หนังอินเดียที่ฉันดูจำปา
มอง Gangubai Kathiawadi (2022) #คังคุไบ ผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์และรัฐธรรมนูญอินเดีย
  • มอง Gangubai Kathiawadi (2022) #คังคุไบ ผ่านเลนส์ประวัติศาสตร์และรัฐธรรมนูญอินเดีย




    ภาพโดย dw


    แรกเริ่มเดิมที เราตั้งใจว่าจะเขียนรีวิว บอกเล่าความรู้สึกหลังดูจบ แต่หลังจากดูจบก็ค้นพบว่างานรีวิวของภาพยนตร์เรื่องกังกุไบ (หรือ คังคุไบ ตามการถอดเสียงของ Netflix) นั้นกลายเป็นงานเขียนที่ overwhelmed ไปเสียแล้ว 



    หนังอินเดียไม่ได้มีดีแค่บอลลีวูด


    ในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีอย่างยิ่งที่ทุกคนหันมาสนใจหนังอินเดียมากขึ้น เราในฐานะที่ติ่งหนังอินเดียก็ดีใจมากเหลือเกิน เพรราะทุกๆ ครั้งที่เขียนรีวิวหนังอินเดีย ก็มักจะเขียนหัวโปรยไว้เสมอว่าไม่อยากให้ทุกคนพลาดหนังดีๆ สักเรื่อง เพียงเพราะมองว่าเป็นหนังอินเดีย ที่หลายๆ คนอีกนั่นแหละ มักจะจินตนาการภาพว่าเป็นเพียงหนังกระโดดโลดเต้น ซูมเข้าซูมออกเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว วงการหนัง Bollywood (บอลลีวูด) ตลอดจน Tollywood (ตอลีวูด) หรือ Kollywood (กอลีวูด) (SadDog, 2015) และอุสาหกรรมภาพยนต์ภาษาอื่นๆ ในอินเดียนั้น พัฒนาไปไกลมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพศ สีผิว เชื้อชาติ วรรณะ ศาสนา ตั้งคำถามถึงเสรีภาพ แม้กระทั่งหนังเพื่อนหญิงพลังหญิง ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี วงการหนังอินเดียก็แตะประเด็นเหล่านี้มาหมดแล้วทั้งสิ้น



    ภาพโดย MAJOR CINEPLEX GROUP

    หนำซ้ำยังมีบางเรื่องที่ไล่จับประเด็นในสังคมมาใส่ไว้ในหนังจนโดนคณะกรรมกองเซ็นเซอร์ ดังปรากฎในข่าว ว่าคณะกรรมการเซ็นเซอร์ขอให้ศาลอนุมัติสั่งเซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่อง 'อุดตา ปัญจาบ' (Udta Punjab) ที่นำเสนอเนื้อหาสะท้อนสังคม โดยเฉพาะวัยรุ่นในรัฐปัญจาบของอินเดีย ซึ่งตามข้อเท็จจริง เด็กวัยรุ่นในรัฐปัญจาบก็ติดยาเสพติดกันมากถึง 70% นั่นแหละ (indian movie maniac, 2016) ซึ่งก่อนภาพยนตร์เข้าฉาย กองเซ็นเซอร์ยื่นเรื่องขอให้หั่นฉากออกกว่า 89 จุด 



    โดยอ้างว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งคำถามเกี่ยวกับอธิปไตยของอินเดีย ทั้งยังมีเรื่องยาเสพติดและเล่าเรื้องฟอนเฟะของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นด้วย แต่ท้ายที่สุดศาลสูงก็ปฏิเสธ โดยศาลให้เหตุผลว่า “มาตรการเซ็นเซอร์ของคณะกรรมการตรวจสอบรับรองภาพยนตร์อินเดีย (CBFC) ถือเป็นการสร้างมาตรฐานการเซ็นเซอร์ที่อันตรายอย่างไม่เคยมีมาก่อน” (ประชาไท, 2016) ซึ่งประเทศประชาธิปไตย โดยมักเขาไม่เซ็นเซอร์ภาพยนตร์กันพร่ำเพื่อหรอก เพราะการใช้เซ็นเซอร์มาปิดปากคน เป็นจุดเริ่มต้นของการลดทอนเสรีภาพทางความคิด 



