In the mood of second string #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่งwickedwish_
05 - เพลงเดียวกันแต่คนละความรู้สึก
  • คุณเชื่อหรือเปล่าว่าตั้งแต่วันนั้น ไอ้พี่พระรองก็ยังไม่รับฟอลไอจีผมเลย ทีแรกคิดว่าที่อีกฝ่ายบอกปฏิเสธคงกะแกล้งกันเล่นขำๆ มั้ง เพราะระหว่างเราก็เห็นหน้าค่าตากันแทบทุกวัน ถามว่าสนิทกันไหมก็คงระดับนึง ยังไงซะเดี๋ยวก็รับเองนั่นแหละ แต่ที่ไหนได้…

    พี่มันแม่งพูดจริงครับ

    คำขอกูคงเค็มปี๋เป็นไข่ดองแล้วมั้งเนี่ย


    “อีเหี้ยยยย ทำไมไม่บอกกูหน่อยเลยว่าชมรมข้างๆ จะมีผู้ชายหล่อฉิบหายขนาดนี้ ฮืออ”


    ปริมที่นั่งตัวบิดอยู่ข้างๆ สะกิดผมงื้ดๆ ไม่หยุดตั้งแต่เจ้าหล่อนเข้ามาและได้เห็นมนุษย์พระรองกำลังนั่งไขว่ห้างอ่านหนังสืออยู่บนโซฟาอีกฝั่ง

    อีกไม่กี่วันแล้วสำหรับงานเปิดโลกกิจกรรมของมหาลัยที่จะมีการรับสมัครสมาชิกใหม่เข้าชมรม พวกเราชาว ‘never let Netflix stay tune’ จึงต่างล้วนวุ่นๆ อยู่กับการเตรียมช่องทางประชาสัมพันธ์ต่างๆ อย่างไอ้กู๊ดเนี่ยได้รับมอบหมายให้ทำเอกสารการรับสมัคร รวมถึงงานอาร์ตที่ต้องใช้คอม

    ผม ต้าเป่า ไตตั้นรับหน้าที่จัดทำป้ายเรียกแขก ซึ่งก็หนีไม่พ้นป้ายทำมือ ส่วนไอ้ปริมโดนโทรลากให้มาช่วยเตรียมในส่วนของประชาสัมพันธ์รวมถึงเป็นลูกมือพวกผมในการจัดทำของในซุ้ม


    “น้อยๆ หน่อยอีปริม พี่พระรองอ่ะของกู”

    “เดี๋ยวตั้น มึงเปลี่ยนทาร์ตเก็ตตั้งแต่เมื่อไหร่”

    “ของกูหมายถึงเป็นไอดอลของกูโว้ย ดูสิวะ คนอะไรจะหล่อเกินคนขนาดนี้”

    “ก็จริงของมึง ถ้ากูได้พี่เค้านะ รับรองจะตั้งใจเรียน”


    ตายห่า ขืนผมพูดแบบนี้บ้างคงเจอทุกคนฟาดจนขาลาย คือผมก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมไอ้พวกนี้ถึงไม่ชอบให้ผมชมผู้ชายนัก ยิ่งผู้ชายที่ไม่สนิทกันแล้วผมเอ่ยปากชมเขาว่าหล่อ ไอ้เป่ากับไอ้ตั้นก็จะลากผมไปบ่นไม่หยุดว่าห้ามพูดแบบนี้อีก ในขณะที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเมื่อผมชมผู้หญิง

    งงสิมึงไอ้เจ้าชาย


    “ปริมอย่าชวนพวกไอ้ตั้นเล่นดิ จะเสร็จไหมอ่ะตัดโฟมเนี่ย” นั่น เฮียกู๊ดไม่ไหวละ ต้องออกโรง

    “ก็มึงออกแบบเล่นใหญ่ขนาดนี้มันคงจะเสร็จเร็วให้อยู่หรอกค่า”

    “ขอโทษ พอดีทำงานหยาบไม่เป็น”


    จ้ะ!

    เป็นคำเดียวที่ทุกคนสามัคคีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

    คืองี้ครับ ในกลุ่มของเราไอ้กู๊ดเป็นคนที่ทำงานละเอียดม้ากกกกก เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในตัวท็อปของรุ่นเลยก็ว่าได้ งานแต่ละอย่างพี่แกทำส่งๆ ไม่เป็นหรอก ทุกชิ้นล้วนต้องผ่านการนอนเอาตีนก่ายหน้าผากครุ่นคิดมาแล้วไม่ต่ำกว่ายี่สิบเจ็ดรอบ และถ้ากู๊ดคิด รับประกันได้เลยว่าทุกคนหมดห่วงเรื่องคุณภาพงานแน่นอน

    แถมรับประกันว่ามึงเหนื่อยแน่นอนจ้า


    “เจ้าชายมึงตัดตรงๆ สิวะ”

    “ตรงแล้วเนี่ย”

    “ไม่ตรง ตัดดีๆ!”


    นั่นไง โรงงานนรกได้เริ่มขึ้นแล้วพ่อ ราวกับภาพแฟลชแบ็คตัดกลับไปตอนอยู่ปีหนึ่งไม่มีผิด ฮืออ ทำไมเหมือนได้ทำโปรเจคตั้งแต่ต้นเทอมเลยล่ะ โชคชะตาควรให้คนโง่ๆ อย่างกูได้พักหายใจหายคอบ้าง


    “มึงๆ”

    “หือ”

    “พี่พระรองนิสัยเป็นไงอ่ะ”

    “มาถามอะไร เดี๋ยวก็เจอไอ้กู๊ดด่าหรอก”


    ผมก้มหน้ากระซิบกระซาบกับปริมที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน ไอ้ปริมดูสนใจพี่พระรองในระดับมากถึงมากที่สุด ไม่แปลกหรอกเพราะหน้าอย่างพี่มันคงเป็นแรร์ไอเทมของมหาลัย ประกวดเดือนก็ไม่เคย กิจกรรมเด่นๆ ในมอก็ไม่เข้าร่วม จู่ๆ มาโผล่ในห้องชมรมที่แชร์กัน แอดมินเพจคูลฟีเวอร์ยังไงก็ต้องเนื้อเต้นเป็นธรรมดา


