เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
หนังที่ดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
The Last Duel (2021) – การดวลดาบแห่งความจริง
  • เอาจริง ๆ แล้วในช่วงอาทิตย์นี้ มีหนังน่าสนใจเข้าฉายมากมาย หากแต่โรงภาพยนตร์หลายแห่งก็ต่างเทให้กับหนังฟอร์มยักษ์หรือแอ็คชั่นมากกว่าจนแทบไม่มีพื้นที่ให้กับหนังเรื่องอื่นเลย โดยเฉพาะหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับ ฯ อย่าง ริดลีย์ สก็อตต์ ที่หันกลับมาจับแนวพีเรียดอีกครั้ง พร้อมได้ แมตต์ เดม่อน และ เบน เอฟเฟล็ค ที่ไม่เพียงแต่รับหน้าที่นำแสดงแต่ยังร่วมเขียนบทกับ นิโคล โฮลอฟเซเนอร์ อีกด้วย ในหนังที่ว่าด้วยการดวลดาบตัดสินคดีครั้งสุดท้ายของฝรั่งเศสอย่าง The Last Duel



    The Last Duel บอกเล่าเรื่องราวช่วงยุคกลางในประเทศฝรั่งเศสปี 1386 โดยมีศูนย์กลางเรื่องราวเป็นอัศวินสไควร์อย่าง ฌอน เดอ คาร์รูจส์ และ ฌาค เลอ กรีส์ ที่ร่วมรบเป็นแนวหน้าในหลายสมรภูมิ แต่ เลอ กรีส์ เป็นคนสนิทของท่านเคาทน์ปิแอร์ จึงได้รับการวางไว้ใจและก้าวหน้ามากกว่า จนกระทั่งวันนึง มาร์การิต ท่านหญิงลูกสาวของตระกูลธิบูวิลล์ ซึ่งสมรสกับเดอ คาร์รูจส์ มาหลายปี กล่าวหาว่า เลอ กรีส์ บังคับขืนใจเธอ เดอ คาร์รูจส์ จึงยื่นฟ้องต่อหน้าราชาพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ก่อนนำมาสู่การประลองดวลดาบระหว่างทั้งสองฝ่าย เพื่อให้พระเจ้าตัดสินความจริง ด้วยความตายของอีกฝ่าย

    ได้ข่าวว่าหนังเจ๊งจึงไม่ค่อยแปลกใจนัก หากตัดสินจากหน้าหนังแนวยุคกลาง ซึ่งไม่ได้รับความนิยมแล้วในสมัยนี้ แต่ตัวหนังก็ดำเนินได้รวดเร็วและบอกเล่าในสไตล์ของราโชมอน ผ่านมุมมองสายตาของแต่ละตัวละครที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่มีเหตุการณ์ไล่เรียงเหมือนกัน แต่แตกต่างตรงรายละเอียดเลี่ยไล่รายทางที่ไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่เรื่องราวของอัศวินที่มีวิถีเยี่ยงชายชาตรี จนมาถึงเรื่องราวของมาร์การิตที่เป็นดั่งเหยื่อของการดวลดาบในครั้งนี้

    ส่วนที่ดีมาก ๆ ก็คือ การตัดสินใจใช้เทคนิคในการเล่าเรื่องราวแบบราโชมอน ซึ่งแค่เพียงการเล่าเรื่องรอบแรกก็สามารถทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ได้ในทันที หากแต่มันสร้างความน่าสนใจระหว่างทาง เพราะมันก่อให้เกิดความใคร่รู้ที่เราอยากรู้อยากเห็นแง่มุมอื่นของเรื่องราวเดียวกันนี้ อีกทั้งการบอกเล่าเรื่องที่ต่างมุมมองกัน ทำให้เราเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่เยี่ยมยุทธ์มาก เฉกเช่น การแต่งเติมหรือยกยอปอปั้นเรื่องราวของฝั่งผู้ชายให้เป็นดั่งวีรบุรุษในเรื่องราวของตนเอง แต่กลับกันมันทำให้เราเห็นวิถีของโลกที่ผู้ชายเป็นใหญ่และกดทับเพศหญิงได้น่าสะอิดสะเอียน ครั้งเมื่อเรื่องราวถูกเล่าผ่านสายตาของมาร์การิต

