เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Lost in the summer ; บันทึกฤดูร้อนtothestar_
far from home


  • ในโลกที่อนาคตเป็นเรื่องที่น่าสับสนและชวนพิศวง เราในวัย 22 ปีไม่ได้รู้ทิศทางของตัวเองแน่ชัด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ชีวิตทั้งยุ่งกับทั้งกิจกรรมและการเรียน เราเป็นคนที่ไม่ค่อยได้พัก แต่พอถึงเวลาที่ทุกอย่างเหล่านั้นหายไป ชีวิตกลับกลายเป็นเคว้งคว้าง เพราะยังตัดสินใจอะไรไม่ได้สักอย่าง เราจึงเลือกที่จะเก็บกระเป๋า บินมาครึ่งซีกโลกเพื่อตามหาความหมายชีวิตอีกครั้ง 

    นิว เจอร์ซี ถ้าคุณเป็นคนที่ก๋ากั๋น แสบสัน ชอบอะไรที่ดูสงบแต่ท้าทาย ที่แห่งนี้จะกระโดดกอดคุณเหมือนเพื่อนสาวคนสนิทอย่างแน่นอน หรือถ้าคุณเป็นคนเงียบ ๆ ที่แห่งนี้ก็พร้อมที่จะเข้ามาทำให้ชีวิตของคุณไม่สงบ (ในทางที่ดีนะ) ในตอนที่จิ้มเลือกเจอร์ซีไป ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่ามันใกล้เมืองหลวงอย่างนิวยอร์คเลยสักนิด แต่ที่แห่งนี้กลับมีสีสันฉูดฉาดเสียจนแสบตา 


    ( Wassup, jersey people! )



    การเดินทางอันยาวไกลของเราเริ่มในวันที่ 26 เดือนพฤษภาคม 2021 เวลา 22:45 นาฬิกา ในเวลาประเทศไทย กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ เวลาที่ได้ร่ำลาเพื่อน ครอบครัว ก่อนจะเดินเข้าเกตไป ไม่ได้ใจหายและไม่ได้ตื่นเต้น แต่เราแค่สงสัย ว่าอะไรกำลังรอเราอยู่กันแน่ 

    ในเมืองใหญ่ที่หลากหลายนี้ กระแสเกลียดเอเชี่ยน (Asian-hate) กำลังมาแรง เนื่องจากต้นกำเนิดโรคระบาดที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศในทวีปเอเชีย - อะไรกำลังรอเราอยู่ ? ...

    เราไม่ได้วาดภาพอะไรไว้เลย ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง นี่เป็นครั้งแรกที่เดินทางออกนอกเอเชีย แต่ที่เราแน่ใจคือมันต้องต่างจากอังกฤษที่เราเคยเห็นแต่ในรูปแน่นอน

    ในที่สุด...หลังจากที่เปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่น ดื่มด่ำกับราเมงจากประเทศต้นตำหรับ บินอีกครั้ง รวมเวลากว่า 20 ชั่วโมง ในที่สุดเราก็มองเห็นกริดผังเมือง บ้านหลังคาสีน้ำตาลที่ถูกจัดเรียงกันเป็นบล็อค ๆ 


    ใหญ่มาก 


    แค่เรามองเห็นพื้นที่บ้านเหล่านั้น เราก็ประเมิณความใหญ่ของมันคร่าวๆ ได้แล้ว ซึ่งพื้นที่สำหรับบ้านเหล่านั้นมันใหญ่มาก มากเกินกว่าที่เราคิดเสียอีก รู้ว่าเป็นประเทศที่ใหญ่ แต่เราไม่เคยเห็นบ้านเรียงเป็นจุด ๆ เเบบนี้มาก่อนเลย 


    แล้วอึดใจต่อมาเราก็มาเหยียบ O’hare International Airport ในชิคาโก้ 

    เราผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองมาได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดุอย่างที่คิด ในระหว่างที่รอไฟลท์ไปเมืองใกล้ ๆ ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมง เรากับเพื่อนตกลงจะไปเดินเล่นในดาวน์ทาวน์




    first time this far from home 

    ถ้าทุกคนเคยได้ยินคนบ่นเรื่องความสกปรกของรถไฟใต้ดิน (Metro) ที่อเมริกา เราขอยืนยันคำพูดนั้นอีกเสียง 