    คังคุไบกับข้อพิพาทพอสังเขป


    กลับเข้าเรื่องกันบ้าง เชื่อว่าหลายคนน่าจะทราบเรื่องย่อ และเรื่องราวเต็มๆของคังคุไบแล้ว แต่วันนี้เราตั้งใจว่าจะมาเขียนเกร็ดความรู้เล็กๆ ในฐานะนิสิตคนหนึ่งที่จบสาขาประวัติศาสตร์มา (จริงๆ ต้องเรียกว่าปัดฝุ่นความรู้วิชาเอเชียใต้สักหน่อย) 



    แต่เราคงจะขอข้ามชีวประวัติของคังคุไบไปเลย เพราะมีคนเขียนเยอะแล้ว อีกทั้งยังมีประเด็นพิพาทเรื่องบริบทประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะลูกบุญธรรมของคังคุไบ (ซึ่งหากประมาณการ อายุปัจจุบันคงราวๆ 60 ปี) ตามที่ปรากฎในข่าว “ลูกชายเดือด คังคุไบไม่เคยเป็นโสเภณี ลั่นไม่เคยขออนุญาตถ่ายทำ แถมหนังบิดเบือนเกินจริง” โดยชี้ว่าคังคุไบ กฐิยาวาฑีเป็นเพียงนักเคลื่อนไหวทางสังคม ไม่ใช่โสเภณี 



    จากข้อมูลของข่าวสด พบว่าศาลสูงปฏิเสธที่จะระงับการฉายภาพยนตร์ จนกระทั่งต้นปี 2021 ศาลได้ยกฟ้องไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะไม่มีหลักฐานว่าผู้ยื่นฟ้องทีมผู้สร้างเป็นลูกบุญธรรมของคังคุไบจริงๆ (ซึ่งเป็นปัญหาทางด้านการอุปการะบุตรในอดีตของอินเดีย) ดังนั้นผู้อ่านหรือผู้ชมอาจจะใช้ข้อเท็จจริงตรงนี้ พิจารณากันเองได้


    อินเดียกับอารยะธรรมเก่าแก่ และนครโสเภณี


    อินเดียเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มีอารยธรรมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะชื่อ “ชมพูทวีป” แค่พูดถึงก็ต้องร้องอ๋อแล้ว หรือถ้าพูดถึงอารยันรบกับ ดราวิเดียน (Dravidians) ก็ต้องร้องอ๋ออีก อินเดียเป็นดินแดนแบบนั้น เป็นดินแดนที่มีภูมิหลังอันลึกซึ้ง ประวัติศาสตร์ โบราณสถานเก่าแก่เท่าที่จะนึกถึงได้ 



    ดังที่คังคุไบกล่าวสุนทรพจน์ในตอนท้ายว่าอาชีพโสเภณี เป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดของอินเดีย ย้อนกลับไปดูในพระไตรปิฎกก็จะพบว่ามีชื่อ “นครโสเภณี” ปรากฎอยู่  โดยนครโสเภณีกําเนิดมาจากอินเดียในสมัยโบราณ สมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เล่าเรื่องหญิงงามคนหนึ่งจากเมืองไพศาลี แคว้นวัชชี ชื่อนางอัมพปาลีที่มีแต่ชายหมายปองและอยากครอบครอง ถึงขนาดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสาร แหงกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ก็เป็นหนึ่งในแขกขาประจำ 



    ภาพโดย winnews

    จากข้อพิพาทเรื่องการแย่งชิงสาวงาม สภาเมืองไพศาลีเลยกำหนดให้เธอเป็นของกลางประจำเมือง กล่าวคือใครอยากเข้าหอ ทำกิจกรรมเข้าจังหวะกับนาง ก็ต้องจ่ายเงิน ถึงจะได้ครอบครอง ทั้งยังได้ออกกฎหมายให้มีโสเภณีประจำเมืองขึ้นเป็นอันดับแรกของโลกไปเลย (จาเลิศ & ชาระ, 2022, 1) จะได้เลิกตีกัน ซึ่งอาชีพโสเภณีถือเป็นอาชีพสูงส่งอย่างหนึ่ง มีเกียรติ เพราะสตรีที่ได้รับแต่งตั้งจะมาจากการแต่งตั้งของสภา ขุนนาง ตลอดจนกษัตริย์ (HICLASSSOCIETY.COM, 2013) ต้องมีความสามารถเป็นเลิศ ทั้งฟ้อนรำ มีความรู้ ถกวิชาการได้ ถนัดวิชาชีพ ยิ่งกว่าสอบแกทแพทเสียอีก 



