My impetuous fan fictions collection.medusawrites
I fall in love too easily III
  • เป็นมิตร.

    แสงอาทิตย์ในยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระทบลงบนใบหน้าของวังจั๋วเฉิง จนคนที่กำลังนอนอยู่ทนต่อไปไม่ไหว ค่อยๆลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกไม่สบายตัว ปวดหัว ดวงตาของคนที่เพิ่งลืมตาตื่นยังไม่สามารถโฟกัสอะไรได้ สักพักเมื่อตื่นได้เต็มตาถึงรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เตียงที่เขากำลังนั่งอยู่ตั้งอยู่กลางห้อง ด้านที่แสงส่องเข้ามามีหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้ห้องสว่างได้โดยแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ บานกรอบขอบหน้าต่างมีขนาดใหญ่จนสามารถวางเบาะรองนั่งไว้ได้พร้อมกับที่เขี่ยบุหรี่ มุมห้องอีกด้านมีคีย์บอร์ดขนาดมาตรฐาน พร้อมกับตู้เก็บแผ่นเสียง ที่มีแผ่นเสียงเต็มตู้ ตู้ข้างเตียงนอนมีเครื่องเล่นแผ่นเสียง Turntable สุดทันสมัยที่สามารถเล่นได้ทั้งแผ่น vinyl และ cd วังจั๋วเฉิงกวาดสายตาไปรอบๆห้องที่ไม่ได้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก แต่ก็มีชีวิตของมันเอง มองทั่วห้องปราดเดียวก็พอจะเดาได้ว่าเป็นห้องของใคร

    "ตื่นแล้วหรอ? เป็นไงบ้าง?"

    เสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของหลิวไห่ควานดังขึ้น พร้อมกับการปรากฎตัวของเจ้าของเสียงที่มาพร้อมกับแก้วกาแฟในมือ ควันหอมกรุ่นของกาแฟในแก้วทำให้วังจั๋วเฉิงอยากได้กาแฟร้อนๆมาดับอาการปวดหัวเพราะเมาค้างบ้าง สายตาของวังจั๋วเฉิงที่มองแก้วกาแฟในมือของหลิวไห่ควานตาละห้อยทำให้หลิวไห่ควานยื่นแก้วในมือของตนให้วังจั๋วเฉิงก่อน

    "ท่าทางคุณอยากจะดื่มเจ้านี่สินะ อ่ะ..."

    "มะ...ไม่เป็นไรครับ"

    "รับไปสิ"

    วังจั๋วเฉิงไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร จึงยื่นมือไปรับแก้วกาแฟจากคนตัวสูงมาจิบ หลิวไห่ควานหายออกจากห้องไปสักพัก ก่อนจะกลับเข้ามาพร้อมด้วยกาแฟอีกแก้วในมือ

    "ขอบคุณนะครับ"

    "พอได้แล้วน่า เมื่อคืนก็ขอบคุณผมไปไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว"

    ริมฝีปากของวังจั๋วเฉิงเม้มแน่นด้วยความกระอักกระอ่วน เมื่อถูกอีกฝ่ายเอ่ยตอบด้วยเสียงดุๆเรื่องที่เขาขอบคุณคนตรงหน้าอีกแล้ว หลิวไห่ควานนั่งลงที่บานกรอบหน้าต่าง เปิดหน้าต่างออก ก่อนจะจุดบุหรี่สูบ วังจั๋วเฉิงไม่ได้เมาขนาดที่จำอะไรไม่ได้ ถึงจะจำไม่ได้ทั้งหมดว่าพูดอะไรไปบ้าง แต่เขารู้ว่าเขาร้องไห้ฟูมฟายมากแค่ไหน จนถึงขั้นเมาหลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย

    "แต่ยังไงผมก็ต้องขอบคุณ..."