    ความสกปรกมาในรูปแบบของกลิ่นอับ ๆ และกลิ่นของเหลวที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างกาย ในตอนที่เราตัดสินใจเข้าห้องน้ำที่เมโทรพลางขอบคุณตัวเองที่ใส่แมสก์ เพราะนอกจากกลิ่นอันไม่พึงประสงค์แล้ว ยังมีกองทิชชู่ใช้แล้วที่กองเกลื่อนเต็มพื้น 

    ในขณะที่เรากำลังทำธุระในห้องน้ำห้องที่เราคิดว่าสะอาดที่สุดในบรรดาห้องน้ำห้องอื่น เราได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นเป็นจังหวะ มาพร้อมกับเสียงของผู้หญิงที่เราเดาเชื้อชาติออกทันทีที่ได้ยินสำเนียง เธอกำลังคุยโทรศัพท์ ก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง 


    Oh shit ! 

    ถ้าเราเป็นเขา เราก็คงอุทานเหมือนกัน สิ่งที่อยู่ในห้องน้ำห้องนั้น คงไม่ต้องบรรยายออกมา


    ความประทับใจแรก - 1 





    หลังจากที่ผ่านสมรภูมิการซื้อตั๋วกับเครื่องจำหน่ายตั๋วเก่า ๆ ที่ค่อนข้างสกปรก ในที่สุดเราก็มาถึงชานชาลา รอรถไฟที่หน้าตาเหมือนกระป๋องเหล็ก เจ้ากระป๋องนี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับเราเลย ถ้าเทียบกัน รถไฟฟ้าใต้ดินและบนดินที่ไทยยังดูแข็งแรงกว่ามาก แต่เราไม่ได้มีปัญหากับเจ้าสิ่งนี้มาก นอกจากความรู้สึกไม่ค่อยมั่นคง 

    บรรดาสิ่งก่อสร้างเริ่มโผล่ขึ้นมา จากบ้าน สู่อพาร์ตเม้นสีน้ำตาลเข้ม กราฟฟิติเรียงราย จนในที่สุดก็เป็นบรรดาตึกต่าง ๆ 

    ชิคาโก้มีบรรยากาศของคนเมืองที่รีบร้อน นักเรียน นักศึกษาและนักท่องเที่ยว ในขณะเดียวกันก็มีความชิลล์บางอย่างที่เราอธิบายไม่ถูก บรรดาตึกสีน้ำตาล สะพานสีน้ำตาล ตึกสูงชะลูดบางตึก และทะเลสาบสีเขียวที่เกิดจากปรากฏการแพลงตอนบลูม (Plankton Bloom) มันเขียวเสียจนคุณจะต้องตกใจ

    ถ้าคุณเป็นแฟนพันธ์แท้หรือชื่ชอบพิซซ่าและชีส 

    ยินดีต้อนรับเข้าสู่เมืองต้นตำหรับของ Chicago pizza

    พิซซ่าที่ทำขอบสูงคล้ายพายที่เต็มไปด้วยชีสด้านใน  เนื้อนุ่ม แน่นไปด้วยชีส ในความรู้สึกเรามันอร่อยเมื่อคุณทานไปหนึ่งชิ้นใหญ่ แต่หลังจากที่มันเย็น เราแอบรู้สึกเลี่ยนเล็กน้อย คงเป็นเพราะเราไม่ชอบทานชีส แต่รวม ๆ แล้วเป็นมื้อที่อร่อยและน่าประทับใจมาก





    ไม่นานหลังจากการกลับมาที่สนามบิน วนหาเทอร์มินอล เราก็บินมายังสนามบินปลายทางที่ Philadelphia รัฐ Pennsylvania ในเวลา 22 : 30 นาฬิกา เราใช้บริการรถตู้รับจ้างจาก WAT Transport เพื่อโดยสารไปที่เมืองที่เราทำงานอีกที เดินทางกว่าสองชั่วโมงในที่สุด การเดินทางของเราก็สิ้นสุดเสียที



    วินาทีที่เท้าแตะพื้น เราสัมผัสได้ถึงอากาศเย็น ลม และหมอก 



    Wildwood เมืองพักร้อน เมืองที่ทุกคนบอกว่ามันสุดแสนจะคึกคักในช่วงฤดูร้อน บอกตามตรงเรานึกภาพมันตอนเข้าหน้าร้อนเต็มตัวไม่ออก ในคืนแรกที่เหยียบลงบนประเทศนิวเจอร์ซี เราพบว่ามันหนาวจนตัวสั่น ในคืนที่พายุเข้า หมอกลง เมืองเงียบ ๆ แห่งนี้กลายเป็นป่าช้า รอวันที่ฤดูร้อนกลับมาเยือนอีกครั้ง 