    “ก็ไอ้เป่าบอกมึงสนิทกับพี่เขาที่สุด ไหนบอกแม่ซิไปสนิทได้ยังไง”

    “ก็เรื่องพี่บอยแหละ วันนั้นพี่มันแวะมาช่วยกูไง พี่มันคงสงสารกูล่ะมั้ง แบบว่าพอกูมีปัญหาอะไรก็ช่วยกูตลอดเลย”

    “เวทมึงว่ะ”


    สัส เกลียดตรงคำว่าเวท แถมไอ้ปฏิกิริยาลูบหลังด้วยความสมเพสนั่นคืออะไร คือที่กูเล่าเรื่องพี่บอยให้ฟังเพราะเห็นอยู่ชมรมเดียวกัน ไม่ได้ให้มึงมาเวทนาชีวิตรักอันแสนรันทดของกูนะโว้ยยย


    “แต่ไม่เป็นไร เพื่อมึง ต่อจากนี้กูจะไม่แชร์โปรโมทอะไรเกี่ยวกับอีพี่บอยละ สารเล๊ว”

    “ใจเย็น ทำหน้าที่ของมึงต่อไปเถอะน่า”

    “ผู้ชายบนโลกไม่ได้มีคนเดียวฉันใด เดือนหล่อๆ ก็ไม่ได้เป็นสิ่งล้ำค่าจนต้องถวายหัวฉันนั้นขร่ะ”


    โห ผมแทบอยากจะลุกขึ้นปรบมือเปาะแปะถ้าไม่ติดว่ากลัวไอ้กู๊ดด่า คือไอ้เชี่ยพี่บอยมันเป็นเดือนคณะสถาปัตของเราครับ รุ่นเดียวกับไอ้พี่พระรองแหละ ทีแรกยังแอบคิดเลยว่าคนหล่อระดับเดือนอย่างนั้นจะมาชอบผมได้ไง และสุดท้ายก็จริงอย่างที่คิด ชอบกูจริงแถมยังเทกูจริงอีกจ้า


    “ยกเว้นพี่พระรอง คนนี้กูไม่ไหว”


    เกือบดีแล้ว...


    “มึ๊งงงงง คนเหี้ยอะไร แค่ส่องดาวยังหล่อ”


    ผมว่าวันนี้ไอ้ปริมไม่ได้ทำงานแน่ๆ เพราะแม่งเอาแต่กรี๊ดผู้ชาย ในขณะที่ผมกำลังนั่งตัดโฟมงกๆ มันก็เอาแต่ร้องระงมในลำคอสรรเสริญความหล่อของใครบางคนอยู่อย่างนั้น โดยเฉพาะจังหวะนี้ สะกิดกูไม่หยุดเลยครับ เอออ่ะ กูหันไปดูให้มึงซักนิดนึงก็ได้เพื่อนรัก...


    “โอ้ยยย พับแขนเสื้อด้วย กูอยากตาย อีเจ้าชาย กูไม่ไหว”


    ผมมองแขนเสื้อนักศึกษาบนร่างของมนุษย์เหนือเดือนที่ถูกพับขึ้นมาจนถึงข้อศอก พี่มันกำลังใช้กล้องส่องดูดาวส่องวัตถุบางอย่างผ่านช่องหน้าต่าง ปกติผมไม่ค่อยเห็นพี่มันวุ่นวายกับชุดนักศึกษาเท่าไหร่ แบบใส่มาอย่างไหนก็กลับไปอย่างนั้น ยกเว้นก็เสียแต่วันนี้

    พี่มันดูดีฉิบหาย

    มีใครเคยบอกหรือเปล่าว่าสำหรับบางคน ขนาดแค่พับแขนเสื้อขึ้นแต่ทำไมมันถึงต้องดูดีขนาดนี้วะ โดยเฉพาะเส้นเลือดที่เผยชัดตามเรียวแขน คือแม่งโคตรผู้ชาย ไอ้ตั้นจอมบ้าพลังหรือไอ้เป่าก็มี แต่ไม่ยักเห็นจะสวยแบบนี้เลย

    ไหนจะการนั่งเหยียดขาหนึ่งข้างบนเก้าอี้อีก ทำไมขาพี่มันถึงได้ยาวขนาดนั้นอ่ะ ไม่พอ...ไอ้การใส่กางเกงสแลคสีดำเข้ารูป ยิ่งทำให้ทรงขาพี่มันสวยขึ้นไปเป็นเท่าตัว เหมือนทุกอย่างในร่างกายส่งเสริมกันไปหมด ตัดภาพมาที่กูดิ ทุกอย่างในร่างกายขัดกันจนยุ่ง อยากร้องห้ายชิบเป๋ง

    ป๊ากับม๊าใจร้าย แง่


    “Holy Shit! เสยผมแล้วพ่อ ช็อตนี้หัวใจกูเต้นเป็นคำว่าพระรองแล้วอีเหี้ย”

    “ปริมมึงก็เว่อร์”

    “หรือมึงว่าไม่จริง ช่วยเถียงหน่อยซิว่าพี่เขาไม่หล่อ”


    ผมถอนหายใจ ขยับมือตัดโฟมด้วยความประณีต ดวงตาก็เหลือบสอดส่องไปยังพิกัดเป้าหมาย แววตาของพี่มันล้วนเต็มไปด้วยความจริงจังเหมือนเดิม มิหนำซ้ำไอ้ทรงผมที่อีกฝ่ายปัดออกมั่วๆ ด้วยความรำคาญ กลับไม่ได้ทำให้ใบหน้าของเจ้าตัวดูดีน้อยลงเลย

    หรือบางทีพี่ไอ้พี่พระรองอาจจะทำอะไรก็ดูดีไปหมด


    “อื้อ...ก็หล่อจริงๆ นั่นแหละ








    ตอนเย็นพวกเราตกลงกันว่าจะสั่งอาหารขึ้นมากินเหมือนเดิม แต่อาหารวันนี้ต่างจากปกติ เพราะคะแนนบาบีคิวผมแพ้คะแนนโหวตส้มตำไก่ทอดหาดใหญ่ขาดลอย แถมไอ้ร้านนี้ยังสั่งผ่านแกรบหรือฟู้ดแพนด้าไม่ได้อีก นั่นหมายหมายความจะต้องมีคนลงไปซื้อ ซึ่งรายชื่อคนที่ถูกแรนด้อมได้ก็คือกูอีกครับ

