anonymousPJ16XX
don’t wanna fall in love
  • “คุณว่าคนที่ไม่อยากตกหลุมรักจะเขียนนิยายรักได้ไหม”


    จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น ด้วยน้ำเสียงฟุ้งฝันและแววตาเป็นประกายเหมือนน้ำทะเลตอนตากแดด ผมไม่ทันตั้งตัวเลยว่าวันนี้บทสนทนาของเราจะเกี่ยวข้องกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มันไม่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งหัวข้อการโต้วาทีของเรามาก่อน (ผมชอบใช้คำว่า ‘ไม่เคย’ ปะปนกับ ‘เคยมีแต่ไม่บ่อย’ เป็นบางครั้ง) หากนับอันดับก็จัดว่าอยู่รั้งท้าย และถึงจะเคยมีคนบอกว่าความรักกับความกลัวเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมือนยาคูลท์ปีโป้ปั่นก็เถอะ แต่ผมยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าเขาคิดถึงเรื่องรักระหว่างการอ่านนิยายสยองขวัญได้อย่างไร


    “จะกลับคำพูดแล้วเหรอ” ผมบอก ฟังดูเหมือนประโยคคำถามมากกว่าความคิดเห็น รู้ดีว่ามันไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขารอฟังจากผมเลยสักนิด แถมอาจตีความไปได้ว่าผมต้องการจะดูแคลนตัวเขาที่เคยได้ลั่นวาจาต่อหน้าเคาน์เตอร์สั่งกาแฟไว้ว่าจะไม่ยอมเอนเอียงไปตามกระแสนิยมอย่างใคร ๆ ความจริงผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะจิกกัดเพียงเพราะเห็นว่าเขาในวันนี้จะอยากกลืนน้ำลายตัวเองอึกใหญ่ ผมเพียงแค่พูดแจ้งเตือนในสิ่งที่เขาได้เคยฝากฝังเอาไว้ เขาจะเลือกเมินมันไปก็ได้ แต่ผมรู้ดีว่านักเขียนใจกว้างเสมอ อาจไม่ใช่กับนักเขียนทุกคน แต่ผมแน่ใจว่าเขาเป็นหนึ่งในนั้น


    “คุณก็รู้ อุดมการณ์มันกินไม่ได้”


    “ก็ใช่ว่าเงินจะกินได้สักหน่อย” ผมย้อน “จะเผาส่งไปให้ตอนตายก็ทำไม่ได้ด้วย”


    “ถ้าเงินไม่สำคัญ งั้นค่ากาแฟนี่ผมไม่จ่ายแล้วกันนะ” พอเขาว่ามาอย่างนั้น มันเลยกลายเป็นผมที่จำต้องเป็นฝ่ายยอมเอนเอียงตามเขาไป ทิ้งอุดมการณ์อันแสนเปราะปรางไว้เบื้องหลังแล้วลบชุดความจำเกี่ยวกับนักเขียนที่ยึดมั่นถือมั่นในทางเดินเป็นหลุมเป็นบ่อของตัวเองออกไป ตอนนี้ในหัวผมมีเพียงแต่ภาพนักเขียนช่างฝันที่กำลังจะเดินไปบนกองเงินกองทองเพราะหนังสือเล่มต่อไปที่จะออกวางขายและมีนามปากกาเขาเด่นหราอยู่บนปกนั้นจะเป็นนิยายรักที่ชื่อดังพอกันกับยี่ห้อนมเปรี้ยวที่เขาชอบ


    เขาเป็นผู้ชายวันอังคาร ว่ากันว่าเป็นพวกดวงแข็งและมักไม่ค่อยเจอผี (นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกเขียนนิยายสยองขวัญตลอดสองสามปีที่ผ่านมา) เราเจอกันครั้งแรกในวันเปียกปอน ฝนน้ำตาเขาไหลมาไม่หยุดขณะยืนมองเชลฟ์หนังสือด้วยท่าทีแบบเดียวกันกับที่เราใช้มองปลาผ่านตู้กระจก ระหว่างนั้นปากก็บ่นพึมพำไปด้วยคล้ายกำลังสวดทำพิธีกรรมอะไรสักอย่าง มารู้เอาทีหลังว่าเขาแค่ร้องเพลงปลอบใจตัวเองเพราะหนังสือที่เพิ่งตีพิมพ์ไปยังวางอยู่เกือบเต็มชั้น พอถึงเวลาต้องแยกกันผมก็ตัดสินใจหยิบหนังสือเขามาแทนนิตยสารกาแฟรายปักษ์ และหลังจากนั้นเจ้าของผลงานก็ตามแบกงานมาวางให้ผมอ่านถึงที่ทำงานทุกครั้งที่ตีพิมพ์เล่มใหม่ (แต่พักหลังเขาชอบแบกเรื่องทุกข์ใจมาให้มากกว่า)


