My impetuous fan fictions collection.medusawrites
Tearing Up (Prequel) II
  • น่ารัก.

    หลิวไห่ควานมองมาที่คนรักอย่างไม่มีวันเบื่อ ใบหน้าคมตรงหน้ากำลังตั้งใจอ่านบทละครในมืออยู่ เดี๋ยวขมวดคิ้ว เดี๋ยวมู่หน้า เดี๋ยวเม้มริมฝีปาก มือข้างหนึ่งถือบทละครเล่มใหญ่ อีกข้างหนึ่งถือดินสอไว้ เจออะไรที่ต้องบันทึกก็ขีดเขียนลงไปในบทละครเล่มใหญ่นั้น บางทีก็พูดบทของตัวละครอยู่คนเดียวซ้ำไปซ้ำมา หลิวไห่ควานวางแก้วมัคที่ภายในบรรจุชา chai หอมกรุ่นด้วยเครื่องเทศแบบที่อีกฝ่ายชอบลงที่โต๊ะ โดยที่คนตัวเล็กกว่าไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคนร่างสูงกำลังมองมาที่ตัวเองนานแค่ไหนแล้ว แต่จะพูดว่าวังจั๋วเฉิงไม่สนใจคนรักก็ไม่ได้ เพราะเป็นหลิวไห่ควานที่อยากเจออีกฝ่ายมาก จนบอกให้คนตรงหน้าขนงานมาทำที่คอนโดฯของเขา ถึงแม้วังจั๋วเฉิงจะปฏิเสธอย่างไร หลิวไห่ควานก็ไม่ยอม สุดท้ายวังจั๋วเฉิงก็หอบเอาบทละครที่ตัวเองกำลังอ่านทั้งหมดมาที่คอนโดฯของหลิวไห่ควาน เพราะวังจั๋วเฉิงเองก็รู้สึกว่าตนละเลยคนที่ได้ชื่อว่าคนรักของตนไปมากเหมือนกัน ตั้งแต่หลิวไห่ควานเรียนจบ การจะเจอกันแต่ละครั้งก็ยากขึ้น และตัวเขากำลังเรียนในชั้นปีที่สูงขึ้น วิชาเรียนก็หนักขึ้นมาก เทอมนี้ไม่ใช่แค่เขาต้องแสดง แต่เขามีเรียนวิชากำกับการแสดงละครเวที ซึ่งเป็นวิชาที่เขาหนักใจไม่น้อย นอกจากจะต้องรับผิดชอบในส่วนงานกำกับด้วยตัวเองแล้ว เขายังต้องรับผิดชอบทีมนักแสดง และทีมงานคนอื่นๆในโปรดักชันอีกด้วย และตอนนี้กระบวนการการเรียนก็มาถึงขั้นตอนของการเลือกบทละครที่เขาจะกำกับ วังจั๋วเฉิงถอนหายใจ เขาอ่านบทละครเวทีมาก็มาก แต่ก็ยังไม่เจอเรื่องไหนที่โดนใจ จนเขาอยากจะเอามากำกับสักที

    "เฉิงเฉิง..."

    เสียงเรียกจากเจ้าของห้องทำให้วังจั๋วเฉิงยอมละสายตาจากบทละครในมือ เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่าย ตั้งแต่เริ่มคบหาดูใจกันมา หลิวไห่ควานก็เรียกวังจั๋วเฉิงด้วยชื่อเล่นที่เขาเป็นคนตั้งเองตลอด ถ้ามีคนเรียกซ้ำ เจ้าตัวก็จะเปลี่ยนไปเรียก 'เฉิงจื่อ' บ้าง 'ต้าเฉิง' บ้าง หนักหน่อยก็คือ 'ต้าเฉิงจื่อ' ไปเลย เพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น แต่ 'เฉิงเฉิง' นี่แหละที่อีกฝ่ายใช้เรียกเขาบ่อยที่สุด ผิดกลับวังจั๋วเฉิง ไม่บ่อยนักที่เขาจะเรียกคนรักด้วยชื่อ สรรพนามแทนตัวน่ารักๆอย่างคนอื่นเขาก็ไม่อยากใช้ สาเหตุก็ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก เป็นเพราะวังจั๋วเฉิงเขิน เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าเขากำลังมีความรัก หรือมีใครสักคนรักเขาอย่างที่หลิวไห่ควานแสดงออกให้รู้เสมอมา ตลอดเวลาที่คบกันเป็นเวลาเกือบ 3 ปี

    "เฉิงเฉิง อ่านบทใกล้จบรึยัง? ทานข้าวกันครับ"

    "ทานก่อนเลย ยังอ่านบทไม่จบ..."