    อ้อ มีไอ้เป่าอีกคน

    เฮ้อ เรื่องซวยๆ ไว้ใจเจ้าชายเลย

    ก่อนออกผมแวะไปถามสมาชิกชมรมฝั่งตรงข้ามว่ามีใครอยากฝากซื้ออะไรหรือเปล่า คือจริงๆ จะไปเลยก็ได้แหละ แต่ผมมีน้ำใจไง อีกอย่าง พี่ๆ ฝั่งนู้นก็เคยให้พวกเรานั่งกินข้าวด้วย


    “พี่”


    ผมเดินตรงเข้าไปหาร่างสูงที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาโดยลืมสังเกตไปว่าอีกฝ่ายกำลังมีแขกอยู่


    “มีอะไร” แหมมม น้ำเสียงต้องเย็นชาใส่กันขนาดนี้ไหมคนเราอ่ะ

    “สวัสดีจ้ะ น้องชมรมเน็ตฟลิกซ์ใช่ไหม”


    พอกำลังจะเอ่ยปากตอบผู้ชายหน้าซังกะตาย พี่สาวคนสวยข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นเสียก่อน คือพี่เขาสวยมากเลยเว้ยคุณ ผิวพรรณขาวอมชมพู หน้าเนียนๆ แถมหุ่นยังมีทรวดทรงองเอวพอดิบพอดีราวกับนางแบบ


    “ครับ เจ้าชายครับ”

    “งุ้ย ชื่อน่ารักจังเลยค่ะ พี่ชื่อจีจี้นะ”


    เธอว่าต่อพร้อมแนะนำตัวด้วยความสดใส จากนั้นเราก็คุยกันยาวเพราะพี่แกคุยเก่งม้าก ส่วนผมก็เสือกเก่งม้าก คือโดยพื้นฐานผมไม่ใช่คนสอดรู้สอดเห็นเด้อ โทษต้าเป่านู้น ติดมาจากมันล้วนๆ เลย

    พี่จีจี้เป็นเพื่อนกับไอ้พี่พระรองมาตั้งแต่สมัยมัธยม แถมยังเป็นสมาชิกคนที่ห้าของชมรมดูดาวด้วย เออ ผมก็ว่าอยู่ การจะตั้งชมรมได้มันต้องมีสมาชิกขั้นต่ำห้าคนนี่หว่า แล้วไหงถึงเห็นสมาชิกชมรมนั้นแค่สี่คนตลอด สรุปคือสถานะพี่จีจี้ก็เหมือนกับไอ้ปริมที่แค่เข้ามาช่วยใส่ชื่อให้มันเต็มเฉยๆ ครับ

    จะต่างกันก็ตรงที่พี่เขาดูสวยและผู้ดีกว่ามากจ้า


    “แล้วสรุปมึงมีอะไร”


    ท่าทีของไอ้พี่พระรองดูรำคาญและอยากพูดมานานสัดๆ อ่ะ แต่ติดตรงที่พี่จีจี้พูดเยอะจนพี่มันต้องเงียบ นี่คงรอจังหวะเธอหยุดแหละเจ้าตัวถึงรีบออกปากถามผม


    “จะไปซื้อส้มตำกับไอ้เป่า พี่มึงฝากซื้อไรไหม”

    “ไม่”

    “ไม่หิวหรอ แล้วตอนเย็นกินไรอ่ะ”

    “ยุ่ง”

    “ตอบเย็นชาจังวะ”

    “เฮ้อ...จะซื้อก็รีบไปดิเตี้ย”


    เนี่ย มันขึ้นตรงคำว่าเตี้ย ไม่ต้องย้ำก็ได้ครับว่าส่วนสูงกูมันต่ำกว่ามาตรฐานของคนในห้องนี้


    “เอ๊ะรอง พูดกับน้องดีๆ ได้ไหม”


    พี่จีจี้คงเห็นผมทำหน้าบูดเป็นตูดจึงตีแขนพร้อมดุเพื่อนชายตัวโตเบาๆ ก่อนไอ้คนเจ้าปัญหาจะรีบย้ำไล่ให้ผมออกไป พอผมจะขอถามพี่ๆ คนอื่นในชมรมพี่มันก็บอกว่าไม่มีใครในที่นี้ชอบกินส้มตำหรอก รีบไสหัวออกไปได้แล้ว โห โคตรคิดแทนเพื่อนอ่ะ

    แต่หรือจะเป็นเพราะพี่มันกำลังกิ๊กกับพี่จีจี้วะถึงทำท่าไล่ผมออกนอกหน้าขนาดนั้น ต้องใช่แน่ๆ ก็พี่จีจี้น่ะเรียกชื่อพี่มันว่า ‘รอง’ เฉยๆ ด้วย หมอลักษณ์จึงเดาว่าทั้งสองฝ่ายต้องสนิทกันมากแน่ๆ

    ผมเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจแล้วออกมาซื้อมื้อเย็นกับต้าเป่าเพื่อนรัก รอคิวอยู่นานจนเกือบหกโมงเย็นเพราะร้านนี้เขาเด็ดจริง เด็ดที่ว่าหมายถึงเด็ดผักต่อหน้ากูจริงๆ เนี่ย

    มาถึงชมรมก็เห็นทุกคนตั้งโต๊ะรอก่อนแล้ว แน่นอนว่าการกินส้มตำไม่สามารถนั่งกินในห้องแอร์ที่มีบุคคลากรท่านอื่นอยู่ร่วมได้เด็ดขาด ไอ้กู๊ดจึงเนรเทศพวกเราทุกคนให้ออกมากินข้างนอกด้วยกัน ผมว่าทำแบบนี้ก็ดีแล้ว ขืนกินในห้องกลิ่นปลาร้าคงรบกวนพี่ๆ แย่