    พอนางอัมพปาลีถูกแต่งตั้งจากสภาเมือง เลยได้ดำรงตำแหน่งเป็น “นครโสเภณี” ไปเสียเลย ภายหลังแคว้นต่างๆ ในชมพูทืทวีปก็มีหญิงงามเมืองเป็นของตนเอง แล้วก็ใช้พวกเธอนี่แหละเป็นจุดเด่น เรียกทั้งทัวร์เรียกทั้งแขก ใช้พวกเธอเป็นจุดขายประหนึ่งโอทอป



    อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงหลักฐานทางประวัติศาตร์  เอ.แอล. บาชาม (A.L. Basham) ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านอารยธรรมเอเชีย แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย อธิบายว่าน่าจะเป็นเพียงการเล่าลือ แต่เนื้อหาที่บรรยายถึงนางอัมพปาลียังสามารถสะท้อนสถานภาพของโสเภณีอินเดียยุคโบราณได้ (ศิลปวัฒนธรรม, 2019)


    อินเดียกับบริบททางประวัติศาสตร์ : เอกราชอินเดีย


    ตาม Timeline ของเรื่องเริ่มต้นในช่วงปี 1930 - 1940 ในช่วงที่คังคุไบยังเป็นเด็กสาวอายุ 17 ปี  จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 - 1960 ที่เธอกลายมาเป็นราชินีแห่งซ่องในกามธิปุระ ซึ่งเป็นช่วงที่อินเดียเพิ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ (อินเดียได้รับเอกราชปีค.ศ. 1947) หลังจากเป็นอาณานิคมในฐานะ British India มานับร้อยปี ซึ่งนายกที่คังคุไบไปพบตอนท้ายเรื่องคือชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) รัฐบุรุษและนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย



    หากพูดถึงการต่อสู้เพื่อเอกราชของอินเดีย คนแรกที่มักจะปรากฏขึ้นมาในหัวเลยคงไม่พ้นมหาตมะ คานธี ที่ถือเป็นบุคคลสําคัญของโลกและอินเดีย ซึ่งโด่งดังมากจากการต่อสู้ด้วยวิธีสัตยาเคราะห์ (Satyagraha) แบบอหิงสาจนประสบความสําเร็จ ทั้งยังเป็นผู้มีส่วนสําคัญในการสร้างประเทศอินเดียให้เป็นปึกแผ่น แต่คนต่อมาที่ปรากฏชื่อตามลำดับก็ต้องเป็นนายกเนห์รูนี่แหละ



    ภาพโดย Getty images via https://pin.it/1hpFJDI

    ตอนท้ายๆ ของเรื่องใช้บริบทประวัติศาสตร์ได้อย่างสนใจ กล่าวคือ คังคุไบพูดกับเด็กรับใช้ “ฉันจะทำให้เขา (นายกเนห์รู) ยื่นดอกกุหลาบให้ฉัน” ดอกกุหลาบที่ว่านั้น คือดอกกุหลาบแดงที่นายกเนห์รูมักเสียบไว้ที่อกเสื้อ เพื่อระลึกถึงภรรยาที่เสียชีวิตไปในปี 1938 อย่างกมลา เนห์รู ในบริบทของภาพยนตร์คือการยอมรับในตัวเธอ และเคารพเธออย่างใจจริงนั่นแหละ (แต่นายกเนห์รูก็มีเรื่องให้คนเมาท์มอย กอสซิปอยู่เหมือนกันเรื่องเป็นชู้กับภรรยาของลอร์ด เมานต์แบตเทน อุปราชคนสุดท้ายของบริติชอินเดียนะ)



