Behind Our Line | หลังเส้นความรู้สึกSeptember
Lesson1:Nice to meet U(?)|ยินดีที่ได้รู้จัก
  • U:ขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหมครับ
    Me:ได้ครับว่ามาเลย
    U:ทำไมผมหล่อจัง
    Me:โอ๊ะะะ
    .
    .
    .
    .
    บทสนทนาแรกเริ่มของเรา เธอจำมันได้ไหม? 
    เรายังจำมันได้เสมอเลยนะ:)
    นี่คือลักษณะของการเล่นบอทโดยทั่วไป เราจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าผมเพราะเราจะโคฟตัวเองเป็นผู้ชายตามเมจที่เรายืมมาใช้ ตอนนั้นเราใช้รูปแดเนียลวงWanna Oneมาใช้ ซึ่งเป็นรูปเดียวกันกับเขา ภาพดิสของเขาเป็นรูปขาวดำด้วยนะ เราคิดในใจเลยว่าคนคนนี้ค่อนข้างจะดาร์กมากพอสมควร หลายๆคนน่าจะยังไม่รู้มาก่อนว่าเราเป็นคนมีเซ้นส์(นี่เราพูดจริงๆนะ5555)คือเราสามารถรับรู้ได้เลยว่าคนไหนดีคนไหนไม่ดีจากการพูดคุยกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่าหาว่าโม้เลยนะ....แค่เห็นเท่านั้นเราก็สามารถรับรู้ได้แล้วว่าใครเป็นยังไง...."ดี"หรือ"ไม่ดี"....เราไม่ได้Judging people แต่เซ้นส์เรามันบอกได้แบบนั้นมาตลอดเลย....กับครั้งนี้ก็เช่นกัน....แต่ครั้งนี้เราเลือกที่จะไม่เชื่อเซ้นส์ตัวเองเพราะเราอยากลองให้โอกาสเขาดู....และมันทำให้เรารู้เลยว่ะว่า"คนบางคนก็ไม่สมควรได้รับโอกาส"
    เอาเถอะ!เรื่องมันก็ผ่านมาแล้วนี่เนอะ
    วันนั้นตรงกับวันที่20ตุลาคม2561 ตอนเวลาประมาณสองทุ่มกว่าๆ พี่เขากดเฟบเราไว้เราเลยต้องทักไป ตามที่ทวิตไว้ว่า รีฟอล เฟบทักเดม ตอนนั้นเราเปิดบอทปรึกษาแต่ใช้รูปแดเนียลเป็นดิส ซึ่งแทบจะไม่มีใครคุยอะไรหรือปรึกษาอะไรกับเราเลย จะมีก็ไม่กี่คนเท่านั้นที่มาปรึกษากับเราด้วยเรื่องใหญ่สำคัญจริงๆ 
    U:ขอปรึกษาอะไรหน่อยได้ไหมครับ
    Me:ได้ครับว่ามาเลย
    U:ทำไมผมหล่อจัง
    Me:โอ๊ะะะ
    เนี่ย!เราแพ้อะไรแบบนี้ว่ะ ก่อนหน้าที่เราจะทักพี่เขากลับไป เราจำได้ว่าตอนนั้นเรากำลังร้องไห้อยู่ เราร้องไห้ให้กับน้องคนหนึ่งในบอทเพราะเราชอบน้องเขาแต่น้องเขาไม่ชอบเรา ฟิลลิ่งประมาณนี้ แล้วอะไรบางอย่างก็มาดลใจให้เราเข้าไปเช็คดูว่ามีใครมากดเฟบเราบ้าง เพื่อที่เราจะได้ทักเขาไปและรับฟังปัญหาของเขา เราเป็นคนที่ชอบรับฟังเรื่องราวของคนอื่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จะเรียกง่ายๆว่าเสือกก็ได้นะ ฮ่าๆ แต่ไม่หรอก เพราะทุกครั้งที่เรารับฟังคนอื่น เราจะเข้าใจเขาตลอดเลยแล้วเราจะให้คำแนะนำแบบไม่เข้าข้างเขาแต่ก็ต้องเข้าใจเขาในส่วนหนึ่ง ยอมรับว่าตอนแรกที่เห็นพี่เขาตอบกลับมาแบบนั้นเราค่อนข้างโมโหนะที่มีคนกล้ากวนตีนเราแบบนี้ เพราะเราตั้งใจอยากให้บอทนี้เป็นบอทที่ให้คำปรึกษาคนได้อย่างจริงจังและช่วยเหลือคนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้(โลกสวยไปอีก) แต่เอาเข้าจริงๆมันก็เป็นประโยคที่ทำให้เราหยุดร้องไห้ได้ในตอนนั้น เราเริ่มสนใจแล้วว่าเฮ้ย!ไอ้หมอนี่มันเจ๋งว่ะ เราก็คุยกับเขาไปสักพัก เขาตอบเราเร็วมากๆเลย เช่นเดียวกับเราที่ตอบเขากลับไวยิ่งกว่าความเร็วแสง(อะ อันนี้เวอร์ละ) เรารู้สึกว่าเขาจะออกแนวเด็กแว้นหน่อยๆ ฟิลแบบแบดบอย(ซึ่่งกูคิดถูก) คุยกันสัพเพเหระแล้วสักพักเขาก็หายไปพร้อมทิ้งประโยคไว้ว่า"ถ้ามีอะไรจะกลับมาปรึกษาอีกนะครับ"สารภาพเลยว่าถ้าชอบใครก็จะชอบตั้งแต่แรก!(อะอีนี่ใจง่ายมาก) และใช่ค่ะ กูไม่อยากให้เขาหายไป อยากให้เขามาปรึกษากูอีก ได้แต่ขอพรจากดวงดาวตอนสามทุ่มว่า"ขอให้เขากลับมาอีก" ประมาณสี่ทุ่มครึ่งของคืนเดียวกัน เราผู้หิวโหยก็ตัดสินใจขับรถบึ่งออกไปที่เซเว่น ร้านอาหารเจ้าประจำที่เรามักจะฝากท้องไว้เสมอ แน่นอนว่าเมนูโปรดคือ"ข้าวผัดกระเพราหมู"(เมนูโปรดเมนูเดียวกันกับเขาที่ต่อแต่นี้ไปกูคงเลิกแดก!)
