หลังอ่าน Yaoiหลังอ่านของน้ำฝน
ผู้คนในวังหลวงล้วนหลอกลวงข้าทั้งนั้น : ร เรือในมหาสมุท
  • ADVERTISEMENT

    ADVERTISEMENT

    ADVERTISEMENT

    ADVERTISEMENT



    ชื่อหนังสือ : ผู้คนในวังหลวงล้วนหลอกลวงข้าทั้งนั้น
    ผู้แต่ง : ร เรือในมหาสมุท
    สำนักพิมพ์ : Rose
    จำนวนหน้า : 902 หน้า (428+474)
    พิมพ์ครั้งที่ : 1
    ปีที่พิมพ์ : เมษายน 2564
    คำโปรย : ความลับของวังหลวงที่ยิ่งใหญ่ และเรื่องราวมากมายของเซียวเฟิงเหมียน ผู้ที่จำเป็นต้องซ่อนตัวในร่างหญิงเก็บงำความลับไว้ สุดท้ายแล้วความจริงจะถูกเปิดโปงหรือไม่ วันคืนล่วงผ่านเสน่ห์ของจงเจียอี้ร้ายกาจขึ้นทุกขณะ ท่านหมอผู้งดงามจะรอดจากเงื้อมมือของคนขี้โกหกแห่งวังหลวงไปได้หรือไม่นะ
    รายละเอียด : เซียวเฟิงเหมียน ลูกศิษย์หมอเทวดาเกิดมาพร้อมปานคำสาปบนฝ่ามือทั้งสอง หากถูกปฏิเสธรักจะต้องสิ้นลมหายใจ เพราะแบบนั้นเขาจึงปลอมตัวเป็นหญิงมาตลอดชีวิตเพื่อจะได้ไม่ต้องมีความรักกับสตรีใด วันหนึ่งขุนนางใหญ่เทียบเชิญให้เข้าวังหลวงเพื่อรักษาฮ่องเต้ เซียวเฟิงเหมียนผู้มีความลับจึงต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในวัง แต่ไม่ใช่เพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีความลับต้องปกปิด ดูเหมือนว่าทุกคนในวังหลวงก็มีเรื่องบางอย่างซุกซ่อนไว้อยู่เช่นกัน
    หลังปก : วันแล้ววันเล่าที่เซียวเฟิงเหมียน หมอหลวงผู้มีปานคำสาปต้องผจญกับเรื่องราววุ่นวายของพวกตระกูลจงแห่งวังหลวง เพียงแค่คำสาปของตัวเองที่ทำให้ไม่กล้ามีความรัก เซียวเฟิงเหมียนก็แทบเอาตัวไม่รอดยังจะต้องมายุ่งกับภาระล้างแค้นแทนบิดาของฮ่องเต้จงเจียอี้จอมเจ้าเล่ห์ ปลอมตัวเป็นหญิงก็ลำบากแล้วหลบหนีจากการเกี้ยวพาของโอรสสวรรค์ยิ่งลำบากกว่า วันคืนล่วงผ่านเสน่ห์ของจงเจียอี้ร้ายกาจขึ้นทุกขณะ ท่านหมอผู้งดงามจะรอดจากเงื้อมมือของคนขี้โกหกแห่งวังหลวงไปได้หรือไม่นะ


    ✿ หลังอ่านของน้ำฝน

    บอกเลยว่าเรื่องนี้น้ำฝนลัดคิวอ่านและค่อนข้างคาดหวังมาก กดสั่งปุ๊บก็เฝ้ารอของมาส่ง พอหนังสือมาส่งก็รีบอ่านเรื่องก่อนหน้าที่ค้างอยู่ในมือให้จบ เพื่อให้ได้หยิบเรื่องนี้มาอ่าน 

    มาว่ากันที่รูปเล่มก่อน หน้าปกสวยมาก เป็นงานนวลที่งามมาก ดึงดูดให้หยิบจับสุดๆ จิบิที่แถมมากับหนังสือก็น่ารัก ตะมุตะมิน่าสะสม 

    ต่อมาก็ขอเล่าถึงเรื่องราวในเรื่อง

    นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องของเซียวเฟิงเหมียน นายเอกของเรื่องที่เกิดมามีปานบนฝ่ามือทั้งสองข้าง แล้วหมอดูทำนายว่า หากเขาตกหลุมรักใครแล้วถูกหญิงคนนั้นปฏิเสธรัก เขาจะสิ้นลมหายใจก่อนดวงอาทิตย์ตกดินในวันเดียวกัน และเพราะเหตุนี้ทำให้นายเอกถูกเลี้ยงมาในฐานะลูกชายที่ต้องแต่งตัวเป็นหญิง เพื่อกันไม่ให้มีหญิงสาวมาหลงรักและห้ามตัวเองไม่ให้หวั่นไหวกับสตรีคนไหน 