    นอกจากนี้ ก่อนคังคุไบและนายกเนห์รูจะแยกจากกัน คังคุยังกล่าวว่า “อินเดียจงเจริญ” กับนายกเนห์รู ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับด้วยคำเดียวกัน ในที่นี้คือการอวยพรอินเดียในฐานะรัฐเอกราชอย่างสมบูรณ์นั่นล่ะ กลิ่นของความซาบซึ้งจากการต่อสู้เพื่อเอกราชยังคงไม่จางหาย ฉากดังกล่าวถือได้ว่าเพิ่มเข้ามาได้เป็นอย่างดี และช่วยให้เรารู้สึกตื้นตันราวกับเป็นพลเมืองอินเดียไปด้วยเลย



    ภาพโดย bollywoodbubble

    โสเภณี : สิทธิขั้นพื้นฐาน และรัฐธรรมนูญอินเดีย


    หลายคนคงจำฉากหนึ่งในภาพยนตร์ได้ ที่คังคุไบเล่าว่าเธอเสียสิทธิขั้นพื้นฐานในสังคมไปอย่างไรบ้าง รวมถึงลูกๆ บุญธรรมของเธอ ที่แม้จะเปิดบัญชีธนาคารก็ยังไม่ได้ หากจะอ้างอิงจากรัฐธรรมนูญอินเดีย ซึ่งประกาศใช้ 26 มกราคม ปี 1950 นั้น (Timeline ของเรื่องก็คาบเกี่ยวกับช่วงประกาศรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมา) ดังปรากฏว่า “รัฐต้องปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย รวมทั้งห้ามรัฐเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองอันมีเหตุมาจากความแตกต่างทางด้านศาสนา เชื้อชาติ วรรณะ เพศ หรือสถานที่เกิด” (อุสมา, n.d., 140) โดยมีการบัญญัติเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐาน (Fundamental Rights) ในหมวดที่ 3 ของรัฐธรรมนูญอินเดีย 



    สำหรับอินเดียที่ผ่านการเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาเป็นระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่การเข้ามาในนามของบริษัทอินเดียตะวันออก (British India Company) ซึ่งเป็นบริษัททำการค้าเอกชนของอังกฤษ ไล่เรียงมาถึงช่วงทศวรรษ 1850 ทีอังฤษยึดครองพื้นที่อินเดียไปกว่าครึ่ง จนกระทั่งปี 1858 จากเหตุการณ์กบฎซีปอย (Sepoy Mutiny) ที่ทำให้ราชวงศ์โมกุลหมดอำนาจ อังกฤษเข้ามาปกครองหลังการปราบปรามในปี 1858 และปี 1877 อังกฤษก็สถานปนาพระราชินีวิคตอเรียเป็นจักรพรรดิแห่งอินเดีย นับแต่นั้นมาอินเดียก็ถือเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสมบูรณ์  ในนามอาณานิคมบริติชราช (British Raj Colony)  โดยอังกฤษจะส่งอุปราชมาปกครอง (ทำหน้าที่แทนพระราชินี) 



    จากการปกครองนับร้อยปีของอังกฤษ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญอินเดีย จึงเป็นเสมือนเอกสารที่เปลี่ยนโฉมหน้าประเทศในหลายด้าน อาทิ การให้สิทธิการเลือกตั้งแก่พลเมือง ซึ่งในภาพยนตร์ก็ปรากฏฉากการเลือกตั้งท้องถิ่นย่านกามธิปุระ รวมทั้งฉากหาเสียงของคังคุไบ จนกระทั่งคังคุไบชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นและกลายเป็นนายกกามธิปุระในที่สุด 



    ภาพโดย The Constitution of India. | Library of Congress (loc.gov)


    โดยสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญอินเดีย 6 ประการ ได้แก่ 


    “(1)สิทธิในความเท่าเทียม (Right to equality) อยู่ในมาตราที่ 14-18

    (2)สิทธิในการมีเสรีภาพ (Right to freedom) อยู่ในมาตราที่ 19-22

    (3)สิทธิที่จะไม่ถูกเอาเปรียบโดยมิชอบ (Right Against Exploitation) อยู่ในมาตราที่ 23-24