    หลิวไห่ควานส่งสายตาดุๆมาให้ จนวังจั๋วเฉิงเผลอกลืนคำพูดที่อยากจะพูดไป แต่ไม่ว่าจะยังไง เขาก็ควรจะขอบคุณคนตรงหน้าที่ช่วยเขาเมื่อคืนจากเพื่อนของคนรักเก่า อยู่เป็นเพื่อนตอนเขาเมาแล้วร้องไห้ แล้วไหนจะให้ที่นอนเขาอีก

    "แต่ผม..."

    "วังจั๋วเฉิง"

    เสียงเรียกชื่อจากคนที่นั่งอยู่ที่กรอบหน้าต่าง ทำให้วังจั๋วเฉิงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับคนตัวสูงที่วางแก้วกาแฟลงบนกรอบหน้าต่าง และกำลังเดินมาหาเขาที่นั่งอยู่บนเตียง หลิวไห่ควานไม่ได้โกรธ หรือไม่พอใจวังจั๋วเฉิงที่ขอบคุณเขารอบแล้วรอบเล่า แต่เขาอยากให้คนตรงหน้ารู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร

    "คะ...ครับ?"

    "ที่ผมช่วยคุณ ก็เพราะว่าผมอยากช่วย..."

    หลิวไห่ควานเข้าไปใกล้วังจั๋วเฉิงเรื่อยๆ และหยุดอยู่ตรงหน้าวังจั๋วเฉิง ก่อนจะย่อตัวลงมาให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน

    "ส่วนคำขอบคุณของคุณ ผมรับรู้แล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้คิดซะว่าผมเป็นเพื่อนของคุณได้ไหม?"

    วังจั๋วเฉิงจับแก้วกาแฟในมือแน่นด้วยความประหม่าสายตาที่อีกฝ่ายจ้องมองเขา เพื่อน เป็นคำที่วังจั๋วเฉิงไม่ได้ยินมานาน เขาไม่ใช่คนที่มีเพื่อนเยอะอะไร นอกจากเพื่อนร่วมงานที่สำนักพิมพ์ ทุกวันนี้คนที่เขานับว่าเป็นเพื่อนสนิทก็มีเพียงคนเดียวเท่านั้น คือ หวังอี้ป๋อ เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กและเพื่อนบ้านของเขา

    จะเป็นอะไรไหมนะที่จะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกสักคน?

    วังจั๋วเฉิงมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ หลิวไห่ควานไม่หลบสายตาไปไหน ยังคงรอคำตอบจนกว่าคนตรงหน้าจะพร้อม ในที่สุดคนที่นั่งอยู่บนเตียงก็พยักหน้าช้าๆ 

    "ขอบคุณนะครับคุณไห่ควาน"

    คนที่บอกขอบคุณอีกครั้งส่งยิ้มกว้างมาให้ หลิวไห่ควานที่กำลังจะโวยวายเพราะได้ยินคำขอบคุณอีกครั้งจากคนตรงหน้าถอนหายใจ 

    ให้ตาย แค่รอยยิ้มจากวังจั๋วเฉิง เขาก็พร้อมจะยอมคนตรงหน้าทั้งหมด คนตรงหน้ามีอิทธิพลกับเขามากเกินไปแล้ว

    หลิวไห่ควานยื่นมือออกไปวางบนศีรษะของวังจั๋วเฉิง พลางยีผมของคนที่กล่าวขอบคุณเขาอย่างหมั่นเขี้ยว ตอนนี้คนตรงหน้าก็ยอมเปิดประตูหนึ่งบานให้เขาเข้าไปในชีวิตแล้ว 

    เป็นเพื่อนอะไรกัน? ไม่ได้อยากเป็นเลยสักนิด

    หลิวไห่ควานเดินกลับไปที่ที่นั่งของเขาที่กรอบหน้าต่าง ก่อนจะดื่มกาแฟของตัวเองอย่างมีความสุข วังจั๋วเฉิงรู้สึกขอบคุณคนตรงหน้ามากขึ้นไปอีกที่อีกฝ่ายเป็นมิตรกับเขามากขนาดนี้ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้เป็นเพื่อนกับนักเปียโนที่เป็นความสบายใจของเขามาตลอด 3 เดือน แค่ได้พูดคุยกับคนตรงหน้าเมื่อคืนก็ยากจะเชื่อแล้ว มาวันนี้คนตรงหน้าเอ่ยปากเป็นเพื่อนกับเขาด้วยตัวเอง วังจั๋วเฉิงรู้สึกว่าเขาโชคดีจัง




    .




