หลังอ่าน Yaoiหลังอ่านของน้ำฝน
แสงตะวันในฟ้าสีเทา : เปยโม่ถิง


  • ชื่อหนังสือ : 螻蟻 - Ants - แสงตะวันในฟ้าสีเทา
    ผู้แต่ง : 杯莫亭 - เปยโม่ถิง
    ผู้แปล : Tear
    สำนักพิมพ์ : everY
    พิมพ์ครั้งที่ : 1 (2563)
    จำนวนหน้า : 593 หน้า
    รายละเอียด : 'ย่าของลู่ฉงตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า ‘ฉงจื่อ’ ซึ่งแปลว่าแมลงย่าบอกว่าเพราะมันทั้งทรหดและแข็งแรง อาจจะเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลกนี้ด้วยซ้ำ ตั้งแต่เด็ก แม้จะยากจน แต่ลู่ฉงไม่เคยคิดว่าตนลำบาก เขามีย่าที่ดูแลทุกคนในบ้าน มีพ่อที่ดวงตามองไม่เห็นข้างหนึ่งและขาเป๋ มีแม่ซึ่งสติเลอะเลือน ทว่าลู่ฉงมีความสุขมาก แต่ใครจะคิดว่าสวรรค์กลับไม่มีเมตตา เภทภัยมาเยือนดั่งผืนฟ้าถล่ม ลู่ฉงในวัยเพียงสิบหกปีต้องจากบ้าน มือหนึ่งอุ้มน้องสาวที่เพิ่งเกิด อีกมือหนึ่งจูงแม่เดินทางเข้าสู่เมืองที่ไม่รู้จัก เมืองที่คนเหยียบคนแต่ก็ยังมีความจริงใจอยู่บ้าง ในเมืองแห่งนี้เขาได้พบกับชายหนุ่มผู้สว่างไสวนุ่มนวลดุจแสงจันทร์ ทว่าลู่ฉงไม่ได้เอะใจเลยว่าอีกฝ่ายหาใช่แสงจันทร์ แต่เป็นกองเพลิง ส่วนตัวเขาก็เป็นดั่งแมลงตัวน้อยที่หลงใหลไปกับความอบอุ่น กระทั่งถูกไฟแผดเผาจนใจแหลกลาญ นี่คือลำนำชีวิตของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งสวรรค์ไม่เคยเหลียวแล แต่ก็ยังคงอดทนไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อสิ่งใดง่ายๆ เรื่องราวของลู่ฉงผู้ทระนง บริสุทธิ์ และแข็งแกร่งดั่งแมลง


    ✿ หลังอ่านของน้ำฝน

    เคยอ่านนิยายแล้วรู้สึกไม่อยากให้ถึงตอนจบไหม?

    น้ำฝนรู้สึกแบบนั้นตอนอ่านนิยายเรื่องนี้ 

    จากเดิมตอนน้องลู่ฉงเปิดตัว น้ำฝนผู้ที่มักจะหวั่นไหวกับหน้าปกหรือชื่อเรื่องที่มีคำว่า "ฝน" ก็สนใจจับจองทางสายตา รวมถึงปักธงว่าต้องได้อ่าน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้อ่านตัวอย่างหรืออ่านคำโปรยใดๆ แล้วด้วยความที่สนใจแต่รูปลักษณ์ภายนอก ลืมดูรายละเอียด ก็มาช็อคกับสันปกที่หนาเอาเรื่องมาก มือจับ ปากบ่น "ทำไมหนา มือจะหักไหม" บลาๆๆ แต่พอถึงคิวที่เริ่มเปิดอ่านหน้าแรก จนถึงเมื่อสักครู่ที่เพิ่งอ่านจบ ก็รู้ตัวเลยว่าผ่านการตบตีกับตัวเองในใจหลายรอบมาก ใจหนึ่งก็รู้ตัวว่ากำลังติดนิยายในแบบที่อยากให้เวลาผ่านไปเร็วๆ จะได้รีบทำงานแล้วรีบกลับบ้านมาอ่านต่อ อีกใจหนึ่งที่ไม่อยากอ่านจนถึงตอนจบ เลยไม่รีบร้อน อ่านแบบถนอมจำนวนหน้า แล้วก็อยากให้เรื่องยืดยาวออกไปอีกสักนิดสักหน่อย 

    ขอเล่าเรื่องก่อนแล้วกันเนอะ เดี๋ยวจะเม้าท์ยาว

    น้องลู่ฉง นายเอกของเรื่องเกิดมาในครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด เหมือนเป็นหมู่บ้านชนเผ่าที่มีความเชื่อและวิถีชีวิตของตัวเอง มีย่าที่เป็นแม่หมอประจำหมู่บ้าน มีพ่อที่พิการ และมีแม่ที่ทุกคนในหมู่บ้านรับรู้ว่าเป็นใบ้ เขาเป็นเด็กเรียนดี เป็นหนึ่งในเด็กไม่กี่คนที่ได้เข้าเรียนในโรงเรียน กิจวัตรทั่วๆ ไปนอกจากไปเรียนหนังสือก็ช่วยย่าทำนา ช่วยพ่อทำงานฝีมือ และคอยทำอาหารและดูแลแม่ ใช้ชีวิตอยู่ในความพอดี ไม่โลภ ไม่เบียดเบียน และไม่เอาเปรียบใคร

