หนังที่ผมดูวันนี้ | Movie ReviewRulestheWorld
Dune (2021) – ปฐมบทสงครามพิภพทราย
  • นานแค่ไหนแล้ว ที่เราไม่ได้ดูหนังอีพิคฟอร์มยักษ์ที่ไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่ อาจจะต้องย้อนไปแบบหนังแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings เมื่อทศวรรษก่อน แต่ในผลงานวรรณกรรมขึ้นหิ้งหลายชิ้น มักจะมีชื่อวรรณกรรมเรื่องนึงที่มักจะถูกมองข้าม เนื่องด้วยความยากและซับซ้อนในเนื้อหา นั่นคือนวนิยายไซไฟของแฟรงค์ เฮอเบิร์ต อย่าง Dune ซึ่งหลังเคยถูกนำมาดัดแปลงเป็นหนังในปี 1984 ครั้งนี้มันถูกนำกลับมาสร้างอีกครั้งโดยเดอนี วิลล์เนิฟ


    Dune
     บอกเล่าเรื่องราวในอนาคต ของตระกูลอาเทรดีสที่ได้รับคำสั่งจากทางจักรพรรดิให้ไปปกครองอาร์ราคิส ดาวทะเลทรายที่แสนแห้งแล้ง แต่เป็นแหล่งค้นพบเดียวของสไปซ์ สสารที่มอบพลกำลังและเป็นสารตั้งต้นใช้ในการเดินทางข้ามจักรวาล ตระกูลอาเทรดีส นำโดยดยุคเลโท จึงนำทัพลงไปอย่างดาวอาร์ราคิส ที่ ๆ ซึ่งมีชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเฟรแมนอาศัยอยู่โดยหวังจะนำพาสันติสุขมาให้ หลังผ่านยุคอันโหดร้ายจากการปกครองโดยตระกูลฮาร์คอนเนน

    หากจะพร่ำพรรณนาคงจะใช้ถ้อยคำมากไปกว่านี้ แต่ต้องบอกว่า Dune มีความยิ่งใหญ่ในเชิงเนื้อเรื่องเกินกว่าที่จะอัดลงไปในช่วงเวลา 156 นาที เพราะตัววัตถุดิบเดิมก็มีทั้งการพูดถึงทักษะมนุษย์ที่พัฒนาก้าวไกลมากขึ้น ถึงขั้นใช้ทักษะเสียงบีบบังคับมนุษย์ด้วยกันเอง ตัวหนังจึงนำเสนอด้วยงานสร้างและงานภาพที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ตระการตา ขับกล่อมด้วยดนตรีประกอบที่เร่งเร้า และเรื่องราวการแก่งแย่งชิงอำนาจทางการเมือง จึงไม่อาจปฏิเสธว่า นี่คือหนังที่อีพิคสมคำร่ำลือจริง ๆ

    ส่วนที่ดีมาก ๆ ก็คือ การนำเสนอที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เป็นมหากาพย์สงครามจริง ๆ เป็นความรู้สึกที่เราไม่ได้สัมผัสกับหนังฟอร์มยักษ์มานานแล้ว โดยปกติหนังเรื่องนึงจะทำหน้าที่ปูเรื่องและทำให้เราเข้าใจซึ่งขอบเขต แต่กับ Dune แม้เราอาจจะไม่เข้าใจซึ่งบริบททั้งหมดเลยเสียทีเดียว แต่มันกลับแนะนำกลิ่นอายบรรยากาศของหนังมหากาพย์ที่น่าค้นหาเป็นอย่างยิ่ง ประกอบด้วยดนตรีประกอบ, เทคนิคงานสร้างและงานภาพที่ไม่อาจจะทำให้เราละสายตาไปได้เลย นอกจากนี้การแสดงของชุดนักแสดงก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีตก

    กระนั้นเอง ด้วยความที่ตัวหนังถูกสร้างมาให้เป็นเพียง Part One ของมหากาพย์ของศึกสงครามพิภพทะเลทรายจำนวนกว่าพันหน้า ตัวหนังจึงทำหน้าที่เล่าเกริ่นนำเรื่องราวโดยรอบ ซึ่งไม่ได้มีเส้นเรื่องขัดแย้งมากมายนัก แถมยังมาพร้อมศัพท์แสงที่ต้องใช้เวลาจำแนกเยอะหน่อย ด้วยความยาวร่วมสองชั่วโมงครึ่ง จึงอาจจะรู้สึกถึงความเนิบช้าประมาณนึง ถึงแม้ว่าส่วนตัว ตัวหนังจะทำหน้าที่เล่าเรื่องราวได้น่าติดตามแล้ว แต่ด้วยความที่วัตถุดิบเรื่องราวที่ถูกนำมาสร้าง มันเป็นต้นแบบให้กับหนังไซไฟหลาย ๆ เรื่อง จึงไม่แปลก หากหลายคนจะพบว่ามันซ้ำซากและค่อนข้างน่าเบื่อ

    กลับกัน ด้วยความมาก่อนกาลของเนื้อหา ที่เปรียบเทียบการแปรเปลี่ยนอำนาจที่เข้าปกครองอาณานิคมที่เต็มด้วยทรัพยากรอันมีค่า กับฉากหลังที่เป็นทะเลทราย และเข้ามาริดลอนชนกลุ่มน้อยผู้เป็นเจ้าของดินแดน ก็ไม่ต่างจากการแย่งกันเป็นเจ้าของน้ำมันดิบในตะวันออกกลางไม่มีผิดเพี้ยน หากเปลี่ยนให้เรื่องราวทั้งหมดพลางอยู่ในอนาคต ที่มนุษย์มีทักษะการฝึกปรือที่เหนือชั้น รวมถึงเทคโนโลยีที่รุดหน้าก้าวไกลไปหมื่นปี แต่มันก็ยังก้าวไม่พ้นในเรื่องของเกมการเมืองและการกุมอำนาจเฉกเช่นเดิม

    สรุปแล้ว Dune – Part One คือหนังไซไฟที่ยิ่งใหญ่สุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา งานภาพและงานสร้างตระการตาจนลืมหายใจ ถึงแม้เรื่องราวบริบทความเชื่อและการแก่งแย่งอำนาจทางเมือง จะดูย่อยมาให้เข้าใจได้ง่าย แต่อาจจะล้นจนดูหนักมือไปนิดนึง แต่ด้วยการนำเสนอเยี่ยงมหากาพย์ สมกับวัตถุดิบที่ซับซ้อนและเข้มข้นของแฟรงค์ เฮอเบิร์ต นี่จึงเป็นหนังที่คู่ควรแก่การไปดูโรงจอใหญ่สักครั้ง

    4 / 5

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in