    เป็นตอนนั้นเองที่เห็นแผ่นหลังของใครบางคนกำลังมุ่งหน้าไปทางขึ้นดาดฟ้า ผมที่สังเกตว่าเพื่อนๆ ยังคงเตรียมจานช้อนไม่เสร็จจึงขอตัวแอบแวปตามใครคนนั้นขึ้นไปแปปนึง ไม่มีใครทักท้วงผมได้หรอก คนซื้อย่อมมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าอยู่แล้ว


    “ทำไรวะพี่”


    ผมถาม หากแต่ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ กลับมากจากเจ้าของเรือนผมสีดำ พี่มันเท้าแขนกับระเบียงเหม่อมองท้องฟ้าที่ถูกฉากด้วยสีแดงฉานของดวงอาทิตย์ ใบหูของอีกฝ่ายสวมแอร์พอดสีขาวเป็นหลักฐานบ่งบอกว่าต่อให้ผมจะตะโกนดังกว่านี้อีกซักกี่เท่าพี่มันก็อาจไม่ได้ยินเสียงของผมเหมือนเดิม


    “อะไร?”


    ทว่าสุดท้ายมนุษย์ติสท์แตกก็ต้องหันกลับมามองเพราะถูกมนุษย์เจ้าชายตรงเข้าไปสะกิดไม่หยุด


    “ทำไรอยู่อ่ะ”

    “เต้นบัลเล่ต์มั้ง”

    “เนี่ย พี่มึงกวนตีน”

    “ชอบถามอะไรที่รู้อยู่แล้ว”


    บางคนลอบถอนหายใจ หันสายตากลับไปยังวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า ผมแอบเห็นว่าแอร์พอดหนึ่งข้างถูกถอดออกราวกับพี่มันก็พร้อมที่จะฟังผมอยู่ไม่ต่างกัน


    “แล้วมึงมายืนทำอะไร”


    อีกฝ่ายถามตอนที่ผมเท้าแขนตรงระเบียงเลียนแบบ ทอดสายตาไปยังสิ่งที่เจ้าตัวกำลังมองอยู่

    ทำอยู่ข้างๆ กันนั่นแหละ


    “ก็อยากรู้ว่าพี่ขึ้นมาทำอะไรบ้าง เลยตามขึ้นมา”

    “อยากรู้ไปทำไม”

    “ตอนแรกก็ไม่ได้อยากรู้ แต่รู้ตัวอีกทีก็ขึ้นมาแล้ว…”


    ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอพร้อมรอยยิ้มติดมุมปาก ไม่ค่อยเข้าใจว่าปฏิกิริยาแบบนั้นหมายความว่าอะไร ผมเป็นคนอ่านความรู้สึกคนไม่เก่ง ยิ่งอีกฝ่ายไม่พูดก็จะยิ่งไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

    แต่ถ้าให้เดา บนดาดฟ้าคงจะอากาศดีล่ะมั้ง


    “มึงรู้หรือเปล่าว่าการฟังเพลงในแต่ละรูปแบบมันให้ความรู้สึกที่ต่างกัน”

    “เพลง? ยังไงอ่ะ”


    ผมหันมองด้วยความสงสัยเมื่อจู่ๆ ไอ้พี่พระรองก็เอ่ยขึ้นมา สายลมเย็นๆ พัดกระทบใบหน้าอีกฝ่ายจนทรงผมที่เริ่มยาวปลิวไหว แสงแดดฤดูร้อนในช่วงใกล้หนึ่งทุ่มดูจะไม่ยอมแพ้ต่อช่วงเวลากลางคืน เพราะมันยังคงโพล้เพล้ ส่องกระทบเสี้ยวหน้าจนเหมือนใครบางคนถูกเน้นย้ำด้วยปากกาไฮไลท์จนโดดเด่น


    “เพลงเดียวกัน ฟังแบบเปิดลำโพงก็ให้ความรู้สึกแตกต่างจากตอนใส่หูฟัง...”


    เพิ่งสังเกตเหมือนกันว่าสำหรับคนที่หล่อเหนือมนุษย์ปกติ ไม่ว่าจะมองทางไหนก็ล้วนดูดีไปหมดทุกอณู ราวกับต่อให้ท้องฟ้ามืดลง ต่อให้แสงอาทิตย์พ่ายแพ้ พี่มันก็จะยังคงโดดเด่นท่ามกลางแสงจันทร์ไม่แปรเปลี่ยน


    “เพลงเดียวกัน ฟังในร้านเหล้าก็ให้ความรู้สึกแตกต่างจากตอนฟังบนรถ”

    “…..”

    “เพลงเดียวกัน ฟังกับใครบางคนก็ให้ความรู้แตกต่างจากตอนฟังกับใครอีกคน


    และผมกำลังพูดถึงพี่พระรอง


    “อืมม…เหมือนจะเข้าใจ อีกนิดเดียว”


    อีกฝ่ายส่ายหัว คงจะเอือมระอาในความสมองช้าของผม ห่า พี่มันพูดจาโคตรAbstract แบบว่าฟังครั้งแรกก็เหมือนจะเก็ต ทว่าพอฟังไปเรื่อยๆ กูกลับงงเฉย


    “หืม?”


    ผมเลิกคิ้วเมื่อแอร์พอดหนึ่งข้างถูกยื่นมาให้ ใบหน้าเจ้าของหูฟังข้างนั้นยังคงนิ่งเรียบไร้ซึ่งการแสดงออกทางอารมณ์ ชักสงสัยแล้วว่าคนหล่อจะหน้าตายแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า


    “จะให้ยัดหู หรือจะให้เอาตีหัวมึง”

    “มันตีได้หรอ”

    “ลองมั้ยล่ะ”


    ผมมุ่ยปาก รับแอร์พอดดังกล่าวจากมือหนายัดเข้าจุดที่มันควรจะอยู่หลังไอ้เทวดาพ่อทูลหัวยกกำปั้นเตรียมจะทุบหัวผมจนแบะอย่างที่พูดจริงๆ

    และทันทีที่เสียงดนตรีถูกบรรเลง นิ้วผมก็เคาะเบาๆ ตามจังหวะไปบนขอบปูนอย่างไม่รู้ตัว ทำนองอันคุ้นเคยทำผมหลุดฮัมก่อนสุดท้ายจะนึกได้ว่าเพลงนี้ซุกซ่อนอยู่ในความทรงจำของผมมานานแล้ว


    “เห้ย! ผมเคยฟังพี่”


    ผมอุทาน ชี้นิ้วประกอบในตอนที่สายตาสบประสานกับคนป่าเถื่อนพอดี มันคือเพลง let her go ของ passenger ที่ดังมากๆ ในแก๊งค์ผมสมัยมัธยม โหย สมัยนั้นนะ ใครดีดกีร์ต้าและร้องเพลงนี้ได้คือหล่อสัดๆ อ่ะ


    “ผมชอบท่อน Well you see her when you fall asleep

    But never to touch and never to keep

    Cause you loved her too much and you dived too deep

    “…..”