    แล้วด้วยความที่อาศัยอยู่ในป่ากับพ่อและแม่ ไม่ค่อยได้สุงสิงกับใคร ความที่ต้องเป็นชายแต่งหญิงเลยไม่ใช่ปัญหา เมื่อพ่อกับแม่สิ้นบุญไปก็ได้อยู่กับอาจารย์ที่ชาวบ้านให้คำนิยามว่าเป็นหมอเทวดาแต่แท้จริงแล้วเป็นมารสุนัขป่าที่เร้นกายในป่าบนเขาเพราะทนเหม็นกลิ่นสาปของมนุษย์ไม่ได้ แต่นานๆ ทีก็ลงเขาเพื่อไปรักษาชาวบ้านเป็นครั้งคราว

    เรื่องเกิดเมื่อวันหนึ่ง ผู้ที่มีศักดิ์เป็นลุงของฮ่องเต้และมีชื่อเสียให้ชาวบ้านร่ำลือในทางไม่ดีมาหากลางดึกเพื่อขอให้หมอเทวดาลงจากเขาไปรักษาฮ่องเต้ที่ป่วยไข้จากโรคประหลาดที่ทำให้เจ็บขาและเดินไม่ได้ หมอในวังไม่สามารถรักษาได้ อีกทั้งขาดแคลนหมอใหม่เนื่องจากถูกไล่ออกทั้งหมด แต่อาจารย์ของนายเอกไม่อยากไป เลยผลักให้นายเอกไปแทน 

    เมื่อนายเอกไปถึง นอกจากจะต้องปิดบังทุกคนไม่ให้รู้ว่าตัวเองเป็นชายที่แต่งหญิงจนอาจจะโดนข้อหาหลอกลวงเบื้องสูง ก็ต้องพบเจอหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้สงสัย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ชวนงงของฮ่องเต้กับว่าที่ฮองเฮา ความสงสัยในเจตนาของท่านลุงของฮ่องเต้ที่เป็นผู้ตรวจการว่ามาดีหรือมาร้าย และสงสัยในตัวฮ่องเต้ คนไข้ผู้สูงศักดิ์ที่บอกว่าขาขยับไม่ได้ แต่เห็นอยู่เต็มตาว่าเท้าขยับเมื่อมีคนเข้าใกล้ ถามอะไรบอกสิ่งไหนก็ไม่ให้ความร่วมมือ เป็นคนไข้ที่ดื้อและชวนตีสุดๆ 

    เรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ ให้ได้พบเจอปมภูมิหลังของฮ่องเต้ เหตุผลของการหลอกลวง การแย่งชิงอำนาจ และเรื่องราวระหว่างหมอที่พยายามรักษา กับคนไข้ที่ไม่อยากรักษาแต่อยากหาย และเหมือน(มือ)คนไข้จะเริ่มอยู่ไม่สุข มักจะหาเรื่องเข้าหาหมอในแบบที่ทำให้หมอจิตใจหวั่นไหว ไหนจะกอด ไหนจะจับ ไหนจะลูบ ไหนจะพานั่งตัก จนตัวหมอไม่แน่ใจแล้วว่าการแต่งกายเป็นหญิงจะช่วยชีวิตเขาจากคำทำนายได้ เพราะตอนนี้ ถึงแม้จะแต่งเป็นหญิง เขาก็เริ่มหวั่นไหวและเหมือนเขาจะพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงในผลลัพธ์ของคำทำนายด้วยการชักจูงของคนไข้มากเล่ห์และขี้แกล้งอย่างฮ่องเต้พระองค์นี้!

    จบการเล่าเรื่องราวแบบสรุป 

    มาต่อกันที่ความรู้สึกหลังจากที่ได้อ่านเรื่องนี้กันดีกว่า

    อย่างที่บอกไปตอนต้น น้ำฝนคาดหวังกับเรื่องนี้มากเพราะออกมาจากนักเขียนที่น้ำฝนค่อนข้างประทับใจในผลงานก่อนหน้าของเขาจนซื้อมาดองไว้หลายเรื่อง นอกจากความคาดหวังแล้ว ยังมีความไว้ใจ เชื่อใจ จนยอมก้าวข้ามแนวนิยายที่น้ำฝนเคยจดไว้ในใจว่าจะไม่อ่านแต่กลับมาหยิบอ่าน นั้นคือ นิยายที่ไม่ใช่แนวแฟนตาซีแล้วใช้ธีมต่างประเทศที่ถูกเขียนโดยนักเขียนคนไทย เพราะมีความหลังฝั่งใจมาจากประสบการณ์การอ่านที่ไม่ค่อยดี และหายากมากที่จะมีนักเขียนไทยเขียนให้ได้เข้าถึงธีมนั้นๆ จริง ถ้าศึกษามาไม่มากพอ

    ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนั้น ทำให้น้ำฝนเฝ้ารอที่จะได้อ่านในแบบที่ไม่อ่านตัวอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นแหล่งไหน ไม่เปิดหลังปก ไม่เปิดอ่านคำนำ รวมถึงสารบัญ (ที่งงว่าทำไมเรื่องนี้มีสารบัญด้วย) อยากจะรู้ว่า first impression ของเรื่องนี้เป็นยังไง

    ผลก็คือ... 

    ทั้ง first impression และความรู้สึกหลังจากที่อ่านจบไปแล้วเป็นความรู้สึกไม่ต่างกัน นั้นคือ ผิดหวังค่ะ เป็นความผิดหวังในหลายๆ จุดที่สะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายของเรื่อง

    น้ำฝนรู้สึกได้ว่า นักเขียนยังทำการบ้านมาไม่มากพอ ยังศึกษาเรื่องราวในธีมนิยายที่จะเขียนหรือยังอ่านข้อมูลหลายๆ อย่างที่ใช้ประกอบได้ไม่ลึกซึ้งและไม่เพียงพอที่จะใส่ลงไปในนิยาย เลยทำให้นิยายเรื่องนี้ดูไม่กลม แล้วเพราะไม่กลม เลยทำให้มีคำถามถึงบางจุดของนิยาย น้ำฝนเข้าไม่ถึงและไม่สามารถเข้าถึงหรือรับสารใดๆ ที่นักเขียนต้องการสื่อสารในเนื้อเรื่องเลย 

    พล็อตของเรื่องนี้น่าสนใจค่ะ น่าสนใจมาก หมอที่ปิดบังความจริง ไปเจอคนไข้ที่ปิดบังความจริงเหมือนกัน point ของเรื่องที่ทำให้เกิดเป็นชื่อเรื่อง "ผู้คนในวังหลวงล้วนหลอกลวงข้าทั้งนั้น" เป็นจุดที่ทำให้น้ำฝนสนใจมาก และเมื่ออ่านจนจบเรื่อง ตัวละครในเรื่องไม่มีตกหล่น ปมย่อยเก็บครบ จุดเล็กจุดน้อยก็มีมาให้เห็นถึงจะไม่ถูกจังหวะบ้างแต่เมื่อจบเล่ม น้ำฝนไม่มีคำถามที่เกี่ยวกับพล็อตเรื่องหลงเหลืออยู่ มีแต่ความคิดที่ว่าทำไมการเล่าเรื่องทั้งหมดออกมาในรูปแบบนี้

    คำเตือน: ต่อบรรทัดนี้อาจจะมีข้อความบางช่วงที่สปอยล์เนื้อหาหรือเรื่องราวบางจุด 

    จุดแรกที่ต้องพูดถึงคือความไม่จีน 

    นิยายเรื่องนี้บอกกับทุกคนว่าเป็นนิยายรักที่เขียนในธีมจีนโบราณ (วายจีนโบราณ) แต่ความจีนในเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนคือชื่อตัวละคร ชื่อตำแหน่งของตัวละคร ที่เหลือแทบจะไม่มีเค้าโครงเลย

    บอกก่อนว่าความจีนที่น้ำฝนใช้เทียบคือความจีนที่ได้มากจากประสบการณ์อ่านนิยายแปลจีนมาหลายเล่มในช่วงเวลาหลายปี ไม่ว่าจะแนวชายหญิงหรือแนววาย จะแฟนตาซี ยุคโบราณ หรือแนวปัจจุบัน ไม่ว่าจะเทียบกับเรื่องราวไหนๆ ที่เคยอ่านมาก็เรียกได้ว่าไม่มีเค้าอยู่เลยจริงๆ เหมือนเป็นการสร้างโลกใหม่ นิยามทุกอย่างเองใหม่ แล้วบอกว่าเป็นจีนโบราณ

