เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
หนังที่ดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
Flee (2021) – โอบรับตัวตนภายใน ลี้ภัยความขัดแย้งภายนอก
  • กลายเป็นว่า หลังการมีของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้สามารถเข้าถึงหนังรางวัลได้มากขึ้น รวมถึงในปีนี้ที่ได้ดูหนังออสก้าร์มากขึ้น เพราะมีผู้จัดจำหน่ายหลายเจ้านำเอาหนังออสก้าร์เข้ามาฉาย นับตั้งแต่ Drive My Car จนมาถึง CODA และมาบรรจบที่หนังสารคดีแอนิเมชันจากเดนมาร์ก ที่สร้างประวัติศาสตร์เข้าชิงออสก้าร์ 3 สาขา ทั้งภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยม, ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม และ ภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ได้พร้อมกัน อย่าง Flee

    Flee เล่าเรื่องผ่านบทสัมภาษณ์ของ “อามิล” ชายหนุ่มผู้ลี้ภัยจากดินแดนบ้านเกิดอัฟกานิสถานในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่แสนรุนแรง ผ่านเทคนิคแอนิเมชันที่ช่วยบอกเล่าและถ่ายทอดเรื่องราวอันแสนมืดมนในช่วงเวลาเหล่านั้นได้ชัดยิ่งขึ้น

    ถึงจะบอกว่าเป็นแอนิเมชัน แต่ตัวหนังดูจะใช้สไตล์งานภาพแอนิเมชันวาดมือแบบง่าย ๆ มาใช้เป็นสื่อกลางช่วยถ่ายทอดคำบอกเล่าจากบทสัมภาษณ์ของ “อามิล” เพื่อช่วยสื่ออารมณ์จากสถานการณ์การลี้ภัยและภยันตรายรูปแบบต่าง ๆ ก่อนจะตัดสลับมาเล่าในช่วงชีวิตปัจจุบันซึ่งอามิลกำลังใช้ชีวิตร่วมกับสามีไประหว่างทาง โดยทั้งเรื่องเราจะได้รับรู้ทั้งเส้นทางการลี้ภัย รวมไปถึงลักษณะนิสัยและรสนิยมทางเพศของอามิล ซึ่งสอดรับกันอย่างไม่น่าเชื่อ

    ส่วนที่เก่งกาจมาก ๆ ก็คือ การนำเสนอภายใต้สไตล์ animation docudrama ที่ดึงอารมณ์ของเราได้ค่อนข้างง่าย ภายใต้เรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากปากคนสัมภาษณ์โดยตรง ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นหนังสารคดีก็อาจจะมีการใช้ภาพจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่กับ Flee การใช้เทคนิคแอนิเมชันมาช่วยเล่าในหลายช่วงหลายตอน กลับสื่ออารมณ์ภายใต้แต่ละเรื่องได้ดีอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะการใช้ภาพในบางช่วงที่เป็นลายเส้นที่ดูยุ่งเหยิงก็ถ่ายทอดความโกลาหลชวนลุ้นระทึกได้ดี

    นอกจากนี้ การกำกับก็ดุลจังหวะได้เก่งกาจ ทั้งในช่วงเวลาปัจจุบันของอามิลที่กำลังใช้ชีวิตร่วมกับสามี จนไปถึงหลายสถานการณ์การลี้ภัยอันแสนโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริง ก็สามารถถ่ายทอดช่วงอารมณ์นั้น ๆ ได้ดีมาก ทั้งหลายอารมณ์ความรู้สึกความคับแค้น ความสิ้นหวัง ความกลัว ระทึกขวัญ หรือแม้การสื่อถึงตัวตนทางเพศของอามิล ก็สามารถใส่จังหวะเข้ามาได้พอดี

    สิ่งที่ทำให้ Flee ออกมาโดดเด่นไม่ได้มีแค่เพียงการให้ “อามิล” ชายชาวอัฟกานิสถานมาบอกเล่าประสบการณ์การลี้ภัยจากแผ่นดินเกิดเท่านั้น แต่มันบอกเล่าทั้งสองด้านที่สะท้อนกันและกัน ระหว่างปัจจัยภายนอกอย่างสิ่งแวดล้อมและปัจจัยภายในอย่างตัวตนของเขา ที่ยังไม่แน่ใจในรสนิยมทางเพศ ซึ่งจากแผ่นดินเกิดที่ยังไม่มีคำนิยามให้สำหรับคำว่า “เกย์” เสียด้วยซ้ำ

    การเดินทางของอามิลที่ต้องหลบเร้นออกจากประเทศอย่างจำใจ โดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรมจากพ่อซึ่งเป็นนายทหารมียศ แต่กลับถูกความขัดแย้งทางการเมืองเล่นงานจนกระทบไปสู่ทั้งครอบครัว ทำให้เขาต้อง “หนี” จากบ้านเกิด แต่ขณะเดียวกัน การลี้ภัยครั้งนี้มันทำให้เขาได้ค้นหาซึ่งตัวตนภายในของเขาไประหว่างทาง ซึ่งโชคดีที่ปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ มันทำให้เขาได้โอบรับตัวตนภายในของเขาอย่างเต็มภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้อง “หนี” จากมันเสียทีเดียว

    แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดภายใต้เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้ ก็คือ มันเป็นเพียงแค่เรื่องราวจากสายตาของ “หนึ่ง” ผู้ลี้ภัยเท่านั้น โดยที่ไม่รู้ว่าความเป็นจริง อาจจะน่ากลัวกว่าสิ่งที่ปรากฎขึ้นบนจอเสียอีก

    สรุปแล้ว Flee คือภาพยนตร์สารคดีที่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคแอนิเมชันได้อย่างเก่งกาจ สามารถถ่ายทอดช่วงอารมณ์ของการลี้ภัยออกจากประเทศบ้านเกิดได้ชวนพรั่นพรึงสิ้นหวังและน่าระทึกขวัญ แถมภายใต้เรื่องราวแสนน่าสะพรึงเหล่านั้น มันยังพูดถึงตัวตนภายในที่แตกต่างของอามิลได้ดีมาก ๆ และมันสอดรับกับเรื่องราวการลี้ภัยได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    4.5 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in