เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
หนังที่ดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
Fast & Feel Love (2022) – การเติบโตแบบโหดโคตรระห่ำ
  • ปกติเป็นคนไม่ค่อยดูหนังตลกไทย ๆ เสียเท่าไหร่ เพราะส่วนมากมันมักจะมาด้วยบริบทเดิม ๆ ทั้งการนำเอานักแสดงตลกหรือตลกมาแบ่งรับแบ่งสู้ต่อล้อต่อเถียงด้วยมุกหรือสถานการณ์ที่ชวนหัว โดยนัย แต่ละเรื่องที่เรามักเห็นหนังตลกเหล่านั้นบางครั้งเราก็แทบไม่ได้รับความบันเทิงในรูปแบบหนังเสียเลย จนกระทั่งผลงานล่าสุดของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ที่อาจหาญลงมาในพื้นที่ของหนังตลก ด้วยผลงานอย่าง Fast & Feel Love

    Fast & Feel Love พูดถึงเรื่องราวของ “เกา” ชายหนุ่มผู้อุทิศชีวิตให้กับการแข่งขันสปอร์ตสแต็คกิ้ง กีฬาเรียงแก้วที่นิยมในเฉพาะคน ด้วยความตั้งใจที่จะทำลายสถิติโลก พร้อมกับ “เจย์” แฟนสาวที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยเรียนที่ยอมขจัดอุปสรรคในการฝึกฝีมือของเกาให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อความต้องการทั้งคู่สวนทางกัน ความพลิกผันจึงเข้ามาสู่ชีวิตเกา เมื่อเขาต้องรับมือความยากลำบากในวิถีชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง นี่คือหนังแอ็คชั่นในชีวิตประจำวันที่ปั่นที่สุดในเครดิตการกำกับของเต๋อ-นวพล

    เมื่อพูดถึงผลงานของนวพล หลายคนอาจจะนึกถึงแนวทางเฉพาะ การแช่ภาพ ไดอะล็อคแปร่ง ๆ เหมือนมาจากคนละจักรวาล หากแต่ส่วนตัว เรามักจะจดจำได้ถึงอารมณ์ขันแบบหน้าตาย โดยเฉพาะกับเรื่องนี้ที่นำสไตล์ที่ว่ามาขยายใหญ่ขึ้นแบบคนละโยชน์กับผลงานก่อน ๆ ผ่านเรื่องราวที่แม้จะขับเน้นกีฬาสแต็คแต่ดูจะเป็นการเติบโตของตัวละครหลักอย่าง “เกา” ผ่านการรับมือปัญหาชีวิตเฉกเช่นปุถุชน เสียมากกว่าจะเป็นการฝ่าฟันเพื่อเป็นแชมป์สแต็คกิ้ง หนังจึงอุดมไปด้วยจังหวะปั่น ๆ ขยี้อารมณ์ด้วยดนตรีที่โคตรอีพิคกับจังหวะขัดมุกที่สุดแสนจะเวรี่ซีเนมาติค

    ถึงแม้จะตีหัวเข้าบ้านด้วยความเป็นคอเมดี้ แต่ใช่ มันเป็นหนังตลกจริง ๆ แต่มันมาพร้อมด้วยลีลาท่วงท่าที่สุดจะประหลาด การจัดวางองค์ประกอบด้านดนตรีที่เร่งเร้าให้เกิดอารมณ์ร่วม แต่ส่วนมากก็มาเพื่อขยี้อารมณ์ให้เกิดเสียงหัวเราะเสียมากกว่า จากปัญหาเล็ก ๆ แค่ปิดวาล์วน้ำ ก็กลายเป็นจุดวิกฤตที่ยิ่งใหญ่ของคนที่ไม่เคยเผชิญปัญหานั้น พร้อมด้วยการตัดต่อที่เน้นการขยี้จังหวะ การใช้คัตติ้งซ้ำ หรือแม้แต่การเบรคอารมณ์ ก็ทำได้ดีจนสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างชะงักงัน