    สำนวนที่ใช้ไม่ว่าจะเป็นการพูดของตัวละคร หรือ บทบรรยายที่บางคำบางประโยคที่อ่านเจอทำให้ต้องขมวดคิ้วเพราะสะดุดไปกับคำที่ทำให้หลุดไปจากธีมจีนโบราณ อย่างการเรียกเงินว่า "สตางค์" กับ "อัฐ" สองคำนี้เป็นคำที่ทำให้ตกใจที่สุดเท่าที่อ่านมาในเรื่อง น้ำฝนต้องเปิดดูใหม่เลยว่านิยายเรื่องนี้คือวายจีนโบราณหรือไทยโบราณกันแน่ หรือคำว่า "ภรรยาน้อย" ที่มีหลุดมาให้เห็นในเรื่อง แต่บางจุดก็ใช้สลับกับคำว่า "อนุภรรยา" น่าจะตกหล่นหรือจงใจใช้อันนี้ในประโยคนั้นก็ไม่แน่ใจ หรือคำที่ใช้เรียกเจ้าของหอคณิกาที่ถูกเด็กๆ เรียกว่า "นายแม่" ที่อ่านแล้วสะดุด

    อีกคำที่สังเกตว่าเจอบ่อยมากในประโยคพูดและบทบรรยาย คือคำว่า "หรอก" ที่มักจะเป็นคำลงท้ายของคำว่าไม่ อย่างเช่น ไม่หรอก ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะแยกตัวมาหรอก ตอนอ่านเล่มแรกไม่สังเกต พอเข้ามาเล่มสองเริ่มรู้สึกว่าพบบ่อยมากจนรู้สึกว่าน่าจะเป็นคำที่ติดมือของนักเขียน แต่อ่านแล้วไม่รู้สึกเป็นธรรมชาติ

    ชื่อของตัวละครในเรื่องเป็นภาษาจีนหมด แต่ชื่อของสัตว์เลี้ยงเป็นภาษาไทย อย่างม้าที่ชื่อทะเล เรียกว่าทะเลที่เป็นทะเลเลย ทะเลคำไทยเลยจริงๆ ไม่ใช่คำภาษาจีนที่แปลว่าทะเล ตอนอ่านก็รู้สึกแปลกใจ คนจีนออกเสียงคำว่าทะเลได้ด้วยเหรอ? เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็เจอจุดที่เป็นเหตุการณ์ต่อยอดที่ใช้ชื่อม้าตัวนี้เป็นตัวชูโรง แต่ถึงแบบนั้นก็ควรเป็นชื่อจีนเหมือนตัวละครด้วยหรือไม่ (สงสัยจริงๆ) เพราะถ้าให้ม้าเป็นชื่อภาษาจีน แล้วแนบเชิงอรรถหรือมีบทบรรยายว่าหมายถึงทะเล ก็สามารถใช้การชูโรงแบบพล็อตเดิมได้ ทำไมถึงเลือกให้สัตว์เลี้ยงในเรื่องเป็นชื่อไทย

    จุดต่อมาคือเรื่องราวในรั้วในวัง

    นิยายเรื่องนี้เป็นแนวจีนโบราณที่มีเรื่องราวในวังอยู่ด้วย ซึ่ง... วังหลวงของเรื่องนี้ไม่เหมือนวังหลวงที่เคยพบเจอในนิยายเรื่องอื่น

    จีนมีลำดับขั้นของแต่ละคนอยู่ ยิ่งเป็นเรื่องราวในวังยิ่งถือเรื่องศักดิ์ ชนชั้นวรรณะเป็นอะไรที่มองข้ามไปไม่ได้ แต่เรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง ฮ่องเต้แทนตัวเองว่า "ข้า" กับทุกคน ไม่ว่าจะคนสนิท คนในครอบครัว คนรัก หรือคนรับใช้ ไม่แบ่งแยก ยิ่งกับน้องชายร่วมสายเลือดด้วยแล้ว แทนตัวเองด้วย "พี่" ด้วยซ้ำ ซึ่งฉีกทุกอย่างที่เคยรับรู้มาจากการอ่านเรื่องอื่นๆ เลย อย่าหาคำว่า "เรา" ในเรื่องนี้ 

    ส่วนคนรับใช้หรือนางกำนันก็สามารถพูดเล่นหัวในแบบที่ไม่มีเกรงกลัวนาย แม้ว่านายคนนั้นจะมีฐานะใหญ่โตมากแค่ไหน เป็นสาวขาเมาส์แบบตัวประกอบในนิยายทั่วๆ ไป การพูดวิจารณ์ได้แม้แต่ฮ่องเต้แบบเปิดเผยไม่ไว้หน้า ไม่เกรงกลัว ก็ไม่เคยเจอในนิยายเรื่องไหน แต่เจอได้ในนิยายเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่คนจีนมีความเชื่อว่าฮ่องเต้คือโอรสสวรรค์ที่ล่วงเกินไม่ได้ 

    บ่าวในวังที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ตำแหน่งไหน เข้างานมาได้ยังไง แต่ใช้คำว่าบ่าว โดยแยกออกจากนางกำนัน ซึ่งตอนแรกที่อ่านน้ำฝนก็เข้าใจว่าคือขันทีเพราะทำงานใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่อ่านจนเกือบจบเล่มเพิ่งมาเจอประโยคที่ว่า พระเอกไล่ขันทีออกจากวังเพราะกลัวว่าจะเป็นกลุ่มคนที่สะสมอำนาจ 

    อ้าว... แล้วบ่าวในเรื่องคืออะไร? 
    เพิ่มความสงสัยอีกว่า ในวังหลวงมีการจัดการเรื่องคนรับใช้กี่ระดับ แบ่งแยกแบบไหน หรือไม่แบ่ง ฉีกกฎทุกอย่างที่เคยรู้มาทั้งหมด?