    โดยส่วนตัวแล้วผมเองคงให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ว่าการรู้จักนักเขียนก่อนรู้จักงานของเขามันเสียเปรียบหรือได้เปรียบทางการรับสารตรงไหน แต่ถึงกระนั้น ผมก็กล้าพูดได้ว่ามันเป็นงานที่ดี แต่ที่มันยังไปไม่รุ่งสักทีอาจจะเพราะไม่ได้มีคนคิดเหมือนผมมากพอ


    “เขียนได้สิ ทำไมจะไม่ล่ะ” ผมย้อนกลับมาตอบคำถามที่ติดค้างเขาเอาไว้ก่อนหน้า ว่ากันว่านักเขียนที่ดีย่อมเป็นนักอ่านที่ดีด้วย ฉะนั้นผมเลยเดาเอาเองว่าเขาคงจะอ่านน้ำเสียงผมแล้วอนุมานได้เองว่าผมไม่ได้กำลังปลอบใจหรือให้ท้ายเขาแต่อย่างใด “คนไม่เคยเจอผียังเขียนนิยายสยองขวัญได้เลย อีกอย่างคุณแต่งเรื่องหลอกคนเก่งอยู่แล้วนี่ พรสวรรค์นั่นไม่ใช่ว่าใครก็จะมีได้ ภูมิใจเข้าไว้เถอะ”


    ผมบอกเขา สาบานได้ว่าพูดชมจากใจจริงถึงแม้ฟังดูไม่เหมือนสักเท่าไหร่ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณผู้หญิงที่นั่งฟังบทสนทนาของเรามาตั้งแต่แรกจะเข้าใจความหมายผมผิดไปหรือไม่ แต่อย่างน้อยคนที่ผมพูดด้วยก็หัวเราะ จากนั้นเขาก็เล่นวิ่งไล่จับพวกก้อนความคิดทั้งหลายที่วุ่นวายอยู่ในหัวมาจัดระเบียบเสียใหม่ เขาเข้าโหมดโลกส่วนตัวตามเคย และผมก็นั่งฟังเสียงปลายดินสอขูดขีดกับความหยาบของเนื้อกระดาษอยู่พักใหญ่ จนเมื่อทุกอย่างออกมาเป็นที่น่าพอใจนั่นแหละ เขาถึงยอมเงยหน้าขึ้นมา ยกมือออกจากหน้ากระดาษแล้วฉีกมันให้หลุดพ้นพันธนาการ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในกระบวนการการเก็บรักษาไปสักหน่อย แต่การที่มันแยกตัวอยู่อย่างเป็นอิสระนั้นมองแล้วสบายตากว่า


    “แปลกดี” ผมบอกเขาก่อนอ่านถึงข้อความบรรทัดสุดท้าย ไม่แน่ใจว่ามันควรถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่คำพูดประเภทไหน ชมเชยหรือเสียดสี ปลอบใจหรือซ้ำเติม ผมยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ แต่ผมก็พูดออกไปอยู่ดี “นี่คงไม่ได้คิดจริง ๆ ใช่ไหมว่าจะบังเอิญมีใครสักคนบนโลกหลวมตัวมาตกหลุมรักด้วยวิธีนี้”


    “ใครจะกล้า” เขาหันมาหาผม ส่งยิ้มแบบที่จะทำเสมอเวลาต้องการอ้อนขอกาแฟอีกแก้วโดยไม่จ่ายเต็มราคา “แต่เขียนหลอกให้คนคิดว่ามันมีอยู่จริงก็คงไม่ยากเกินตัวหรอก มันเป็นพรสวรรค์อันควรค่าแก่การภาคภูมิใจนี่”


