My impetuous fan fictions collection.medusawrites
Tearing Up (Prequel) I
  • ร้องไห้.

    สัมผัสร้อนบนหน้า ทำให้หลิวไห่ควานยกมือขึ้นมาแตะแก้มของตน น้ำตา? นี่เขาร้องไห้? น้ำตายังคงไหลพรากอย่างที่เขาไม่คาดคิด สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มบนเวที ผู้ชายคนนั้นกำลังร้องเพลงถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครมาริอุส ในบทเพลง Empty Chairs at Empty Tables ในละครเวที musical เรื่อง Les Misérables ที่สูญเสียทั้งเพื่อน ความเชื่่อ ความหวัง ในฉากที่เขากลับมาในที่ๆเขาและเพื่อนเคยได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน 

    'There's a grief that can't be spoken,

    There's a pain goes on and on.

    Empty chairs at empty tables,

    Now my friends are dead and gone.

    Here they talked of revolution,

    Here it was they lit the flame,

    Here they sang about tomorrow and tomorrow never came.

    From the table in the corner,

    They could see a world reborn,

    And they rose with voices ringing,

    And I can hear them now

    The very words that they have sung

    Became their last communion

    On this lonely barricade, at dawn.

    Oh my friends, my friends forgive me

    That I live and you are gone

    There's a grief that can't be spoken,

    And there's a pain goes on and on

    Phantom faces at the window,

    Phantom shadows on the floor,

    Empty chairs at empty tables where my friends will meet no more.

    Oh my friends, my friends don't ask me

    What your sacrifice was for

    Empty chairs at empty tables

    Where my friend will sing no more.'

    หลิวไห่ควานรับรู้ทุกถ้อยคำและความรู้สึกของตัวละครมาริอุส ผ่านเสียงร้องของคนบนเวที เขาไม่อาจละสายตาจากความเศร้าโศกตรงหน้าได้ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่นักแสดงทุกคนออกมาโค้งขอบคุณทุกคน และเมื่อตัวละครมาริอุสออกมา หลิวไห่ควานลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้นั่งของตนอย่างไม่รู้ตัว พร้อมกับปรบมือให้คนบนเวทีเสียงดัง เพื่อนสนิทที่มาด้วยกันก็ศอกเขาอย่างเห็นด้วยกับความสามารถของคนบนเวที

    "เป็นไงล่ะคุณควาน? มองตาไม่กระพริบ สุดยอดเลยใช่ไหม?"

    หลิวไห่ควานยังคงปรบมือไม่หยุด เสียงของเพื่อนที่เป็นคนบังคับให้เขามาดู เซวียนลู่ ไม่ได้ทำให้หลิวไห่ควานหันกลับมาสนใจแต่อย่างใด ดวงตายังจับจ้องอยู่กับชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของบทบาทมาริอุส ที่ตอนนี้แตกต่างกับตอนเป็นมาริอุสมาก ผู้ชายคนนั้นกำลังยิ้มกว้าง ยิ้มสว่างจ้าของมาริอุสทำให้หลิวไห่ควานละสายตาไปจากมาริอุสบนเวทีไม่ได้เลย ราวกับว่าเขาคือเอโปนีนที่กำลังแอบรักมาริอุสอย่างชื่นชมและรักใคร 



    "ทุกคนสุดยอดมาก! ขอบคุณมากเลยนะ!"

    นักแสดงและทีมงานต่างวิ่งกรูเข้ามากอดแสดงความยินดีกันอย่างชื่นมื่น สมกับความเหนื่อยล้าในการซ้อมตลอดทั้งเทอมที่ผ่านมา แค่ได้เห็นละครเวทีที่ทุกคนมีส่วนร่วมผ่านไปอย่างลุล่วงในค่ำคืนนี้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว

    "ออกไปขอบคุณคนดูกัน"

    ผู้กำกับตะโกนขึ้นมากลางวง ผู้คนหลังโรงละครตื่นเต้น กอดคอกันวิ่งออกไปที่หน้าเฮาส์เพื่อพูดคุยกับคนดู ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของนักแสดงและทีมงาน เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และคนรู้จัก เพราะเป็นละครประจำปีสำหรับนักศึกษา ซึ่งเหมือนกับการสอบปลายปีของนักศึกษาประจำเอกศิลปการละคร จึงไม่ได้โปรโมตไปในวงกว้าง แต่ถึงอย่างนั้น คนดูก็มีไม่ต่ำกว่า 100 คน หน้าเฮาส์จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มาแสดงความยินดีกับคนที่พวกเขารู้จัก บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความปิติยินดีและชื่นชม

    วังจั๋วเฉิง นักศึกษาเอกศิลปการละครปี 1 ผู้รับบทเป็นมาริอุสในละครเวที Les Misérables ในครั้งนี้ กำลังลบเครื่องสำอางบนใบหน้าอยู่ในห้องแต่งตัว เขาพยักหน้าและเอ่ยขอบคุณทีมนักแสดงและทีมงานทุกคนที่เข้ามาทักทายแสดงความยินดีกับเขา ด้วยความเป็นคนหน้านิ่ง ดวงตากลมเฉี่ยวดูดุและคม ทั้งยังเป็นคนถือตัว มีกำแพงกับคนอื่นเสมอ จึงทำให้ไม่มีใครในโปรดักชันสนิทกับเขาเป็นพิเศษ ซึ่งนั่นก็ดีสำหรับเขา เขาไม่อยากจะรู้สึกพิเศษ ไม่ได้อยากผูกพันกับใคร เพราะเมื่อโปรดักชันจบลง ทุกคนก็แยกย้ายกันไปเสมอ นั่นคือสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต ครอบครัวของเขาเองก็เป็นเช่นนั้น เมื่อหมดประโยชน์ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง พ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน เพราะเรื่องผลประโยชน์ เขาที่เติบโตมาด้วยเงินของทั้งพ่อและแม่ ไม่ใช่ด้วยความรัก ซึ่งนี่ทำให้เขาไม่เคยที่จะเรียกร้องอะไรจากใครทั้งนั้น จะมีก็เพียงแค่เวลาที่เขาได้เป็นตัวละครเท่านั้น ที่วังจั๋วเฉิงรู้สึกได้รับการเติมเต็ม โดยใส่ความรู้สึกของเขาเข้าไปกับตัวละครตัวนั้นๆ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกที่จะเรียนศิลปการละคร 