    เจ้าของบ้านลงมาต้อนรับกันทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาตีหนึ่งเกือบจะตีสอง พร้อมกับจดหมายจากที่ทำงาน จูดี้ เธอเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่สวยและน่ารัก เธอช่วยแนะนำสถานที่ในบ้านคร่าว ๆ ก่อนจะไล่ให้เราไปพักผ่อน เราที่เดินทางมาเกือบ 48 ชั่วโมง บินออกจากบ้านเกิด ไปยังญี่ปุ่น มายังชิคาโก้แล้วบินมาลงที่รัฐใกล้ ๆ อีกที ด้วยระยะทางมากกว่าพันไมล์ ไม่ต้องบอกเลยว่าการมีเตียงนุ่ม ๆ ให้นอนในที่สุดนั้นมันวิเศษขนาดไหน




    เราตื่นนอนกันในตอนเช้าของอีกวัน เป็นเวลาเกือบสิบโมงกว่า ๆ ตอนกลางวันนั้นร้อนจ้า แตกต่างจากกลางคืนสิ้นเชิง นี่สินะคือสภาพอากาศที่ใกล้กับชายฝั่ง ทั้งที่รู้ว่ามันแปรปรวน แต่มันก็ยังแปรปรวนจนอดประหลาดใจไม่ได้ 

    วันนี้เป็นวันแรกที่เราจะต้องไปยังที่ทำงานเพื่อรายงานตัวกับองค์กรแลกเปลี่ยนที่ดูแลเรา 

    ครั้งแรกที่ได้เห็นสภาพแวดล้อมด้านนอก มันดูแปลกตาจริง ๆ 

    เมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยบ้านพักตากอากาศที่เหมือนกับบ้านในเดอะซิมส์ บ้านสไตล์ Beach House แน่นขนัดไปทั้งเมือง ไร้ตึกสูงชะลูด แต่ทั้งๆที่มีสิ่งปลูกสร้างเยอะ แต่กลับเงียบเหงา 

    ทางเดินไม้เลียบชายหาด หรือที่เรียกกันว่า Boardwalk มีเพียงวัยรุ่นและครอบครัวสองสามครอบครัว มหาสมุทรแอตแลนติกถูกปกคลุมไปด้วยหมอก ท้องฟ้าไม่แจ่มใส อากาศขมุกขมัว นั่นคือความทรงจำแรก



    หลังจากเสร็จธุระอะไรกันเรียบร้อย ก็ได้เวลากลับบ้านเพื่อพักผ่อน แล้ววันพรุ่งนี้ก็จะต้องกลับมาใหม่เพื่อนเทรนงานก่อนจะได้เข้าสู่การทำงานจริง ๆ ต่อไป 

    ครั้งแรกที่ออกจากบ้านมาไกลขนาดนี้ ไร้ครอบครัว เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้ว่ามันโดดเดี่ยวแค่ไหน อาการคิดถึงบ้าน (Homesick) ที่ไม่ได้คิดว่าจะเกิดกับตัวเองก็ดันเกิด ตอนนั้นก็คิดว่าจะใช้ชีวิตยังไงถึงสามสี่เดือนกัน แน่นอนว่าความตื่นเต้นที่ได้เจอที่ใหม่มันก็มี แต่ไม่ได้ช่วยอาการโฮมซิคตอนนั้นให้ดีขึ้นเลย

    อ่านรีวิวมากมาย พอมากับตัวเเล้ว มันก็ยังเห็นไม่เยอะ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะไปเป็นหน้าร้อนที่ดีที่สุดได้ยังไง มันก็น่าจะเหมือน ๆ กับตอนที่ได้ไปประเทศอื่น คำพูดของหมอดูที่หลงไปดูเล่น ๆ ในช่วงที่ยังไม่มีคำตอบลอยเข้ามาในหัว 



    “พี่คะ หนูจะได้เจอใครที่นู่นไหม” 

    “โอ้ย เจอ ลงจากเครื่องบินก็เจอเลยมั้ง” 



    ที่ไหนล่ะ ตอนนี้ความคาดหวังเรื่องความรักเป็นศูนย์ เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่า 







เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in