    ไม่เป็นมิตร.

    หลังจากวันนั้นวังจั๋วเฉิงก็ใช้เวลาที่ jazz bar ของหลิวไห่ควานบ่อยขึ้น เขาไปที่บาร์เกือบทุกวันหลังเลิกงาน และใช้เวลาเกือบทั้งวันที่บาร์ในวันหยุด เพื่อไปดูและฟังหลิวไห่ควานเล่นเปียโน วันไหนที่หลิวไห่ควานไม่มี session ขึ้นแสดงบนเวที ทั้งสองก็จะใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บาร์จนกว่าบาร์จะปิด และเป็นหลิวไห่ควานที่จะขับรถไปส่ง เพื่อน ของเขาด้วยความเต็มใจ ถึงจะต้องบังคับกันบ้าง เพราะวังจั๋วเฉิงไม่ยอมให้ขับรถไปส่ง เมื่อหลิวไห่ควานดื่มแอลกอฮอล์ หลิวไห่ควานก็จะให้วังจั๋วเฉิงเป็นคนขับรถของเขาแทน แล้วนั่งไปด้วย และจะขับรถกลับก็ต่อเมื่อวังจั๋วเฉิงเห็นว่าเขาสร่างเมาแล้ว หรือไม่ก็นอนค้างคืนไปเลย แล้วค่อยกลับตอนเช้า 

    "ขอบคุณมากเลยนะครับที่มาส่ง"

    วันนี้ก็เช่นกัน วังจั๋วเฉิงเป็นคนขับรถของหลิวไห่ควานมาที่บ้านของตน โดยมีหลิวไห่ควานนั่งมาด้วย เพราะคนที่นั่งมาด้วยดื่ม cognac หลายแก้วมาตอนที่อยู่ที่บาร์ แต่วังจั๋วเฉิงก็ไม่ลืมที่จะหันไปขอบคุณคนที่นั่งมาด้วยกัน ถึงแม้เขาจะเป็นคนขับก็ตามที

    "เข้ามานั่งพักก่อนแล้วค่อยขับรถกลับนะครับ..."

    ไม่ต้องรอให้วังจั๋วเฉิงพูดจนจบประโยค หลิวไห่ควานก็พร้อมจะลงไปนั่งเล่นที่บ้านของอีกคนอยู่แล้ว

    "อาเฉิง!"

    เสียงเรียกวังจั๋วเฉิงจากรั้วข้างบ้าน มาพร้อมกับเสียงวิ่ง ทำให้วังจั๋วเฉิงหยุดเดินอยู่ที่หน้ารั้ว ก่อนที่หวังอี้ป๋อ เพื่อนของเขาจะมายืนอยู่ที่หน้าบ้านของวังจั๋วเฉิง พร้อมกับกระบอก thermos เก็บความร้อน และสายตาไม่พอใจที่ถูกส่งไปให้ทั้งวังจั๋วเฉิงและคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้วยกัน จะให้พอใจอะไรล่ะ หวังอี้ป๋อหายไปฝึก motorbike racing ไม่กี่สัปดาห์ เพื่อนสนิทข้างบ้านก็มีเพื่อนใหม่แล้ว กว่าจะได้เจอตัวแต่ละครั้งก็ยากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากทั้งๆที่บ้านก็อยู่ข้างกันแค่นี้ 

    "หม่าม้าทำกับข้าวมาเผื่อ..."