    (4)สิทธิในการมีเสรีภาพในเรื่องศาสนา (Right to Freedom of Religion) อยู่ในมาตราที่ 25-28

    (5)สิทธิในเรื่องวัฒนธรรมและการศึกษา (Right to Cultural and Educational Rights) อยู่ในมาตราที่ 29-30

    (6)สิทธิในการรับการเยียวยาตามรัฐธรรมนูญ (Right to Constitutional Remedies) อยู่ในมาตราที่ 32” (อุสมา, n.d., 145)



    พอเล่าแบบนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้มาแล้ว ทำไมเด็กๆ ในกามธิปุระถึงไม่ได้เรียนหนังสือ? คำตอบนี้ต้องเล่าว่าเรื่องสิทธิการศึกษา หรือการศึกษาภาคบังคับ ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก แต่เป็นมาตราที่ถูกบรรจุภายหลัง เมื่อปี 2010 นี่เอง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมลูกๆ บุญธรรมของคังคุไบจึงถูกไล่ออกจากโรงเรียนได้ง่ายดายขนาดนั้น



    ความน่าสนใจของรัฐธรรมนูญอินเดียนอกจากจะเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับหนึ่งที่ยาวที่สุดในโลกแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน หรือหากกล่าวถึงภูมิหลังของคนร่างรัฐธรรมก็ยิ่งน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะหนึ่งในคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญคือ ดร.บี. อาร์. อัมเบดการ์ (B. R. Ambedkar) บุคคลที่มาจากชนชั้นจัณฑาล ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้กลุ่มคนจัณฑาลมีสถานะความเป็นพลเมือง (Citizenship) (อุสมา, n.d., 141) 



    แต่ถึงอย่างนั้นจากรายงานโลกประจำปี 2562 ของ Human Rights Watch (ไทยรัฐออนไลน์, 2020) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ชนชั้นจัณฑาลยังคงถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งด้านการศึกษาและการทำงาน ซึ่งก็เป็นโจทย์ที่คนในสังคมอินเดียต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาต่อไป


    ราเซียไบ : ฮิจราและความเป็นชายขอบ 


    ความน่าสนใจของตัวรัฐธรรมนูญยังไม่หมดไป เพราะตัวละครที่ไม่กล่าวถึงเลยไม่ได้คือ “ราเซียไบ”  ในฐานะ Trans woman ซึ่งในอนุทวีปอินเดียเรียกว่า “ฮิจรา (Hijras)” (ที่เล่นโดย cis men อย่าง Vijay Raaz จนมีข้อถกเถียงตามมาอีกมากมาย) ความน่าสนใจคือราเซียไบ จัดเป็นคนชายขอบทางสังคมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นโสเภณีอีก นี่เรียกว่าชายขอบของชายขอบอีกทีเลยนะ 



    แต่ในภาพยนตร์ทำให้เราเห็นว่าราเซียไบสามารถเป็นนายกได้ถึง 2 สมัย สามารถลงเลือกตั้งท้องถิ่นได้อย่างเปิดเผย อีกทั้งยังมีอิทธิพลต่อผู้คนในกามธิปุระอีก ทว่าตามการลงเลือกตั้ง หรือแม้แต่การใช้สิทธิเลือกตั้งของฮิจราในอินเดีย ยังต้องใช้สถานะหรือระบุเพศตนในการเลือกตั้งว่าชาย หรือ หญิงเท่านั้น





    โดยภายหลังรัฐบาลอินเดีย ให้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ในฐานะ “เพศที่สาม” ในปี 1994 โดยใช้ตัวย่อว่า E (ซึ่งคำดังกล่าวมาจากคำว่า Eunuch ซึ่งแปลว่า ขันที (ชายผู้ถูกตอน / เอาอวัยวะเพศออก) ซึ่งปัญหาที่ตามมาของการขึ้นทะเบียนทางเพศว่าเป็นเพศ E ทำให้พวกเขาเสียสิทธิขั้นพื้นฐานทางสังคมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการได้รับบัตรประชาชน สิทธิประกันสังคม ใบขับขี่  (ปานสายลม, 2019, 187) รวมไปถึงการเข้าไม่ถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำให้ท้ายที่สุดก็ลงเอยด้วยการเป็นโสเภณี ผลักกลุ่มคนเหล่านี้ให้กลายเป็นกลุ่มคนขายชอบอีกครั้ง และลงเอยด้วยการขายบริการทางเพศเช่นในอดีต 