    “ความรู้สึกเหมือนตอนเลิกกับไอ้เชี่ยพี่บอยเลย...”


    ผมบ่นไปกับลมฟ้าทั้งที่ในหัวยังก้องไปด้วยคำร้องอันแสนคุ้นเคย


    “เหมือนพี่มันเป็นแค่ความฝัน อาจเพราะเป็นความฝันแหละมั้งผมถึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเฝ้ามอง แต่พอตื่นขึ้นกลับพบว่าทุกอย่างแม่งดันเป็นความจริงซะงั้น เป็นความจริงที่ผมเคยรักพี่มันแบบโคตรๆ เลย และเพราะรักแบบโคตรๆ อีกนั่นแหละผมถึงค้นพบว่าทั้งหมดแม่งก็ไม่ต่างจากความฝัน”


    และมันเป็นเสี้ยววินาทีที่ผมหันไปยิ้มแกนๆ มองคนข้างกันหลังบ่นเสร็จ และผมก็ค้นพบอีกว่าดวงตาคู่นั้นกำลังเฝ้ามองอยู่

    ราวกับกำลังเฝ้ามองอยู่ตลอด


    “เห้ย 90% แล้วพี่ ไอ้เชี่ยพี่บอยกำลังตายไปจากใจกู”


    ทุบอกปฏิญาณกับคนตรงหน้าว่ามันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ผมไม่ได้โกหก ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ move on อย่างที่พูด อาจเป๋ไปบ้างในตอนที่ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เคยใช้ร่วมกับไอ้พี่บอย


    “เปล่า...แค่คิดว่ามึงฟังภาษาอังกฤษออกด้วยหรอ”


    สัด กูนี่ดูโง่ในสายตาพี่มึงตลอดเลยเนาะ


    “เปิดกูเกิ้ลจ้า”


    บางคนปั้นหน้าเหม็นเบื่อทันทีที่ผมชูหน้าจอlyricsที่ถูกเปิดค้างเอาไว้ อ้าว ก็ผมแปลไม่ออกนี่หว่า ที่เคยฟังสมัยมัธยมก็ลืมๆ ความหมายไปหมดแล้ว ดีกว่าแปลแบบไม่เปิดปะ พี่มึงควรภูมิใจเหอะ


    “แล้วเป็นยังไง”

    “หือ?”

    ฟังกับกู ต่างจากตอนฟังที่อื่นไหม


    อาจเป็นความรู้คันยุบยิบที่หัวใจ อาจเป็นความรู้สึกที่ตัวอักษรทุกอย่างดูชัดเจนมากขึ้นกว่าปกติแม้ผมจะฟังไม่ค่อยออก ถามว่า let her go เพราะสำหรับผมไหม แน่นอนว่าต้องเพราะอยู่แล้ว

    และถ้าถามต่อไปว่า let her go ที่มีพี่พระรองอยู่ด้วยต่างจาก let her go ที่ไม่มีพี่มันไหม


    “ต่างสิ...ต้องต่างอยู่แล้ว


    ต่างจนเหมือนกับเพลงของผมถูกเล่าใหม่โดยพี่มันทั้งหมดเลย








    คืนก่อนเตรียมงานถูกขนานนามว่าเป็นคืนที่เหี้ยกว่าวันส่งงานเสียอีก เพราะเนื้องานและดีเทลทุกอย่างจะต้องถูกจัดการให้เสร็จก่อนรุ่งเช้า ต่อให้กรุงโรมจะดำเนินการถึงแค่เสาเข็ม แต่ถ้าเดดไลน์ถูกรีเควสให้เสร็จพรุ่งนี้มันก็ต้องเสร็จพรุ่งนี้! เด็กสถาปัตอย่างเราเข้าใจดี


    “มาซะดึกเลยพวกมึง”

    “ไหม้แล้วพี่ จารย์ปล่อยโคตรช้า เหมือนรู้ว่าพวกกูต้องมาจัดซุ้มอ่ะ”


    ไตตั้นโอดครวญกับพี่จอห์นในตอนที่พวกเราทุกคนกำลังวางวัสดุอุปกรณ์ทุกอย่างลงยังซุ้ม A04 ไม่รู้ว่าควรเรียกพรหมลิขิตหรือเวรกรรมที่ชมรมดูดาวได้อยู่ซุ้ม A03 ติดกับเรา เอาเป็นว่าช่างแม่งเรื่องนั้นก่อน ตอนนี้พวกกูงานเผาแล้วครับ เวลาสองทุ่มกว่าแต่ซุ้มยังไม่ได้ติดห่าอะไรซักอย่าง

    ประเด็นคือกฎของมหาลัยปีนี้ออกมาว่าทุกซุ้มจะต้องเก็บกวาดทำความสะอาดให้เรียบร้อยก่อนเที่ยงคืนเพื่อความปลอดภัยแก่นักศึกษา สาเหตุก็เนื่องมาจากปีที่แล้วดันเกิดการทะเลาะวิวาทกับมอข้างๆ ที่แอบเข้ามาดึกๆ แล้วใครซวยทีนี้ ปีพวกกูเนี่ยย


    “เจ้าชายมึงคอยไปเอาของกับช่วยกูนะ”

    “อ้าว ไอ้เป่าบอกให้กูติดป้าย”