    "จั๋วเฉิง มีคนฝากการ์ดมาให้"

    หนึ่งใน Stage manager ยื่นการ์ดมาให้วังจั๋วเฉิง เขารับมาด้วยความงุงงง มีคนฝากอะไรมาให้เขาอย่างงั้นหรอ? เขาวางอุปกรณ์เช็ดหน้า ก่อนจะอ่านข้อความบนการ์ด

    'Et puis, tenez, monsieur Marius, je crois que j'étais un peu amoureuse de vous.'

    (และตอนนั้น, คุณรู้ไหม, คุณมาริอุส, ฉันคิดว่าฉันหลงรักคุณเล็กๆแล้วล่ะ)

    บนการ์ดมีแค่ quote จากคำพูดของเอโปนีนในเวอร์ชันนิยายกล่าวกับมาริอุส ไม่มีชื่อคนเขียน วังจั๋วเฉิงขมวดคิ้ว ถึงจะรู้สึกแปลกๆที่มีใครก็ไม่รู้เอาการ์ดมาให้ แต่ข้อความภาษาฝรั่งเศสในการ์ดกลับทำให้วังจั๋วเฉิงใจฟูอย่างประหลาด 

    "ใครฝากมาให้หรอ?"

    "ไม่แน่ใจเหมือนกัน พี่เซวียนลู่ฝากมาให้อีกทีน่ะ..."

    วังจั๋วเฉิงกล่าวขอบคุณอีกครั้ง พี่เซวียนลู่เป็นรุ่นพี่เอกศิลปการละครปี 3 คิดว่าถ้าเจอหน้าคงค่อยถามเรื่องการ์ดใบนี้ก็คงไม่เป็นไร เผลอๆก็อาจจะเป็นพี่เซวียนลู่เองนั่นแหละที่เป็นคนเขียนการ์ดนี้ให้กับเขา ถึงจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมาให้ แต่หวังว่าจะเป็นคนที่ชื่นชมการแสดงและการร้องเพลงของเขาในฐานะมาริอุส เขาเก็บการ์ดใส่สมุดบันทึกส่วนตัว ก่อนจะกลับมาจัดการตัวเองต่อ



    "เอ้า ชน!"

    เสียงแก้วไพท์เบียร์และแก้วแอลกอฮอล์ชนิดอื่นๆกระทบกันทันทีที่คำว่าชนดังขึ้น วังจั๋วเฉิงไม่รู้ว่าตัวเองใจอ่อนกับทีมนักแสดงและทีมงานจนมาโผล่ที่งานเลี้ยงปิดโปรดักชันที่นี้ได้อย่างไร เอาเถอะ แสดงละครเวทีเต็มเรื่องครั้งแรกในมหาวิทยาลัย เขาก็ควรจะยินดีกับตัวเองและทุกคนที่มีส่วนร่วมสักหน่อย เขาจะรีบดื่มแก้วนี้ให้หมด แล้วค่อยกลับ ถ้าจะลุกกลับตอนนี้ก็คงเสียมารยาทน่าดู เบียร์หนึ่งไพท์ในมือไม่พร่องลงเลยแม้แต่น้อย เบียร์ขมเกินไปสำหรับความชอบของวังจั๋วเฉิง

    "วังจั๋วเฉิง! เจอตัวนายสักที!"

    พี่เซวียนลู่ตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดัง ถึงแม้พี่เซวียนลู่จะไม่ได้อยู่ในโปรดักชัน แต่ด้วยความที่เป็นนักศึกษาเอกศิลปการละคร ทำให้เจ้าตัวรู้จักแทบจะทุกคนในที่นี้เป็นอย่างดี คงจะมีคนชวนให้มาในงานเลี้ยงปิดโปรดันชันในคืนนี้ด้วย 

    "มาริอุส! ชนแก้วกับพี่สาวคนนี้หน่อย!"

    ท่าทางรุ่นพี่ของเขาคงจะกรึ่มมาพอสมควร วังจั๋วเฉิงยกแก้วไพท์ในมือของตนชนกับแก้วไพท์ในมือของเซวียนลู่ ก่อนจะกลั้นใจดื่มให้เยอะที่สุดเท่าที่จะดื่มเบียร์ในลมหายใจเดียวได้ 

    "นายเล่นดีมากเลยคืนนี้ พี่ขอจองตัวนายในละครธีสิสพี่เลยได้ไหม?"

    "คือผม..."

    วังจั๋วเฉิงอึกอัก ไม่รู้จะจัดการคนที่ดูเหมือนว่าจะเริ่มเมาแล้วตรงหน้าอย่างไร คนอื่นๆในงานก็ดูจะสนุกกันอยู่ ความคิดที่จะถามถึงเจ้าของการ์ดที่เขาได้รับหลังจากเล่นละครจบถูกพักเอาไว้ก่อน เมื่อเห็นท่าว่ารุ่นพี่ตรงหน้าเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ คงจะเริ่มเมาจริงๆแล้วล่ะมั้ง 

    "ไม่รับปากงั้นหรอ?...โธ่ ไม่เป็นไร ยังไงพี่ก็จะต้องหาวิธีทำให้นายมาเล่นละครที่พี่จะกำกับให้ได้ เอ้า ชนอีก!"