    อย่างไรก็ตามศาลสูงของอินเดียก็มีคำสั่งออกมาในปี 2014 แล้วว่าต้องให้คนข้ามเทศมีสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ในสังคม โดยในแต่ละรัฐของอินเดียก็ออกกฎที่ซัพพอร์ตคนข้ามเพศแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่ในมหาวิทยาลัยให้คนข้ามเพศ หรือสิทธิการเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนับเป็นพัฒนาการที่ดี และพยายามก้าวหนีมรดกทางอาณานิคมที่อังกฤษทิ้งไว้ โดยเฉพาะอนุมาตรา 337 ตามประมวลกฎหมายอาญาอินเดียเดิม ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1860 ความว่า



    “ผู้ที่กระทำเรื่องทางเพศ โดยมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน หรือกับสัตว์ หรือมีเพศสัมพันธ์ที่ฝืนจากธรรมชาติ (ไม่ทำให้เกิดการผลิตประชากรเพิ่ม) จะต้องโทษจำาคุกตลอดชีวิต หรือในบางกรณีคือรับโทษตามแต่กำาหนดซึ่งอาจยืดระยะเวลาถึงสิบปี หรือต้องเสียค่าปรับ” (ปานสายลม, 2019, 187)





    References

    • ประชาไท. (2016, June 15). ศาลอินเดียเลิกหั่นหนัง 'อุดตา ปัญจาบ' 89 จุด-เหลือตัดออกฉากเดียว. ประชาไท. Retrieved May 13, 2022, from https://prachatai.com/journal/2016/06/66343
    • ศิลปวัฒนธรรม. (2019, March 4). พระพุทธเจ้า กับการเสด็จป่ามะม่วงของ อัมพปาลี นางนครโสเภณี ก่อนวาระสุดท้าย. ศิลปวัฒนธรรม. Retrieved May 13, 2022, from https://www.silpa-mag.com/history/article_28808
    • ไทยรัฐออนไลน์. (2020, August 18). เจาะดราม่า "บอลลีวูด" ทาสีผิวเล่นหนัง สะท้อนชนชั้น เลือกปฏิบัติ. ไทยรัฐออนไลน์. Retrieved May 13, 2022, from https://www.thairath.co.th/scoop/1912256
    • อุสมา, อ. (n.d.). https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polscicmujournal/article/view/250019/171844. วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 12, 140. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polscicmujournal/article/view/250019/171844
    • ปานสายลม, ก. (2019). กระบวนการทางเพศของอังกฤษและการเรียกร้องสิทธิเพศทางเลือกในอินเดีย (English Sexuality and LGBT Politics in India). วารสารยุโรปศึกษา, 1, 183. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/jes/article/view/199767/139543
    • จาเลิศ, โ., & ชาระ, ป. (2022). บทบาทของนครโสเภณีที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (The Role of Miss State Beauty in The Tipitaka). วารสารปรัชญาอาศรม, ปีที่ 1 ฉบับที 2 (2562), 1. https://firstojs.com/index.php/jpa/article/view/997/575
    • HICLASSSOCIETY.COM. (2013, September 3). นครโสเภณี. HiClassSociety.com. Retrieved May 13, 2022, from http://www.hiclasssociety.com/?p=36802
    • indian movie maniac. (2016, July 23). Udta Punjab. Indian Movie Maniac | Indian Movies Review. Retrieved May 13, 2022, from http://indianmoviemaniac.blogspot.com/2016/07/udta-punjab.html
    • SadDog. (2015, September 19). หนังอินเดียไม่ได้มีแต่บอลลีวู้ด ตอนจบ: Tollywood [เตลูกู]. Pantip. Retrieved May 13, 2022, from https://pantip.com/topic/33747574


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in