    "ไม่เอา..."

    ยังไม่ทันที่วังจั๋วเฉิงจะได้อธิบายถึงความจำเป็นว่าทำไมเขาต้องอ่านบทในมือให้จบก่อน หลิวไห่ควานก็พูดแทรกขึ้นมา ด้วยความไม่พอใจ 

    "ขออ่านบทนี้ให้จบก่อน ตอนเย็นต้องไปคุยกับครูเรื่องบทที่ผมจะเอามากำกับในวิชา directing"

    วังจั๋วเฉิงเอานิ้วคั่นหน้าบทละครที่เขาอ่านถึงยกขึ้นมาให้หลิวไห่ควานดู เขายังเหลืออีกเยอะที่ต้องอ่านให้จบก่อนจะตัดสินใจเลือก และถ้าตัดสินใจได้แล้ว เขาก็ยังต้องวิเคราะห์บทละครเวที วิเคราะห์ตัวละครอีก ยังเหลืออะไรที่เขาต้องทำอีกมากจริงๆ หลิวไห่ควานยอมแพ้ เอาเข้าจริงหลิวไห่ควานไม่เคยขัดใจวังจั๋วเฉิงได้เลย ยกเว้นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพของเฉิงเฉิงของเขา ที่ต้องให้ดุกันบ้างเจ้าตัวถึงจะยอมฟัง หลิวไห่ควานถอนหายใจ ท่าทางมื้อกลางวันคงต้องทานคนเดียวแล้ว เดินเข้าครัวไปอย่างหงอยๆ วังจั๋วเฉิงเงยหน้าขึ้นมองไปที่คนรักอย่างรู้สึกผิด ทำไงได้ เขายังต้องเรียน ต้องทำงานนี่นา รู้สึกขอบคุณที่หลิวไห่ควานเข้าใจเขา ยกชาที่อีกฝ่ายชงให้มาดื่ม ก่อนจะหันกลับไปสนใจบทละครเวทีในมือต่อ

    "ถ้างั้นก็ทานแซนด์วิชไปด้วยระหว่างอ่านบทละกันครับ เดี๋ยวจะปวดท้องเอา"

    หายไปในครัวสักพัก หลิวไห่ควานก็กลับมาที่โต๊ะพร้อมกับแซนด์วิชแฮมชีสคั่นด้วยผักกาดและมะเขือเทศอย่างดี วังจั๋วเฉิงเงยหน้าจากบทละคร คว้ามือคนที่เพิ่งวางจานใส่แซนด์วิชเอาไว้ ก่อนจะส่งยิ้มให้คนใจดีตรงหน้า

    "ขอบคุณครับ"

    แค่รอยยิ้มของวังจั๋วเฉิง หลิวไห่ควานก็ใจอ่อน ส่งยิ้มคืนให้คนรักอย่างไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อใบหน้าของตัวเองได้เลย ก่อนจะนั่งลงทานข้าวของตัวเองเงียบๆที่โต๊ะตัวเดียวกัน แต่คนละฝั่ง แค่ได้อยู่ด้วยกันแบบนี้หลิวไห่ควานก็มีความสุขแล้ว เนื่องจากเรียนจบแล้ว หลิวไห่ควานจึงหาโอกาสมาเจอคนตรงหน้ายากเหลือเกิน ตัวเขาเองก็ต้องเริ่มเข้าไปศึกษากิจการธุรกิจซื้อขายพันธุ์ม้าของตระกูล ถึงแม้จะยังไม่ได้เข้าไปทำเต็มตัว เพราะเจ้าตัวขอคุณแม่ไว้ ว่ายังไม่พร้อมจะเข้าไปบริหารกิจการอย่างที่คุณแม่ของตนต้องการ แต่แค่ไปศึกษา ก็กินเวลาแทบจะทั้งหมดของหลิวไห่ควานแล้ว แล้วไหนจะแพลนเรียนต่อที่ไม่แคล้วจะต้องไปในปีหรือ 2 ปีนี้ก็ถูกวางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เพียงหลิวไห่ควานตัดสินใจไปเท่านั้น เขาคิดว่าเขาจะไปตอนไหนก็ได้ แต่พอได้เจอหน้าคนรัก เห็นอีกฝ่ายดูแลตัวเองไม่ดีเลยเวลาจมอยู่กับละครเวที เขาเองก็ไม่อยากจะทิ้งอีกฝ่ายให้อยู่ตามลำพัง แล้วไหนจะพวกคนที่พยายามมายุ่งกับคนรักของเขาอีก ใครจะคอยดูแลแมวน้อยของเขาจากคนพวกนั้นกัน คิดเพียงเท่านี้หลิวไห่ควานจึงไม่เคยคุยกับคนรักเรื่องแพลนที่จะไปเรียนต่อเลยแม้แต่น้อย