    พูดจบเสียงแก้วไพท์สองแก้วก็ชนกันอีกครั้ง วังจั๋วเฉิงยกแก้วไพท์ดื่มเบียร์ที่อยู่ในแก้วจนหมดในครั้งเดียว เมื่อเห็นว่าเบียร์ในแก้วหมดแล้ว จึงทำท่าว่าจะลากลับ แต่รุ่นพี่ตรงหน้าที่ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ดึงแขนเขาไว้พร้อมกับตะโกนเสียงดังให้คนเอาเบียร์มาเพิ่มให้เขากับพี่เซวียนลู่อีกคนละแก้ว วังจั๋วเฉิงปฎิเสธทันที แต่เซวียนลู่ไม่ปล่อยให้เขาลุกไปไหน เมื่อเบียร์มา ก็หาเรื่องชนแก้วไพท์กับเขาเรื่อยๆ 



    "จั๋วเฉิงน้องรัก ชน!"

    เวลาผ่านไปเท่าไหร่นานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แก้วไพท์วางเต็มโต๊ะของวังจั๋วเฉิงกับเซวียนลู่ คนอื่นๆในโปรดักชันแวะเข้ามาชนแก้วด้วยประปราย แต่เซวียนลู่ก็ยังไม่ปล่อยให้วังจั๋วเฉิงกลับ คะยั้นคะยอให้น้องรักคนใหม่ของเธอดื่มด้วยกันไพท์แล้วไพท์เล่า เซวียนลู่เอ็นดูท่าทางที่อยากจะะกลับบ้านจะแย่ของคนตรงหน้าที่เหมือนจะลุกขึ้นมาข่วนหน้าเธอให้เลิกชนแก้วกับเขาได้แล้ว จนในที่สุดก็เป็นเธอนั่นแหละที่เมาจนแทบจะล้มพับอยู่ที่โต๊ะแล้ว

    "พี่เซวียนลู่ พอเถอะครับ..."

    หลายคนพยายามจะเข้ามาห้ามไม่ให้เซวียนลู่ดื่มเพิ่ม หากแต่ด้วยความเกรงใจรุ่นพี่คนสวย ทุกคนจึงทำได้เพียงแต่เอาเบียร์มาให้ช้าลงเท่านั้น ถึงแม้จะแอบกลัวเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆของเซวียนลู่ก็ตาม

    "เซวียนลู่!"

    เสียงเข้มดุดังขึ้น พร้อมกับการปรากฎตัวของชายหนุ่มร่างสูงที่วังจั๋วเฉิงไม่รู้ว่าคือใคร แต่ทีมงานที่กำลังเถียงกับเซวียนลู่เรื่องแอลกอฮอล์ดูโล่งใจที่คนร่างสูงเข้ามาแย่งแก้วไพท์จากมือของเซวียนลู่ 

    "กลับบ้านได้แล้ว"

    "ควานหรอ? ควาน! นี่ไงน้องจั๋วเฉิง! น่ารักกกกกกกกก น้องน่ารักมากกกกกกกกกกกกก"

    "เซวียนลู่ พอได้แล้วน่า!"

    หลิวไห่ควานแทรกคนเมาขึ้นมาเสียงดัง จนวังจั๋วเฉิงต้องหลบสายตาอีกฝ่าย เซวียนลู่งอแงอยากดื่มต่อ วังจั๋วเฉิงเห็นจังหวะชุลมุน จึงจะแอบหนีกลับบ้าน ลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนลืมไปแล้วว่าตัวเองก็ดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปไม่น้อย เผลอเซทันทีที่ลุกยืนขึ้นมา แต่ก็เป็นคนร่างสูงที่กำลังเถียงกับเซวียนลู่ที่คว้าแขนเขาไว้ทัน ก่อนที่เขาจะล้ม

    "ระวังหน่อย..."

    "น้องจั๋วเฉิงงงงงงงงงงงงงง เป็นอะไรรึเปล่าาาาาาาคะ?"

    "ข่ะ...ขอบคุณครับ ผมไม่เป็นไร"

    มือที่จับแขนเขาไว้ยังไม่ยอมปล่อย ถึงแม้วังจั๋วเฉิงจะกล่าวขอบคุณไปแล้ว วังจั๋วเฉิงคิดว่าตัวเองยังไม่เมา แต่เขาไม่รู้ว่าตาดุๆของตน ยามนี้กลับหวานเชื่อม แก้มแดงๆเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำเอาคนที่กำลังจับแขนเขาไว้อยู่อย่างหลิวไห่ควานใจกระตุก 

    "กลับยังไง?"

    "เดินกลับ..."

    "เดี๋ยวพี่ไปส่ง บ้านอยู่ที่ไหนครับ?"

    วังจั๋วเฉิงไม่เข้าใจ คนตรงหน้าพูดว่าอะไรนะ จะไปส่ง? คอนโดฯของเขาอยู่ห่างไปแค่สองช่วงตึกนี่เอง วังจั๋วเฉิงขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ พยายามขืนอีกฝ่ายที่ยังคงจับแขนของตนไว้

    "ไปส่งๆๆๆๆๆ ควานต้องไปส่งน้องๆๆๆๆ จะปล่อยให้น้องจั๋วเฉิงของฉันกลับเองได้ยังไงงงงงงงงงงงง"

    เซวียนลู่ตรงเข้ามาจับแขนอีกข้างของเขาไว้ ไม่ว่าวังจั๋วเฉิงจะยกเหตุผลอะไรมาอธิบายคนสองคนตรงหน้า แต่ทั้งสองก็ไม่มีทีท่าจะปล่อยให้เขากลับเองเลย 

    "ดื้อ..."

    วังจั๋วเฉิงชักสีหน้าทันทีที่ได้ยินร่างสูงตรงหน้า ที่เพิ่งจะแนะนำตัวว่าชื่อหลิวไห่ควาน เป็นรุ่นพี่เอกวรรณคดี ปี 3 รุ่นเดียวกับเซวียนลู่ ดุเขาว่าเขาดื้อ 

    "ไม่ดื้อ!"