    ชีวิตไม่ได้ราบรื่นดั่งที่คาดหวังไว้ เขาที่เพิ่งได้เริ่มใช้ชีวิตในวัยมัธยมปลายก็พบเจอมรสุมชีวิตที่เกิดมาจากเรื่องราวที่เขาไม่ได้ก่อ และเขาไม่สามารถอยู่ในบ้านและสังคมเดิมได้ ต้องทิ้งบ้าน ทิ้งการเรียน ทิ้งหมู่บ้าน ทิ้งกลุ่มสังคมเดิม ทิ้งความฝันที่เคยคาดหวังไว้ทั้งหมด เพื่อก้าวต่อไปในวันข้างหน้า

    การก้าวออกจากวิถีชีวิตเดิมๆ ก็เหมือนก้าวออกมาสู่โลกภายนอกก่อนวัยที่พร้อม เขาไม่เคยคิดว่าในหมู่บ้านของเขา กับสังคมภายนอกนี้จะต่างกันมากขนาดนี้ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเงินในมือที่เขาเคยมองว่ามากมายกลับดูน้อยนิดเพียงแค่นั่งรถเมล์ออกมา แต่เพื่อครอบครัว เพื่อน้องสาว เพื่อแม่ เขาจะหยุดและท้อไม่ได้ อยู่ที่นี่ต้องใช้เงิน เงินคือสิ่งสิคัญ ดังนั้น เขาเลยหาทางและทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน แล้วเอาเงินนั้นมาดูแลครอบครัว 

    ถึงแม้การใช้ชีวิตแบบอยู่เพื่อดูแลครอบครัวจะลำบาก แม้แต่ป่วยเขายังไม่กล้าป่วย แต่เขาก็ ยังมีสิ่งดีๆ ที่เข้ามาในชีวิต ความโชคดีบางอย่างที่ทำให้เขาได้แต่ยิ้มรับและกล่าวขอบคุณ  ทั้งมิตรภาพจากคนแปลกหน้า น้ำใจจากคนที่ทำงานร่วมกัน รวมถึงคนๆ นั้นที่ทำให้เขารู้จักโลกของความรัก

    เอาแบบรวบรัดเลยก็เป็นนิยายที่เล่าเรื่องราวของนายเอกตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยผู้ใหญ่ ที่ได้ผ่านเรื่องราวชีวิตทั้งหนักทั้งเบา เรื่องราวความรักและมิตรภาพที่เจอทั้งคนดีและคนแย่ๆ รวมถึงพัฒนาการจากคนที่ไม่รู้เรื่องราวของโลกภายนอก ต้องปรับตัว หักดิบตัวเองเพื่อให้ใช้ชีวิตในสังคมและดูแลครอบครัวของตัวเองได้

    อยากให้ลองหามาอ่านกันจริงๆ อวยแหละบอกตรงๆ เพราะดี 

    บอกเลยว่าดี

    ดีมาก

    ไม่รู้จะพิมพ์ยังไงให้สื่อถึงความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดที่ได้อ่านเรื่องนี้ น้ำฝนไม่เคยอ่านนิยายเรื่องไหนแล้วรู้สึกว่าสามารถหยิบคำพูดและความคิดของตัวละครมาเป็นข้อคิดหรือแปะเป็นคำคมลงโซเชียลได้เยอะเท่าเรื่องนี้ อ่านตรงไหนก็โดน อ่านบรรทัดไหนก็ใช่

    สำหรับคนที่กลัวว่าเรื่องนี้จะดราม่า น้ำฝนบอกเลยว่านักเขียนไม่ได้เขียนแบบคั้นน้ำตานักอ่าน ไม่ได้ดราม่าจนต้องเตรียมผ้า เตรียมทิชชู ความดราม่าคือเรื่องราวชีวิตของน้องลู่ฉงที่ผ่านมรสุมชีวิตมากกว่า น้ำตาไม่ตก เหมือนเราอ่านเรื่องราวของคนๆ หนึ่งโดยรู้ความคิด และค่อยๆ เติบโตไปกับคนๆ นั้น 

    นอกจากนักเขียนจะไม่คั้นน้ำตานักอ่านแล้ว ยังเขียนให้รู้สึกไม่เบื่อ อ่านเพลิน น่าติดตาม ไม่มีช่วงไหนเลยที่อยากข้ามหรือทำแค่กวาดตาอ่าน น้ำฝนอ่านแบบตั้งใจเพราะอยากจะเก็บทุกตัวอักษรในเรื่องจริงๆ อันนี้ขอยกเครดิตให้นักแปลและกลุ่มคนทำนิยายเรื่องนี้ เพราะไม่มีช่วงไหนที่อ่านสะดุด สื่อความได้ดี ตรึงใจ ไม่รู้จะพิมพ์ยังไงแล้ว ดีจนอยากจะขอบคุณที่นำเรื่องนี้เข้ามาแปลให้อ่านเลยจริงๆ