    เมื่อทานแซนด์วิชจนหมด บทละครที่ยังต้องอ่านก็ยังไม่อ่านไม่จบ วังจั๋วเฉิงเงยหน้ามองเจ้าของห้อง ที่ตอนนี้เอาหนังสือมานั่งอ่านเงียบๆอยู่ที่โซฟาอีกด้านหนึ่งของห้อง วังจั๋วเฉิงรู้สึกผิดไม่น้อยที่ไม่มีเวลาให้อีกฝ่ายเลย คิดได้ดังนั้นจึงหยิบเอาบทละครเวทีที่ยังอ่านไม่จบเดินตรงไปที่โซฟา

    "อ่านด้วย"

    พูดจบวังจั๋วเฉิงก็ทิ้งตัวนอนอ่านบทละครบนตักของหลิวไห่ควานโดยไม่ได้รอให้อีกฝ่ายอนุญาต หลิวไห่ควานลดหนังสือลงจากระดับสายตาของตัวเองมามองที่แมวน้อยของเขาที่กำลังนอนอยู่บนตัก พร้อมกับยกแขนอ่านบทละเวทีที่เจ้าตัวต้องอ่านไปด้วย

    "ไม่เมื่อยหรอครับ? ลุกขึ้นมาอ่านดีๆดีกว่า"

    "จะอ่านแบบนี้"

    หลิวไห่ควานหัวเราะเบาๆให้กับความดื้อของวังจั๋วเฉิง แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไรคนรักอีก เพราะรู้ว่าวังจั๋วเฉิงต้องรีบอ่านบทละครเวทีในมือให้จบ จึงหันไปอ่านหนังสือในมือของตัวเองเงียบๆ ไม่รบกวนอะไรคนรักที่กำลังนอนอยู่บนตัก ท่าทางคงกลัวเขาจะน้อยใจที่ตนไม่มีเวลาให้เขา น่ารักจังเลยนะ เฉิงเฉิง




    .




    ไม่น่ารัก.

    หลิวไห่ควานกำลังไม่พอใจ เมื่อเพื่อนๆรู้ว่าเขาว่าง ไม่เข้าไปทำงานช่วงนี้ จึงนัดทานหม้อไฟกันที่คอนโดฯของหลิวไห่ควาน เขาอยากทานหม้อไฟกับเพื่อนๆที่ไหนกัน นัดเพื่อนๆของเขาใช่ว่าจะยาก แค่โทรศัพท์กริ๊งเดียว เพื่อนๆของเขาก็พร้อมจะมาเจอกันแล้ว จะมีก็แต่วังจั๋วเฉิงคนรักของเขานี่แหละ ที่ยังเรียนอยู่ ละครก็ต้องซ้อม เวลาจะนอนแทบจะไม่มี เขาจึงอยากจะใช้เวลาว่างอยู่กับคนรักของเขาทั้งหมด แต่เพื่อนสนิทพวกนี้กลับรู้ทัน จึงไปคุยกับเฉิงเฉิงของเขาไว้ก่อนแล้ว

    "พี่ไม่อยากทานหม้อไฟกับเพื่อน..."

    "อยากทานอะไรล่ะ?"