    เรื่องนี้มีโรงหมอ(?)ที่ไร้หมอหลวงและไร้คนทำงานเพราะถูกไล่ออกไปหมด แต่ในกองทัพมีหมอทหาร แล้วหมอทหารถือว่าเป็นของหลวงหรือไม่? แล้วใครเป็นคนเติมยาเข้าโรงหมอ ผู้คนในวังอยากพบหมอก็วิ่งมาหานายเอก ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงนายเอกถือว่าเป็นหมอคนพิเศษที่ต้องรักษาฮ่องเต้เท่านั้นหรือเปล่านะ? ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ควรได้สิ่งที่พิเศษไปคนเดียว เพราะเป็นโอรสสวรรค์เหรอ? แล้วใครเป็นคนเติมยาสมุนไพรในโรงหมอ ใครเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้ process การทำงานในเรื่องนี้เป็นยังไง เพราะคนถือกุญแจคือน้องชายฮ่องเต้ที่ย้ายไปอยู่เรือนของตัวเองหลังแต่งงาน 

    จุดต่อมาที่ค้อนข้างสำคัญคือความไม่กลม ไม่ลึก ไม่ธรรมชาติของเรื่อง รวมถึงความไม่ Make Sense ในบางจุด

    ต่อจากที่บอกเล่าความสงสัยเรื่องวังหลวงด้านบน เลยทำให้รู้สึกว่าตัวละครแต่ละตัวมีความไม่ลึก ไม่มี charactor หรือพื้นนิสัยที่ชัดเจน อีกทั้งเวลาบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้อีกฝั่งรับรู้ ผู้ฟังกลับเชื่อโดยง่ายแบบที่ไม่คิดวิตกหรือหาทางพิสูจน์เลย เชื่อฟังและไหลตามน้ำกันเกือบทั้งเรื่อง ซึ่งในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนมีจุดยืนเป็นของตัวเอง มีความคิดเป็นของตัวเอง มีนิสัยที่มาจากการเติบโตและการเลี้ยงดูในแต่ละบุคคล การตัดสินใจก็ควรเป็นของตัวเองตามแต่ละนิสัยของแต่ละคน แต่เรื่องนี้ทุกคนมีพื้นฐานเดียวกันหมดคือเชื่อคนง่าย ส่วนตัวร้ายไร้เล่ห์เหลี่ยมเพราะร้ายแบบตรงๆ จนดูขาดเสนห์

    โครงสร้างของสถานที่และบรรยากาศที่ดูไม่แน่ใจว่ากว้างใหญ่มากแค่ไหน ไม่มีบทบรรยายที่ชัดเจน รวมถึงการกระทำของตัวละครที่ไม่ได้สื่อออกมาให้เห็น อย่างเช่น การแบกคนจากป่าบนเขาไปวังหลวงที่ควรจะไกลเนื่องจากนายเอกถูกเรียกว่าสาวชาวป่า แต่คนอุ้มสามารถใช้วิชาตัวเบาของในเรื่องอุ้มเดินทางได้แบบที่คนอุ้มไม่เหนื่อย ทำให้คิดว่าถ้าระหว่างทางไม่มีจุดพักเท้า แสดงว่าป่านั้นอยู่ใกล้วังมาก หรือวิชาตัวเบานี้วิเศษในแบบที่ไม่ต้องหยุดพักเพื่อส่งแรงใหม่เลย แม้แต่เรือนพักของหมอกับห้องนอนของฮ่องเต้ก็ดูเหมือนจะใกล้แค่เดินไม่กี่ก้าว ทุกอย่างดูแบนในแบบที่ทำให้คิดตามไม่ได้และไม่สามารถไม่เชื่อมต่อกันเป็นโลก 1 ใบได้

    เรื่องนี้มีเรื่องราวของการแย่งชิงบัลลังก์ การตัดขั้วและแย่งชิงอำนาจระหว่างกัน มีการสู้รบ และเรื่องราวมากมาย 