    ความประทับใจในเรื่องมีหลายช่วงหลายตอน แต่ที่จำขึ้นใจคือบางส่วนในเรื่องนี้ตรงกับบทความที่น้ำฝนเคยอ่านเมื่อนานมาแล้ว เกี่ยวกับคนจีนบางส่วนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อหญิงสาวมาแต่งงานเพื่อให้กำเนิดลูกหลาน บทความนั้นน้ำฝนอ่านมานานจนลืมไปแล้วว่าเคยอ่านผ่านตามา พออ่านน้องลู่ฉงแล้วเจอความคล้ายกันของส่วนนี้เข้าเลยทำให้นึกถึงแล้วก็ทำให้รับรู้เรื่องราวได้ 

    ความประทับใจอีกเรื่องคือ พัฒนาการของตัวละครที่ดีมากๆ ความคิดความอ่านที่ผ่านเหตุการณ์ในแต่ละแบบ เมื่อเด็กและโตขึ้นมีความเปลี่ยนไปยังไง มุมมองต่อเรื่องราวเดียวกันในวัยที่ต่างกันเป็นยังไงก็สื่อได้ดี ชัดเจน คนนี้มีนิสัยแบบนี้เพราะถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้ เมื่อโตขึ้นถึงจะผ่านประสบการณ์และมีความคิดอ่านมากขึ้นแต่ก็ยังคงพื้นฐานนิสัยเดิมไว้ ไม่ได้ฉีกออกมาแบบที่ทำให้นักอ่านเกาหัว  

    พูดถึงนายเอก พูดถึงเรื่องราวในเรื่อง พูดถึงความประทับใจไปแล้ว จะไม่พูดถึงพระเอกก็คงไม่ได้

    พระเอกเป็นคนที่น้ำฝนอ่านไปแรกๆ ก็ไม่อะไร พออ่านต่อไปก็กำหมัด จากนั้นก็ทุบโต๊ะ ต่อมาก็รู้สึกสมน้ำหน้าในใจ แล้วก็บ้าเอ๊ย ยอมก็ได้ ถือว่าสำนึกแล้วก็รู้ตัวแล้ว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะคะแนนสงสารฉันไม่ยอมยกน้องให้เธอหรอก ฮึ! 

    แค่นี้พอ ให้ Air Time แค่นี้ (หัวเราะ) ไม่ใช่ว่าไม่ชอบเขานะ (แค่หมั่นไส้เฉยๆ) 

    อย่างที่น้ำฝนบอกไป นักเขียนเขาเล่าเรื่องได้ดี แล้วให้เราเห็นถึงพัฒนาการของตัวละคร ไม่มีการฉีกออกจากความเดิมที่พวกเขาเป็น ซึ่งไม่ใช่แค่กับนายเอกหรือตัวละครเอก แต่หมายถึงทุกตัวละครในเรื่องจริงๆ พระเอกก็เช่นกัน เมื่ออ่านๆ ไป เราจะเข้าใจว่าทำไมในตอนนั้นถึงเป็นแบบนั้น ถึงจะขัดใจเราจนต้องทุบโต๊ะ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกลียดหรือไม่ชอบ เพราะอ่านไปก็จะเจอว่าเขารับรู้ว่าครั้งนั้นเขาพลาดที่ตรงไหน ความคิดความอ่านเขาเป็นยังไง แล้วผลจากครั้งนั้นเขาตัดสินใจยังไงเพื่อแก้ไขมัน พอเห็นตัวละครโตขึ้น ดีขึ้น จากที่ทุบโต๊ะก็ได้แต่มองบน แล้วถอนหายใจจำยอมปล่อยเขาไป 

    เนี่ย ความดีๆ ในนิยายเรื่องนี้ อวยแหละบอกเลย อยากให้ทุกคนได้หามาอ่านจริงๆ อย่าได้ท้อจากขนาดของสันปกและจำนวนหน้าที่แอบเยอะ เพราะเมื่ออ่านๆ ไปจะรู้สึกเหมือนกันตรงที่ว่า อ่านเพลินและไหลลื่นมากจนไม่อยากให้จบ อยากให้เนื้อเรื่องงอกมาอีกสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าหน้า 

    สรุปสั้นๆ ว่า ไปหาอ่านเถอะ ไม่อยากให้พลาดนิยายดีๆ แบบเรื่องนี้เลยจริงๆ ด้วยรักและความอวยของน้ำฝน


    P.S.
    → อยากให้สำนักพิมพ์เอานิยายสไตล์นี้มาอีกจัง ชอบมากกกกกกกกก 

    More.
    → Goodreads

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in