    นอกจากนี้เทคนิคการกำกับและงานสร้างผ่านมือของ ริดลีย์ สก็อตต์ เอง ก็น่าประทับใจเช่นกัน เพราะมันถือเป็นงานกำกับที่ไล่เรียงอารมณ์และคุมจังหวะบรรยากาศได้อยู่หมัด โดยเฉพาะการถ่ายทำฉากประลองดวลดาบในไคลแมกซ์ก็ทำได้ลุ้นระทึกทุกวินาที ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นผลมาจากตัวของเรื่องราวด้วย อีกทั้งการแสดงของชุดนักแสดงหลักก็ทำได้ดี ทั้ง แมตต์ เดม่อน อดัม ไดรเวอร์ เบน เอฟเฟล็ค แต่ที่โดดเด่นมากก็คงเป็น โจดี้ คอเมอร์ ที่แสดงสีหน้าและแววตาของผู้หญิงผู้เป็นเหยื่อในการดวลดาบของอัศวินทั้งสองนายนี้ได้น่าเห็นใจ

    หากมองเผิน ๆ The Last Duel อาจจะเป็นการบอกเล่าการดวลดาบของสองอัศวินเยี่ยงชายชาตรีที่ดูกล้าหาญ หากแต่มันเป็นเรื่องราวของความโง่เขลาที่พูดถึงกาลสมัยที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ใช้อารมณ์ความลุ่มหลงและความเห็นแก่ตัวข่มเหงเพศหญิงให้กลายเป็นวัตถุทางเพศ การบอกเล่าเรื่องราวผ่านสายตาของมาร์การิต ทำให้เรามองเห็นแง่มุมเรื่องราว “เยี่ยงวีรบุรุษ” ได้ชัดขึ้น เพราะจากทั้งสองตัวละครในมุมมองของเธอ การประลองที่ห้าวหาญที่มีความจริงและความตายเป็นเดิมพัน สุดท้ายก็เป็นเพียงการเดิมพันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้ชายสองคน ที่ไม่มีใครมองเห็นหัวของเธอเลยด้วยซ้ำ

    เส้นเรื่องของมาร์การิต จึงเป็นอะไรที่น่าเชยชมมาก ๆ (ต้องชมที่ดึงมือเขียนบทอย่าง นิโคล โฮลอฟเซเนอร์ ด้วยที่เพิ่มรายละเอียดแง่มุมของตัวละครเพศหญิงได้ชัดเจนขึ้น) ทั้งการเล่าฉากข่มขืนที่ดูน่าสะพรึงและอึดอัดมากขึ้น เมื่อเรื่องถูกเล่าผ่านสายตาของมาร์การิต แตกต่างจากมุมมองของเดอ กรีส์ ที่ดูห่างเหินกว่าและไม่อึดอัดเท่า นอกจากนี้การให้เธอเป็นตัวแทนของการต่อต้านยุคสมัยและบอกเล่าเรื่องราวความปกติที่ผิดแผกในสมัยนั้นก็เป็นอะไรที่ชวนอัดอั้นข้นแค้นอยู่ไม่น้อย

    สรุปแล้ว The Last Duel คือหนังพีเรียดที่บอกเล่าถึงการดวลดาบครั้งสุดท้ายตามประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสผ่านมุมมองของตัวละครแบบราโชมอน นำด้วยเทคนิคการกำกับและจังหวะของริดลีย์ สก็อตต์ที่อยู่มือ โดยเฉพาะฉากประลองในไคลแมกซ์ ขับเน้นด้วยการแสดงที่ดีโดยเฉพาะในรายของโจดี้ คอเมอร์ แต่เนื้อแท้คือการวิพากษ์สังคมที่เพศชายเป็นใหญ่มองเพศหญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศได้น่าสะอิดสะเอียน ที่แท้จริงแล้ว การดวลดาบที่มีเกียรติเป็นเดิมพันก็คือการประกาศกร้าวซึ่งอำนาจของเพศชายโดยไม่เห็นซึ่งหัวของผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ

    4 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in