    “ถูกต้องแล้วจอมหลอกลวง” ผมอมยิ้ม แอบน้ำตาตกในหน่อย ๆ เมื่อคิดขึ้นได้ว่าวันนี้ก็คงเป็นอีกวันที่ร้านต้องขาดทุนเพราะเจ้าของใจไม่แข็งพอจะงัดข้อกับนักต้มตุ๋นที่เขียนหนังสือได้ ผมแพ้เขาเสมอ แพ้ในแบบที่ไม่น่าให้อภัย เหมือนเล่นเกมเป่ายิงฉุบที่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามจะออกค้อนทุกครั้ง และผมก็ยังเลือกที่จะออกกรรไกร “จะว่าไปก็เป็นงานที่ดีจังเลยนะ ได้เติมเต็มความฝันวัยหนุ่มสาวให้คนที่มีชีวิตรักจืดชืด น่าประทับใจชะมัด”


    “ผมว่าเติมกาแฟใส่แก้วให้ลูกค้าดูน่าประทับใจกว่าเสียอีก อย่างน้อยมันก็จับต้องได้” ว่าแล้วปลายนิ้วชี้เขาก็แตะที่ขอบแก้ว ก่อนจะเงยหน้ามองผมเพื่ออ้อนขอน้ำแข็งเหลี่ยมสองสามก้อนให้มานอนลอยในแก้ว “แถมร้อนด้วย”


    “สั่งแบบเย็นแต่แรกก็หมดเรื่อง เฮ้อ” ผมมองคนที่นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ด้วยกันอย่างเอือมระอา แต่สุดท้ายก็มีน้ำแข็งไปนอนลอยในแก้วเขาสมใจ คงเพราะเขารู้ว่านี่เป็นเรื่องเดียวที่เขาพอจะทำผมหัวเสียได้ เขาเลยชอบทำมันต่อหน้าผมอยู่เรื่อย แม้จะได้ทำการกล่าวตักเตือนเขาไปอยู่หลายครั้งหลายหนแล้วว่าสิ่งที่เขาร้องขอทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับของร้อนมันถือเป็นการดูหมิ่น แต่ก็ถูกเพิกเฉย ผมเลยจำต้องทนเห็นเขาแสดงความไม่เคารพแก่ของร้อนเช่นนี้ต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้


    “ถ้าชีวิตสั่งได้ตามต้องการเหมือนเวลาสั่งกาแฟก็ดีสิเนอะ” นักเขียนขาจรว่า มองก้อนน้ำแข็งที่ค่อย ๆ คืนสถานะแล้วคอตก ผมนึกอยากทักท้วงเขาเพราะใช่ว่าคนเราจะได้กินกาแฟหวานน้อยตามสั่งทุกครั้งเสียเมื่อไหร่ แต่เพราะการเตะขัดขาอารมณ์ศิลปินอาจมีโทษประหาร ผมเลยเปลี่ยนไปถามเขาแทนว่าทำไมวันนี้ถึงรีบเศร้าทั้งที่ยังไม่ทันจะสองทุ่ม เขาก็เงยหน้ามองนาฬิกาอย่างหงอย ๆ แล้วบอกว่า “ใครเขาจำกัดขอบเขตความเศร้าเอาไว้แค่ตอนกลางคืนกันเล่า” จากนั้นก็ใส่เต็มใส่ผมตั้งแต่หัววัน เริ่มจากคร่ำครวญเสียดายสกินแคร์ที่ทาไปตอนตีสาม ตามด้วยเรื่องที่เขาต้องกล้ำกลืนฝืนกินแพนเค้กสุกด้านไหม้ด้านคนเดียวทั้งน้ำตาเพราะหมาที่บ้านไม่เอาด้วย ก่อนจะวนมาลงท้ายด้วยเรื่องเดิม ๆ อย่างอาชีพที่ดำรงตนอยู่บนความเหงาของเขา


    “คุณรู้ไหม นักเขียนน่ะเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวมากเลยนะ” เขาว่า กระแทกแก้วกาแฟเหมือนเป็นแก้วเหล้า นี่อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเมาโดยไร้แอลกอฮอล์ในเลือดก็จริง แต่ผมมักจะภาวนาขอให้มันเป็นครั้งสุดท้ายทุกทีที่ได้เห็น “เขียนงานก็เขียนตัวคนเดียว พอเขียนเสร็จจะปลอบโยนตัวเองเลยก็ทำไม่ได้ ยังต้องเถียงกับตัวเองก่อนว่าที่เขียนออกมาน่ะมันดีพอแล้วหรือยัง ก่อนที่สุดท้ายจะพบกับคำตอบว่ามันดีที่สุดได้แค่เท่านั้น ปวดใจเป็นบ้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดั้นด้นจะเขียนต่อไป”