    “ป้ายจะได้พังน่ะสิ ไปๆ กูต้องการกาวสองหน้า”


    สัด ผมแยกเขี้ยวใส่ไอ้กู๊ด แต่ก็ไม่วายคอยวิ่งไปวิ่งมาเป็นลูกมือช่วยเจ้าตัว บอกก่อนเลยว่าที่เห็นพวกผมเตรียมๆ กันมาหลายวันเพื่อกะมาติดหน้าซุ้มทีเดียวคือไม่เสร็จคร้าบ พี่กู๊ดแกลำไยไม่หยุดคร้าบ ส่วนไอ้ประธานชมรมนี่ออกเสียงอะไรไม่ได้ เหมือนเป็นแค่ในนามอ่ะ


    เดี๋ยวรองช่วยจี้จับหน่อย

    “ตรงนี้หรอ”

    “อื้อ โหย รองตัวสูงเว่อร์ แทบไม่ต้องเขย่งเลย”


    ผมมองคู่ชายหญิงตรงซุ้มข้างๆ ที่กำลังช่วยกันจัดการกับป้ายไวนิล โห เขาทำโคตรง่ายอ่ะ แค่หาคนที่หัวศิลป์หน่อยแต่งภาพในคอมแล้วไปปริ้นท์ที่ร้านอิงค์เจ็ทคือจบ ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งทำงานแฮนด์เมดแบบพวกผม ฮืออ แต่ก็บ่นไม่ได้ เพราะงานของพี่กู๊ดแม่งคุณภาพจริง แค่ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและพลังกาย


    “มองห่าไร”

    “มองไม่ได้หรือไง”

    “เหม็นหน้าคนเตี้ย”

    “โหย ต่อยกับกูเลยเหอะพี่”


    ผมเท้าเอวมองมนุษย์แสนกวนประสาทด้วยใบหน้าหาเรื่องขั้นสุด เหมือนความสัมพันธ์ของเราจะถูกรีเซ็ตใหม่ทุกครั้งที่พระอาทิตย์ขึ้น ต่อให้เมื่อวานคุยดีแค่ไหน วันนี้มันก็สามารถเปลี่ยนมากวนตีนกูได้


    “ให้ยืมเก้าอี้ไหม”

    “กูเกลียดพี่มึงแล้ว”

    “รองเลิกแหย่น้องได้ไหมเฮ้อ”


    พี่จีจี้ตีแขนเพื่อนชายแสนปากหมาเบาๆ ก่อนจะหันมายิ้มแหยะก้มหัวขอโทษแทน แล้วก็ลากอีกฝ่ายไปจัดการมุมอื่นของซุ้มหวังให้พ้นสายตาผม แต่ซุ้มมันก็มีอยู่แค่นี้อ่ะเนอะ แถมยังติดกันอีก เวลาหันไปมองก็มักจะเจอใบหน้านิ่งเรียบแสนกวนประสาทกับนิ้วกลางที่ใครบางคนส่งให้แทนคำทักทาย

    ช่วงเวลาทำซุ้มล่วงเลยไปจนถึงเวลาห้าทุ่มเศษๆ ถามว่าซุ้มของเราเสร็จหรือยัง ขอตอบเลยว่าฮึ! …ล้อเล่น ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้วครับ เหลือเก็บรายละเอียดนิดหน่อยซึ่งก็คงไม่พ้นลูกพี่กู๊ดงานละเอียดเช่นเคย ผมกับไอ้เป่านอนแผ่หลาตายอยู่บนเสื่อเพราะสิ่งที่ช่วยได้ก็ช่วยไปหมดแล้ว

    ทว่าในขณะที่กำลังล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหวังหยิบเจ้าสมาร์ทโฟนคู่ใจขึ้นมาเล่น ผมกลับพบว่าไม่มี! ไม่มีแม้แต่เคสหรือวัตถุทรงสี่เหลี่ยมใดๆ ใกล้เคียง ไม่มีซักอย่าง รู้ไว้ซะด้วย


    “เป่า! โทรศัพท์กูหายยย”

    “หาดียัง” เจ้าของชื่อเอ่ยตอบหมุบหมิบทั้งๆ ที่เปลือกตายังคงปิดสนิท


    ผมลุกขึ้นวิ่งว่อนหาทั่วซุ้ม พลิกนู่นพลิกนี่หาจนไอ้กู๊ดด่าก็ยังไม่เจอ


    “เป่า หาไม่เจอ แง่ ม๊ารู้เอากูตายแน่”


    ต้าเป่าลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิด้วยใบหน้าง่วงขั้นสุด ไร้ซึ่งท่าทีตื่นตระหนกตกใจเหมือนเจอเรื่องราวแบบนี้มาทั้งชีวิต อื้ม...จะว่างั้นก็คงใกล้เคียง ผมกับต้าเป่าน่ะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถมจนถึงมหาลัยอ่ะคุณ นานโคตรๆ แบบที่ไม่คิดว่าคนสองคนจะเรียนด้วยกันได้นานขนาดนี้


    “เห็นอยู่บนห้องชมรม”

    “แล้วทำไมไม่หยิบมาให้กูเล่า”

    “ตอนนั้นวุ่นๆ กันอยู่ไหม แล้วใครจะไปคิดว่าคนอย่างมึงจะลืม เออ แต่คนอย่างมึงไม่ลืมสิแปลก”

    “สารเลว กูไม่รักมึงแล้ว”

    “เลิกพูดแบบนี้ซักที”


    มันเขกหัวผมพร้อมหาวหวอดก่อนจะทิ้งตัวลงไปนอนใหม่ ‘ไม่รักกันแล้ว’ เป็นประโยคที่เราชอบพูดกันบ่อยๆ ในวัยเด็ก พูดไปทั้งๆ ที่ก็ยังรักกันเหมือนเดิมนั่นแหละ


    “เป่า พาไปเอาหน่อย”

    “มึงก็วิ่งขึ้นไปแปปเดียว”

    “ไม่เอา น่ากลัว”

    “ปอด”

    “ปอดแล้วไง เป็นมึงกูไม่อายอะไรทั้งนั้น”


    ไอ้เพื่อนรักถอนหายใจแรงมากจังหวะนี้ แต่ก็ไม่วายกอดคอผมจนแทบลากให้เดินไปด้วยกันด้วยท่าทางหงุดหงิด ผมรู้ไอ้เป่าน่ะตามใจผมจะตาย ถึงแม้จะมีการใช้ความรุนแรงเพราะรำคาญไปบ้าง

    ทว่าเดินไปไม่ทันพ้นบริเวณจัดงานก็เห็นร่างสูงของใครบางคนเดินนำอยู่ก่อน ไอ้เป่าตื่นเต็มตาเหมือนมีแผนร้ายในใจ เท่านั่นแหละ แม่งตะโกนเรียกไอ้คนที่เดินนำจนเสียงดัง


    “พี่พระรอง! ไปไหนพี่?”