    แต่... ไม่อิน เพราะมองไม่ออก และเข้าไม่ถึงเนื่องจากนึกตามไม่ได้

    ในเรื่องกล่าวว่าในแผ่นดินมีสามตระกูลใหญ่ที่คอยแย่งชิงผลประโยชน์ถึงขั้นวางยาฮ่องเต้พระองค์ก่อน แต่คำว่าใหญ่ของเรื่อง ไม่ได้ใหญ่เท่ากับสิ่งที่คิด เพราะเมื่ออ่านเรื่องราวไปเรื่อยๆ จะพบว่า จุดจบแต่ละตระกูลนั้นดูง่าย รวดเร็ว และไม่ว้าว รวมถึงการจัดการของคนในตระกูลที่เหมือนจะจบง่ายๆ เปลี่ยนง่าย ล้มง่าย เชื่อฟังง่าย จนดูใหญ่ไม่จริง เป็นตระกูลใหญ่ที่ไม่รู้ว่าใหญ่จากอะไรเพราะไม่รู้สึกถึงเส้นสายหรือความควบรวมอำนาจอย่างจริงจังเลยสักนิดเดียว จะทำเรื่องราวอะไรก็เดาได้ง่ายมากว่าทำสิ่งนี้เพื่อสิ่งนั้น สุดท้ายก็จะพบเจอจุดจบแบบนู้น เป็นความร้ายที่ตรงไปตรงมา ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีจุดพลิก แม้แต่ผลประโยชน์ร่วมกันที่ได้รับมาแบบผิดๆ ก็จบเรื่องง่าย ไม่มีขัดแย้งให้เห็น 

    เมื่อมองทั้งหมดรวมกัน ก็สงสัยอีกว่า ในราชวงศ์ก่อนตอนที่อดีตฮ่องเต้ยังอยู่ สามตระกูลใหญ่ไม่ใช้เส้นสายของสตรีบ้างเหรอ สนมเอย นางกำนันเอย คนในกรมต่างๆ ที่ควบรวมอยู่ไม่มีอำนาจจัดการอะไรเลยเหรอ แล้วตระกูลใหญ่ทั้งหมด ใหญ่มาจากอะไร ทำไมถึงทำทุกอย่างเองในแบบที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม หรือ คนให้ใช้สอย หรือ ไม่มีตัวตายตัวแทน เหมือนแค่บอกว่าใหญ่เพื่อให้เรื่องดูยิ่งใหญ่ แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจัดการเล่นๆ แบบง่ายๆ ให้เรื่องดำเนินต่อไปได้เท่านั้น

    ยังมีอีกหลายจุดที่ในเรื่องที่มีเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง แต่ไม่บอกตอนแรกของเรื่อง มาบอกตอนที่จะใช้สอยหรือตอนที่จะชงไปหาอีกปมหรือมาบอกเพื่อคลายปม (แต่สร้างปมในใจให้คนอ่าน) บางจุดก็สื่อออกมาชัดเจนเลยว่า มีเหตุการณ์นี้ทำไม และเพื่ออะไร ไม่มีให้คนอ่านได้คิดหรือลุ้นไปกับตัวละครหรือเนื้อเรื่อง

    อย่างความมีวรยุทธ์ในเรื่องนี้ที่ถูกเขียนว่าจำกัดแค่คนชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีได้เพราะมีผ่านทางสายเลือด อ่านมาจนจบเล่มแรกก็ไม่รู้ถึงเรื่องนี้ ยังเข้าใจตามพื้นฐานจากประสบการณ์การอ่านมาตลอดว่า วรยุทธ์มาจากการฝึกฝน มารู้ตอนกลางๆ เล่มสอง เพราะเป็นจุดสำคัญเพื่อชงไปสู่อีกเหตุการณ์ว่าสิ่งที่รู้มาใช้ไม่ได้กับเรื่องนี้ จนทำให้ต้องมาย้อนนึกว่า ถ้าตั้งใจวางไว้แบบนี้จริงๆ ทำไมท่านลุงของพระเอกถึงไม่สงสัยในสายเลือดของตัวเองตั้งแต่แรก อยู่มาตั้งนานทำไมไม่สืบหาทั้งๆ ที่ตัวเองมีอำนาจและเส้นสายให้ใช้สอย เรื่องนี้ควรเป็นเรื่องที่ตัวละครทุกตัวต้องรู้และเข้าใจจนถึงสัมผัสได้ ถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่อง Normal ของโลกในนิยาย แล้วการที่เรารู้ว่าเราเป็นลูกคนธรรมดาแต่ดันมีวรยุทธ์ที่ไม่ควรมีเพราะสายเลือดเราไม่สูงส่ง เราก็ต้องเกิดความสงสัยในตัวเองก่อนว่าทำไม เพราะมันคือเรื่อง Normal ในโลกๆ นั้น การที่เราไม่ปกติในกลุ่มคนปกติก็ต้องสงสัยอยู่แล้ว 