    หวังอี้ป๋อยื่นกระบอก thermos เก็บความร้อนที่ภายในคงไม่พ้นเป็นซุปกระดูกหมูที่คุณนายหวังทำเผื่อมาให้วังจั๋วเฉิงเป็นประจำ

    "ขอบคุณนะอี้ป๋อ ฝากขอบคุณหม่าม้าด้วยนะ"

    "นี่ใคร?"

    สายตาไม่เป็นมิตรถูกส่งไปให้หลิวไห่ควานตั้งแต่เจอหน้ากัน หลิวไห่ควานยักคิ้วให้ด้วยความยียวน คนตรงหน้าดูท่าจะหวงวังจั๋วเฉิงไม่น้อย

    "คุณหลิวไห่ควาน เจ้าของ jazz bar ที่เราชอบไปบ่อยๆ"

    "แล้วมาทำไม?"

    "เขาขับรถมาส่ง...ไม่สิ เราขับรถเขามาส่งตัวเองที่บ้าน..."

    วังจั๋วเฉิงที่ไม่รู้จะอธิบายเรื่องยุ่งยากนี้ยังไง จนหลิวไห่ควานยื่นมือออกมาแนะนำตัวด้วยตัวเองเป็นการตัดบท

    "สวัสดีครับ หลิวไห่ควาน เพื่อนใหม่ของอาเฉิง"

    "หวังอี้ป๋อ เพื่อนสนิทของอาเฉิง"

    ทั้งหลิวไห่ควานและหวังอี้ป๋อจงใจเน้นคำว่าเพื่อนมากเป็นพิเศษ ถึงจะจับมือเชคแฮนด์กันอยู่อย่างมีมารยาท แต่สายตาของทั้งสองดูท่าจะไม่มีทางญาติดีกันแน่นอน วังจั๋วเฉิงมองเพื่อนทั้งสองของตัวเองด้วยความงุนงง ทั้งสองดูไม่ชอบหน้ากันแปลกๆ แต่ถึงอย่างไร เขาก็อยากจะให้ทั้งสองรู้จักกันไว้

    "เข้ามาในบ้านก่อนสิอี้ป๋อ"

    วังจั๋วเฉิงเห็นทั้งสองยังจับมือกันไม่ยอมปล่อย เลยเอ่ยปากชวนหวังอี้ป๋อให้เข้ามาในบ้านด้วยกันทั้งหมด จะได้เลิกยืนมองหน้ากันที่หน้าบ้านสักที หวังอี้ป๋อปล่อยมือจากหลิวไห่ควาน แต่ก็ยังมองไปที่คนตัวสูงอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินตามวังจั๋วเฉิงที่เปิดประตูรั้วรอไว้ให้ แต่เมื่อเห็นว่าหลิวไห่ควานเดินตามเข้ามา เขาก็เอ่ยปากเสียงดัง

    "คุณเดินตามพวกผมมาทำไม? ส่งอาเฉิงเสร็จแล้วก็กลับบ้านไปสิ"

    "เราชวนคุณไห่ควานให้เข้ามาพักข้างในก่อนเอง เขาดื่มมานิดหน่อย ขับรถกลับตอนนี้อันตราย"

    เป็นวังจั๋วเฉิงที่เอ่ยปากตอบคำถามของเพื่อนสนิทของตน หลิวไห่ควานยักไหล่ให้หวังอี้ป๋อ ส่ายหัวเล็กน้อยอย่างผู้ได้รับชัยชนะ ก่อนจะเดินเข้าไปก่อน หวังอี้ป๋อคิ้วกระตุกยิกๆ ไม่ชอบหน้าคนตัวสูงที่เพิ่งเดินนำเข้าไปเลยแม้แต่น้อย และก็ไม่มีทางไว้ใจให้วังจั๋วเฉิง เพื่อนสนิทของตนอยู่กับไอ้คนกวนประสาทคนนี้สองต่อสองแน่นอน 

    อาเฉิงนะอาเฉิง จะอ่อนต่อโลกมากเกินไปแล้วนะ มองจากนอกโลกก็รู้ว่าหลิวไห่ควานคนนี้ตั้งใจมาจีบอาเฉิงชัดๆ