    เจ้าของชื่อหันมามองแค่เพียงเสี้ยวหน้าก่อนจะตอบกลับตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่สายตาคือบ่นพวกกูไปแล้วร้อยประโยคแน่ๆ ว่าจะเรียกอะไรเสียงดังขนาดนั้น


    “พวกมึงล่ะปะไหน” เอ้าไอ้พี่นี่ คนเขาถามก่อนยังจะมาถามย้อน

    “ห้องชมรมคร้าบ”

    “เหมือนกัน”

    “หูย พอดีเลย ฝากเด็กโง่ไปด้วยหนึ่งอัตรา”


    พูดไม่พอ มันยังดันหลังกูไปหาพี่มันอี๊ก ห่าเอ๊ย ดันเหมือนกูเป็นกล่องอะไรซักอย่างอ่ะ


    “กูไม่ไปหรอก”

    “แล้วแต่ดิ” คนถูกฝากไหวไหล่ไม่ใส่ใจ

    “ง้อกูหน่อยได้ไหม กูโกรธพี่มึงอยู่นะ”

    “ไม่อ่ะ”


    โว้ยยยยย ทำไมผ้มต้องเกิดมารู้จักคนแบบนี้ ไอ้คนหล่อเสียของ ไอ้คนหล่อไม่มีหัวใจ!!


    “เอาน่า มึงมีเพื่อนไปก็ดีแล้ว กูจะได้ไปพัก ขี้เกียจเดิน”

    “ไปสามคนก็ได้ปะ” ผมรีบท้วง

    “พี่เขาก็ไปทางเดียวกันแล้วจะให้กูไปอีกเพื่อ”


    พูดเสร็จผมก็ถูกทิ้งให้ยืนบื้อข้างมนุษย์พระรองที่ดูเหมือนจะสะใจในระดับปานกลางถึงมากที่สุด ไอ้เป่านะไอ้เป่า กลับลงมากูจะเอาโทรศัพท์ปาหัวมึง


    “เอาไง จะไปไหมเตี้ย”

    “เออดิ”


    ตอบส่งๆ ก่อนจะเดินนำอีกคนไปยังลิฟต์ พูดถึงเรื่องลิฟต์แล้วโคตรอายเลย คือพวกผมเพิ่งรู้ว่าตึกนี้มีลิฟต์เว้ย แค่มันอยู่ลึกไปหน่อย นักศึกษาหน้า (โง่) ใหม่จึงไม่ค่อยมีใครสังเกต ยิ่งตอนไอ้พี่พระรองรู้เรื่องนะ หน้าพี่มันโคตรจะสมเพสในความเซ่อซ่าของกูฉิบหาย

    แต่เหมือนคุณลิฟต์จะไม่พอใจที่ถูกผมนึกถึง เพราะเมื่อตัวเลขดิจิตอลกำลังไล่ระดับไปถึงจุดหนึ่ง แม่งดันค้างครับ ค้างไม่พอยังกระชากเสียงดังจนผมเสียการทรงตัวถลาไปชนไอ้พี่พระรองเต็มๆ

    รู้ตัวอีกทีหลอดไฟด้านบนก็มืดสนิท สภาวะตอนนี้ไร้ซึ่งแสงใดๆ ทุกอย่าง ถ้าจะมีก็คงเป็นนัยน์ตาของใครบางคนที่ผมเห็นลางๆ ผ่านความมืด


    “เจ็บหรือเปล่า”


    ผมหันไปมองคนด้านหลังก่อนจะพบว่าตนเองกำลังอยู่ในท่ากึ่งกอดกึ่งประคอง คงเป็นตอนที่ผมเกือบจะล้มเอาหน้าฟาดพื้น แต่ถูกพี่มันช่วยไว้พอดี


    “พี่ใช่น้ำหอมกลิ่นไร หอมอ่ะ”

    “สัด”


    อ้าว ผลักกูออกเฉ๊ย เมื่อกี้ยังช่วยกันอยู่เลยไม่ใช่หรือไงฟะ ผมบ่นในใจ แต่ไม่นานก็ถูกพี่มันเรียกให้นั่งลงด้วยกันเพราะติดในลิฟต์แบบนี้ออกซิเจนจะลอยตัวอยู่ในที่ต่ำ

    อันนี้จำได้ เห็นในโฆษณาบ่อย


    “พี่ กูจะตายมั้ย”


    ผมโดนมะเหงกไปหนึ่งทีก่อนพี่มันจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดขยุกขยิก


    “แค่ไฟดับ เอาอะไรมาตาย” เจ้าของมือหนาถอนหายใจ “กูกำลังโทรบอกพวกไอ้จอห์นอยู่”

    “อื้อ”

    “…กลัวหรือไง”


    อีกฝ่ายถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง อาจเพราะคงเห็นผมนั่งกอดเข่าคุดคู้อย่างน่าสงสารอยู่ล่ะมั้ง แต่ความเป็นจริงไม่ใช่แบบนั้นหรอก...กูเมื่อย


    “เปล่า พี่เคยบอกแล้วไงว่าจะไม่มีวันให้ใครมาทำอะไรกู”

    “…..”