  • เราได้ของมาร่วมหลายสิบอย่างจากการจับจ่ายในคืนนั้น เรากลับมาบ้านด้วยความรีบเพราะกระเพราะได้ส่งเสียงออกมาว่าไม่ไหวแล้ว เราตักกระเพราหมูเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยที่สุด พร้อมกับเหลือบตามองหน้าจอโทรศัพท์สลับกับจานพลาสติกไปเรื่อยๆ จังหวะนั้นเองข้อความของพี่เขาก็เด้งขึ้น
    อีเหี้ย!พี่เขาทักมาแล้ว(กูไม่ปัดกระเพราหมูตกโต๊ะก็นับว่าเป็นบุญแล้ว)
    แม่งเป็นมื้อค่ำที่กูปริ่มที่สุดเลยเว้ยแก:)
    กระเพราหมูเซเว่นวันนั้นรสชาติหวานเป็นพิเศษเพราะเรายิ้มไม่หุบเลยตอนกิน ถึงแม้เรื่องที่พี่เขาหยิบยกมาปรึกษาจะเป็นเรื่องของคนคุยในบอทของเขาก็เถอะ แต่มันก็ทำให้เรายิ้มและขำได้อยู่ดีเพราะบทสนทนาที่พี่เขาคุยกับอีกฝ่ายมันเป็นบทสนทนาที่ตลก
    เราจำได้ว่าอีกฝ่ายเขางอนและไม่พอใจที่พี่เขาตอบช้าและหายไปแบบไม่บอก ซึ่งพี่เขาก็ง้อไม่เป็น ขอโทษคนไม่เป็น ฮ่าๆ ซึ่งพอได้มาเจอกับตัวก็พบว่าแม่งก็จริงนั่นแหละ พี่เขาดูเป็นคนซื่อๆบื้อๆหรือจะให้พูดว่าซื่อบื้อก็ได้ (เนี่ย!เราแพ้ความซื่อบื้อของเธอ) คุยกันสักพักเขาก็ขอตัวลาไปนอนแล้วก็ทิ้งประโยคใหม่ไว้ว่า"ถ้าทักมาแบบไม่ปรึกษาได้ไหม....."ซึ่งแม่งก็ต้องได้สิ กูรอมึงพูดแบบนี้มานานแล้ว 
    "ได้ครับ ยินดี"(ในใจกูคือกรี๊ดดังมากๆแล้วอะ)
    .
    .
    .
    .
    คืนนั้นเรารู้จักพี่เขาว่าพี่เขาเกิดปีเดียวกันกับเราแต่ห่างเดือน แต่ยังไงเขาก็เป็นพี่เราอยู่ดี 
    รายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆเราคงจำไม่ได้แล้ว 
    แต่เราจำได้ว่าเขาทำให้เราหยุดร้องไห้
    เขาทำให้มื้อค่ำที่สุดแสนจะธรรมดาวันนั้นเป็นมื้อค่ำที่แสนพิเศษ
    เขาทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวของเรากลับมาพองโตอีกครั้ง
    และก่อนจะบอกกันว่าฝันดี เราก็ได้ทิ้งประโยคๆหนึ่งไว้ให้เขาเพื่อเป็นการให้คำแนะนำว่า
    "เจ๋งจำไว้นะว่าถ้าเจ๋งรักใครจริงๆ....เจ๋งต้องทำทุกทางให้เขาไม่ไปจากเจ๋งนะ"
    ......
    .....
    ....
    ...
    ..
    .
    เราคงไม่ใช่คนคนนั้นของเจ๋งล่ะมั้ง:)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in