    อีกอย่าง การมีวรยุทธ์ในชนชั้นสูงนั้น มีได้ยังไง ต้นสายเลือดมาจากไหน ถ้าชนชั้นสูงแอบมีลูกกับชาวบ้านปกติแต่ไม่รับเลี้ยงบุตรที่เกิดมา แสดงว่าสายเลือดถูกส่งต่อไปหาคนชนชั้นอื่นแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่สายเลือดนั้นจะหยุดแค่ชนชั้นสูงอย่างเดียว ในเรื่องก็มีบอกอยู่ว่ามีนายทหารที่ธรรมดาที่เกิดมาเพราะแม่โดนข่มขื่นจากคนในบ้านตระกูลใหญ่ แสดงว่าผู้คนที่อยู่นอกเรื่องราวในนิยายก็น่าจะมีเคสนี้อยู่ด้วย 

    ดังนั้น ปมเรื่องนี้ที่เป็นข้อจำกัดเลยดูไม่ลึกมากพอ เพราะโฟกัสแค่คนกลุ่มเดียว จนเกิดคำถามขึ้นในใจอีกว่า ถ้าเกิดมีครอบครัวคนธรรมดาที่ร่ำรวยจากการค้าขายจนทำให้ตระกูลตัวเองมีฐานะขึ้นมาเชิดหน้าชูตาได้ อีกทั้งมีบุตรที่ฉลาดจนสอบเข้ารับราชการได้ตำแหน่งสูงๆ ในวัง เขาจะถูกเรียกว่าชนชั้นสูงหรือไม่ แล้วเขาหรือทายาทรุ่นต่อไปจะมีวรยุทธ์ได้หรือไม่ ตกลงเรื่องวรยุทธ์ที่กล่าวถึงในนิยายมีเงื่อนไขที่ตรงไหนกัน จุดนี้เป็นอีกจุดที่ทำให้เรื่องดูไม่ลึก (หรือน้ำฝนคิดลึกคิดมากเกินไป?)

    ยังมีอีกหลายจุดที่คล้ายๆ กันที่อ่านแล้วรู้สึกไม่ค่อย Make Sense แต่รู้ว่าเขียนแบบนี้ออกมาเพื่ออะไร มีไว้ทำไม พอรู้แบบนี้เลยหมดสนุก เดาเรื่องราวได้หมดจนไม่มีอะไรให้ชวนตื่นเต้น ชวนติดตาม

    น้ำฝนไม่มีตัวละครที่ชอบเลย เรื่องนี้ไม่มีคนไหนที่ทำให้รู้สึกอยากเอาใจช่วยหรือติดตาม หรือรู้สึกร่วมไปกับพวกเขา เฉยๆ กับตัวละครในเรื่องมาก อย่างที่บอกไปว่าตัวละครในเรื่องว่าง่ายเกินไปจนดูไม่มี character ของตัวเองที่ชัดเจน หาพื้นนิสัยเขาจริงๆ ไม่ค่อยได้ แต่รับรู้ว่าคนนี้เป็นแบบนี้ผ่านบทสนทนาของตัวละครที่บอกออกมาว่าคนนี้เป็นแบบนั้น คนนั้นเป็นแบบนี้ ไม่ใช่จากการอ่านในนิยายแล้วซึมซับหรือรู้สึกได้เอง คนนี้ทำแบบนี้เพราะเขามีนิสัยแบบนั้นด้วยเพราะเติบโตมาในครอบครัวลักษณะนั้น ถูกเลี้ยงมาแบบนั้น แล้วทำไมคนที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันถึงต่างกัน เพราะอะไร จุดนี้นิยายให้คำตอบกับน้ำฝนไม่ได้ มีแต่คำบรรยายที่บอกเล่าว่าควรคิดว่าตัวละครนี้เป็นแบบไหนแล้วก็จบ ซึ่งบางอย่างในตัวละครก็ดูขัดแย้งกัน เป็นความขัดแย้งที่ไม่ใช่มากจากการพัฒนาตัวละครเพราะเกิดเหณุอะไรบ้างอย่างด้วย เลยไม่มีตัวไหนที่ทำให้ว้าว หรือเอ็นดู หรือแม้แต่หมั่นไส้ปนเอ็นดูอยากจะหยิก ไม่มีที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นจริงๆ 