    ไม่รู้เป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือความรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นฝ่ายต้องยอมแพ้คนข้างหน้าที่ทำให้ความยับยั้งชั่งใจในคำพูดของวังจั๋วเฉิงลดน้อยลง จนทำให้เขาเผลอพูดสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปเสียงดัง ดื้ออะไรกัน? การปฏิเสธคนแปลกหน้าตรงหน้าเนี่ยนะดื้อ?

    "ครับ ไม่ดื้อก็ไม่ดื้อ ถ้าอย่างงั้นให้พี่ไปส่งนะ ถ้าไม่อยากยืนเถียงกันต่อจนถึงเช้า"

    วังจั๋วเฉิงหมดแรงจะเถียง อยากจะล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มของตัวเองใจจะขาด จึงยอมรุ่นพี่สองคนตรงหน้าในที่สุด



    หลังจากนั้นชีวิตของวังจั๋วเฉิงก็มีรุ่นพี่สองคนมาวนเวียนอยู่ในชีวิต เริ่มด้วยเซวียนลู่ เพราะเธอเป็นรุ่นพี่ที่เรียนเอกเดียวกันจึงทำให้วังจั๋วเฉิงต้องเจอและเรียนด้วยกันเสมอ เซวียนลู่เป็นรุ่นพี่เอกที่น่ารัก เธอหยิบยื่นโอกาสให้เขาได้ฝึกปรือเครื่องมือของการเป็นนักแสดงที่ดีตลอด เมื่อมีโปรเจ็กต์อะไร หรือใครในเอกทำอะไรที่น่าสนใจ เซวียนลู่ก็มักจะมาชวนกึ่งบังคับให้วังจั๋วเฉิงไปมีส่วนร่วมกับทุกโปรเจ็กต์ จนทำให้ชีวิตการเรียนในปีแรกของเขาเต็มไปด้วยความสนุกสนานทั้งกับประสบการณ์ใหม่ๆ และคนใหม่ๆที่ได้พบเจอระหว่างการเรียนและทำงาน ส่วนอีกคน หลิวไห่ควาน ก็ตามมาทะเลาะแกล้งแหย่เขาเป็นประจำ เหมือนเป็นพี่ชายที่เขาไม่เคยมีในชีวิต ถึงแม้จะไม่ได้เรียนเอกเดียวกัน แต่หลิวไห่ควานเป็นเพื่อนสนิทกับเซวียนลู่ ทำให้เขาเจอกับหลิวไห่ควานตลอดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บวกกับความใจดีของหลิวไห่ควาน ที่คอยมาเป็นกำลังใจให้เขาเสมอ ไม่ว่าจะมาด้วยตัวเอง หรือส่งอะไรมาให้เล็กๆน้อยๆ อย่างข้อความให้กำลังใจปนหาเรื่อง ขนม หรือชา chai ที่วังจั๋วเฉิงชอบ ไม่ว่าเขาจะมีส่ง scene work สั้นๆ หรือสอบร้องเพลง หลิวไห่ควานก็ตามมาให้กำลังใจเขาไม่เคยขาด จนหลิวไห่ควานกลายมาเป็นเหมือนคนในครอบครัวที่วังจั๋วเฉิงไม่เคยมี โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

    "อ้าว วันนี้ไม่เห็นพี่ควานในโรงละครเลย พี่ควานไม่มาดูจั๋วเฉิงส่งซ้อม scene work หรอ?"

    กัวเฉิง เพื่อนร่วมรุ่นเอกศิลปการละครของเขาเอ่ยถาม เมื่อเจอวังจั๋วเฉิงเดินลงจากเวทีหลังจากส่งซ้อมเสร็จ วังจั๋วเฉิงกำลังจะเช็คโทรศัพท์ว่ามีข้อความของคนที่คอยมาให้กำลังใจเขาเสมออย่างหลิวไห่ควานหรือไม่ ก่อนที่จะได้กลับเข้ามาฟังคอมเมนต์ของครูๆ วังจั๋วเฉิงเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า โดยไม่ได้เช็คอย่างที่ตั้งใจในตอนแรก เมื่อได้ยินคำถามจากกัวเฉิง

    "ฉันเห็นพี่ควานอยู่ที่ห้องคณะกรรมการนักศึกษาตอนที่ฉันลงไปทำเรื่องขอใช้ห้องซ้อมนอกเวลาเรียนเมื่อกี้..."

    ยังไม่ทันที่วังจั๋วเฉิงจะได้ตอบ หลิงหลิง เพื่อนร่วมรุ่นอีกคนนึงตอบขึ้นมาก่อน กัวเฉิงหันไปมองหลิงหลิงอย่างเอาเรื่อง เมื่อเห็นวังจั๋วเฉิงหน้าเสีย 

    "พี่เขาอาจจะยุ่งก็ได้ รีบไปเบรคแล้วกลับมาฟังคอมเมนต์ครูๆกัน..."