    หวังอี้ป๋อนั่งอยู่ที่โซฟาที่โถงของบ้านที่เป็นโซนห้องรับแขกด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก เมื่อเห็นเพื่อนรักคอยบริการหลิวไห่ควานขนาดไหน ทั้งชงชา เตรียมขนมให้คนตัวสูงที่ยิ้มหน้าระรื่นอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของโซฟา ปกติหวังอี้ป๋อเป็นคนหน้าตาไม่รับแขกอยู่แล้ว เพราะเจ้าตัวไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่เวลานี้หวังอี้ป๋อยิ่งดูไม่เป็นมิตรมากขึ้นไปอีก 

    "อี้ป๋อเอาอะไรไหม?"

    "นึกว่าจะไม่ถามเราแล้ว เห็นถามแต่คุณไห่ควานๆๆๆๆๆ"

    และก็เป็นหลิวไห่ควานบ้างที่ตอนนี้เป็นฝ่ายเริ่มขมวดคิ้ว ไอ้เพื่อนสนิทของวังจั๋วเฉิง หวังอี้ป๋อออดอ้อนคนน่ารัก(ของเขา)อย่างออกหน้าออกตา จะทานนั่น ดื่มนี่ ก็ให้วังจั๋วเฉิงทำให้ ตักให้ ป้อนให้ตลอด ดูจากสายตาก็รู้แล้วว่าจะกันท่าไม่ให้เขาได้อยู่กับวังจั๋วเฉิงสองคน ปกติหลิวไห่ควานไม่ใช่คนไม่เป็นมิตร แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้เขาไม่มีทางเป็นมิตรกับหวังอี้ป๋อคนนี้แน่

    "เราต้องไปตรวจต้นฉบับอีกรอบ พรุ่งนี้มีประชุมกับทีม อี้ป๋อกับคุณไห่ควานตามสบายเลยนะ ถ้าจะกลับแล้วฝากปิดบ้านด้วย"

    สักพักวังจั๋วเฉิงก็เอ่ยปากลาเพื่อนทั้งสองของเขา เนื่องจากงานของเขาในฐานะบรรณาธิการที่ควรจะต้องตรวจหนังสือที่เขาจะเสนอสำนักพิมพ์ของเขาให้ตีพิมพ์อีกสักรอบ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด หรือเพื่อหาข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ก่อน ตั้งแต่ที่เขาเป็นเพื่อนกับหลิวไห่ควาน วังจั๋วเฉิงทำงานนอกเวลาน้อยลงมาก เพราะเลิกงานปุ้บเขาก็จะตรงไปที่บาร์ของหลิวไห่ควานทันที แต่หนังสือที่เขาต้องดูคืนนี้เป็นงานใหญ่ประจำปีของสำนักพิมพ์ วังจั๋วเฉิงไม่อยากจะพลาดแม้แต่นิดเดียว จึงต้องขอบังคับตัวเองให้ตรวจดูอีกรอบ

    "อาเฉิงไปเถอะ เดี๋ยวผมก็จะกลับแล้ว..."

    หลิวไห่ควานเอ่ยปาก วังจั๋วเฉิงที่กำลังจะลุกไปทำงาน จึงหันมาถามด้วยความเป็นห่วง

    "สร่างแล้วหรอครับ?"

    "เราดูให้เอง อาเฉิงไปทำงานเลย"

    เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทของตนเอ่ยปากจะดูแลเพื่อนคนใหม่ให้ วังจั๋วเฉิงก็เดินขึ้นชั้นสองของบ้านตรงไปที่ห้องทำงานของตัวเอง



    "คุณต้องการอะไร?"

    เมื่อเพื่อนสนิทลับสายตาและได้ยินเสียงปิดประตูห้องจากชั้นสอง หวังอี้ป๋อก็เปิดฉากสอบสวนคนที่ไม่น่าไว้ใจตรงหน้าทันที

    "คิดว่าผมต้องการอะไรล่ะครับ คุณอี้ป๋อ?"