    วังจั๋วเฉิงหันมาถามระหว่างที่กำลังเดินเลือกซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตกับหลิวไห่ควานสำหรับหม้อไฟที่จะทานเย็นนี้ เพราะวันนี้เซวียนลู่และเพื่อนๆของหลิวไห่ควานชวนพวกเขาทานข้าวเย็นด้วย วังจั๋วเฉิงรู้จักกับเพื่อนๆของหลิวไห่ควานเกือบทุกคน โดยเฉพาะกับเซวียนลู่ที่เขาสนิทมาก จนแทบจะเหมือนพี่น้องคลานตามกันมาอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรเมื่อเพื่อนๆของคนรักโทรชวนให้มาทานอาหารด้วยกัน โดยให้หลิวไห่ควานเป็นเจ้าภาพเรื่องสถานที่และตระเตรียมอาหาร

    "อะไรก็ได้ กับเฉิงเฉิง..."

    "ไม่อยากเจอเพื่อนๆหรอ?"

    "ไม่อยาก..."

    หลิวไห่ควานตอบกลับโดยไม่ต้องคิด เซวียนลู่ยังดี แต่เจ้าตัวก็คงจะไม่มาคนเดียว คงจะมาพร้อมคนรักอย่าง เฉาอวี้เฉิน และก็คงจะตามอวี๋ปินกับจี้หลี่มาด้วยแน่ๆ แค่คิดก็วุ่นวายแล้ว ไอ้พวกนี้ชอบแกล้งแหย่เฉิงเฉิง 

    "งอแงจังวันนี้"

    วังจั๋วเฉิงพูด พลางเดินเข้ามาจับมือข้างหนึ่งของหลิวไห่ควานเอาไว้ ทำไงได้เซวียนลู่ขอมาว่าอยากเจอหลิวไห่ควานบ้าง ตอนแรกเขาก็คิดว่าเขาจะมีซ้อม เลยตกปากรับคำไปเพื่อที่หลิวไห่ควานจะได้ไม่เหงา ไม่ต้องทานข้าวคนเดียว แต่กลายเป็นว่าเขาโดนยกเลิกซ้อม เพราะตารางของนักแสดงไม่ได้ ก็เลยได้มาทานอาหารเย็นกับแก๊งเพื่อนของคนรัก

    "ก็พี่อยากอยู่กับเฉิงเฉิงนี่นา ไม่ได้อยากอยู่กับไอ้พวกนั้น"

    "ไอ้พวกนั้นที่พี่พูดถึงก็คือเพื่อนสนิทพี่นะ"

    "ใช่ ไม่อยากอยู่กับไอ้พวกนั้น"

    "ผมจะฟ้องพี่ลู่..."

    "ฟ้องเลย บอกไม่ต้องมาแล้ว พี่จะทานข้าวเย็นกับเฉิงเฉิงสองคน"

    คนตัวสูงดูท่าจะไม่ยอมง่ายๆ จนวังจั๋วเฉิงต้องลองวิธีสุดท้ายที่ไม่อยากจะใช้กับคนที่อยู่ข้างๆเพราะความเขิน เขาเขย่งปลายเท้า ก่อนจะพูดที่หูของหลิวไห่ควานเบาๆ

    "ผมก็อยากอยู่กับพี่ควาน แต่ผมรับปากพี่ลู่ไปแล้ว ช่วยทำตัวเป็นเด็กดีทานหม้อไฟกับเพื่อนๆของพี่กับผมหน่อยได้ไหม?"

    หลิวไห่ควานไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองว่าคนตัวเล็กข้างๆจะอ้อนเขา แถมยังเรียกชื่อเขาอีกด้วย น้อยครั้งนักที่คนรักจะยอมเรียกชื่อเขา ถ้าไม่ได้อยากคุยกันอย่างจริงจัง หรือจะอ้อนอะไร

    "มาเร็ว ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องซื้อ"

    วังจั๋วเฉิงเขินรถเข็นนำไปก่อนแล้ว หลิวไห่ควานยังยืนนิ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกเขาด้วยเสียงดุๆจากคนที่เข็นรถเข็นไปก่อน ถ้าวังจั๋วเฉิงน่ารักกับเขาแบบนี้บ่อยๆ เขาต้องหัวใจวายแน่ๆ



    "ตักให้เพื่อนบ้างไอ้ควาน ตักให้แต่น้องจั๋วเฉิง พวกผมก็หิวนะครับ"