    กัวเฉิงคว้าแขนวังจั๋วเฉิงออกไปเบรค ก่อนจะกลับเข้ามาฟังคอมเมนต์จากครูๆ



    วังจั๋วเฉิงไม่เข้าใจตัวเอง ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากที่หลิงหลิงบอกว่าเห็นหลิวไห่ควานที่ห้องคณะกรรมการนักศึกษา ไม่มีข้อความ หรือขนม หรือชา chai ที่วังจั๋วเฉิงชอบ นี่เขากำลังไม่พอใจ? น้อยใจ? ที่แย่กว่านั้นคือ เขาเสียใจ? ที่หลิวไห่ควานไม่มาให้กำลังใจเขาเหมือนเคย ความรู้สึกพวกนี้นี่มันคืออะไร? กำแพงที่เอาไว้กันคนเข้ามาทำร้ายความรู้สึกของเขากำลังสั่นคลอน นี่เขาปล่อยให้หลิวไห่ควานเข้ามามีอิทธิพล ข้ามกำแพงความรู้สึกเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน วังจั๋วเฉิงไม่มีสมาธิ เขาไม่เข้าใจตัวเองเลย นี่เขากำลังเป็นอะไร? วังจั๋วเฉิงชื่นชมตัวเองเสมอเวลาที่เขาจัดการกับความรู้สึกยุ่งยากที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างง่ายดาย หากแต่ตอนนี้เขากำลังสับสน เขาไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไร วังจั๋วเฉิงเลยหลีกเลี่ยงไม่ไปเจอหลิวไห่ควาน จนลามไปถึงเซวียนลู่ด้วย เป็นสัปดาห์แล้วที่วังจั๋วเฉิงหลบเลี่ยงพี่คนสนิททั้งสองคน ในเมื่อจัดการความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ไม่ไปเจอซะก็สิ้นเรื่อง

    "วังจั๋วเฉิง!"

    เสียงเข้มที่ไม่ได้ยินมานาน ไม่ต้องหันไปวังจั๋วเฉิงก็รู้ว่าเป็นเสียงของหลิวไห่ควาน เขากำลังจะเดินหนี แต่ด้วยความสูงของหลิวไห่ควาน แค่เขาคิดจะเดินหนี หลิวไห่ควานก็เข้าประชิดตัวของเขาแล้ว

    "ผมมีซ้อม ขอตัวก่อน"

    "เดี๋ยว..."

    หลิวไห่ควานคว้าแขนของคนตรงหน้าเอาไว้ เขาไม่รู้ว่าวังจั๋วเฉิงเป็นอะไร รู้แต่ว่าวังจั๋วเฉิงหลบหน้าเขาตั้งแต่วันที่วังจั๋วเฉิงมีส่ง scene work เมื่อสัปดาห์ก่อน แล้วเขาไม่ได้ไปให้กำลังใจ ข้อความหรือขนมใดใดก็ไม่ได้ส่งไปอย่างที่ทำเป็นประจำ ยอมรับว่าเขาลืมจริงๆ แต่แค่นี้น้องก็ไม่น่าจะหลบหน้าเขา และแม้แต่เซวียนลู่ วังจั๋วเฉิงก็หลบเลี่ยง จนตอนนี้หลิวไห่ควานก็โดนเซวียนลู่หมายหัวแล้ว เพราะทำให้น้องรักของเธอไม่ยอมมาเจอหน้า หรือรับโทรศัพท์เธอเลย 

    "จั๋วเฉิงโกรธพี่หรอครับ?"

    "เปล่า ผมไม่ได้โกรธ"

    วังจั๋วเฉิงปฏิเสธแทบจะในทันที พยายามจะหลบสายตาคนตรงหน้าที่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างคาดคั้น 

    "พี่ขอโทษที่วันนั้นพี่ไม่ได้ไปดูจั๋วเฉิงส่ง scene work นะ หายโกรธกันได้ไหมครับ?"

    "ผมไม่ได้โกรธพี่"

    "ไม่โกรธแล้วหลบหน้าพี่ทำไมครับ?"

    "ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไง!"

    วังจั๋วเฉิงเผลอเสียงดังใส่คนตรงหน้า เขาไม่รู้ว่าจะอธิบายให้หลิวไห่ควานฟังว่าอะไร ตอนนี้เขาทั้งโกรธตัวเอง สับสน ไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด หลิวไห่ควานมองคนตรงหน้าด้วยความตกใจ ก่อนจะปล่อยมือที่จับอีกฝ่ายเอาไว้ 

    "ผมขอไม่ให้พี่มาดูผมอีกได้ไหม?" 

    หลิวไห่ควานมองคนตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ คนตัวเล็กไม่ยอมแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยซ้ำ เขาเสียใจที่ทำให้อีกฝ่ายโกรธ แต่ไม่คิดว่าวังจั๋วเฉิงจะโกรธเขามากถึงกับขอให้เขาไม่ไปดูเจ้าตัวอีก 

    "โกรธพี่ขนาดนั้นเลยหรอ?"

    เสียงเศร้าจากร่างสูงทำให้วังจั๋วเฉิงเงยหน้าขึ้น ก่อนจะพบว่าดวงตาของคนตรงหน้ากำลังมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เขาไม่เข้าใจ วังจั๋วเฉิงสับสน เขาไม่เข้าใจ สายตาของหลิวไห่ควานทำให้วังจั๋วเฉิงหายใจไม่ออก เขารู้สึกเหมือนหัวใจกำลังบีบรัดจนเขาหายใจไม่ออก 

    "พี่ขอโทษ"

    วังจั๋วเฉิงไม่เข้าใจว่าหลิวไห่ควานขอโทษเขาทำไม เขาเป็นคนขอให้อีกฝ่ายไม่มาดูเขาอีก โดยมารยาทแล้ว ต้องเป็นเขาสิที่ต้องขอโทษอีกฝ่ายด้วยซ้ำ วังจั๋วเฉิงไม่ชอบบรรยากาศตอนนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร 

    "ผม..."

    "พี่รับปากว่าจะไม่ไปดูเราอีก ไม่ต้องเป็นห่วง แต่อย่าหลบหน้าเซวียนลู่เลยนะ เขาเอ็นดูเราเหมือนน้อง คงเป็นห่วงจั๋วเฉิงแย่แล้วที่หลบหน้า ไหนจะไม่ยอมรับโทรศัพท์อีก...พี่ไม่กวนเราแล้ว ไปก่อนนะ จั๋วเฉิง"

    พูดจบหลิวไห่ควานก็เป็นฝ่ายเดินออกไปก่อน วังจั๋วเฉิงอึดอัด ทั้งๆที่อีกฝ่ายยอมตกลงไม่มาดูเขาอีกแล้ว แต่ทำไมเขากลับรู้สึกเศร้า เขาเสียใจ




    .




