอะไรยังไงมีคนไปเขียนเองไหม แต่มันมีความเหมือนจริงแบบมันมีอยู่ก่อนหน้านี้ เข้าไปดูแต่ล่ะห้องรู้สึกวังเวงจริง แต่ภายในสวยนะ มีสองชั้นและก็ชั้นดาดฟ้า ตรงนี้คิดว่าที่คนมากันมาดูวิวของเมืองบาเกียวที่นี่แน่นอน เพราะมองได้รอบ 360 องศาเลย


    ไม่อยากคิดสภาพตอนกลางคืนเลย


          ขึ้นมาตรงดาดฟ้ากันบ้าง อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่นะ แต่แดดค่อนข้างแรงทีเดียว มีครอบครัวพาเด็กๆมาเที่ยวเยอะ น่าจะเป็นเพราะดาดฟ้าที่นี่วิวสวยใช้ได้ ในตัวตึึกคนจะไม่ค่อยเดินเยอะเท่าไหร่ 55 

    ด้านหน้าของตึกบนดาดฟ้า



    วิวที่เห็นได้โดยรอบเลย



  •         กลับมาเที่ยวในตัวเมืองต่อ  เรามาที่ตลาดหลักกลางเมืองเลย ตลาดเขาก็จะขายทุกอย่าง ของฝาก ของสด ดอกไม้ ขนม รวมถึงร้านตัดผมที่แสนถูก โคตรถูกแต่ไม่กล้าตัดนะ  ซึ่งเราเดินไปเกือบเพื่อนอีก 2 คน เดินจากตัวโรงเรียนไปเลย  ซึ่งทางเดินของเมืองนี้เนี่ยถือว่าโอเค ปลอดภัย เดินได้ รถไม่เฉี่ยวชนแน่นอน เขาจะทำทางเดินไว้ให้โดยเฉพาะ อันนี้เราเดินมาเรื่อยๆจนถึงตัวเมืองเลย
    รถจิ๊บนีที่คนนิยมใช้มากที่สุด

    เหนื่อยมากมากินน้ำสีๆที่ขายตามถนน รสชาติก็ไม่แย่นะ ราคาประมาณ 10-15 เปโซแก้วนึงไม่ถึง 10 บาท

       

     เมื่อเข้ามาในตลาดหลักกลางเมือง ซึ่งตลาดค่อนข้างใหญ่พอสมควร ขายทุกอย่างจริงๆ แล้วเขาจะแบ่งเป็น section ไว้เลย ไม่รวมไม่ปนกัน เราว่าโอเคเลยนะ

    แถวนี้ก็จะเป็นข้าวไปเลยล็อกนึง

    ตรอกนี้ก็จะขายดอกไม้ไปเลยทั้งตรอก

       ข้อควรระวังอย่างนึงที่มาเที่ยวตลาดคือ ต้องระวังกระเป๋าสตางค์ให้ดีมากๆ โทรศัพท์ด้วย เพราะโจรล้วงไวล้วงเก่งสุดๆ อาจจะเป็นเพราะคนเยอะมากๆด้วยเนื่องจากตลาดมันใหญ่ คล้ายๆเจเจย่อส่วนบ้านเราประมาณนั้น คนก็จะมากหน้าหลายตา เพื่อนเราก็โดนล้วงโทรศัพท์ไปเพราะมาเที่ยวตลาดนี้แหละ เราไปค่อนข้างบ่อยนะเพราะผลไม้ถูกมากไปซื้อมาเก็บไว้กินช่วงวันธรรมดาเพราะมันออกไปข้างนอกไม่ได้ เวลาเราไปคือพกของไม่เยอะ เอาตังใส่กระเป๋าใบเล็กๆไปให้คิดว่าพอที่จะซื้อของ เราพกไม่เกิน 500 เปโซอ่ะเพราะไม่ซื้ออะไรมาก โทรศัพท์ก็ใส่กระเป๋าสะพายหน้าอะไรก็ว่าไป แต่ที่นี่ถ้าคนใช้โทรศัพท์ยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ของแอปเปิ้ลไม่ค่อยหายนะ 

          สถานที่ให้เที่ยวรวมถึงของกินต่างๆค่อนข้างเยอะแม้ว่าเมืองจะเงียบก็เหอะ โดยเฉพาะอาหารเกาหลีอร่อยๆเยอะเชียว ผับบาร์ก็มีแต่เด็กที่นี่จะเน้นกินร้านเหล้ามากกว่า พวกผับเล็กๆจะมีผิวสีเยอะเด็กต่างชาติจะเลี่ยงนิดนึง มันดูแบบค่อนข้างน่ากลัวอ่ะ เราเคยไปครั้งนึง อือหื้อสุดๆ ทั้งตีกัน ทั้งมั่วกันไปหมด  มาที่ผับใหญ่ๆแบบร้านสามชั้นอันนี้จะมีระดับขึ้นมาหน่อย ชั้นแรกร้านอาหาร ชั้นสองผับ ชั้นสามเป็นเหมือนลานดื่มชิวๆเพราะเปิดโล่งเลยเหมือนดาดฟ้าและมีดนตรีเบาๆ ร้านแบบนี้จะเป็นที่นิยมของเด็กญี่ปุ่น เกาหลีที่มาเรียน และเด็กแต่ล่ะคนงานดีมากกกกกกกก มากแบบมากก 

         มีเพื่อนเราเล่าให้ฟังว่าเต้นๆอยู่ไปเจอเด็กไทยคนนึงหล่อมากๆ เอาจริงๆตอนเราไปเรียนอ่ะนอกจากเด็กไทยที่โรงเรียนเรา เราก็ไม่เห็นคนไทยคนไหนเลย 55 เหลือเชื่อมากๆที่เจอเด็กไทยที่ผับ ไม่รู้ว่านางฟังดีแล้วหรือว่าเขาคนนั้นหลอกว่าเป็นคนไทยกันแน่

     

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in