    จี้หลี่เอ่ยปากแซวหลิวไห่ควานเพื่อนรัก ที่มัวแต่ตักทุกอย่างจากหม้อไฟกลางโต๊ะให้คนรักของเขาอย่างออกหน้าออกตา แถมยังยึดช้อนซุปไว้คนเดียว คอยตักให้วังจั๋วเฉิงที่เอาแต่บอกให้หลิวไห่ควานทานบ้าง อย่ามัวแต่ตักให้เขา 

    "มีมือก็ตักเอาเองสิ"

    หลิวไห่ควานบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย เพื่อนๆมองปราดเดียวก็รู้ว่าเจ้าของบ้านไม่ได้อยากต้อนรับพวกตนแม้แต่น้อย แบบนี้ยิ่งแกล้งสนุกเข้าไปใหญ่ 

    "พี่ควาน..."

    เสียงดุๆของวังจั๋วเฉิงดังขึ้นปรามคนรักทันที พี่ควานทำตัวไม่น่ารักเลย เดี๋ยวเพื่อนๆก็เข้าใจผิดกันหมด วังจั๋วเฉิงหันไปมองคนรักด้วยความเหนื่อยใจ พี่ควานไม่เห็นจะทำตัวเป็นเด็กดีเลย

    "นี่ ให้มันน้อยๆหน่อยควาน จั๋วเฉิงน้องรักอย่าไปยอมควาน ถ้าควานดื้อ ก็ต้องดุๆๆๆๆๆ อย่ายอมให้ควานรังแกเรานะ"

    เซวียนลู่พูดขึ้นมา พร้อมกับมองไปที่เพื่อนสนิทของตัวเองอย่างคาดโทษ ก่อนจะเอียงตัวมากอดน้องรักของเธอที่นั่งอยู่ข้างๆ วังจั๋วเฉิงไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นคนน่ารักขนาดไหน ถึงจะมีตาคมๆ กับคำพูดที่ไร้เยื่อใยเป็นกำแพง แต่วังจั๋วเฉิงดุก็เหมือนเพียงแมวขู่เมี้ยวๆสำหรับเธอเท่านั้นเอง

    "หรือถ้าควานแกล้งก็บอกพี่ได้เลย พี่จะมาช่วยเราเอง"

    "อาลู่ ก่อนจะมาช่วยน้องจั๋วเฉิง มองหน้าอวี้เฉินก่อน คงยอมปล่อยให้มาช่วยน้องหรอก"

    "แหม่ คู่นี้แยกกันแค่แป๊บเดียวก็ไม่ได้แล้วครับ มันจะเป็นจะตาย"

    อวี๋ปินพูด จี้หลี่ก็เข้าผสมโรงด้วย เรื่องแกล้งแหย่เพื่อนขอให้ไว้ใจจี้หลี่คนนี้ เซวียนลู่หันไปแยกเขี้ยวใส่อวี๋ปินและจี้หลี่ที่แกล้งแหย่เธอ

    "ที่วันนี้ให้น้องจั๋วเฉิงช่วยนัดทุกคนมาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันก็เพราะมีเรื่องจะประกาศ..."

    เซวียนลู่เปิดบทสนทนาอย่างจริงจัง เฉาอวี้เฉินหันไปมองหน้าเซวียนลู่ พลางยื่นมือไปกุมมือเซวียนลู่เอาไว้ คนอื่นๆบนโต๊ะอาหารมองหน้ากัน นี่อย่าบอกนะว่า...

    "ท้องหรอ?!"

    จี้หลี่ที่พูดแทรกขึ้นมาก่อน ตามมาด้วยอวี๋ปิน 

    "หรือจะเลิกกัน?!" 

    เฉาอวี้เฉินกรอกสายตาใส่เพื่อนของคนรัก ซึ่งตอนนี้ก็กลายมาเป็นเพื่อนของเขาด้วยทั้งหมด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยเสียงอันหนักแน่น

    "จะแต่งงานโว้ย เอ้านี่การ์ดเชิญ"

    เฉาอวี้เฉินยื่นการ์ดให้ทุกคนบนโต๊ะ หลิวไห่ควานลุกขึ้นมากอดแสดงความยินดีเพื่อนสนิทของเขา เซวียนลู่ ก่อนจะกล่าวแสดงความยินดี เซวียนลู่ยิ้มกว้างรับคำแสดงความยินดีจากเพื่อนๆของเธอทั้ง 3 คนตรงหน้า ที่ตอนนี้กำลังเถียงกันเรื่องว่าใครควรจะเป็นเพื่อนเจ้าสาว หรือควรจะไปเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวกันให้หมดทุกคน