    ร้องไห้.

    วังจั๋วเฉิงเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะเดินไปไหน เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเอามากๆ

    "จั๋วเฉิง!"

    เสียงเรียกของเซวียนลู่ทำให้วังจั๋วเฉิงหันกลับมาที่ต้นเสียง โดยไม่ได้คิดเขาก็ตรงเข้าไปหาเซวียนลู่ ก่อนจะเข้าไปกอดเซวียนลู่ไว้แน่น

    "จั๋วเฉิงเป็นอะไร?"

    "พี่ลู่...ฮึก...ผม..."

    น้ำตามากมายกำลังไหลพรากออกจากดวงตาทั้งสองข้างของวังจั๋วเฉิงอย่างควบคุมไม่ได้ วังจั๋วเฉิงไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย กำแพงที่มีไว้ปกป้องตัวเองถูกทำลายหายไป เหลือไว้แต่เพียงวังจั๋วเฉิงผู้อ่อนไหวตรงหน้า 

    "ไม่เป็นไรๆ พี่อยู่ตรงนี้"

    เซวียนลู่ตกใจที่น้องที่หลบหน้าเธอเป็นสัปดาห์ พุ่งเข้ามากอดอย่างไม่ทันตั้งตัว เด็กที่ดูเหมือนจะเป็นคนเข้มแข็ง ไม่ยอมใครอย่างวังจั๋วเฉิงเข้ามากอดเธอพร้อมกับร้องไห้อย่างหนัก เธอกอดน้องตัวเล็กที่สูงถึง 183 เซนติเมตรตรงหน้าเอาไว้แน่น 



    "พี่ตอบให้จั๋วเฉิงไม่ได้หรอกนะ ว่าสิ่งที่เรารู้สึกมันคืออะไร แต่จั๋วเฉิงลองไปคิดดูให้ดี ว่าทำไมถึงรู้สึกมากขนาดนั้นตอนที่ควานยอมที่จะไม่มาเจอเรา..."

    เมื่อวังจั๋วเฉิงหยุดสะอื้นแล้ว จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เซวียนลู่ฟัง ถึงน้ำตาจะยังไม่หยุดไหล แต่เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก ที่มีเซวียนลู่คอยปลอบอยู่ข้างๆ เซวียนลู่มองวังจั๋วเฉิงด้วยความเอ็นดู เจ้าเด็กตรงหน้าหลงรักเพื่อนของเธอไปแล้วอย่างไม่รู้ตัว และก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังรู้สึกเรียกว่าอะไร ส่วนไอ้คนที่ควรจะทำอะไรให้ชัดเจน ไม่ควรจะทำให้น้องสับสน กลับยอมถอยออกไป โดยทำให้น้องรักของเธอต้องร้องไห้อย่างหนักอย่างหลิวไห่ควาน ไม่สมควรจะมาพูดอีกว่าหลงรักวังจั๋วเฉิงตั้งแต่ได้ดูน้องเล่นเป็นมาริอุสในครั้งนั้น ไม่เป็นไร เซวียนลู่จะจัดการเรื่องนี้ให้เอง

    "ลองไปคุยกับควานดูดีกว่าไหม? ถ้าสิ่งที่เขาทำมันทำให้เรารู้สึก ไม่ว่าจะรู้สึกอะไรก็ตาม ก็ควรจะไปคุยกับเขา"

    "แต่ผม..."

    "พี่จะไปลากตัวควานมาดูเราส่ง scene work เอง สัปดาห์หน้าใช่ไหม?"

    "ครับ...แต่..."

    "ไม่ต้องกังวล เชื่อพี่ ดูสิตาบวมหมดแล้ว จั๋วเฉิงน้องรัก มาๆพี่พาไปหาน้ำหวานเติมพลังดีกว่า" 



    วังจั๋วเฉิงนอนไม่หลับมาเป็นสัปดาห์เพราะเรื่องความรู้สึกที่ยังจัดการไม่ได้ของเขา แต่ตอนนี้เขากำลังจะขึ้นส่ง scene work บนเวทีด้วยบทเพลงจากละครเวที musical เรื่อง West Side Story ถึงแม้จะส่งแค่เพลงเดียว แต่เขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้ วังจั๋วเฉิงชอบความตื่นเต้นเพราะความตื่นเต้นทำให้เขารู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ในวันนี้ความตื่นเต้นกลับทำให้รู้ว่าเขาจะต้องดึงตัวเองกลับมา ต้องเป็นตัวละคร เก็บความรู้สึกที่ยังจัดการไม่ได้ไปก่อน เมื่อ stage manager เรียก stand by วังจั๋วเฉิงก็หายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินเข้าเวทีไปด้วยบทบาทของโทนี่ ในบทเพลง Tonight ซึ่งเป็นเพลง Duet ระหว่างโทนี่กับตัวละครอีกตัว มาเรีย แสดงโดยเพื่อนร่วมรุ่นของวังจั๋วเฉิง

    'Always you, ev'ry thought I'll ever know

    Ev'rywhere I go, you'll be, you and me! All the world is only you and me!'

    สิ่งที่วังจั๋วเฉิงควรจะรู้สึกควรจะเป็นความรู้สึกของตัวละครโทนี่ที่มีต่อมาเรีย แต่ความรู้สึกในใจของเขาที่เขารู้สึกกลับเป็นความรู้สึกของเขาที่มีต่อหลิวไห่ควาน ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆในใจของเขา เมื่อได้ยินเสียงร้องของมาเรีย ทุกๆคำกระแทกเข้ามาในใจ พร้อมกับทุกๆสิ่งที่หลิวไห่ควานพูดกับเขา หรือทำให้เขา  

    'Tonight, tonight,

    It all began tonight,

    I saw you and the world went away.

    Tonight, tonight,

    There's only you tonight,

    What you are, what you do, what you say.'

