เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
หนังที่ดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
Drive My Car (2021) – แผลใจที่รอวันเปิด
  • ในขณะที่ทุกคนล้วนมีเป้าหมายของชีวิต ระหว่างทางของคนเราก็อาจจะหลงทาง ครุ่นคิดพินิจพิเคราะห์ถึงเส้นทางที่แต่ละคนได้เลือก และบางทีขณะที่กำลังเดินทางใช้ชีวิตนั่นเอง เราก็อาจจะเจอความหมายของชีวิตได้ก่อนที่คนเราจะเดินทางไปถึงจุดหมายเสียอีก หันมามองตัวเองก็ค้นพบว่า เป็นคนใช้ช่วงชีวิตส่วนหนึ่งอยู่บนถนนเพื่อเดินทางเยอะเช่นกัน และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่เราเดินทางไปยัง Doc Club & Pub. แถวศาลาแดง เพื่อดูหนังเรื่องใหม่ของ เรียวสึเกะ ฮามะกูจิ ที่นำเรื่องสั้นของ ฮารุมิ มูราคามิ มาดัดแปลงเป็นหนังอย่าง Drive My Car


    Drive My Car เล่าเรื่องราวของ ยูสึเกะ ฮาฟูกุ (ฮิเดโตชิ นิชิจิมะ) หนุ่มใหญ่ผู้เป็นนักแสดงและผู้กำกับละครเวที ที่ชีวิตแต่งงานจบลงเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ โอโตะ (เรกะ คิริชิมะ) และปล่อยเขาให้ระทมทุกข์กับบาดแผลและความลับที่เขาเก็บงำไว้ สองปีต่อมา ฮาฟูกุซึ่งยังคงไม่สามารถเยียวยาจิตใจตัวเองจากความสูญเสียได้ ตัดสินใจรับข้อเสนอไปกำกับละครในเทศกาลที่ฮิโรชิมา และขับรถออกเดินทางไปตามลำพัง ที่นั่นเขาได้พบมิซากิ (โทโกะ มิอุระ) หญิงสาวเงียบขรึมผู้ได้รับมอบหมายให้มาเป็นคนขับรถของเขา ทั้งคู่ซึ่งแตกต่างกันในทุกด้านจำต้องใช้เวลาร่วมกันบนรถสีแดงคันเล็ก โดยหารู้ไม่ว่ามันจะกลายเป็นทั้งสถานที่เผยความลับและเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิง

    ตัวหนังดำเนินเรื่องราวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการกำกับที่เดินเรื่องราวผ่านบทสนทนาของตัวละครหลักอย่าง ยูสึเกะ ที่เผยให้มิติตัวละคร รวมถึงปมปัญหาและจุดพลิกผันต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเร่งเร้าให้เกิดอารมณ์ความรู้สึก แต่ความเรียบง่ายของหน้าหนังดึงให้เราซึมซับไปกับบรรยากาศที่แสนเยือกเย็นและเสียงรถยนต์ที่ค่อย ๆ ขับไปยังจุดหมาย

    ด้วยความยาวเต็มเหยียดระดับ 179 นาที ทำให้คาดคิดว่าหนังต้องใช้พลังในการดูพอสมควร แต่กลับกัน แม้ตัวหนังจะมาพร้อมการดำเนินเรื่องที่แสนจะราบเรียบและการกำกับที่ไม่เร่งเร้าแต่อย่างใด แต่ด้วยการเดินเรื่องผ่านบทสนทนาของตัวละครที่ซ้อนทับกันระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงของตัวละครและการซ้อมละครเวที Uncle Vanya ของอันตอน เชคอฟ กลับบ่งบอกถึงมิติมนุษย์ที่ดูเรียบง่ายแต่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างซับซ้อนมาก ๆ

    สิ่งที่ต้องชมมาก ๆ ก็คือตัวบทหนังที่เขียนให้เห็นซึ่งรายละเอียดและมันซ้อนทับกันได้อย่างชาญฉลาด ทั้งการออกแบบตัวละครที่มีความหลากหลายชาติพันธ์ แถมยังมีตัวละครหญิงสาวใบ้ที่เป็นเสมือนแก่นกลางความงดงามของเรื่องทั้งหมด พร้อมการเดินเรื่องที่ไม่เน้นสร้างอารมณ์ร่วม แต่ชักจูงคนดูผ่านบทสนทนาการซ้อมบทละคร การพูดคุยปรับความเข้าใจของตัวละคร จนไปถึงการเปิดใจพูดถึงอดีตอันขมขืนเบื้องหลัง ที่ปล่อยให้เหล่าตัวละครค่อย ๆ เปิดปากแผลอันบอบช้ำของแต่ละคนออกมา มันจึงสามารถสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ที่ลุ่มลึกและชวนค้นหาน่าอาทรไม่น้อยเลยทีเดียว

    การเดินทางอันแสนยาวนานของ Drive My Car ไม่ใช่ความยืดยาวแสนน่าเบื่อ และเป็นดั่งข้อคิดของทุกการเดินทางที่คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่จุดหมาย แต่มันคือความงดงามที่บังเกิดขึ้นภายใต้หลังคาของรถหนึ่งคัน ด้วยบทสนทนามากมายที่ให้คนดูได้ขบคิดระหว่างดู การย้อนกลับไปมองบาดแผลที่เราทุกคนล้วนมี รวมถึงความงดงามของตัวละครใบ้อย่าง ลี ยุนอา (ตัวละครของ พัค ยูริม) ที่เป็นแก่นแท้ของเรื่องราวทั้งหมด ก็สามารถมอบความหมายและมุมมองให้กับเรื่องราวได้อย่างคาดไม่ถึง

    บทสนทนามากมายหลายความหมาย ไม่ได้ยากเกินกว่าจะตีความ ทั้งบทละครเวที Uncle Vanya หรือแม้แต่การเพ้อฝันถึงเรื่องราวตัณหาที่ดูวิปลาศของโอโตะ กลับบ่งบอกถึงแง่มุมสุดซับซ้อนของมนุษย์ได้แสนเรียบง่าย ทั้งการก้าวข้ามผ่านบาดแผลเหล่านั้น การเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง การทำความเข้าใจกับตัวละครสมมติในละครเวที กลายเป็นภาพสะท้อนหลายนัยยะที่ทำให้เราเห็นแผลใจภายในตัวละครเหล่านั้น จนกลายเป็นการตกตะกอนที่ไม่รู้จบ แม้รถคันนี้จะเดินมาจนถึงสุดทางแล้วก็ตาม..

    สรุปแล้ว Drive My Car คือหนังดราม่าที่เดินเรื่องอย่างเรียบง่ายและจังหวะการกำกับที่ไม่เร่งเร้า แต่ให้เราได้เห็นซึ่งแง่มุมของมนุษย์ที่แสนเจ็บปวดด้วยความยาวร่วม 179 นาที ด้วยความชาญฉลาดของเรื่องราวที่ซ้อนทับกันระหว่างโลกจริงของตัวละครและบทบาทสมมติบนละครเวทีที่ปล่อยให้ตัวละครได้ค่อย ๆ เปิดปากแผลอันบอบช้ำ อีกทั้งยังเป็นบทเรียนในการก้าวข้ามผ่านอดีตที่แสนขมขืนชวนร้าวลึกได้น่าประทับใจมาก

    4.5 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in