    "ยินดีด้วยนะครับพี่ลู่ พี่อวี้เฉินด้วยนะครับ"

    "ขอบใจจ๊ะจั๋วเฉิง จั๋วเฉิงต้องมาให้ได้นะ"

    เซวียนลู่พูดพลางกอดน้องรักของเธอ จั๋วเฉิงพยักหน้ารับ เขาไม่มีทางพลาดวันสำคัญของพี่เซวียนลู่หรอก  

    "ไอ้ควานอยู่ทันงานแต่งป่ะวะ?"

    จี้หลี่เปิดการ์ดแต่งงานออกดู ก่อนจะเห็นว่าวันที่จัดงานแต่งคือวันนี้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

    "ทำไมจะไม่อยู่? ควานจะไปไหนหรอ?" 

    อวี๋ปินถามต่อโดยไม่ได้ละสายตาจากการ์ดแต่งงานในมือ เขาจึงไม่เห็นสายตาของหลิวไห่ควานที่กำลังส่งสัญญาณบอกให้เพื่อนของเขาหยุดพูด วังจั๋วเฉิงหันไปมองหน้าคนรัก แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย หลิวไห่ควานและเซวียนลู่มีสีหน้าเลิ่กลั่กอย่างเห็นชัด เซวียนลู่กำลังจะเอ่ยปากเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แต่จี้หลี่ผู้ไม่รับรู้อะไรก็ตอบขึ้นก่อน

    "เห็นคุณป้าหลี่บอกไอ้ควานจะไปเรียนต่อไม่ใช่หรอ? วันก่อนฉันเจอคุณป้าก็เลยได้คุยกันนิดหน่อย"

    เซวียนลู่แทบจะตีเพื่อนตัวดีที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หลังจากนั้นจี้หลี่โดนเซวียนลู่ตีเข้าจริงๆ 

    "งานแต่งเพื่อนรักอย่างฉันทั้งคน ทำไมควานจะไม่อยู่ล่ะ ใช่ไหมควาน? เรียนต่ออะไรกัน..."

    "ก็คุณป้าหลี่บอกฉันนี่..."

    "ยังจะเถียงอีก อาหลี่!"

    "ตีฉันทำไมเล่า อาลู่?!"

    "มาดื่มกันดีกว่า! ฉันเอาแชมเปญมาด้วย! มาๆ"

    เฉาอวี้เฉินเปลี่ยนเรื่องเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนจะเปิดแชมเปญที่เตรียมมาทันที 



    แม้ว่าเฉาอวี้เฉินและเซวียนลู่จะพยายามดึงบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเรื่องการแต่งงานของทั้งคู่ขึ้นมามากแค่ไหน หากแต่บรรยากาศในการทานหม้อไฟอึมครึมลงไปถนัดตา เมื่อวังจั๋วเฉิงไม่พูดอะไรขึ้นมาอีกหลังจากได้ยินเรื่องหลิวไห่ควานจะไปเรียนต่อ เจ้าตัวจะพูดก็ต่อเมื่อมีคนถามเขาเท่านั้น หลิวไห่ควานกังวลจนเพื่อนๆ แม้แต่จี้หลี่ขี้แกล้งยังต้องขอไม่มีส่วนร่วม ต้องขอทยอยกลับกันหมด

    "เฉิงเฉิง คุยกันหน่อยได้ไหมครับ?"

    หลิวไห่ควานเอ่ยขึ้นทันทีที่เพื่อนๆตัวดีของเขากลับกันไปหมด

    "คุยอะไร? คุยว่าพี่จะไปเรียนต่ออีกไม่กี่เดือนข้างหน้าน่ะหรอ?"

    น้ำเสียงประชดประชันเอ่ยขึ้นอย่างน้อยใจ วังจั๋วเฉิงไม่คิดมาก่อนเลยว่าหลิวไห่ควานจะไม่เคยบอกเรื่องนี้กับเขา ทั้งๆที่เวลามีอะไร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน พวกเขาทั้งสองคนก็ไม่เคยปิดบังกัน แต่ทำไมครั้งนี้หลิวไห่ควานถึงไม่เคยพูดอะไรเลย หรือว่าอีกฝ่ายอยากจะเลิกกับเขาแล้ว วังจั๋วเฉิงกำลังกระวนกระวายใจ

    "ทำไมไม่บอก?"