    เมื่อถึงท่อนร้องประสานของโทนี่ วังจั๋วเฉิงร้องทุกคำด้วยความรู้สึกที่เขามีต่อหลิวไห่ควาน เขาเข้าใจแล้ว ความสับสน ไม่พอใจ ไม่สบายใจ น้อยใจ จนไปถึงความรู้สึกที่ต้องพยายามหลบหน้าอีกฝ่าย และความเสียใจที่ตัวเองรู้สึกเมื่อหลิวไห่ควานยอมไม่มาเจอ

    'Today, all day I had the feeling

    A miracle would happen.

    I know now I was right.

    For here you are,

    And what was just a world is a star

    Tonight!'

    วังจั๋วเฉิงรู้แล้วว่าความรู้สึกในในใจของเขาที่มีต่อหลิวไห่ควานคืออะไร เขาชอบหลิวไห่ควาน 

    'Tonight. tonight,

    The world is full of light,

    With suns and moons all over the place.

    Tonight, tonight,

    The world is wild and bright.

    Going mad, shooting sparks into space.

    Today the world was just an address.

    A place for me to live in,

    No better than all right,

    But here you are

    And what was just a world is a star

    Tonight!'

    ทันทีที่ไฟ fade out วังจั๋วเฉิงรีบวิ่งลงเวทีทันที เขามีที่ที่เขาต้องไป เขาต้องไปหาหลิวไห่ควาน เขาไม่แม้แต่จะทักทายเพื่อนๆ วังจั๋วเฉิงรีบวิ่งเข้าไปที่ห้องแต่งตัว คว้ากระเป๋าของตัวเอง เพื่อหาโทรศัพท์ เมื่อได้แล้วก็รีบวิ่งไปที่ลิฟต์ มือก็กดโทรศัพท์โทรหาคนที่ต้องการเจอไปด้วย เมื่อมาถึงที่ลิฟต์ ลิฟต์ที่กำลังจะปิดทำให้วังจั๋วเฉิงเห็นว่าใครอยู่ในลิฟต์ที่กำลังจะลงไป

    "พี่ควาน!"

    ใจของวังจั๋วเฉิงรอลงลิฟต์อีกตัวไม่ไหว จึงตัดสินใจวิ่งลงจากชั้น 7 โรงละครลงไปที่ล๊อบบี้ของตึกด้านล่างอย่างไม่หยุดหายใจ เมื่อลงมาถึงด้านล่าง คนที่อยากเจอกำลังจะเดินออกไปที่ตึกจอดรถด้านหลัง วังจั๋วเฉิงยืนหอบอยู่หน้าลิฟต์ แต่ไม่ว่ายังไงคืนนี้เขาจะต้องคุยกับหลิวไห่ควานให้ได้

    "พี่ควาน!"

    วังจั๋วเฉิงตะโกนออกไปจนสุดเสียง ทั้งๆที่เขาไม่ควรจะใช้เสียงแบบนี้แท้ๆ วังจั๋วเฉิงพยายามจะหายใจให้เป็นปกติจากอาการหายใจไม่ทันที่วิ่งลงมาจากชั้น 7 พี่ควานไปแล้ว ไม่ทันแล้ว วังจั๋วเฉิงหอบหายใจแรง ขาไม่มีแรงแล้ว มือทั้งสองข้างจับอยู่ที่เข่าด้วยความเหนื่อยล้า

    "จั๋วเฉิง..."

    เมื่อได้ยินเสียงเรียก วังจั๋วเฉิงก็เงยหน้าขึ้นมาเจอหลิวไห่ควานกำลังมองมาที่ตน หลิวไห่ควานได้ยินเสียงเรียกชื่อ แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นเสียงของคนที่เขาคิดถึงจริงๆ ก่อนจะหันกลับมาเจอวังจั๋วเฉิงที่กำลังยืนหอบอยู่หน้าลิฟต์ หลิวไห่ควานบังคับใจตัวเองไม่ได้ เขาอยากเจอน้องจะตาย แต่ตั้งแต่ที่น้องขอไว้ เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิดที่จะมาเจอวังจั๋วเฉิงอีก วันนี้ที่มาดูน้องก็เพราะเซวียนลู่ขอแกมบังคับให้มาดูน้องแทนเจ้าตัว เมื่อน้องร้องจบเขาจึงรีบลุก รีบออกมาจากโรงละคร กลัวว่าวังจั๋วเฉิงเห็นแล้วจะโกรธที่เขาไม่ทำตามคำพูด แต่มาตอนนี้วังจั๋วเฉิงกลับเรียกหลิวไห่ควานเอาไว้ วังจั๋วเฉิงรีบเดินมาหาหลิวไห่ควานทันทีทั้งๆที่ก็ยังหอบอยู่ 

    "ผม..."

    หลิวไห่ควานฟังไม่ออกว่าวังจั๋วเฉิงพูดว่าอะไร เพราะเสียงหอบของคนตรงหน้า คนตัวสูงจึงยื่นมือไปลูบหลังให้อย่างลืมตัว

    "หายใจก่อนๆ ค่อยๆพูด ใจเย็นๆ"

    "ไม่...ไม่ได้..."

    "จั๋วเฉิง พี่ไม่ได้จะหนีเราไปไหน..."

    "พี่...ฟัง..."