    "ไม่ต้องมาเรียกชื่อ ไม่ได้สนิทกัน..."

    หลิวไห่ควานดื่มชาเขียวร้อนที่วังจั๋วเฉิงชงมาให้อย่างไม่ยี่หระ ด้วยท่าทางกวนประสาทหวังอี้ป๋ออย่างตั้งใจ

    "เอาเป็นว่าคุณไม่ต้องเป็นห่วง ผมไม่ได้มีเจตนาไม่ดีอะไรกับอาเฉิง..."

    "พูดแบบนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงเข้าไปใหญ่!"

    หวังอี้ป๋อเถียงขึ้นมาทันควัน หลิวไห่ควานส่ายหัวกับความดื้อรั้นของเพื่อนสนิทวังจั๋วเฉิงตรงหน้า รู้ว่าหวังอี้ป๋อเจตนาดี แต่สิ่งที่หวังอี้ป๋อทำ กำลังทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากเกินความจำเป็น และหลิวไห่ควานไม่อาจทนกับสิ่งนี้ได้ จึงพูดประโยคต่อมาอย่างใจเย็น ด้วยความตั้งใจที่จะเจรจากับคนตรงหน้า

    "คุณจะหวงเพื่อนอะไรก็ควรจะมีขอบเขตหน่อย..."

    "ผมเป็นห่วงเพื่อนผม คุณจะไปเข้าใจอะไร..."

    "เข้าใจสิ ถ้าผมเป็นคุณ ผมก็จะเป็นห่วงอาเฉิงเหมือนกัน..."

    "เห็นไหมเล่า? แล้วคุณจะให้ผมปล่อย..."

    "ฟังผมก่อน คุณหวัง..."

    หลิวไห่ควานพูดแทรกหวังอี้ป๋อขึ้นมา วางแก้วชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะพูดต่อ

    "ผมชอบอาเฉิง"

    หวังอี้ป๋อมองคนที่เพิ่งจะสารภาพรักเพื่อนของเขาไม่วางตา เขาไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะกล้าพูดตรงและไม่อ้อมค้อมถึงขนาดนี้ หวังอี้ป๋อไม่กล้าพูดอะไรอีก มองไปที่คนตรงหน้าใจจดจ่อ รอฟังว่าคนตรงหน้าจะพูดอะไรกับเขาต่อ

    "เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกลัวว่าผมจะทำให้อาเฉิงเสียใจ ถึงจะเป็นตัวผมเองก็เถอะ ผมจะไม่มีทางให้อภัยแน่ ถ้าอาเฉิงต้องเสียใจอีก..."




    .




    เป็นมิตร.

    "อาจ้าน ผมขอ guinness อีกไพท์"

    ตอนนี้หวังอี้ป๋อกลายมาเป็นลูกค้าหน้าประจำของ jazz bar ของหลิวไห่ควานอีกคน นอกจากจะตามมาประกบดูแลวังจั๋วเฉิงแล้ว เจ้าตัวยังหลงรอยยิ้มของบาร์เทนเดอร์ยิ้มสวยอย่างเซียวจ้านอีกด้วย เซียวจ้านกลอกตาด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อได้ยินเสียงของหวังอี้ป๋อ ไอ้เด็กคนนี้มันช่างกวนประสาทเขานัก เพิ่งจะยก guiness ไปให้ไม่ถึง 10 นาที ตอนนี้ก็ร้องเรียกให้เขาเอา guinness ไปให้อีกไพท์แล้ว

    "ผมอายุมากกว่าคุณ ถ้าจะเรียกชื่อ ต้องลงท้ายว่าเกอด้วย"

    "จ้านเกอๆๆๆๆๆๆๆ พอใจรึยังครับ?"