    เพราะงั้นกูถึงเชื่อว่าถ้าอยู่กับพี่ กูต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ


    ผมได้รับความเงียบตอบกลับพร้อมร่างสูงที่เขยิบเปลี่ยนมานั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆ แทน ใกล้แบบนี้กลิ่นน้ำหอมไอ้พี่พระรองยิ่งชัด อาห์...กลิ่นโคตรดี ถ้าแอบไปลองซื้อมาฉีดบ้างจะมีเสน่ห์เท่าพี่มันบ้างหรือเปล่าหว่า


    “พี่เงียบจังวะ”

    “กูดูเป็นคนพูดมากหรอ”

    “…ก็จริง”


    ถ้านับบทสนทนาระหว่างเราสองคนตั้งแต่รู้จักกันมา ล้วนมีแต่ผมทั้งนั้นที่ทักอีกฝ่ายก่อนเสียเป็นส่วนใหญ่ เอาจริงผมไม่ได้เป็นคนพูดมากอย่างที่ทุกคนเข้าใจนะเว้ยแกร ก็แค่เป็นพี่มันที่พูดน้อย

    เฮ้อ...พระรอง นายทำให้เราดูแย่


    “นี่ ว่าจะถามนานแล้ว ทำไมวันนั้นถึงมานั่งฟังกูล่ะ”


    เป็นเรื่องของวันฝนตกที่กะจะถามอีกฝ่ายหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้มีโอกาสให้ถามเป็นเรื่องเป็นราวซักครั้ง ก็ผมกับไอ้พี่คุณเหนือเดือนของมหาลัยน่ะเคยคุยกันดีๆ ได้นานที่ไหน


    “วิชาจิตวิทยาการให้คำปรึกษาเบื้องต้น”

    “แต่พี่เรียนคณะวิทย์”

    “มึงรู้จักวิชาเสรีไหม”


    ต้องหาเรื่องให้วกกลับมาด่ากูได้ตลอดจ้า ฉันมันคนโง่เง่าในสายตาเธอตลอดนั่นแหละนายพระรอง!


    “ลองวิชาว่างั้น”

    “กูพูดไม่เก่ง ยิ่งพูดปลอบคนยิ่งทำไม่ได้ ตอนนั้นสิ่งที่กูคิดก็คืออย่างน้อยได้นั่งเป็นเพื่อนมึงก็ยังดี”

    “โห พี่มึงรู้ไหม พี่มึงน่ะเป็นคนใจหล่อ”

    “รู้”

    “แค่ปากหมาไปหน่อย”


    ผมหัวเราะ แต่ทายซิว่าก่อนหน้านั้นผมโดนอะไร ครับ แม่งตบหัวกูเนี่ย ไม่ได้ตบแรงหรอก แต่โดนคนมือใหญ่อย่างนั้นโบกทีก็ทำเอาหัวผมเกือบทิ่มไปเหมือนกัน


    “แล้วอารมณ์ไหนถึงได้เลือกไปลงวิชาจิตวิทยา กูว่าอะไรที่ต้องพูดเยอะๆ ไม่น่าใช่แนวพี่”

    “ลงเป็นเพื่อนจีจี้”


    จ้าๆ ถึงว่าคนหล่อๆ อย่างพี่มันจะเอาตัวเองไปเสี่ยงกับอะไรที่ไม่ถนัดทำไม ที่แท้ก็เพราะติดหญิง โด่ว


    “เป็นแฟนกันหรอ”

    “…ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

    “ก็เห็นพี่ดูมีความสุขเวลาอยู่กับพี่จีจี้อ่ะ แล้วพี่จีจี้ก็ดูชอบพี่มึงมากๆ เลย”


    อีกฝ่ายนิ่งไปซักพัก ก่อนผมจะได้ยินเสียงลมหายใจที่พรูออก ถ้ามีแสงไฟผมคงเดาว่าพี่มันคงเหม็นเบื่อคำตอบผมด้วยความรู้สึกเอือมระอา แต่พอเห็นหน้ากันไม่ค่อยชัดแบบนี้ เอาเป็นว่าผมเดาไม่ออกแล้วกัน


    “มึงมันโง่”


    อ้าว ด่ากูเฉ๊ย

    ผมขมวดคิ้ว เปลี่ยนมานั่งกอดเข่าบ่นหมุบหมิบในความมืดอีกรอบ พอเห็นอีกฝ่ายพูดแบบนั้นเลยเลือกที่จะเงียบดีกว่า คือยอมรับแหละว่าตัวผมก็ค่อนข้างขี้เสือกอยู่หน่อยๆ แต่ต้าเป่าสอนว่าถ้าคนฟังไม่อยากเล่าก็อย่าไปเซ้าซี้ มันจะทำให้เขาลำบากใจ

    แต่คุณรู้ไหม ไอ้คนสอนกูเนี่ยแหละตัวเซ้าซี้เลย


    กูมีคนที่ชอบอยู่แล้ว


    จู่ๆ พี่มันก็พูดขึ้นทั้งๆ ที่ตอนแรกคิดว่าจะไม่มีประโยคใดๆ ถูกเอ่ยออกมาแล้ว ราวกับเป็นประโยคที่ผ่านการไตร่ตรองมานานพอสมควร แล้วคิดว่าคนฟังจะอยากรู้ไหม บอกเลยว่าเรื่องเสือกไว้ใจเจ้าชาย ในเมื่อพี่มันเปิด เราก็ต้องสืบปะวะแกร


    “ใครหรอ”


    ผมเขยิบเข้าไปใกล้จนกลิ่นน้ำหอมของพี่พระรองเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ หากสิ่งที่ผมสังเกตไม่ยอมละก็คือสีนัยน์ตาอันเลือนรางเนื่องจากมองไม่ค่อยเห็น กับริมฝีปากที่รอการขยับยก


    “พูดให้ถูกคือตอนแรกไม่ได้มีหรอก”

    “…..”

    แต่ตอนนี้มีแล้ว







    tbc







    เรื่องนี้มาแนว slice of life เนื้อเรื่องเลยจะเป็นเรื่อยๆหน่อยนะค้า

    ใครอ่านแล้วชอบก็ช่วยเม้นให้กันหน่อยน้า หรือจะเข้าไปหวีดในแท็กก็ด้ายจ้า


    #ที่สองไม่ไหวขอเป็นที่หนึ่ง

    wickedwish_

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in