    ร่างกายที่ไม่ได้ดั่งใจของวังจั๋วเฉิงทำเอาเจ้าตัวอยากจะกรีดร้อง ความรู้สึกที่มีอยู่เต็มอกจนแทบจะระเบิดออกมาอยู่แล้วเมื่อเห็นคนตรงหน้า วังจั๋วเฉิงรีบพูดความรู้สึกของเขาออกไปทันที เขาพูดไปว่า 'ผมชอบพี่' แต่คนตัวสูงกลับไม่ได้ยิน เพราะเสียงหอบของเขา แถมยังบอกให้เขาใจเย็นๆ ใจของเขามันจะระเบิดอยู่แล้ว เอาที่ไหนมาใจเย็น วังจั๋วเฉิงคว้ามือที่กำลังลูบหลังให้เขามาวางที่ตำแหน่งหัวใจของเขา หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบจะระเบิด ทั้งจากความรู้สึกทั้งหมดนี่และแรงสูบฉีดของหัวใจจากความเหนื่อยจากการวิ่งลงบันได หลิวไห่ควานมองมาที่เขาด้วยความไม่เข้าใจ

    "ผม ชอบ พี่"

    วังจั๋วเฉิงค่อยๆพูดทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ คนตรงหน้ามองเขาตาไม่กระพริบ หลิวไห่ควานไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเองว่าสิ่งที่เขาได้ยินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง วังจั๋วเฉิงเห็นคนตรงหน้าไม่มีปฏิกริยาตอบกลับก็เริ่มใจเสีย แต่เขาไม่เสียใจที่ได้พูดในสิ่งที่เขารู้สึกสักนิด กลับโล่งใจด้วยซ้ำ วังจั๋วเฉิงค่อยๆปล่อยมือของหลิวไห่ควานที่เขาคว้าเอาไว้ ก่อนจะถอยห่าง เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้าตอนนี้อย่างไร หลิวไห่ควานยังมองมาที่เขาไม่วางตา วังจั๋วเฉิงกระอักกระอ่วน จึงทำเป็นโค้งขอบคุณตามมารยาท ก่อนจะถอยเตรียมจะวิ่งกลับไปที่โรงละคร แต่ทันทีที่ก้าวไปได้เพียงก้าวเดียว หลิวไห่ควานก็ตรงเข้ามากอดเขาไว้จากด้านหลัง และกอดเขาเอาไว้อย่างนั้น หัวใจที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติของวังจั๋วเฉิงเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง เมื่อหลิวไห่ควานกอดเขาเอาไว้แน่น

    "บอกชอบพี่แล้วจะหนีไปเฉยๆอย่างนี้หรอครับ?"

    "ก็...ก็..."

    วังจั๋วเฉิงไม่เข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ ก็หลิวไห่ควานไม่ตอบอะไร เขาก็เข้าใจว่า...เขาโดนปฏิเสธไปแล้ว หลิวไห่ควานค่อยๆผละออกจากวังจั๋วเฉิง ก่อนจะจับแขนคนตรงหน้าให้หันหน้ามาคุยกัน

    "พี่จะปฏิเสธใช่ไหม? โอเค...ไม่พูดได้ไหม? ผม..."

    ถึงจะบอกกับตัวเองว่าไม่เสียใจเลยที่ได้บอกความรู้สึกกับหลิวไห่ควานไป หากแต่พอคิดว่าจะได้ยินคำปฏิเสธจริงๆจังๆ ก็ทำเอาวังจั๋วเฉิงใจเสีย มันจะเจ็บเหมือนตอนที่อีกฝ่ายยอมไม่มาเจอเขาไหม ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนตัวสูงเลย

    "Et puis, tenez, monsieur Marius, je crois que j'étais un peu amoureuse de vous."

    สิ่งที่หลิวไห่ควานพูดแทรกขึ้นมาทำให้วังจั๋วเฉิงยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหลิวไห่ควาน ก่อนจะพบกับรอยยิ้มแสนอ่อนโยนที่คนตัวสูงมอบให้

    "พี่สารภาพรักเราไปตั้งนานแล้ว จะปฏิเสธอะไรเราได้อีกล่ะครับ..."

    "การ์ดใบนั้น...?"

    "ครับ พี่เป็นคนฝากเซวียนลู่ไปให้เราเอง..."

    หลิวไห่ควานคว้ามือของวังจั๋วเฉิงมาจับไว้ทั้งสองข้าง เด็กน้อยตรงหน้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาหลงรักอีกฝ่ายมาตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายแสดงเป็นมาริอุส ที่คอยให้กำลังใจ คอยส่งข้อความ ส่งขนม ส่งชา ไม่ใช่เพียงแค่อยากให้กำลังใจคนตรงหน้าเพียงเท่านั้น แต่เขากำลังจีบคนตรงหน้าต่างหาก

    "แต่พี่หลงรักผมแค่นิดเดียวเอง ผมน่ะ..."

    วังจั๋วเฉิงไม่ได้พูดจนจบประโยคอย่างที่ใจคิด เพราะร่างสูงโอบเอวเขาให้เข้าไปใกล้ พร้อมกับเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน วังจั๋วเฉิงตกใจจนเผลอกลั้นหายใจ 

    "ใครว่า?"

    วั่งจั๋วเฉิงกระพริบตาปริบๆ ไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า หลิวไห่ควานเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้วังจั๋วเฉิงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย เป็นวังจั๋วเฉิงที่ยอมแพ้ยอมหลับตาลงก่อน ริมฝีปากของหลิวไห่ควานประกบเข้ากับริมฝีปากของเขา สัมผัสเบาๆที่ทำเอาใจของทั้งคู่เต้นรัว ตอนแรกก็อยู่แค่ที่ริมฝีปากของวังจั๋วเฉิงเพื่อรอดูว่าคนในอ้อมแขนจะอนุญาตให้เขาล่วงล้ำไหม เมื่ออีกฝ่ายไม่ขัดขืนหลิวไห่ควานจึงส่งสัมผัสเข้ามาในริมฝีปากของวังจั๋วเฉิงด้วยความรู้สึกที่เขารู้สึกทั้งหมดให้กับคนตัวเล็กในอ้อมกอดของเขา ถ้าหลิวไห่ควานเป็นเอโปนีน เขาก็พร้อมที่จะตายในอ้อมกอดของมาริอุสอย่างวังจั๋วเฉิงแล้ว

    "พี่หลงเราจนไปไหนไม่รอดแล้วครับ เฉิงเฉิง"




    .    

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in