    ยิ่งช่วงการบอกรักไม่บอกรักยิ่งทำให้อึดอัดหงุดหงิด ตกลงจะเอายังไงแน่ ตกลงจะไปทางไหน ซีนเมื่อกี้เหมือนจะชงดราม่า ผ่านมาไม่กี่หน้ากลับตัวกลับใจอีกแล้ว ดราม่าไม่มี มีแต่ความวนกลับไปกลับมาเหมือนวิ่งเล่นในอ่าง สุดท้ายก็ลงล็อคเข้านิยายรักชวนฟินธรรมดา ไม่มีฉากบีบหัวใจให้ซับน้ำตา มีแต่อึดอัดใจที่อะไรก็ไม่รู้กันอยู่สองคน

    สรุปง่ายๆ จากการอ่านมาทั้งหมดเลยว่า ถ้าอยากจะอ่านเรื่องนี้ให้รอด ให้สนุก และให้ฟิน ต้องทิ้งภาพจำและขนบต่างๆ ในนิยายจีนทั้งหมดที่เคยอ่านมาลงก่อน หรือใครที่รู้ภาษาจีนอาจจะต้องพับภาษาจีนเก็บไป อย่าได้แปลคำที่อยู่ในเรื่องเป็นภาษาจีนในหัวเพราะเรื่องนี้แทบจะฉีกออกมาเหมือนเป็นนิยายแฟนตาซีที่สร้างโลกที่มีคำเรียกแบบจีนแล้วมีข้อจำกัดและนิยามทุกอย่างเป็นของตัวเองมากกว่า 

    ส่วนคนที่ไม่เรื่องมาก เรื่องเยอะแบบน้ำฝน อยากได้พระเอกสายขี้แกล้ง ชอบหยอด ชอบอ่านฉากฟิน แล้วไม่อะไรมากกับความไม่จีนก็แนะนำเรื่องนี้ค่ะ นิยายรักหน้าปกสวยๆ ฟินๆ สองเล่มจบ เพราะอ่านง่าย ไม่คิดมาก ปมไม่ซับซ้อน

    ส่วนน้ำฝนนั้น พออ่านจนจบเรื่อง ถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วบอกตัวเองว่า ไม่เอาอีกแล้ว น่าจะไม่ใช่ทางของน้ำฝนจริงๆ นิยายจีนที่คนไทยแต่งถึงจะมาจากนักเขียนที่ชื่นชอบในผลงานเรื่องอื่นๆ ของเขาก็น่าจะต้องขอหยุดไว้ก่อน พักก่อน อาจจะเพราะคิดเยอะไป มองลึกไป หรือมีธงในใจถึงอะไรที่คล้ายๆ กันในเรื่องนี้มากจนเผลอเอาไปเทียบแล้วทำให้ตัวเองรู้สึกไม่สนุก ไม่อิน ไม่รู้สึกประทับใจในการอ่านเรื่องนี้

    พิมพ์เยอะขนาดนี้อย่างน้อยน้ำฝนก็อ่านจบสองเล่มนะ ไม่ได้เทกลางทาง เพราะมีความคิดว่า ถึงจะไม่ใช่ทางของตัวเอง แล้วมีแววว่าจะอ่านไม่รอด แต่ต้องเคารพต่อนักเขียนที่เขียนมาได้ขนาดนี้ ควรอ่านให้จบเล่ม ในแบบที่ไม่ต้องเข็นมากเกินไป ถึงช่วงหลังๆ จะอ่านแบบ skimming เพื่อจับใจความเท่านั้นก็ตาม ทนอ่านแบบละเอียดไม่ไหวจริงๆ มันมีจุดให้ท้อตลอดเลย

    แต่น้ำฝนไม่หมดศรัทธานะ ถ้านักเขียนจะออกผลงานใหม่ออกมาที่ไม่ใช่จีนโบราณก็จะยังคงซื้อมาดองไว้อยู่ แต่ถ้าจะมาทางสายนี้อีก เรื่องแนวนี้อีกก็ขอพักก่อน ว่าแล้วก็คงต้องหาเวลาอ่านเฟื่องนครที่ดองไว้ เพราะมีแปลออกเป็นภาษาต่างประเทศด้วย //ขุดหาในกองดองก่อนไม่รู้ว่าดองอยู่บ้านหลังไหน


    P.S.
    → ในเรื่องมีเรียกฮ่องเต้ว่ามังกรฟ้าด้วยนะ ขอบอกเลยขัดสุดๆ ตอนอ่านคำนี้แล้วไม่ได้รู้สึกถึงความเป็นฮ่องเต้เลย แต่รู้สึกถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องหนึ่งมากกว่า น่าจะใช้คำอื่นทำไมต้องมังกรฟ้า...
    → บทเลิฟซีนก็ใช้ภาษาไม่สวยเท่าไรด้วย มาแบบตรงๆ จนอยากร้องไห้ ฮืออออ


    More.
    → Goodreads

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in