    ตั้งใจฟังจนจบผมก็มองดูไปรอบ ๆ ร้าน ถอนใจเป็นครั้งที่สองของวัน วางมือบนบ่าเขาแล้วตบปลอบดังปุเหมือนอย่างซีนในหนัง พยายามแสร้งทำเหมือนว่าเขากำลังเมาไม่สร่างอยู่จริง เพราะไม่มีคนสติดีที่ไหนหอบมวลความเศร้ามาทิ้งกลางร้านกาแฟตอนที่ตะวันยังไม่ตกจากฟ้า ผมเดาไม่ถูกเลยว่าคุณผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงมุมร้านจะมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่ผมว่าน่าจะเห็นด้วย เพราะผมเห็นเธอพยักหัวหน่อย ๆ และอมยิ้มเศร้าเหมือนกำลังเห็นใจ


    “ไหนว่าไม่อยากตกหลุมรักไง ตอนนี้คุณกำลังตกหลุมรักอยู่ชัด ๆ ” ผมทักท้วงเขา จริงอยู่ที่คนเรารู้ตัวว่ารักก็ตอนที่มันรักไปแล้วทุกที แต่ผมคิดจริง ๆ ว่าตลอดสองสามปีที่ผ่านมานี้เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่าบังเอิญหลวมตัวมาตกหลุมรักไอ้อาชีพเหงา ๆ นี่เข้าให้แล้ว ซึ่งถ้าหากเอาเขามาจัดอันดับความเร็วในการรับรู้กับคนทั่วไปแล้วละก็ ผมแน่ใจว่าจะหาชื่อเขาเจอได้ง่าย ๆ ที่ช่องล่างสุดของตาราง


    “คนเราเนี่ย ทำไมถึงยังเลือกจะรักทั้งที่รู้ว่าหนีความเจ็บปวดไม่ได้นะ” เขาเพ้อต่อ สงสัยเพราะคราวนี้รู้ตัวแล้วว่ารัก น้ำเสียงเลยสั่นกว่าปกติ ผมถึงกับคิดไม่ตกว่าควรปลอบใจเขาทั้งที่ในหัวมีแต่คำว่า เกินเยียวยา จะดีไหม และสุดท้ายก็ได้คำว่า ไม่ ดังขึ้นมาแทนในหัว


    “คงเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่เรายังหาอะไรอร่อย ๆ ใส่ปากทั้งที่รู้ว่ายังไงเดี๋ยวก็ตายนั้นแหละ” ผมลอกรูปแบบคำพูดเขามาแล้วบอกไปส่ง ๆ แต่ไอ้ส่ง ๆ ที่ว่าดันโดนใจคนเศร้าเข้าซะอย่างนั้น เขาหันมามองผมตาเป็นประกายคนละแบบขอกาแฟหรือน้ำแข็งเพิ่ม ยกยิ้มจนแก้มเป็นลูกส้มก่อนจะเก็บข้าวเก็บของแล้วรีบเดินออกไปด้วยท่าทีอย่างกับคนกำลังจะไปสารภาพรัก


    “นี่ คุณ” ผมตะโกนเรียกเขาก่อนเดินพ้นกรอบประตู ปล่อยให้ลูกค้าที่เดินสวนเข้ามาใหม่ยืนเลือกเมนูไปพร้อมกับเงี่ยหูฟังบทสนทนาของเราอย่างเนียน ๆ “ขอทีเถอะ คืนนี้อย่าใส่น้ำแข็งตอนกินรามยอนเลยนะ”


    เขามองผม มองเหมือนที่คนเราจะมองแม่เวลาท่านบอกว่าอย่าลืมล้างจาน หรือมองพ่อที่บอกเราว่าอย่ากลับบ้านดึก ก่อนจะระเบิดหัวเราะเสียงลั่นราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก จากนั้นก็เดินจากไปทั้งยังไม่ยอมรับปาก ในตอนนั้นเอง ผมรู้ได้ในทันทีว่าคืนนี้ของเหลวอันอุดมไปด้วยโซเดียมในชามขอบบิ่นสีฟ้าขาวคงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมจะทำหลังจากเสร็จงานนี้ คือกลับที่พัก เคาะประตูห้องข้าง ๆ แล้วพูดกับคนที่จะเดินมาเปิดประตูให้ว่า 


    “ก็บอกแล้วไง ว่าอย่าใส่น้ำแข็ง”




Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in