    แถมด้วยหลายจังหวะคอเมดี้เหล่านั้น ก็แทบจะถอดแบบองค์ประกอบมาจากแฟรนไชส์หนังแอ็คชั่นหรือหนังยอดนิยม ทั้งการใช้ดนตรีประกอบในฉากเปิดที่ชวนให้นึกถึงผลงานของ ฮานส์ ซิมเมอร์, การรังสรรค์ดนตรีประกอบไล่ล่าจาก The Matrix ในฉากแก้ปัญหา หรือแม้แต่การเผชิญหน้าของตัวละครที่ใช้เทคนิคโฉบกล้องจากผู้กำกับ ฯ อย่าง เดเมียน ชาเซลล์ หรือกระทั่งในฉากสำคัญกลางเรื่องที่ตัวละครใหม่ถูกแนะนำเข้ามา ก็ใส่จังหวะดนตรีและมุมภาพแบบเดียวกับหนังเรื่องดังจากเวทีออสก้าร์จนเราไม่อาจจะกลั้นขำได้

    กระนั้นเอง ในจังหวะการเล่าเรื่องหลายคนอาจจะรู้สึกรำคาญในการเล่นใหญ่เหล่านี้ แต่ในช่วงสำคัญที่ตัวละครต้องเผชิญหน้ากัน ตัวหนังก็ยังทำได้ดีในแง่ของปมปัญหาและแกนหลักของเรื่องอย่าง “วิกฤตวัยกลางคน” ที่ขับเน้นด้วยพฤติกรรมของเกาที่ไม่เคยต้องเผชิญปัญหาเหล่านั้นด้วยตัวเองมาก่อน เพียงแต่มันถูกนำเสนอปานประหนึ่งหนังแอ็คชั่นจนทำให้เรารู้สึกขบขันไปกับสถานการณ์เหล่านั้นเท่านั้นเอง

    อย่างไรก็ดี ในผลงานเรื่องหลัง ๆ ของนวพล มักจะพูดในธีมเดียวกันเสมอนั่นคือวิกฤตวัยกลางคนที่แตกต่างกันออกไป อย่าง ฟรีแลนซ์ – การดุลกันระหว่างชีวิตและงาน หรือ ฮาวทูทิ้ง – การหวนกลับไปเผชิญหน้ากับบาดแผล แต่กับ Fast & Feel Love คือการย้อนมองและชื่นชมถึงผู้คนรายล้อมที่ช่วยพากันและกันไปสู่จุดที่เป็นอยู่ หนังไม่ได้หาทางออกที่ทุกฝ่ายต่างลงเอยอย่างมีความสุข แต่ในทางเลือกเหล่านั้นมันย่อมมีรสขม ที่ทุกตัวละครย่อมหาหนทางไปที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา แต่สุดท้ายพวกเขาจะสัมผัสถึงความรักที่แต่ละฝ่ายมีให้ แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทางที่พวกเขาลงเอยกันในเส้นทางเดียวกันก็ตาม

    สรุปแล้ว Fast & Feel Love คือหนังที่ถูกฉาบด้วยความคอเมดี้หน้าตายที่ขยายสไตล์แบบโคตรเวรี่ซีเนมาติค ผ่านแกนกลางของเรื่องอย่างวิกฤตวัยกลางคนที่ถูกนำเสนอประหนึ่งฉากแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญที่อุดมไปด้วยเทคนิคกลิ่นอายคุ้น ๆ ที่น่าจะสร้างเสียงหัวเราะจากกลุ่มคนดูหนังช่างสังเกตได้อย่างดี อาจจะไม่ใช่ความบันเทิงในรูปแบบที่ทุกคนนิยมชมชอบนัก แต่ถ้าคุณคุ้นเคยกับสไตล์ของเต๋อ-นวพล คุณน่าจะชื่นชอบได้ไม่ยาก

    4 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in