    วังจั๋วเฉิงไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าหลิวไห่ควาน เพราะกลัวว่าคำที่คิดว่าจะได้ยินจะออกมาจากปากคนตรงหน้า หลิวไห่ควานรับรู้ถึงความกังวลที่คนรักกำลังรู้สึก จึงกอดคนรักจากด้านหลังไว้แน่น เพราะคนรักไม่ยอมหันมามองหน้ากันด้วยซ้ำ

    "ไม่ใช่ว่าพี่ไม่อยากบอก แต่พี่ยังไม่ได้คิดจะไปไหนจริงๆ"

    "แต่พี่หลี่..."

    "พี่จะโกรธเราจริงๆแล้วนะ..."

    "โกรธไปเลย"

    วังจั๋วเฉิงขืนตัวออกจากคนที่กำลังกอดเขาจากด้านหลัง แต่แขนแกร่งของคนตัวสูงก็ใช่ว่าจะยอมปล่อยง่ายๆ

    "จะไปเรียนต่อ หรือจะไปไหนก็ไปเลย"

    คนตัวเล็กกว่าผละออกจากกอดของหลิวไห่ควานได้ในที่สุด ก่อนจะวิ่งหนีไปที่โซนห้องนั่งเล่น หลิวไห่ควานเดินตามมา เพื่อที่จะได้คุยกับคนรักให้รู้เรื่อง แต่เมื่อเขาก้าวเข้าไปใกล้คนรัก วังจั๋วเฉิงก็คว้าหมอนอิงจากโซฟาขึ้นมากอดไว้ ราวกับว่าหมอนอิงจะช่วยกันคนตัวสูงให้เขาได้ แต่ถ้าหลิวไห่ควานเข้ามาใกล้ เขาจะได้ปาหมอนใส่ไปเลย

    "ผมสิต้องโกรธ ไม่ใช่พี่สักหน่อย"

    "ก็เราไม่ฟัง..."

    "ไม่อยากคุยด้วยแล้ว"

    วังจั๋วเฉิงคิดแต่ว่าเขาควรจะหนีไปตั้งหลักก่อน ถ้ากลัวจะได้ยินคำอะไรจากคนตรงหน้านักก็ไม่ต้องคุย แค่เพียงไม่กี่ก้าว หลิวไห่ควานก็เข้าประชิดคนรักของเขาได้แล้ว เมื่อหลิวไห่ควานแย่งหมอนอิงที่คนรักเอามากอดไว้มาได้ ก็โยนหมอนอิงทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะคว้ามือคนตรงหน้าลงมานั่งคุยกันดีๆที่โซฟา

    "เคยคุยกันแล้วไงครับว่าถ้ามีอะไรต้องคุยกัน เราจะคุยกันดีๆ ไม่หนี ไม่หลบหน้า..."

    "พี่ผิดคำพูดก่อนนะ"

    "โอเค พี่ยอมรับผิดที่ไม่เคยคุยกับเราเรื่องเรียนต่อมาก่อน...พี่ขอโทษครับ"

    สีหน้าเหมือนหมาหงอยของคนตรงหน้าทำให้วังจั๋วเฉิงใจอ่อน ยอมสบตากับคนรักอีกครั้ง

    "คุยสิ ผมจะฟัง"

    ยอมรับว่าวังจั๋วเฉิงยังแอบกลัวสิ่งที่กำลังจะได้ยิน แต่ตั้งแต่คบกันมา คนตรงหน้าไม่เคยปล่อยให้เขารู้สึก insecure กับความสัมพันธ์ของเราเลย เขาจะยอมเชื่อใจคนตรงหน้าให้มากกว่าเดิม รอฟังว่าหลิวไห่ควานจะพูดว่าอะไร

    "พี่ตั้งใจว่าจะเรียนต่อแน่ๆ ตั้งแต่ตอนที่เลือกเรียนวรรณคดีแล้ว พี่รู้ว่าความรู้ที่ได้จากสาขาวรรณคดีมันไม่พอที่พี่จะมาช่วยธุรกิจที่บ้าน...แต่พอพี่เจอเฉิงเฉิง พี่ก็ไม่อยากไปไหนที่ไม่มีเราอยู่ด้วย..."