    เซียวจ้านฉีกยิ้มให้ลูกค้าอย่างหวังอี้ป๋ออย่างมีมารยาท แต่ดวงตากลับแฝงไปด้วยความโกรธ ถ้าไม่ใช่ด้วยหน้าที่การงาน อย่าหวังไปเลยว่าเซียวจ้านจะพูดดีๆกับเด็กไร้มารยาทอย่างหวังอี้ป๋อคนนี้

    "อี้ป๋อทำไมพูดกับคุณจ้านอย่างงั้น? นิสัยไม่ดีเลย"

    วังจั๋วเฉิงที่นั่งอยู่ข้างหวังอี้ป๋อเอ่ยเสียงดุ หลิวไห่ควานที่นั่งถัดไปจากวังจั๋วเฉิงหัวเราะเบาๆกับท่าทางดุที่เหมือนแมวขู่ของวังจั๋วเฉิง

    อยากโดนดุบ้าง



    "อาเฉิง ออกไปเต้นกัน"

    เมื่อได้ยินเสียงเปียโนกำลังบรรเลงเพลงที่คุ้นเคย หลิวไห่ควานจึงเอ่ยปากชวนคนข้างๆให้ออกไปเต้นรำด้วยกัน พร้อมกับยื่นมือออกมาให้วังจั๋วเฉิงจับ วังจั๋วเฉิงกำลังจะปฏิเสธเพราะว่าเขากลัวว่าตัวเองจะเต้นตลกๆออกไป และทำให้หลิวไห่ควานในฐานะเจ้าของบาร์เสียหน้าเอาซะเปล่าๆ

    "ห้ามปฏิเสธ เต้นด้วยกัน จะกลัวอะไร?"

    ยังไม่ทันที่วังจั๋วเฉิงจะได้เอ่ยสิ่งที่คิดในใจ ก็ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรอยู่ก่อนแล้ว และดูจากท่าทางของหลิวไห่ควานก็คงจะไม่ยอมให้เขาปฏิเสธแน่นอน วังจั๋วเฉิงพยักหน้าเบาๆหลายที หลิวไห่ควานส่งยิ้มมาให้คนตรงหน้า พลางจับมือพาวังจั๋วเฉิงมาที่โซนเต้นรำที่หน้าเวทีวงดนตรีที่ผู้คนกำลังจับคู่กัน เพื่อเต้นในเพลงที่กำลังดังขึ้นอยู่


    'I fall in love too easily

    I fall in love too fast

    I fall in love too terribly hard

    For love to ever last

    My heart should be well schooled

    'Cause I've been fooled in the past

    But still I fall in love so easily

    I fall in love too fast'


    เสียงทรัมเป็ตที่ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล คลอไปกับเสียงเปียโนสุดโรแมนติก หลิวไห่ควานกระชับมือที่กำลังจับวังจั๋วเฉิงไว้ให้แน่นขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนมือที่กำลังจับมือวังจั๋วเฉิงทั้งสองข้าง ปล่อยมือข้างหนึ่งไปโอบเอวอีกคนให้เข้ามาใกล้เขามากขึ้น วังจั๋วเฉิงสบตาคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ ไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก นอกจากเสียงเพลงที่กำลังถูกขับร้องโดยนักเปียโนอีกคนของบาร์ 


    'My heart should be well schooled

    'Cause I've been fooled in the past

    But still I fall in love too easily

    I fall in love too fast'  


    "อาเฉิง..."

    ใบหน้าของคนตัวสูงค่อยๆโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกของพวกเขาแตะกัน วังจั๋วเฉิงสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆของอีกฝ่าย และกลิ่นบุหรี่ที่หลิวไห่ควานสูบเป็นประจำ วังจั๋วเฉิงไม่ผละหนี เขาไม่สามารถละสายตาไปจากความระยิบระยับเป็นประกายเจิดจ้าในดวงตาของหลิวไห่ควานไปไหนได้ รู้สึกตัวอีกที สัมผัสนุ่มหยุ่นจากริมฝีปากของคนตรงหน้าก็ประกบทาบกับริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาแล้ว 



    "หลิวไห่ควาน!!!!"




    .

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in