เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
หนังที่ดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
Doctor Strange (2016) – หมอแปลก แหกมิติ
  • ย้อนกลับไปในช่วงที่ Marvel เพิ่งเปิดศักราชเฟส 3 หมาด ๆ ด้วยภาคต่อของ Captain America อย่าง Civil War ประเดิมผ่านการห้ำหั่นระหว่างสตีฟ โรเจอร์ส และ โทนี สตาร์ค อย่างน่าสนใจ แต่กระนั้นเอง การแนะนำฮีโร่คนใหม่ก็เป็นลูกสูตรในทุกเฟสที่จะมีตัวละครใหม่ในจักรวาลถูกใส่เข้าอยู่เสมอ เฉกเช่นกันกับเฟส 3 ทั้ง Black Panther, Spider-Man ใน Civil War และรวมถึงตัวละครนี้ที่ทำหน้าที่ “เปิดมิติ” จักรวาลออกไปอย่าง Doctor Strange

    Doctor Strange เล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของ ดร.สตีเฟ่น สแตรนจ์ หมอศัลยแพทย์ด้านระบบประสาท จนวันหนึ่งเขาก็ประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียความสามารถในการใช้งานมือทั้งสองข้างไปแม้ว่าจะลงทุนลงแรงหาทางรักษาเพื่อให้มือทั้งสองข้างกลับมาใช้งานได้ดังเดิมแต่ก็ไม่มีวิธีใดรักษาให้หายขาดได้ จนกระทั่งเขาได้ยินเรื่องของชายที่สามารถกลับมาเดินหลังมีอาการอัมพาต สแตรนจ์จึงออกเดินทางไปสู่หนทางที่อาจเป็นวิธีรักษาและอาจเป็นทางเดินใหม่ที่เขาไม่คาดคิด

    ด้วยความเป็นเรื่องราวภาคแรกของซูเปอร์ฮีโร่คนใหม่ จึงหนีไม่พ้นการแนะนำตัวละครเพื่อให้เราคุ้นเคยกับท่าที นิสัย ภูมิหลังและจุดกำเนิดการเป็นฮีโร่ หนังจึงเดินเรื่องเป็นเส้นตรงสูตรสำเร็จ มีการดำเนินเรื่องส่วนของการเรียนรู้เก็บประสบการณ์ มีฉากแอ็คชั่นและโชว์เทคนิคทางด้านภาพสุดล้ำน่าตื่นตาแทรกประปราย และยังไม่วายหยอดมุกฮาตามสไตล์มาร์เวลให้เราคลายเครียด

    ส่วนที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คงเป็นงานพิเศษด้านภาพที่นำเสนอพลังเวทย์มนต์ได้น่าตื่นตา ฉากการร่ายพลังต่าง ๆ การบิดเมืองเปลี่ยนมิติ พลังโลกกระจก ก็ทำให้คนดูสนุกและตื่นตากับฉากแอ็คชั่นที่หนังมีได้พร้อม ๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้นคือหนังมีการดีไซน์งานด้านภาพเหล่านี้ออกมาได้ดีและแตกต่าง จนทำให้เราตื่นตะลึงกับพลังความแปลกที่ปรากฏขึ้นในเรื่อง

    ส่วนต่อมาก็คือ เหล่าชุดนักแสดงที่ต่างทำหน้าที่ได้ดี ทั้งในรายของ เบเนดิค คัมเบอร์แบช และ ทิลด้า สวินตัน ที่แบ่งรับแบ่งสู้ในการร่ายพลังเวทย์ได้เท่เสียเหลือเกิน รวมถึงนักแสดงสมทบอย่าง ราเชล แม็คอดัมส์, แมดส์ มิคเคลเซ่น และ ชิเวเทล อีจิโอฟอร์ ก็ต่างทำหน้าที่ได้น่าพอใจ ส่วนต่อมาก็คือ การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างรวดเร็วทำให้หนังมีความตื่นเต้นและน่าติดตาม

    แต่กระนั้น หนังยังคงติดอยู่ในมาตรฐานมาร์เวลที่ค่อนข้างเซฟเพลย์ หนังยังคงใช้องค์ประกอบแบบที่เราเคยเห็นในหนังเรื่องอื่นของ Marvel นั่นคือ “การแทรกมุกฮา-เดินเรื่องรวดเร็ว-ฉากแอ็คชั่น-การเดินเรื่องที่เดาได้” การรับชมหนังเรื่องนี้ก่อให้เกิดความรู้สึก ที่ทำให้เราอดนึกถึงเมื่อครั้งเราดู Thor ครั้งแรกไม่ได้จริง ๆ

    ทั้งการแสดงพลังเหนือมนุษย์และการแทรกมุกสามช่าแบบเอาตาย มันแทบและเกือบจะทำลายภาพลักษณ์การเป็นจอมเวทย์มหากาฬอยู่เลยเหมือนกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในข้อเสียที่เรารู้สึกได้ก็คือ บทนั้นค่อนข้างธรรมดาจนเรารู้สึกเสียดาย แน่นอนว่าการแนะนำตัวต้องมาในสูตรและท่าทางแบบนี้อยู่แล้วโดยเลี่ยงไม่ได้ แต่หนังกลับดำเนินและเล่าไปอย่างง่ายดายและค่อนข้างจะรวดเร็วเกินไปหน่อย หนังใช้เวลาในการเล่าช่วงต้นที่ฉับไว แต่ลืมที่จะให้เรารู้จักอุปนิสัยภูมิหลังของตัวละครให้เด่นชัด เพื่อที่จะให้เรารู้สึกเอาใจช่วยและหลงรักตัวละครด้วยได้ แถมยังไม่ทำให้เราเชื่อใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละครหรือที่ตัวละครได้เป็นเลยด้วยซ้ำ

    กระนั้นเอง มันก็ช่วยขยายศักยภาพของจักรวาลมาร์เวลออกไปได้อย่างน่าตื่นตา

    สรุปแล้ว Doctor Strange คือหนังฮีโร่สายเวทย์คนแรกของมาร์เวทที่ทำออกมาดีและสนุกตามมาตรฐานมาร์เวล ผ่านการเล่าเรื่องที่รวดเร็วฉับไว มีฉากแอ็คชั่นโชว์วิช่วลสุดล้ำ แทรกมุกขำประปรายแทบทั้งเรื่อง ชุดนักแสดงที่ทำหน้าที่ได้ดี แม้ส่วนบทจะเป็นจุดบกพร่องที่ความฉับไวเหล่านั้น ไม่อาจทำให้เราได้รู้จักสแตรนจ์ได้อย่างน่าประหลาดก็ตาม

    4 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in