    หลิวไห่ควานจับมือทั้งสองข้างของคนรักแน่นขึ้น ปลายนิ้วเผลอสัมผัสมือของวังจั๋วเฉิงอย่างอ่อนโยน

    "แผนไปเรียนต่อก็เลยถูกพับเก็บไปก่อน พี่รู้ว่ายังไงพี่ก็ต้องไป แต่..."

    คนร่างสูงอึกอัก เหตุผลหลักๆที่ไม่ยอมไปเรียนต่อก็เพราะว่าไม่อยากห่าง ไม่อยากไปไหนไกลคนรักของเขา หลิวไห่ควานมองไปที่คนรักของตัวเองด้วยความหนักใจ ถ้าไม่พูด ไม่อธิบายก็กลัวคนตรงหน้าจะเก็บไปคิดมากคนเดียว

    "พี่แพลนคร่าวๆว่าจะไปเรียนต่อในปีหรือ 2 ปีนี้แหละครับ ยังไม่ได้ตัดสินใจ..."

    "แล้วไม่ต้องรีบไปช่วยงานที่บ้านหรอ?"

    "ก็ต้องช่วย..."

    วังจั๋วเฉิงมองคนรักของตนที่พยายามจะหาเหตุผลเพื่อที่จะไม่ไปเรียนมาบอกเขา แต่วังจั๋วเฉิงรับรู้ได้จากท่าทางของหลิวไห่ควาน ว่าเป็นเพราะเขา คนรักถึงไม่ยอมไปเรียนต่อ

    "ผมไม่ได้จะไปไหน..."

    "หืม?"

    "พี่ไม่ได้จะเลิกกับผม..."

    ทันทีที่ได้ยินคำว่าเลิก หลิวไห่ควานก็ขมวดคิ้ว พูดแทรกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ

    "เลิกอะไร?"

    "ฟังก่อนสิ..." 

    วังจั๋วเฉิงรู้สึกถึงความร้อนที่หน้าจากความเขิน เขากำลังเรียนรู้ที่จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้คนตรงหน้ารับรู้บ้าง ถึงแม้ส่วนใหญ่จะเป็นหลิวไห่ควานที่ sensitive เรื่องความรู้สึกของเขาตลอด

    "ผมจะบอกว่าพี่ไม่ได้จะเลิกกับผมสักหน่อย พี่ไปเรียนต่อก็คงเหมือนกับตอนนี้ที่ผมเรียนแล้วพี่ไปทำงาน พี่ไปเรียนต่อ ก็แค่ตามไปหา ไม่เห็นจะยาก..."

    หลิวไห่ควานยกคนรักขึ้นมานั่งบนตัก ก่อนจะจูบเบาๆที่จมูกของคนรักด้วยความเอ็นดู วังจั๋วเฉิงไม่ได้พูดสิ่งที่คิดจนจบ เพราะตกใจที่อยู่ๆคนตรงหน้าก็เข้ามาจูบ

    "ไม่เลิก พี่ไม่เลิกกับเฉิงเฉิงแน่นอน"

    "ทำเป็นพูดดีไปเถอะ..."

    หลิวไห่ควานยังไม่หยุดรังแกคนน่ารักของเขาที่กำลังกอดเขาไว้หลวมๆบนตัก จูบเบาๆที่แก้มทั้งสองข้างของคนรักอย่างหมั่นเขี้ยวกับความน่ารักตรงหน้า วังจั๋วเฉิงมั่นใจในความรักของเขากับหลิวไห่ควานมากขึ้นไปอีก เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่มีวันปล่อยให้เขาไปไหน เขาเองก็เช่นเดียวกัน

    "ไปทานของหวานกัน ยังไม่อิ่มเลย..."

    หลิวไห่ควานหัวเราะ จะไปอิ่มอะไรล่ะ คนรักของเขานั่งเงียบตั้งแต่ได้ยินเรื่องไปเรียนต่อ คนตัวสูงปล่อยคนรักลงจากตัก ก่อนจะจูงมือกันไปหาของหวานที่ห้องครัวมาทานด้วยกัน อะไรจะสุขไปกว่านี้ ไม่มีแล้ว :) 




    .

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in